พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค
๘. อุปาลีเถราปทาน (๖) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อุปาลีเถราปทาน (๖) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๖๒–๘๒
๓.๖ อุปาลิเถราปทาน
บุพประวัติของพระอุบาลีเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม
(ท่านพระอุบาลีเมื่อได้กราบทูลบุพประวัติของตนว่า)
{๘} [๔๔๑] ในพระนครหังสวดี (ข้าพระองค์เป็น)พราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สะสมทรัพย์ไว้ได้ประมาณ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือก มากมาย[๔๔๒] เป็นนักปราชญ์ ทรงจำมนต์ จบไตรเพท ถึงที่สุดในตำรา ทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์
[๔๔๓] ในกาลนั้น มีพวกปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ และดาบสผู้เร่ร่อน เที่ยวไปในพื้น แผ่นดิน[๔๔๔] แม้พวกเขาก็ห้อมล้อมข้าพระองค์ด้วยคิดว่าเป็นพราหมณ์ผู้มี ชื่อเสียง ชนเป็นอันมากบูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ ไม่บูชาใคร[๔๔๕] ข้าพระองค์ไม่เห็นใครที่ควรบูชา เวลานั้นข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่า พุทโธ ยังไม่มี ตราบเท่าที่พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น[๔๔๖] วันและคืนล่วงไป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นพระนายก ผู้มีจักษุ ทรงบรรเทาความมืดทั้งปวงได้ แล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
[๔๔๗] เมื่อศาสนาของพระองค์กว้างขวาง เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก และแน่นหนาแล้ว ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่ พระนครหังสวดี[๔๔๘] พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์ แก่พุทธบิดา ในกาลนั้น ๆ มีบริษัทโดยรอบหนึ่งโยชน์[๔๔๙] ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะที่ผู้คนรู้จักกันทั่วไป ได้เอาดอกไม้ ทำร่มบังแดดทั่วพุทธบริษัท
[๔๕๐] เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ มณฑปดอกไม้ อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่เหล่าสัตว์ประมาณแสนโกฏิ[๔๕๑] พระพุทธเจ้าทรงยังฝนคือธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน เมื่อ ถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า[๔๕๒] “ท่านผู้นี้เมื่อท่องเที่ยวไปในเทวโลกหรือในภพมนุษย์ จักเป็นผู้ ประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย[๔๕๓] ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่งสมภพ ในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๔๕๔] ผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของ พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสผู้เป็นธรรมทายาทอันธรรม เนรมิตแล้ไว้"[๔๕๕] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดง กำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันทดาบสไว้ ด้วยประการฉะนี้
- ๑ธรรมาภิสมัย หมายถึงความรู้แจ้งธรรมหรือการบรรลุธรรม
- ๒ในแสนกัป หมายถึงในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับแต่กัป(ที่ท่านเกิด)นี้ไป
[๔๕๖] ในกาลนั้น ชนทั้งหลายประคองอัญชลีนมัสการสุนันทดาบส ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้วจึงชำระคติ ของตน [๔๕๗] เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่นั้นว่า ‘เราจักสร้างบุญกุศลโดยประการที่จะยังเห็น พระโคดมอยู่’[๔๕๘] ครั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาที่ควรทำว่า เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไรในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
[๔๕๙] ก็ภิกษุนี้เป็นผู้ชำนาญพระบาลีกว่าภิกษุผู้ชำนาญพระบาลี ทั้งหมดในพระศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย ข้าพระองค์จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง[๔๖๐] โภคสมบัติของข้าพระองค์นี้ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอัน อะไรให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์จึงสร้างอารามถวาย พระพุทธเจ้าด้วยโภคสมบัตินั้น[๔๖๑] ข้าพระองค์ได้ซื้อสวนชื่อว่าโสภณะข้างหน้าพระนครด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ แล้วสร้างถวายให้เป็นสังฆาราม
[๔๖๒] ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงามไว้ในที่จงกรม ถวายไว้ในสังฆาราม[๔๖๓] ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ โรงน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ ถวายแก่ภิกษุสงฆ์
[๔๖๔] ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอาราม และเภสัชนั้นทุก ๆ อย่างไว้
