arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค

๘. อุปาลีเถราปทาน (๖) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อฏฺฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๖)

อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖)

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อุปาลีเถราปทาน (๖) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

บาลี (สยามรัฐ)

นคเร หํสวติยา สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ

อสีติโกฏิสนฺนิจโย ๒ ปหูตธนธญฺญวา ฯ

อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ

ปริพฺพชา เอกสิขา โคตมา พุทฺธสาวกา

จรกา ตาปสา เจว จรนฺติ มหิยา ตทา ฯ

เตปิ มํ ปริวาเรนฺติ พฺราหฺมโณ วิสฺสุโต อิติ

พหู ชนา มํ ปูเชนฺติ ๑ นาหํ ปูเชมิ กิญฺจินํ ฯ

ปูชารหํ น ปสฺสามิ มานถทฺโธ อหํ ตทา

พุทฺโธติ วจนํ นตฺถิ ตาว นุปฺปชฺชเต ชิโน ฯ

อจฺจเยน อโหรตฺตํ ปทุมุตฺตรนายโก ๒

สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ

วิตฺถาริเก พหู ชญฺเญ ปุถุภูเต จ สาสเน

อุปาคมิ ตทา พุทฺโธ นครํ หํสสวฺหยํ ฯ

ปิตุ อตฺถาย โส พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา

เตน กาเลน ปริสา สมนฺตา โยชนํ ตทา ฯ

สมฺมโต มนุชานํ โย ๓ สุนนฺโท นาม ตาปโส

ยาวตา พุทฺธปริสา ปุปฺเผหิจฺฉาทยิ ตทา ฯ

จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เสฏฺเฐ จ ปุปฺผมณฺฑเป

โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ

สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ วสฺสิตฺวา ธมฺมวุฏฺฐิยา

อฏฺฐเม ทิวเส ปตฺเต สุนนฺทํ กิตฺตยี ชิโน ฯ

เทวโลเก มนุสฺเส วา สํสรนฺโต อยํ ภเว

สพฺเพสํ ปวโร หุตฺวา ภเวสุ สํสริสฺสติ ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

มนฺตานีปุตฺโต ปุณฺโณติ เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ

เอวํ กิตฺตยิ สมฺพุทฺโธ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา

หาสยนฺโต ชนํ สพฺพํ ทสฺสยนฺโต สกํ พลํ ฯ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา ๑

พุทฺเธ การํ กริตฺวาน โสเธสิ คติมตฺตโน ฯ

ตตฺถ เม อหุ สงฺกปฺโป สุตฺวาน มุนิโน วจํ

อหํ ๒ การํ กริสฺสามิ ยถา ปสฺสามิ โคตมํ ฯ

เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน กิริยํ จินฺตยึ มมํ

กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ

อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ สพฺพปาฐีน ๓ สาสเน

วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ๔ อหํ ฯ

อิทํ เม อมิตํ โภคํ อกฺโขภํ สาครูปมํ

เตน โภเคน พุทฺธสฺส อารามํ มาปเย อหํ ฯ

โสภนํ นาม อารามํ นครสฺส ปุรตฺถโต

กตฺวา ๕ สตสหสฺเสน สงฺฆารามํ อมาปยึ ฯ

กูฏาคาเร จ ปาสาเท มณฺฑเป หมฺมิเย คุหา

จงฺกเม สุกเต กตฺวา สงฺฆาราเม ๖ อมาปยึ ฯ

ชนฺตาฆรํ อคฺคิสาลํ อโถ อุทกมาฬกํ

นฺหานฆรํ มาปยิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ

อาสนฺทิโย จ ปีฐเก ปริโภเค จ ภาชเน

อารามิกญฺจ เภสชฺชํ สพฺพเมตํ อทาสหํ ฯ

อารกฺขํ ปฏฺฐเปตฺวาน ปาการํ การยึ ทฬฺหํ

มา นํ โกจิ วิเหเฐสิ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อาวาเส ๑ สตสหสฺเส สงฺฆาราเม ๒ อมาปยึ

เวปุลฺลตํ มาปยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปนามยึ ฯ

นิฏฺฐาปิโต มยาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ

นิยฺยาเทสฺสามิ ตํ ๓ ธีร อธิวาเสหิ จกฺขุม ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสหิ นายโก ฯ

อธิวาสนมญฺญาย สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน

โภชนํ ปฏิยาเทตฺวา กาลมาโรจยึ อหํ ฯ

อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตรนายโก

ขีณาสวสหสฺเสหิ อารามํ เม อุปาคมิ ฯ

นิสินฺนกาลมญฺญาย อนฺนปาเนน ตปฺปยึ

ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

กีโต สตสหสฺเสน ตตฺตเกเนว การิโต

โสภโน นาม อาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ ฯ

อิมินา ภูมิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ

ภเว นิพฺพตฺตมาโนหํ ลภามิ มม ปตฺถิตํ ฯ

ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

โย โส พุทฺธสฺส ปาทาสิ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี

ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา

ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ

ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ

อาฬารมุขา ๑ หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ

เทวราเชน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ ปฏิลภิสฺสติ

อนูนโภโค หุตฺวาน เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ

ปฐพฺยา รชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ๒ ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

อุปาลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ

วินเย ปารมึ ปตฺวา ฐานาฐาเน จ โกวิโท

ชินสาสนํ ธารยนฺโต วิหริสฺสตินาสโว ฯ

สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ

อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

ยถา สูลาวุโต โปโส ราชทณฺเฑน ตชฺชิโต

สูเล สาตํ อวินฺทนฺโต ปริมุตฺตึว อิจฺฉติ ฯ

ตเถวาหํ มหาวีร ภวทณฺเฑน ตชฺชิโต

กมฺมสูลาวุโต สนฺโต ปิปาสาเวทนาฏฺฐิโต ฯ

ภเว สาตํ น วินฺทามิ ฑยฺหนฺโต ตีหิ อคฺคิหิ

ปริมุตฺตึ คเวสามิ ยถา จ ราชทณฺฑโต ฯ

ยถา วิสารโท ปุริโส วิเสน ปริปีฬิโต

อคทํ โส คเวเสยฺย วิสฆาตายุปายนํ ๑ ฯ

คเวสมาโน ปสฺเสยฺย อคทํ วิสฆาตกํ

ตํ ปิวิตฺวา สุขี อสฺส วิสมฺหา ปริมุตฺติยา ฯ

ตเถวาหํ มหาวีร ยถา วิสคโต ๑ นโร

สมฺปีฬิโต อวิชฺชาย สทฺธมฺมาคทเมสหํ ฯ

ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ

อคฺคสจฺโจสถานนฺตํ ๒ สพฺพสลฺลวิโนทนํ ฯ

ธมฺโมสถํ ปิวิตฺวาน วิสํ สพฺพํ สมูหนึ

อชรามรํ สีติภาวํ นิพฺพานํ ปสฺสยึ ๓ อหํ ฯ

ยถา ภูตตชฺชิโต โปโส ภูตคฺคาเหน ปีฬิโต

ภูตเวชฺชํ คเวเสยฺย ภูตสฺมา ปริมุตฺติยา ฯ

คเวสมาโน ปสฺเสยฺย ภูตวิชฺชาสุ โกวิทํ

ตสฺส โส วิหญฺเญ ภูตํ สมูลญฺจ วินาสเย ฯ

ตเถวาหํ มหาวีร ตมคฺคาเหน ปีฬิโต

ญาณาโลกํ คเวสามิ ตมโต ปริมุตฺติยา ฯ

อถทฺทสํ สกฺยมุนึ กิเลสตมโสธนํ

โส เม ตมํ วิโนเทสิ ภูตเวชฺโชว ภูติกํ ๔ ฯ

สํสารโสตํ สญฺฉินฺทึ ตณฺหาโสตํ นิวารยึ

ภวํ อุคฺฆาตยึ สพฺพํ ภูตเวชฺโชว มูลโต ฯ

ครุโฬ ยถา โอปตติ ปนฺนคํ ภกฺขมตฺตโน

สมนฺตา โยชนสตํ วิกฺโขเภติ มหาสรํ ฯ

ปนฺนคํ โส คเหตฺวาน อโธสีสํ วิเหฐยํ

อาทาย โส ปกฺกมติ เยน กามํ วิหงฺคโม ฯ

ตเถวาหํ มหาวีร ยถาปิ ครุโฬ พลี

อสงฺขตํ คเวสนฺโต โทเส วิกฺขาลยึ อหํ ฯ

ทิฏฺโฐ อหํ ธมฺมวรํ สนฺติปทํ อนุตฺตรํ

อาทาย วิหราเมตํ ครุโฬ ปนฺนคํ ยถา ฯ

อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน

ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ ฯ

ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาว ทูรผลํ ๑ สกึ

เทวานํ สา ปิยา เอวํ อาสาวตี ผลุตฺตมา ๒ ฯ

สตสหสฺสํ อุปาทาย ตาหํ ปริจเร มุนึ ๓

สายํ ปาตํ นมสฺสามิ เทวา อาสาวตึ ยถา ฯ

อวญฺฌา ปาริจริยา อโมฆา จ นมสฺสนา

ทูราคตํปิ มํ สนฺตํ ขโณ มํ ๔ น วิราธยิ ฯ

ปฏิสนฺธึ น ปสฺสามิ วิจินนฺโต ภเว อหํ

นิรูปธิ วิปฺปมุตฺโต อุปสนฺโต จรามหํ ฯ

ยถาปิ ปทุมํ นาม สุริยรํเสน ปุปฺผติ

ตเถวาหํ มหาวีร พุทฺธรํเสน ปุปฺผิโต ฯ

ยถา พลากโยนิมฺหิ น วิชฺชติ ปุมา ๔ สทา

เมเฆสุ คชฺชมาเนสุ คพฺภํ คณฺหนฺติ ตา สทา ฯ

จิรํปิ คพฺภํ ธาเรนฺติ ยาว เมโฆ น คชฺชติ

ภารโต ปริมุจฺจนฺติ ยทา เมโฆ ปวสฺสติ ฯ

ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ธมฺมเมเฆน คชฺชโต ๑

สทฺเทน ธมฺมเมฆสฺส ธมฺมคพฺภํ อคณฺหหํ ฯ

สตสหสฺสํ อุปาทาย ปุญฺญคพฺภํ ธเรมหํ

นปฺปมุญฺจามิ ภารโต ธมฺมเมโฆ น คชฺชติ ฯ

ยทา ตุวํ สกฺยมุนิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว

คชฺชสิ ธมฺมเมเฆน ภารโต ปริมุจฺจหํ ฯ

สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ อถาปณิหิตํปิ ๒ จ

จตุโร จ ผเล สพฺเพ ธมฺมํ ๓ วิชฏิ ตํปิหํ ฯ

ทุติยภาณวารํ ฯ

อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สนฺติปทํ อนุตฺตรํ ฯ

วินเย ปารมึ ปตฺโต ยถาปิ ปาฐิโก อิสี

น เม สมสโม อตฺถิ ธาเรมิ สาสนํ อหํ ฯ

วินเย ขนฺธเก จาปิ ติกจฺเฉเทว ปญฺจเก

เอตฺถ เม วิมติ นตฺถิ อกฺขเร พฺยญฺชเนปิ วา ฯ

นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ฐานาฐาเน จ โกวิโท

โอสารเณ วุฏฺฐาปเน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ

วินเย ขนฺธเก จาปิ ๔ นิกฺขิปิตฺวา ปทํ อหํ

อุภโต ๕ วิภงฺเค เจว รสโต โอสเรยฺยหํ ฯ

นิรุตฺติยา จ กุสโล ๑ อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท

อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ฯ

รูปทกฺโข อหํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน

กงฺขํ สพฺพํ วิโนเทมิ ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ฯ

ปทํ อนุปทญฺจาปิ อกฺขรญฺจาปิ พฺยญฺชนํ

นิทาเน ปริโยสาเน สพฺพตฺถ โกวิโท อหํ ฯ

ยถาปิ ราชา พลวา นิหนิตฺวา ๒ ปรนฺตเป

วิชินิตฺวาน สงฺคามํ นครํ ตตฺถ มาปเย ฯ

ปาการํ ปริกฺขญฺจาปิ เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ

อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ การเย นคเร พหู ฯ

สึฆาฏกํ ปจฺจุรญฺจ ๓ สุวิภตฺตนฺตราปณํ

การาเปยฺย ๔ สภํ ตตฺถ อตฺถานตฺถวินิจฺฉยํ ฯ

นิคฺฆาฏตฺถํ อมิตฺตานํ ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ

พลกายสฺส รกฺขาย เสนามจฺจํ ๕ ฐเปติ โส ฯ

อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส นิธานกุสลํ นรํ

มา เม ภณฺฑํ วินสฺสีติ ภณฺฑรกฺขํ ฐเปติ โส ฯ

สมคฺโค ๖ โหติ โส ๗ รญฺโญ วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ

ตสฺสาธิกรณํ เทติ มิตฺตสฺส ปฏิปชฺชิตุํ ฯ

อุปฺปาเทสุ ๘ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทํ

อชฺฌายกํ มนฺตธรํ โปโรหิจฺเจ ฐเปติ โส ฯ

เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน ขตฺติโยติ ปวุจฺจติ

สทา รกฺขนฺติ ราชานํ จกฺกวาโกว ทุกฺขินํ ๑ ฯ

ตเถว ตฺวํ มหาวีร หตามิตฺโตว ขตฺติโย

สเทวกสฺส โลกสฺส ธมฺมราชาติ วุจฺจติ ฯ

ติตฺถิเย นีหริตฺวาน ๒ มารญฺจาปิ สเสนกํ

ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ๓ ธมฺมนครํ อมาปยิ ฯ

สีลํ ปาการิกํ ตตฺถ ญาณนฺเต ทฺวารโกฏฺฐกํ

สทฺธา เต เอสิกา ธีร ทฺวารปาโล จ สํวโร ฯ

สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน

อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ธมฺมวีถิ ๔ สุมาปิตํ ๕ ฯ

สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยํ จาปิ เกวลํ

นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺมสภา ตว ฯ

สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ วิหารญฺจาปณีหิตํ

อเนโช จ นิโรโธ จ เอสา ธมฺมกุฏี ตว ฯ

ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ปฏิภาเณ จ โกวิโท

สารีปุตฺโตติ นาเมน ธมฺมเสนาปตี ตว ฯ

จุตูปปาตกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต

โกลิโต นาม นาเมน โปโรหิจฺโจ ตว ๖ มุเน ฯ

โปราณกวํสธโร อุคฺคเตโช ทุราสโท

ธุตวาทิคุเณ อคฺโค อกฺขทสฺโส ตว มุเน ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร สพฺพปาฐี จ สาสเน

อานนฺโท นาม นาเมน ธมฺมรกฺโข ตว มุเน ฯ

เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม มเหสี ภควา มม

วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ วินเย วิญฺญุเทสิตํ ฯ

โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ปุจฺฉติ พุทฺธสาวโก

ตตฺถ เม จินฺตนา นตฺถิ ตญฺเญวตฺถํ กเถมหํ ฯ

ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา จ ๑ มหามุนึ

วินเย มาทิโส นตฺถิ กุโต ภิยฺโย ภวิสฺสติ ฯ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอวํ คชฺชติ โคตโม

