arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค

๑. ภัททาลิเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส

อปทานํ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ทฺวาจตฺตาฬีสโม ภทฺทาลิวคฺโค

ปฐมํ ภทฺทาลิตฺเถราปทานํ (๔๑๑)

พระสุตตันตปิฎก

เล่ม ๒๕

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อปทาน

ภัททาลิวรรคที่ ๔๒

ภัททาลิเถราปทานที่ ๑

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างมณฑป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค ภัททาลิเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ

วิเวกกาโม โลกคฺโค หิมวนฺตํ อุปาคมิ ฯ

อชฺโฌคเหตฺวา หิมวนฺตํ ๑ สุเมโธ โลกนายโก

ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาน นิสีทิ ปุริสาสโภ ๒ ฯ

สมาธึ โส สมาปนฺโน สุเมโธ โลกนายโก

สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ

ขาริกาชํ ๓ คเหตฺวาน วนมชฺโฌคหึ อหํ

ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ ฯ

สมฺมชฺชนึ คเหตฺวาน สมฺมชฺชิตฺวาน อสฺสมํ

จตุทณฺเฑ ฐเปตฺวาน อกาสึ มณฺฑปํ ตทา ฯ

สาลปุปฺผํ คเหตฺวาน มณฺฑปํ ฉาทยึ อหํ

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน อวนฺทึ โลกนายกํ ๔ ฯ

ยํ วทนฺติ สุเมโธติ ภูริปญฺญํ สุเมธสํ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมาคมม

อสํสยํ พุทฺธเสฏฺโฐ ธมฺมํ เทเสติ จกฺขุมา ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

เทวสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม สตฺตาหํ มณฺฑปํ ธารยิ สาลฉาทนํ ๑

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

เทวภูโต มนุสฺโส วา เหมวณฺโณ ภวิสฺสติ

ปหูตโภโค หุตฺวาน กามโภคี ภวิสฺสติ ฯ

สฏฺฐี นาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา ๒ ฯ

อารุฬฺหา คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ

สายํ ปาโต อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉิสฺสนฺติมํ นรํ ฯ

เตหิ นาเคหิ ปริวุโต รมิสฺสติ อยํ นโร

สฏฺฐี อสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ

อาชานียา จ ๓ ชาติยา สินฺธวา สีฆพาหนา

อารุฬฺหา คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ฯ

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ

สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ

ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา

อารุฬฺหา คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ๑ ฯ

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ

สฏฺฐี คามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส ฯ

ปหูตธนธญฺญานิ สุสมิทฺธานิ สพฺพโส

สทา ปาตุภวิสฺสนฺติ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

สตานํ ตีณิกฺขตฺตุํ จ เทวรชฺชํ กริสฺสติ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ๒ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ อทฺทสํ โลกนายกํ

เอตฺถนฺตรํ อุปาทาย คเวสึ อมตํปทํ ฯ

ลาภา มยฺหํ สุลทฺธํ เม ยมหํ ญามิ ๓ สาสนํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม

ญาณํ ปฏิกิตฺเตตฺวาน ๑ ปตฺโตมฺหิ อมตํปทํ ฯ

ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ

สพฺพตฺถ สุขิโต โหมิ ผลมฺเม ญาณกิตฺตเน ฯ

อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตตี ภโว

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ภทฺทาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ภทฺทาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. หิมวํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปุริสุตฺตโม ฯ ๓ ม. ขาริภารํ ฯ อิโต ปรํ

อีทิสเมว ฯ ๔ ม. ยุ. อภิวนฺทึ ตถาคตํ ฯ

๑ ม. ยุ. สาลฉาทิตํ ฯ ๒ ม. เหมกปฺปนวาสสา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ม. ยุ. ว ฯ

๑ ม. ยุ. วมฺมิภิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ยุ. อสงฺขิยํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ม. ยุ. ญาสิ ฯ

ฉบับหลวง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี ปรารถนาความวิเวก เลิศกว่าโลก ได้เสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์ ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำโลกประเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ พระพุทธเจ้าผู้นำโลกพระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุดกว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗คืน ๗ วัน เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ

ครั้งนั้น เราจับไม้กวาดกวาดอาศรม ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป เราเอาดอกรังมามุงมณฑปเราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่ามีปัญญาดังแผ่นดิน มีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ เทวดาทั้งปวงทราบว่าพระพุทธเจ้าจะเปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยไม่ต้องสงสัย

พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาดังต่อไปนี้ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุงแก่เราตลอด ๗ วันเราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำจักมีโภคทรัพย์ล้นเหลือบริโภคกาม ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทุกชนิด รัดประคน และพานหน้าพานหลังล้วนทองกอปรด้วยเครื่องประดับศรีษะและข่ายทอง มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอกซัดและขอ ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว รื่นรมย์อยู่

สินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นพาหนะว่องไว มีอัสวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนู ขึ้นขี่ประจำ จักแวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา รถ ๖ หมื่นคันประดับด้วยสรรพาลังการ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง มีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้นประจำ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุกประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เสนาสี่เหล่าคือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักรเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระองค์ท่าน เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (แต่กัปนี้) ข้าพระองค์ได้เห็นพระศาสดาผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระองค์ได้แสวงหาอมตบท การที่ข้าพระองค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ววิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์ได้บรรลุอมตบท เพราะกล่าวสดุดีพระพุทธญาณ ข้าพระองค์เข้าในถิ่นกำเนิดใดๆ คือ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมเป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถาน นี้เป็นผลในการที่ข้าพระองค์กล่าวสดุดีพระพุทธญาณนี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ข้าพระองค์ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ภัททาลิเถราปทาน.

จบ ๑. ภัททาลิเถราปทาน