- ๑คติของตน ในที่นี้หมายถึงชาติกำเนิดของตน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๓)
[๔๖๕] ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคงด้วยหวังว่า ผู้ใดอย่าได้เบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตสงบผู้คงที่นั้น
[๔๖๖] ได้สร้างกุฎีที่อยู่หลายหลังไว้ในสังฆารามด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ ครั้นให้สร้างเสร็จไพบูลย์แล้วน้อมถวายพระสัมพุทธเจ้าว่า
[๔๖๗] ‘ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามสำเร็จแล้ว ขอพระองค์ ทรงโปรดรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ มอบถวายพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดรับเถิด พระเจ้าข้า[๔๖๘] พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรง ควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ขอพระองค์ทรงรับนิมนต์เถิด’[๔๖๙] ข้าพระองค์ทราบว่าพระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรง รับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะเสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย
[๔๗๐] เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว พระปทุมุตตระผู้นายก ของโลกได้เสด็จมายังอารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วย พระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป[๔๗๑] ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้วได้เลี้ยงดูให้ อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ ครั้นทราบเวลาว่าเสวยเสร็จแล้ว ได้ กราบทูลดังนี้ว่า[๔๗๒] ‘ข้าพระองค์ซื้อสวนชื่อว่าโสภณะด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ สร้างให้ สำเร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ โปรดรับเถิด[๔๗๓] ด้วยการถวายพื้นที่และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้นี้ เมื่อข้า พระองค์เกิดอยู่ในภพ ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด’
[๔๗๔] พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า[๔๗๕] ‘ผู้ใดได้ถวายสังฆารามที่สร้างเสร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะ พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำเรากล่าวเถิด[๔๗๖] จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ จะ แวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม[๔๗๗] ดนตรี ๖๐,๐๐๐ กลองที่ประดับสวยงามจักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้ เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม
[๔๗๘] สตรีสาว ๑๖,๐๐๐ นางประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ อาภรณ์อันวิจิตร สวมสร้อยมุกดาและใส่ต่างหูแก้วมณี[๔๗๙] เหล่านารีผู้มีหน้าแฉล้มแช่มช้อย ยิ้มแย้ม ตะโพกผายไหล่ผึ่ง เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวาย สังฆาราม[๔๘๐] ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทวดา เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง[๔๘๑] จักได้ของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติ ไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวรัชสมบัติอยู่
[๔๘๒] จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเป็น พระราชาอันไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน[๔๘๓] ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าพระโคดมโดยพระโคตรซึ่ง สมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
[๔๘๔] ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้เป็น ธรรมทายาท อันธรรมเนรมิตแล้ว มีชื่อว่าอุบาลี
[๔๘๔] จักถึงที่สุดในพระวินัย ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรง พระศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ ไม่มีอาสวะอยู่
[๔๘๖] พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐทรงทราบข้อนี้ทั้งหมดแล้วประทับ นั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ’[๔๘๗] ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์เริ่มต้นตั้งแต่กัปนับไม่ได้ ประโยชน์นั้นเราได้แล้ว ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง เราก็บรรลุแล้ว[๔๘๘] เปรียบเหมือนคนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา ถูกเสียบด้วยหลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาว ปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด[๔๘๙] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูก อาญาคือภพคุกคามแล้ว ถูกเสียบที่หลาวคือกรรม ถูกเวทนา คือความกระหายบีบคั้น[๔๙๐] ข้าพระองค์ไม่ได้ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ จึง แสวงหาอุบายเป็นเครื่องพ้น เหมือนคนแสวงหาอุบายเป็น เครื่องพ้นพระราชอาญาฉะนั้น[๔๙๑] เปรียบเหมือนคนถูกงูพิษกัด ถูกพิษงูบีบคั้น เขาจึงแสวงหายา อันเป็นอุบายเครื่องกำจัดพิษงู