อุปาลิสฺส สโม นตฺถิ วินเย ขนฺธเกสุ จ ฯ

ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคํ สตฺถุสาสนํ

วินเย ๒ กถิตํ สพฺพํ วินยมูลปสฺสิโน ฯ

มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

สตสหสฺสํ อุปาทาย อิมํ ฐานํ อปตฺถยึ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต วินเย ปารมึ คโต ฯ

สกฺยานํ นนฺทิชนโก ๓ กปฺปโก อาสิหํ ปุเร

วิชหิตฺวาน ตํ ชาตึ ปุตฺโต ชาโต มเหสิโน ฯ

อิโต ทุติยเก กปฺเป อญฺชโส นาม ขตฺติโย

อนนฺตเตโช อมิตยโส ภูมิปาโล มหทฺธโน ฯ

ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต จนฺทโน นาม ขตฺติโย

ชาติมเทน ปตฺถทฺโธ ยโสโภคมเทน จ ฯ

นาคสตสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

ติธา ปภินฺนา มาตงฺคา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

สพเลหิ ปเรโตหํ อุยฺยานํ คนฺตุกามโก

อารุยฺห สิริกํ นาคํ นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ

จรเณน จ สมฺปนฺโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต

เทวโล นาม สมฺพุทฺโธ อาคจฺฉิ ปุรโต มมํ ฯ

เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ พุทฺธํ อาสาทยึ ตทา

ตโต สญฺชาตโกโปว ๑ นาโค นุทฺธรโก ๒ ปทํ ฯ

นาคํ รุณฺณมนํ ๓ ทิสฺวา พุทฺเธ โกปํ อกาสหํ

วิเหฐยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุยฺยานํ อคมาสหํ ฯ

สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ สิโร ปชฺชลิโต ยถา

ปริฬาเหน ฑยฺหามิ มจฺโฉว พลิสาทโก ฯ

สสาครนฺตา ปฐวี อาทิตฺตา วิย โหติ เม

ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อาสีวิสํว กุปิตํ อคฺคิกฺขนฺธํว อาคตํ

