พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค
๑. ภัททาลิเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค ภัททาลิเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๗๒ หน้า ๑–๖
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน๑
เล่มที่ ๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น
ภัททาลิวรรคที่ ๔๒
๓. เถราปทาน
ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการมุงมณฑปด้วยดอกรัง
[๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนีปรารถนาความวิเวก เลิศในโลกได้เสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์
ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำ
โลก พระเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุดกว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗ คืน๗ วัน
เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้วไม่มีอาสวะ
๑. บาลีเล่มที่ ๓๓
ครั้งนั้น เราจับไม้กวาด กวาดอาศรม
ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป
เราเอาดอกรังมานุงมณฑป เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ
ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า มีพระปัญญาดังแผ่นดินมีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
เทวดาทั้งปวงทราบว่าพระพุทธเจ้าจะ
เปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยไม่ต้องสงสัย
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สม-
ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาดังต่อไปนี้
ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุง
แก่เราตลอด ๗ วัน เราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้น เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็น
ผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ จักมีโภคทรัพย์ล้นเหลือ บริโภคกาม
ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วย
เครื่องอาภรณ์ทุกชนิด รัดปะคน และพานหน้า
พานหลังล้วนทองกอปรด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายทอง
มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอกซัดและขอ
ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า
ผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว
รื่นรมย์อยู่ สินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้าประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นพาหนะว่องไว มีอัศวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำจักแวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
รถ ๖ หมื่นคันประดับด้วยสรรพาลังการ
หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้างมีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้นประจำ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง
มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุกประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เสนาสี่เหล่า คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ใน ๑๘,๐๐๐ กัป ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทว-
โลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง
และจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระ-
องค์ท่าน เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐(แต่กัปนี้) ข้าพระองค์
ได้เห็นพระศาสดาผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระ-องค์ได้แสวงหาอมฤตบท
การที่ข้าพระองค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภ
ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ว วิชชา ๓
ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ข้าพระองค์ได้บรรลุอมฤตบท เพราะ
กล่าวสดุดีพระพุทธญาณ
ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ จะเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีความสุขในทุก
สถาน นี้เป็นผลในการทที่ข้าพระองค์ กล่าวสดุดี
พระพุทธญาณ
นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ตัดกิเลส
เครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้าง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ พระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภัททาลิเถราปทาน
เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ (๔๑๒)
ว่าด้วยแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรม ซึ่งมี
ทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่น้ำจันทภาคาและได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้นเป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า อันจระเข้เสพอาศัย
หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก
และนกสาริกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศรของข้าพระองค์ให้งดงาม
นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียง
เสนาะร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า
และหมาใน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก สุกร มีมากบันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้า-พระองค์ให้งดงาม
ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้
ยางทราย ไม้อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
จบ ๑. ภัททาลิเถราปทาน