[๔๙๒] เมื่อแสวงหาจึงได้พบยาอันเป็นเครื่องกำจัดพิษงู ดื่มยานั้นแล้ว จึงมีความสุขเพราะพ้นจากพิษงู ฉันใด
[๔๙๓] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนถูกงูพิษกัดฉันนั้น เหมือนกัน ถูกอวิชชาบีบคั้นจึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม
[๔๙๔] เมื่อแสวงหายาคือธรรมอยู่ ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากย บุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอดโอสถ อันเป็นเครื่อง บรรเทาลูกศรทั้งปวง[๔๙๕] ข้าพระองค์ดื่มยาคือธรรมแล้ว ถอนพิษได้ทั้งหมด ข้าพระองค์ ได้พบนิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย เป็นภาวะอันเย็นสนิท[๔๙๖] เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับทุกข์เพราะผีสิง พึง แสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี
[๔๙๗] เมื่อแสวงหาไป ได้พบหมอผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นจึงขับ ไล่ผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศพร้อมทั้งต้นตอ ฉันใด[๔๙๘] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้รับ ทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่างคือญาณ เพื่อจะพ้นจากความมืด[๔๙๙] ทีนั้น ข้าพระองค์จึงได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือ กิเลสให้หมดจดได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้แก่ข้าพระองค์ ดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ฉะนั้น[๕๐๐] ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสาร ได้แล้ว ห้ามกระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิง เหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอนรากฉะนั้น[๕๐๑] เปรียบเหมือนพญาครุทโฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ[๕๐๒] ครั้นมันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาคบินไปตามความปรารถนา ฉันใด
- ๑กระแสสงสาร ห้วงวังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
[๕๐๓] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แสวงหา อสังขตธรรม อยู่ จึงคายโทษทั้งหลายได้แล้ว เหมือนพญา ครุฑมีกำลังจับนาคได้แล้วพาบินไปฉะนั้น[๕๐๔] ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐจึงถือเอาสันติบท อันยอดเยี่ยม นี้อยู่ เหมือนพญาครุฑจับนาคบินไปอยู่ฉะนั้น
[๕๐๕] เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีเกิดในสวนจิตลดา โดยล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงเผล็ดผลมาผลหนึ่ง
[๕๐๖] เทวดาทั้งหลายย่อมเข้าไปนั่งใกล้เถาวัลย์อาสาวดีนั้นซึ่งมีผล คราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสาวดีนั้นมีผลอุดม เป็น ที่รักแห่งเทวดาทั้งหลายอย่างนี้[๕๐๗] นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพระองค์จึงได้ปรนนิบัติพระมุนีพระองค์ นั้น นมัสการทั้งเช้าทั้งเย็น เหมือนเทวดาเข้าไปนั่งใกล้เถาวัลย์ อาสาวดีฉะนั้น[๕๐๘] การปรนนิบัติก็ไม่เป็นหมัน และการนมัสการก็ไม่เป็นโมฆะ แม้ ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะจึงไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป[๕๐๙] ข้าพระองค์ค้นหาปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มี อุปธิ พ้นวิเศษแล้ว จึงสงบระงับเที่ยวไป
[๕๑๐] ธรรมดาดอกปทุมย่อมบานเพราะรัศมีแห่งดวงอาทิตย์ แม้ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็บานเพราะรัศมีแห่งพระ พุทธเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน
- ๑อสังขตธรรม ธรรมอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง หรือไม่เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๕, ขุ.อป.อ. ๑/๓๓๘)
- ๒สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒๙๔, ขุ.อป.อ. ๑/๓๓๘)
[๕๑๑] เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ เมื่อ เมฆฝนคำราม นกยางตัวเมียเหล่านั้นจึงจะตั้งครรภ์ได้ในกาล ทุกเมื่อ[๕๑๒] นกยางตัวเมียเหล่านั้นย่อมตั้งครรภ์อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่ เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากการตั้งครรภ์ในเวลาที่ เมฆฝนตก ฉันใด[๕๑๓] ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงประกาศ กึกก้องด้วยเมฆคือธรรม ได้ถือเอาครรภ์คือธรรมด้วยเสียงแห่ง เมฆคือธรรม[๕๑๔] ข้าพระองค์ทรงครรภ์คือบุญอยู่ตลอดแสนกัป ยังไม่พ้นจากภาระ คือห้วงแห่งสังสารวัฏ ตลอดเวลาที่สายฝนคือธรรมยังไม่ตก[๕๑๕] ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศกึกก้องด้วย สายฝนคือธรรมในพระนครกบิลพัสด์อันน่ารื่นรมย์ ข้าพระองค์ จึงพ้นจากภาระคือสงสาร[๕๑๖] ข้าพระองค์สะสางธรรมคือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ แม้นั้นได้ทั้งหมดแล้ว