มตฺตํว กุญฺชรํ ทนฺตึ ยํ สยมฺภุํ อสาทยึ ฯ

อาสาทิโต มยา พุทฺโธ โฆโร อุคฺคตโป ชิโน

ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ฯ

โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ

โอเรน ๑ สตฺตเม ทิวเส รฏฺฐมฺเม วิธมิสฺสติ ฯ

สุเมขโล โกสิโย จ สิคฺคโว จาปิ สตฺตโก

อาสาทยิตฺวา อิสโย ทุคฺคตา เต สเสนกา ฯ

ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย สญฺญตา พฺรหฺมจาริโน

สเทวกํ วินาเสนฺติ สสาครํ สปพฺพตํ ฯ

ติโยชนสหสฺสมฺหิ ปุริเส สนฺนิปาตยึ

อจฺจยํ เทสนตฺถาย สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ฯ

อลฺลวตฺถา อลฺลสิรา สพฺเพว ปญฺชลีกตา

พุทฺธสฺส ปาเท นิปติตฺวา อิทํ วจนมพฺรวว ฯ

ขมสฺสุ ตฺวํ มหาวีร อภิยาจติ ตํ ชโน

ปริฬาหํ วิโนเทหิ มา จ ๒ รฏฺฐํ วินาสเย ฯ

สเทวมานุสา สพฺเพ สทานวา สรกฺขสา

อโยมเยน กูเฏน สิรํ ภินฺเทยฺยุ เม สทา ฯ

อุทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ วีชํ เสเล น รูหติ

อคเท กิมิ น สณฺฐาติ โกโป พุทฺเธ น ชายติ ฯ

ยถา จ ภูมิ อจลา อปฺปเมยฺโย จ สาคโร

อนนฺตโก จ อากาโส เอวํ พุทฺธา ๓ อโขภิยา ฯ

อตฺตทนฺตา ๔ มหาวีรา ขมิตา จ ตปสฺสิโน

ขนฺตานํ ขมิตานํ จ คมนํ โว ๕ น วิชฺชติ ฯ

อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ปริฬาหํ วิโนทยิ ๑

มหาชนสฺส ปุรโต นภํ อพฺภุคฺคมี ตทา ฯ

เตน กมฺเมนหํ วีร ๒ หีนตฺตํ อชฺฌุปาคโต

สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ

ตทาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ สุสณฺฐิตํ ๓

ปริฬาหํ วิโนเทสิ สยมฺภุํ จ ขมาปยึ ฯ

อชฺชาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ ติหคฺคิภิฬ

นิพฺพาเปสิ ตโย อคฺคี สีติภาวญฺจ ปาปยึ ฯ

เยสํ ๔ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต

อตฺถํ ตุยฺหํ ปวกฺขามิ ยถาทิฏฺฐํ ปทํ มมํ ฯ

สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา สนฺตจิตฺตํ สมาหิตํ

เตน กนฺเมนหํ อชฺช ชาโตมฺหิ นีจโยนิยํ ฯ

มา โว ขณํ วิราเธถ ขณาตีตา หิ โสจเร

สทตฺเถ วายเมยฺยาถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ

เอกจฺจานญฺจ วมนํ เอกจฺจานํ วิเรจนํ

วิสํ หลาหลํ เอเก ๕ เอกจฺจานญฺจ โอสถํ ฯ

วมนํ ปฏิปนฺนานํ ผลฏฺฐานํ วิเรจนํ

โอสถํ ผลลาภีนํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ คเวสินํ ฯ

สาสเนน วิรุทฺธานํ วิสํ หลาหลํ ยถา

อาสีวิโส ทุฏฺฐวิโส ๖ เอกํ ๗ ฌาเปติ ตํ นรํ ฯ

สกึ ปีตํ หลาหลํ อุปรุทฺเธติ ชีวิตํ

สาสเนน วิรุชฺฌิตฺวา กปฺปโกฏิมฺหิ ฑยฺหติ ฯ

ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตวตาย จ

สเทวกํ โส ตรติ ตสฺมา เต ๑ อวิโรธิยา ๒ ฯ

ลาภาลาเภ น สชฺชนฺติ สมฺมานเน วิมานเน

ปฐวีสทิสา พุทฺธา ตสฺมา เต น วิโรธิยา ๓ ฯ

เทวทตฺเต จ วธเก โจเร จงฺคุลิมาลเก

ราหุเล ธนปาเล จ สพฺเพสํ สมโก มุนิ ฯ

เอเตสํ ปฏิฆํ นตฺถิ ราโคเมสํ น วิชฺชติ

สพฺเพสํ สมโก พุทฺโธ วธกสฺโสรสสฺส จ ฯ

ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ฉฑฺฑิตํ มิฬฺหมกฺขิตํ

สิรสา ๔ อญฺชลึ กตฺวา วนฺทิตพฺพํ อิสิทฺธชํ ฯ

อพฺภตีตา จ เย พุทฺธา วตฺตมานา อนาคตา

ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ตสฺมา เอเต นมสฺสิยา ฯ

สตฺถุกปฺปํ สุวินยํ ธาเรมิ หทเยนหํ

นมสฺสมาโน วินยํ วิหริสฺสามิ สพฺพทา ฯ

วินโย อาสโย มยฺหํ วินโย ฐานจงฺกมํ

กปฺเปมิ วินเย วาสํ วินโย มยฺห โคจโร ฯ

วินเย ปารมิปฺปตฺโต สมเถ จาปิ โกวิโท

อุปาลิ ตํ มหาวีร ปาเท วนฺทติ สตฺถุโน ฯ

โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ

นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. อภาสยึ. ฯ ๒ ม. ยุ. อสีติโกฏินิจโย ฯ

๑ ม. ยุ. พหุชฺชโน มํ ปูเชติ ฯ ๒ ม. ปทุมุตฺตรนามโก ฯ ๓ ม. ยุ. โส ฯ

๑ ม. ชนา ฯ ๒ ม. อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ฯ ๓ ม. สพฺพปาฐิสฺส ฯ ยุ. สพฺพปาฐิกสาสเน ฯ

๔ ม. ยุ. ปตฺถเย ฯ ๕ ม. กิณิตฺวา ฯ ๖ ม. สงฺฆารามํ ฯ

๑ ม. สตสหสฺเสนาวาสํ ฯ ๒ ยุ. สงฺฆารามํ ฯ ๓ ยุ. เต วีร ฯ ม. ตํ วีร ฯ

๑ ม. ยุ. อาฬารปมฺหา ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อสงฺขิยํ ฯ

๑ ม. วิสฆาตายุปาลนํ ฯ ยุ. .. ปายโส ฯ

๑ ม. ยุ. วิสหโต ฯ ๒ ม. อคฺคํ สพฺโพสธานํ ตํ ฯ ยุ. อคฺคสพฺโพ ... ฯ

๓ โป. ผุสฺสยึ ฯ ม. ผสฺสยึ ฯ ๔ ม. ภูตกํ ฯ

๑ ม. ตาว ทูรผเล สติ ฯ ๒ ม. ยุ. ลตุตฺตมา ฯ ๓ ม. มุนิ ฯ ๔ ม. ยํ ฯ

๕ โป. ม. ปุโม ฯ

๑ โป. คชฺชิโต ฯ ๒ ม. ยุ. ตถาปฺปณิหิตมฺปิ จ ฯ ๓ ม. ธมฺเมวํ วิชนยึ อหํ ฯา

ยุ. ... วิชฏายหํ ฯ ๔ ม. วาปิ ฯ ๕ ม. ยุ. อุภโต วินิเวเฐตฺวา ฯ

๑ ม. สุกุสโล ฯ ๒ ม. ยุ. นิคฺคณฺหิตฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. สึฆาฏกํ จจฺจรญฺจ ฯ

๔ ม. ยุ. การเยยฺย ฯ ๕ ม. ยุ. เสนาปจฺจํ ฯ ๖ โป. สมตฺโต ฯ ม. มมตฺโต ฯ

ยุ. สามโก ฯ ๗ โป. ม. ยุ. โย ฯ ๘ โป. ม. อุปฺปาเตสุ ฯ

๑ ม. ยุ. ทุกฺขิตํ ฯ ๒ ม. นีหนิตฺวาน ฯ ๓ ม. ยุ. วิธมิตฺวา ฯ ๔ ยุ. ธมฺมวีถึ ฯ

๕ ม. สุมาปิตา ฯ ๖ โป. ตุวํ. ฯ ม. ตฺวํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ยุ. ตํ มหามุนิ ฯ ๒ ม. ยุ. วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ฯ ๓ ม. ยุ. นนฺทิชนโน ฯ