จบ ภาณวารที่ ๒
[๕๑๗] ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ตั้งแต่กัปอันหาประมาณ มิได้ ประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยม ข้าพระองค์ก็บรรลุแล้ว
- ๑ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๓๓ (ปัจเจกพุทธาปทาน) หน้า ๒๒ ในเล่มนี้
[๕๑๘] ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศเหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลี ถึงที่สุด ในพระวินัยปิฎก ไม่มีใครอื่นเสมอเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ ย่อมทรงศาสนา ไว้
[๕๑๙] ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัย ในขันธกะ ในติกเฉท ในคัมภีร์ปริวาร ในอักขระหรือแม้ในพยัญชนะในวินัยปิฎก ทั้งสิ้นนี้เลย
[๕๒๐] ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่ม ในการทำคืน ในฐานะและ มิใช่ฐานะ ในการชักเข้าหมู่ ในการให้ออกจากอาบัติ ถึงที่สุด ในวินัยกรรมทั้งปวง
[๕๒๑] ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัย ในขันธกะ และในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่โดยหน้าที่
[๕๒๒] ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในภาษา และเฉียบแหลมในประโยชน์ คือ ความเจริญ และสิ่งที่มิใช่ประโยชน์คือความเสื่อม สิ่ง อะไร ๆ ที่ข้าพระองค์ไม่รู้เป็นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศกว่า พระวินัยธรทั้งหลายในพระพุทธศาสนาเพียงองค์เดียวเท่านั้น
- ๑ศาสนา ในที่นี้หมายถึงโอวาทานุสาสนี คำที่พระพุทธเจ้าทรงโอวาทพร่ำสอน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๑)
- ๒ในที่นี้ คำว่า วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ คัมภีร์วิภังค์แห่งสิกขาบททั้งสองฝ่าย คือ ภิกขุวิภังค์และ ภิกขุนีวิภังค์ (พระบาลีวินัยปิฎกเล่มที่ ๑-๓) ขันธกะ หมายถึงคัมภีร์ขันธกะคือมหาวรรคและจุลล วรรค (พระบาลีวินัยปิฎกเล่มที่ ๔-๗) ติกเฉท หมายถึงข้อกำหนดว่าเป็นอาบัตินั้น ๆ ๓ ประการ เช่น ติกสังฆาทิเสส ข้อกำหนดว่าเป็นอาบัติสังฆาทิเสส ๓ ประการ ติกปาจิตตีย์ ข้อกำหน ดว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ๓ ประการเป็นต้น คัมภีร์ปริวาร จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๕ อันเป็นคัมภีร์สุดท้าย ของพระบาลีวินัยปิฎก ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎกเล่มที่ ๘ (นัย ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๑)
- ๓การข่ม หมายถึงการข่มเหล่าปาปภิกษุ คือพวกภิกษุชั่ว ทุศีล หรือพวกภิกษุที่เป็นอลัชชี การทำคืน หมายถึงการทำให้เหล่าภิกษุที่ต้องอาบัติเป็นผู้บริสุทธิ์มีการให้ปริวาสเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๒)
- ๔การชักเข้าหาหมู่ (โอสารณา) หมายถึงชื่อวินัยกรรมที่เกี่ยวกับการให้โอกาสแก่ผู้ประพฤติผิด พระวินัยซึ่งถูกลงโทษจนกลับตัวได้กลับเข้ามาอยู่ในสงฆ์เหมือนเดิม (นัย ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๒)
[๕๒๓] วันนี้ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้นตัด
ความสงสัยได้ทั้งหมดในคราวตัดสิ้นพระวินัยในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร
[๕๒๔] ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้ง ๖ คือ บทเบื้องต้น บทเบื้อง
ปลาย อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย
[๕๒๕] เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงมีกำลังรี้พลทรงจับปรปักษ์ได้แล้ว พึงให้เดือดร้อน ทรงชนะสงครามได้โดยเด็ดขาดแล้วพึงรับสั่ง ให้สร้างพระนครไว้ในแว่นแคว้นที่พระองค์ทรงชนะแล้ว[๕๒๖] รับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด ซุ้มประตู และป้อม ต่าง ๆ ไว้ในพระนครเป็นอันมาก
[๕๒๗] พึงรับสั่งให้สร้างถนน วงเวียน ร้านตลาดที่จัดไว้เรียบร้อยดี และสภาไว้ในพระนครนั้นเพื่อวินิจฉัยคดีและมิใช่คดี
[๕๒๘] เพื่อป้องกันพระราชาผู้เป็นศัตรู เพื่อรู้จักสิ่งที่เป็นโทษและมิใช่ โทษ เพื่อรักษาหมู่รี้พล พระองค์ผู้เป็นเจ้าของแห่งพระนคร จึงทรงตั้งเสนาบดีไว้ในตำแหน่งฐานันดร[๕๒๙] เพื่อจะรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงตั้งคนที่ฉลาดในการเก็บ รักษาให้เป็นขุนคลังด้วยทรงหวังว่า ‘สิ่งของของเราอย่าพินาศ ไปเสีย’[๕๓๐] ผู้ใดเป็นที่ไว้พระทัยของพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรือง แก่พระราชา ย่อมทรงมอบหน้าที่คือความเป็นใหญ่ในการ วินิจฉัยแก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติตอบแทนความเป็นมิตร