๑ ม. ยุ. สญฺชาตโกโป โส ฯ ๒ ม. ยุ. นุทฺธรเต ฯ ๓ ยุ. ทุฏฺฐมนํ ฯ

๑ ม. โอเรน สตฺตทิวสา ฯ ๒ ม. โน ฯ ๓ ยุ. พุทฺโธ อโขภิโย ฯ

๔ ม. ยุ. สทา ขนฺตา ฯ ๕ โป. เต ฯ ม. ตํ ฯ

๑ ม. วิโนทยํ ฯ ๒ ยุ. ธีร ฯ ๓ โป. สุเข ฐิตํ ฯ ๔ โป. สํสาเร สสฺสตา นตฺถิ ฯ

๕ ยุ. เอเต ฯ ๖ ม. ทิฏฺฐวิโส ฯ ยุ. ทฏฺฐวิโส ฯ ๗ โป. ม. ยุ. เอวํ ฯ

๑ ยุ. โว ฯ ๒-๓ ม. อวิราธิยา ฯ ๔ ม. สิรสฺมึ ฯ

ฉบับหลวง

ในพระนครหงสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สั่งสมทรัพย์ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ ผู้จบไตรเพทถึงที่สุดในตำราทำนายลักษณะคัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์ ในกาลนั้น ปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ และดาบสผู้สืบข่าว เที่ยวไปในพื้นแผ่นดิน แม้พวกเขาก็ห้อมล้อมข้าพระองค์ ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมากบูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่บูชาใครๆ เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นใครที่ควรบูชา เวลานั้น ข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่าพุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลาที่พระชินเจ้ายังไม่อุบัติโดยกาลล่วงวันและคืนไป

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้เป็นนายกทรงบันเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลกในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย แน่นหนา เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนครหงสวดี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธธิดา ในกาลนั้น บริษัทโดยรอบประมาณโยชน์หนึ่ง ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะอันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว (ว่าเลิศ)ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ภายใต้มณฑปดอกไม้อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสนโกฏิ

พระพุทธเจ้าทรงยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วันเมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทะดาบสว่า ท่านผู้นี้เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือในมนุษย์ จักเป็นคนประเสริฐกว่าเขาทั้งหมดท่องเที่ยวไปในภพ ในแสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เป็นบุตรของนางมันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย อันธรรมนิรมิตแล้ว เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้าทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดงพระกำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันท-ดาบสด้วยประการอย่างนี้ ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบสในการนั้น

ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว จึงชำระคติของตน เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ขณะที่กำลังเห็นพระโคดมอยู่ ครั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาว่า เราจะพึงก่อสร้างอย่างไร จะประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวงในศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย เราพึงปรารถนาฐานะนั้นเถิด โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอันอะไรให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแก่พระพุทธเจ้า ด้วยโภคสมบัตินั้น ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร

ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาทมณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงาม ไว้ในที่จงกรม ใกล้สังฆารามได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ หม้อน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอารามและเภสัชนั้นทุกๆ อย่าง ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคงด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่เลยได้ให้สร้างกุฏีที่อยู่ ๑๐๐ หลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างสำเร็จไพบูลย์แล้ว น้อมถวายกะพระสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามสำเร็จแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์มอบถวายพระองค์ ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรงควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม ข้าพระองค์ทราบว่าพระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงรับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะเสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้วพระปทุมุตระผู้นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วยพระขีณาสพพันหนึ่ง ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจนเสร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน

ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระมุนี ด้วยการถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดได้ถวายสังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบจะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ดนตรีหกหมื่นและเภรีอันประดับประดาสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม นางนารีแปดหมื่นหกพัน อันตกแต่งงดงาม มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร

สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้มตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัลปจักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวราชสมบัติอยู่ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็นพระราชาอันไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัลป

พระศาสดาพระนามว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรม อันธรรมนิรมิต มีนามชื่อว่า อุบาลี จักถึงที่สุดในพระวินัยฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้นแล้วประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะสถาน ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศลอันประมาณมิได้ ย่อมปรารถนา (ว่าพึงเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรงพระวินัย) ในศาสนาของพระองค์ ประโยชน์ คือ ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วเปรียบเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคามถูกเสียบด้วยหลาว

ไม่ได้ความสุขที่หลาวปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น อันอาญา คือ ภพคุกคามแล้วถูกเสียบด้วยหลาว คือ กรรม ถูกเวทนา คือ ความกระหายบีบคั้น ไม่ได้ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อมแสวงหาอุบายเครื่องพ้นดังคนแสวงหาอุบายเมื่อฆ่ายาพิษ พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบยาเครื่องฆ่ายาพิษ ดื่มยานั้นแล้วพึงมีสุข เพราะพ้นจากพิษฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันยาพิษบีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชาบีบคั้นแล้ว ก็พึงแสวงหายา คือ สัทธรรม เมื่อแสวงหายา คือธรรมอยู่ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอดโอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง ข้าพระองค์ดื่มยา คือ ธรรมแล้วถอนยาพิษ คือ สังสารทุกข์ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย เป็นธรรมชาติเย็นสนิท เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับทุกข์เพราะผีสิง พึงแสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึงพบหมอฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศ(ขับไล่ไป) พร้อมทั้งราก