- ๑ข้อความนี้ พระบาลีเป็น สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ : เขาสมัครสมานกับพระราขา ในที่นี้แปล ตามนัยพระบาลีที่ปรากฏในอรรถกถาว่า มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๔)
[๕๓๑] พระองค์โปรดแต่งตั้งบุคคลผู้ฉลาดในลางดีลางร้าย ในนิมิต และในตำราทำนายลักษณะ ผู้เป็นปราชญ์ ทรงจำมนต์ไว้ ในตำแหน่งปุโรหิต
[๕๓๒] พระราชาผู้พรั่งพร้อมไปด้วยองค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้น พสกนิกรย่อมเรียกว่ากษัตริย์ อำมาตย์ทั้งหลายมีเสนาบดี เป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ เหมือนนกจากพราก รักษานกญาติของตนที่ได้รับทุกข์ฉะนั้น[๕๓๓] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น มหาชนย่อมเรียกว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมเทวโลก เหมือนกษัตริย์ผู้ขจัด ศัตรูได้แล้วฉะนั้น
[๕๓๔] พระองค์ทรงปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร และความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างธรรมนคร ไว้แล้ว
[๕๓๕] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ในธรรมนครมีศีลเป็นกำแพง พระญาณ ของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็นเสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู
[๕๓๖] ข้าแต่พระมุนี สติปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของ พระองค์เป็นสนาม อิทธิบาทเป็นทางสี่แยก ธรรมวิถีพระองค์ ทรงสร้างไว้สวยงามแล้ว
- ๑จากพราก, จากพาก [จากกะพราก, จากกะพาก] ชื่อนกในวงศ์นกเป็ดน้ำ (ทางวรรณคดีนิยมว่า คู่ ของนกนี้ต้องพรากและครวญถึงกันในเวลากลางคืน), จักรพาก หรือ จักรวาก ก็เรียก (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๒๒๕) จกฺกวกฺก (บาลี)
- ๒ธรรมนคร หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือนครกล่าวคือธรรมที่มีนัยลึกซึ้งและเป็น รากฐานโดยทั่วไปคือขันธ์ อายตนะ ธาตุ ปฏิจจสมุปบาท พละ และโพชฌงค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๕)
[๕๓๗] พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้น นี้เป็นธรรมสภาในธรรมนครของพระองค์
[๕๓๘] วิหารธรรม คือ สุญญตวิหารธรรม อนิมิตตวิหารธรรม อัปปณิหิตวิหารธรรม อาเนญชวิหารธรรม และนิโรธวิหารธรรม นี้เป็นธรรมกุฎิในธรรมนครของพระองค์
- ๑พระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ หรือเรียกว่านวังคสัตถุศาสน์ คือ (๑) สุตตะ หมายถึงสูตร ได้แก่ อุภโต วิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรทั้งหลายในสุตตนิบาต และพระพุทธพจน์อื่น ๆ ที่ มีชื่อว่าสูตร กล่าวสั้น ๆ คือพระวินัยปิฎก คัมภีร์นิทเทสทั้งสองและพระสูตรทั้งหลาย (๒) เคยยะ ได้แก่ ข้อความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด โดยเฉพาะ สคาถวรรคในสังยุตตนิกาย (๓) เวยยากรณะ ได้แก่ ความร้อยแก้วล้วน ๆ หมายเอาพระอภิธรรม ปิฎกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถาและพระพุทธพจน์อื่นใดที่ไม่จัดเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ (๔) คาถา ได้แก่ ความร้อยกรองล้วน ๆ หมายเอาธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนในสุตตนิบาต ที่ไม่มีชื่อว่าเป็นสูตร (๕) อุทาน ได้แก่ พระคาถาที่ทรงเปล่งด้วยพระหฤทัยโสมนัสและประกอบ ด้วยพระญาณโดยมีข้อความประกอบอยู่ด้วย รวมได้ ๘๓ พระสูตร (๖) อิติวุตตกะ ได้แก่ พระ สูตร ๑๑๐ สูตรที่ตรัสโดยนัยว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า,ความ จริง ข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) (๗) ชาตกะ หรือ ชาดก ได้แก่ ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มีอปัณณก ชาดกเป็นต้น (๘) อัพภูตธรรม ได้แก่ พระสูตรที่ว่าด้วยข้ออัศจรรย์ ไม่เคยมีทุกสูตร เช่นที่ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ อย่างหาได้ในอานนท์” ดังนี้เป็นต้น (๙) เวทัลละ ได้แก่ พระสูตรแบบถาม-ตอบ ซึ่งผู้ถามได้ทั้งความรู้และความพอใจ ถามต่อ ๆ ไป เช่น จูฬเวทัลลสูตร เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๒๖, ม.มู.อ. ๒/๑๓, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒๘๒, ขุ.ม.อ. ๒๖๗-๒๖๘, ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๕)
- ๒วิหารธรรม หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่ประจำจิต ในที่นี้จัดเป็นวิหารธรรมชั้นสูงคือโลกุตตรธรรม โดย สุญญตวิหารธรรม หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่างจากกิเลสที่ได้ด้วยอำนาจการพิจารณา อนัตตลักษณะ อนิมิตตวิหารธรรม หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีนิมิตคือกิเลสที่ได้ด้วยอำนาจ การพิจารณาอนิจจลักษณะ อัปปณิหิตวิหารธรรม หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีความตั้ง ปรารถนาที่ได้ด้วยอำนาจการพิจารณาทุกขลักษณะ (พึงเทียบ วิโมกข์ ๓ ที่เชิงอรรถข้อ ๑๓๓ หน้า ๒๒ ในเล่มนี้) อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงธรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีภาวะหวั่นไหว ได้แก่ สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามีผล อนาคามิผล และ อรหัตผล ซึ่งมีความแน่นอนตามสภาวะ นิโรธวิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับทุกข์ ทั้งปวง ได้แก่ ภาวะพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๖)
[๕๓๙] ธรรมเสนาบดีของพระองค์มีนามว่าสารีบุตร ทรงตั้งไว้ว่าเป็นผู้ เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ
[๕๔๐] ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามว่าโกลิตะ ผู้ฉลาด ในจุติและอุบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์
[๕๔๑] ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรงวงศ์โบราณ มีเดช รุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษา ของพระองค์[๕๔๒] ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์มีนามว่า อานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลี ทั้งหมดในพระศาสนา[๕๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ทรง เว้นพระเถระเหล่านั้นทั้งหมด ทรงประทานการวินิจฉัย ใน พระวินัยอันภิกษุผู้รู้แจ้งแสดงแล้วให้แก่ข้าพระองค์[๕๔๔] ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูปถามปัญหาในพระวินัย ใน ปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้ทันที
[๕๔๕] ตลอดพุทธเกษตร เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับ ข้าพระองค์ในพระวินัย ผู้ที่ยิ่งกว่าจะมีแต่ที่ไหน
[๕๔๖] พระโคดมประทับนั่งในทำมกลางสงฆ์แล้ว ทรงประกาศอย่าง นี้ว่า ‘ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลีในพระวินัยและในขันธกะ’
[๕๔๗] นวังคสัตถุศาสน์เท่าที่พระพุทธฺเจ้าตรัสไว้แล้ว ข้าพระองค์ กล่าวไว้ในพระวินัยทั้งหมดสำหรับผู้เห็นมูลพระวินัย
- ๑โกลิตะ เป็นนามเดิมของพระมหาโมคคัลลานเถระ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๖)
[๕๔๘] พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์ ประทับนั่งในทำมกลางสงฆ์ทรงตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ[๕๔๙] ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ตั้งต้นแต่แสนกัปไป ประโยชน์นั้นข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว ข้าพระองค์ถึงที่สุด ในพระวินัยแล้ว[๕๕๐] เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างกัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่ เจ้าศากยะทั้งหลาย ข้าพระองค์ละชาตินั้นแล้ว เกิดเป็นบุตร ของพระมเหสีเจ้า [๕๕๑] ในกัปที่ ๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นดินพระนาม ว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้ มีทรัพย์มากมาย[๕๕๒] ข้าพระองค์เป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระ ราชาพระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความมัวเมาด้วยชาติ กำเนิด และเพราะความมัวเมาด้วยยศและโภคะ[๕๕๓] ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐ เชือก ตกมัน ๓ แห่ง ประดับ ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ห้อมล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
[๕๕๔] ในกาลนั้น ข้าพระองค์ห้อมล้อมด้วยกำลังพลของตน ประสงค์ จะประพาสพระอุทยาน จึงขึ้นช้างชื่อสิริกะแล้วออกจาก พระนครไป
- ๑พระมเหสีเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๘) อนึ่ง คำว่า มเหสี แปลว่า ผู้แสวงหาคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีเจ้า หมายถึงเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
- ๒ตกมัน ๓ แห่ง พึงดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๖๕ (สารีปุตตเถราปทาน) หน้า ๒๗ ในเล่มนี้
[๕๕๕] พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครอง ทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้าของข้าพระองค์[๕๕๖] เวลานั้นข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไปให้ทำร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า ลำดับนั้น ช้างนั้นเกิดความโกรธ จึงไม่ยกเท้าขึ้น