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้รับทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่าง คือ ญาณเพื่อจะพ้นจากความมืด ที่นั้นจึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ชำระความมืด คือ กิเลสให้หมดจด (สว่าง) ได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์แล้วดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้ามกระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิงเหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอนราก ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ครั้นมันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาคไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์แสวงหาอสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลังบินแสวงหานาค ฉะนั้น ข้าพระองค์ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐ เป็นสันติบทไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือเอาธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไปฉะนั้น เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตลดา โดยล่วงไปพันปี จึงเผล็ดผลๆ หนึ่ง เทวดาทั้งหลายได้ใช้สอยผลอาสวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสวดีนั้นมีผลอุดม เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลายอย่างนี้ ข้าพระองค์อาศัยแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เหมือนเทวดาเชยชมผลอาสวดี ฉะนั้น การได้มาใกล้ไม่เป็นหมัน

และการนมัสการไม่เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นคว้าหาปฏิสนธิในภพก็ไม่พบ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบระงับเที่ยวไป เปรียบเหมือนดอกปทุม ย่อมบานเพราะรัศมีพระอาทิตย์ถูกต้องฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วเพราะรัศมีพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อเมื่อเมฆร้องกระหึ่ม นกยางมันย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจากการทรงครรภ์เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ

ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆ คือ ธรรม ได้ถือเอาครรภ์ คือ ธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆ คือ ธรรม ข้าพระองค์อาศัยแสนกัลปทรงครรภ์ คือ บุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระ คือ สงสาร ตลอดเวลาที่สายฝนคือ ธรรมยังไม่ตก ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศกึกก้องด้วยสายฝน คือ ธรรม ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ข้าพระองค์จึงได้พ้นจากภาระ คือ สงสาร ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรมคือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมดแม้นั้น (สะอาด) ได้แล้ว.

จบทุติยภาณวาร.

ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัลปอันประมาณมิได้ประโยชน์นั้น ข้าพระองค์ถึงแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยมข้าพระองค์บรรลุแล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ เหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลีถึงที่สุดในพระนัย ฉะนั้น ไม่มีใครเสมอด้วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมทรงพระศาสนาไว้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัยขันธกะ คัมภีร์บริวารในอักขระหรือพยัญชนะ ในวินัยปิฎกนี้เลย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่มในการแก้ไขในฐานะและมิใช่ฐานะในการชักเข้าหมู่และในการให้ออกจากอาบัติ ถึงที่สุดในวินัยกรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยขันธกะและในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่ (ประชุม) จากกิจ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุติ

และเฉียบแหลมในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ข้าพระองค์จะไม่รู้นั้นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวในพุทธศาสนา วันนี้ ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัดความสงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บัญญัติ อนุบัญญัติอักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงพระกำลัง ทรงกำจัดเสนาของพระราชาอื่นแล้ว ทำให้เดือดร้อนชนะสงครามแล้ว สร้างนครไว้ ณ ที่นั้นรับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียดซุ้มประตู และป้อมต่างๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก พึงรับสั่งให้สร้างถนนวงเวียน ร้านตลาดอันจัดไว้เรียบร้อย

และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อวินิจฉัยคดีและมิใช่คดี เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษและเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้ เพื่อประสงค์จะทรงรักษาสิ่งของ พระองค์จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้ในหน้าที่รักษาสิ่งของ โดยทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่าฉิบหายเสียเลย เขาเป็นผู้สามัคคีกับพระราชาปรารถนาความเจริญแก่ผู้ใด ย่อมให้อธิกรณ์แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติต่อมิตร(โดยไม่มีวิวาท) พระองค์โปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้ายในนิมิต และตำราทำนายลักษณะ ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิตพระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อมเรียกว่า กษัตริย์เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ ดังนกจักพรากรักษานกผู้เป็นญาติของตนที่ได้ทุกข์ ฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้นมหาชนย่อมกล่าวว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระราชาทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่า กษัตริย์ ฉะนั้น พระองค์ทรงปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาและความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครธรรมไว้ ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีลเป็นกำแพง พระญาณของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็นเสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู

ข้าแต่พระมุนี สติปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของพระองค์เป็นทางสี่แพร่ง อิทธิบาทเป็นทางสามแพร่ง ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็นธรรมสภาในนครธรรมของพระองค์ วิหารธรรม คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้เป็นธรรมกุฎีในนครธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระสารีบุตร ทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามชื่อว่าพระโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุติและอุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์, ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรงวงศ์โบราณ มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลีทั้งหมดในศาสนา พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันมากแก่ข้าพระองค์ ทรงตั้งพระเถระทั้งหมดนี้แล้ว ทรงประทานการวินิจฉัยในพระวินัย อันภิกษุผู้รู้แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์ ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถามปัญหาในวินัย ในปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้ทันที ตลอดในพระพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับข้าพระองค์ในวินัย ที่ไหนจะมียิ่งกว่า พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและในขันธกะ

เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทั้งหมด ไว้ในวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคะสถาน เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัลปประโยชน์นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย เมื่อก่อนเราเป็นช่างกัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้ว เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีในกัลปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นดินพระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้มีทรัพย์มากมาย

เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาด้วยชาติ และเพราะความเมาด้วยยศและโภคะ ช้างแสนหนึ่ง อันประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นช้างตกมันโดยฐานะสาม เกิดในตระกูลมาตังคะ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน จึงขึ้นช้างชื่อศิริแล้ว ออกจากนครในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละสมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้าเรา เวลานั้นเราได้ไสช้างศิรินาคไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า

ลำดับนั้นช้างทำเหมือนเกิดความโกรธ แต่ไม่ยกเท้าขึ้น เราเห็นช้างร้องไห้ ได้ทำความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วได้ไปสู่อุทยาน ณ ที่นั้นเรา ไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟโพลงอยู่บนศีรษะ และย่อมเดือดร้อนด้วยความเร้าร้อนดังปลาติดเบ็ด แผ่นดินมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ปรากฏเหมือนไฟติดทั่วแก่เรา เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า หม่อมฉันได้ไสช้างอันซับมัน ดังอสรพิษโกรธ ดังกองไฟไหม้ลามมา ผู้ฝึกแล้ว ไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า หม่อมฉันรุกรานพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระชินเจ้า มีเดชรุ่งเรืองพึงกลัว (พระชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ

เราจะขอขมาพระมุนีนั้นถ้าเราจะไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่นแคว้นของเราจักพินาศ สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตกราชา ได้รุกรานฤาษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาตกยาก (ถึงความพินาศ) ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคืองเมื่อใด เมื่อนั้น ท่านย่อมยังมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก สาครและภูเขาให้พินาศ เราจึงสั่งให้ประชุมบุรุษทั้งหลายในประเทศ ประมาณสามพันโยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า เราทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า

ข้าแต่พระมหาวีระ ขอเจ้าประคุณได้โปรดอดโทษเถิด มหาชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้าประคุณได้โปรดบรรเทาความเร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศเสียเลย มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา อสูร และผีเสื้อทั้งหมด พึงต่อยศีรษะของกระผมด้วยฆ้อนเหล็กทุกเมื่อ (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วน กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธะฉันนั้น อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะใครๆ ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และมีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน จะไม่มีการไป พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ได้บรรเทาความเร่าร้อนให้หมดไปเวลานั้น

เราได้เหาะขึ้นสู่อากาศข้างหน้าของมหาชน กล่าวว่า ข้าแต่พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเลวทราม ล่วงชาตินั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้นพระองค์ก็ได้บรรเทาความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือดร้อนอยู่ และข้าพระองค์ก็ได้ขมาพระสยัมภูแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าแม้วันนี้ พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กองให้ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่และข้าพระองค์ได้ถึงความเย็นแล้ว ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็นแล้ว เราดูหมิ่นพระสยัมภู (พระปัจเจกพุทธเจ้า)

ผู้มีจิตสงบระงับมีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้ จึงได้เกิดในกำเนิดต่ำทรามขณะอย่าพลาด (ล่วงเลย) ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะย่อมเศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจงจงเก็บขณะไว้ ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบางพวก,ยาพิษแข็งกล้าร้ายของคนบางพวก เป็นยาถ่ายของคนบางพวก, ยาพิษกล้าร้ายแรงของคนบางพวก เป็นยารักษาโรคของคนบางพวก, (พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้วโดยลำดับ) ได้ตรัสบอกอาการเปลื้องสงสารแก่ผู้ปฏิบัติการถอนออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่ผู้ได้ผลตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอกยาพิษอันกล้าแข็งแก่บุคคลผู้เป็นปฏิปักข์ต่อพระศาสนา

อบายสี่ย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้ายฉะนั้น ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้วย่อมยังชีวิตให้พินาศครั้งเดียวคนผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป พระพุทธะนั้นย่อมข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้เพราะขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตาฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายเช่นกับแผ่นดินไม่ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญและดูหมิ่น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้พระมุนีมีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนูองคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อมไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด

พระพุทธเจ้ามีจิตเสมอในชนทั้งปวงคือในผู้ฆ่าและโอรส ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทางเปื้อนของไม่สะอาด อันเป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้าไหว้พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ด้วยธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้ควรนมัสการ เราย่อมทรงพระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจักนมัสการพระวินัยในกาลทุกเมื่อ พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเราเราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เพราะฉะนั้น พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย และฉลาดในสมถะถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้น จะไปจากบ้านนี้สู่บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรีโน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงดีแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้วถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดีแล้วหนอ วิชชา๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.

ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อุปาลีเถราปทาน

จบ ๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)