[๕๕๗] ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจร้องไห้ จึงได้ทำความโกรธในพระ ปัจเจกพุทธเจ้า ข้าพระองค์เบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ไปยังอุทยาน[๕๕๘] ในเพราะการเบียดเบียนนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ประสบความสุข เลยเหมือนไฟลุกอยู่บนศีรษะ และเดือดร้อนด้วยความเร่าร้อน ดังปลาติดเบ็ด[๕๕๙] แผ่นดินมีสมุทรสาครเป็นที่สุดปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนไฟ ลุกทั่ว ข้าพระองค์เข้าไปเฝ้าพระชนกแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า
[๕๖๐] ‘หม่อมฉันได้ทำร้ายพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้เปรียบ ประดุจอสรพิษที่โกรธ ประดุจกองไฟไหม้ลามมา ประดุจ ช้างพลายตกมัน ๓ แห่ง[๕๖๑] พระปัจเจกพุทธชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้กล้าหาญ ผู้มีตบะกล้า ถูกหม่อมฉันรุกรานแล้ว’ (พระชนกตรัสว่า) ‘พวกเราชาวเมือง จักพินาศกันหมด พวกเราจักไปขอขมาพระมุนีนั้น
- ๑ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ หมายถึงผู้ประกอบด้วยธรรมคือจรณะ ๑๕ ประการ (องฺ.จตุกฺก.อ.๓๕๑, ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๙) คำว่า จรณะ หมายถึงคุณธรรมเครื่องประพฤติปฏิบัติให้ลุถึงวิชชาหรือนิพพาน มี ๑๕ ประการ คือ (๑) สีสสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อินทรีย์สังวร การสำรวมอินทรีย์ (๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค (๕) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบ ความเพียร สัทธรรม ๗ คือ (๑) มีศรัทธา (๒) มีหิริ (๓) มีโอตตัปปะ (๔) เป็นพหูสูต (๕) ปรารภความเพียร (๖) มีสติมั่นคง (๗) มีปัญญา รูปาวจรฌาน ๔ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน (สํ.ส.อ. ๒๐๘)
[๕๖๒] ถ้าเราจักไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่นแคว้นของเราจักพินาศ
[๕๖๓] สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตกราชาได้ รุกรานฤๅษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาจึงถึงความพินาศ
[๕๖๔] ฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคือง เมื่อใด เมื่อนั้นท่านย่อมยังมนุษย์โลก พร้อมทั้งเทวโลก ทั้ง สาคร ทั้งภูเขาให้พินาศ’[๕๖๕] ข้าพระองค์จึงสั่งให้ชุมนุมพวกบุรุษในประเทศประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า
[๕๖๖] ข้าพระองค์ทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประคองอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วได้เรียน ท่านดังนี้ว่า
[๕๖๗] ‘ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดยกโทษเถิด มหาชน อ้อนวอนพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดบรรเทาความเร่าร้อน ขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศไปเลย[๕๖๘] มนุษย์พร้อมเทวดา อสูร และผีเสื้อสมุทรทั้งหมดพึงต่อยศีรษะ ของข้าพเจ้าด้วยฆ้อนเหล็กได้ทุกเมื่อ’
[๕๖๙] พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ‘ไฟย่อมไม่ตั้งอยู่ในนํ้า พืชย่อมไม่ งอกบนภูเขาหิน กิมิชาติ(สัตว์ชนิดหนอน)ย่อมไม่ดำรงอยู่ใน ยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระปัจเจกพุทธเจ้า ฉันนั้น[๕๗๐] เหมือนอย่างพื้นแผ่นดินย่อมไม่หวั่นไหว สมุทรสาครย่อม ประมาณไม่ได้ และอากาศย่อมไม่มีที่สุด ฉันใด พระปัจเจก พุทธเจ้าทั้งหลายใคร ๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น
[๕๗๑] พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว เป็นผู้ยกโทษให้ผู้อื่น และ มีตบะ ท่านผู้มีขันติและผู้ที่ยกโทษให้ผู้อื่นย่อมไม่มีการลุอคติ’
[๕๗๒] พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว จึงบรรเทาความเร่าร้อนให้ หมดไป เวลานั้นข้าพระองค์ได้เหาะขึ้นไปยังนภากาศข้างหน้า มหาชน[๕๗๓] กล่าวว่า ‘ข้าแต่พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้ เข้าถึงความเลวทราม’ ล่วงชาตินั้นแล้วจึงเข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย
[๕๗๔] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น พระองค์ก็บรรเทาความ เร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดีให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือดร้อนอยู่ และ ข้าพระองค์ก็ขอขมาพระสยัมภูแล้ว[๕๗๕] ข้าแด่พระมหาวีรเจ้า แม้วันนี้พระองค์ก็ทรงดับไฟ ๓ กองให้ ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ และข้าพระองค์ก็ถึงความ เย็นแล้ว[๕๗๖] ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอท่านเหล่านั้นจงตั้งใจฟังคำ เรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็น
[๕๗๗] เราดูหมิ่นพระสยัมภูผู้มีจิตสงบระงับ มีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะ กรรมนั้น วันนี้เราจึงเกิดในกำเนิดที่ต่ำทราม
[๕๗๘] เวลาอย่าพลาดท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีเวลาล่วงไปแล้ว ย่อมจะเสียใจ ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจงทำเวลาให้สำเร็จ(ประโยชน์)[๕๗๙] ยาสำรอกของคนบางพวกเป็นยาถ่ายสำหรับคนบางพวก ยาพิษ ที่ร้ายแรงของคนบางพวกเป็นโอสถสำหรับคนบางพวก
[๕๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ตรัส บอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่บุคคล ผู้ได้ผล ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงหาบุญ[๕๘๑] ตรัสบอกยาพิษอันร้ายแรง(บาปอกุศล) แก่บุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อพระศาสนา ยาพิษอันร้ายแรง(บาปอกุศล)ย่อมเผานรชน นั้น ผู้เดียว เหมือนอสรพิษมีพิษร้ายฉะนั้น[๕๘๒] ยาพิษที่ร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วครั้งเดียวย่อมยังชีวิตให้พินาศ บุคคลผิดในพระศาสนาแล้วย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป
[๕๘๓] พระพุทธเจ้านั้นย่อมยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้นด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน และด้วยความเป็นผู้มีจิตประกอบ ด้วยเมตตา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นอันท่าน ทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้[๕๘๔] พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นกับแผ่นดิน ย่อมไม่ข้องอยู่ ในลาภและความเสื่อมลาภ ในการสรรเสริญและดูหมิ่น เพราะ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นอันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้[๕๘๕] พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู โจรองคุลิมาล พระราหุล และในช้างธนบาล
[๕๘๖] พระพุทธเจ้าเหล่านี้ไม่ทรงมีความโกรธ ไม่ทรงมีความยินดี พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยสม่ำเสมอต่อชนทั้งปวง คือ ต่อนาย ขมังธนูและต่อพระโอรส
[๕๘๗] ผ้าย้อมฝาดที่เปื้อนคูถซึ่งถูกทิ้งไว้ในหนทาง ใครเห็นแล้วพึง ประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรกล้าแล้วไหว้ธงชัยแห่งพระฤๅษีเถิด
[๕๘๘] พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ ด้วยธงชัยนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรนมัสการพระพุทธเจ้าเหล่านั้น[๕๘๙] เราทรงพระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจัก นมัสการพระวินัยอยู่ในกาลทุกเมื่อ
[๕๙๐] พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเรา เรา สำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา
[๕๙๑] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัยและ ฉลาดในสมถะขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ผู้เป็นศาสดา
[๕๙๒] ข้าพระองค์นั้นนมัสการอยู่ซึ่งสัมพุทธเจ้าและซึ่งความที่แห่ง พระธรรมเป็นธรรมดี จักเที่ยวไปจากบ้านนี้สู่บ้านโน้น จาก เมืองนี้สู่เมืองโน้น[๕๙๓] ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
[๕๙๔] ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็น การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ก็ได้ทำเสร็จแล้ว[๕๙๕] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ อุปาลีเถราปทานที่ ๖
๓.๗ อัญญาโกณฑัญญเถรปทาน
บุพประวัติของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายปฐมภัตแด่พระพุทธเจ้า
(ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๙} [๕๙๖] เราได้พบพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระโลกเชษฐ์ ผู้เป็นนายกอย่างวิเศษ บรรลุพุทธภูมิเป็นครั้งแรก[๕๙๗] ยักษ์มีประมาณเท่าใดมาชุมนุมกันที่ควงไม้โพธิ์ทั้งหมดแวดล้อม พระสัมพุทธเจ้า ประคองอัญชลีถวายบังคมอยู่[๕๙๘] เทวดาทั้งหมดเหล่านั้นมีใจยินดีเที่ยวประกาศไปในอากาศว่า “พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธการแล้ว ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว”[๕๙๙] เสียงบันลือลั่นของเทวดาผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้ เป็นไปว่า “เราจักเผากิเลสทั้งหลายในศาสนาของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า”[๖๐๐] เรารู้เสียงที่เทวดาทั้งหลายเปล่งด้วยวาจา จึงร่าเริง มีจิตยินดี ได้ถวายภิกษาเป็นครั้งแรก
[๖๐๑] พระศาสดาผู้สูงสุดในโลกทรงทราบความดำริของเราแล้วประทับ นั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๖๐๒] “เราออกมหาภิเนษกรมณ์ได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐม นี้เป็นเครื่องยังอัตภาพของเราผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ให้เป็นไป
จบ ๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)