arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค

๘. อุปาลีเถราปทาน (๖) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

_______

๖. อุปาลิตฺเถรอปทาน

๖. อุปาลิเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ

(พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อุปาลีเถราปทาน (๖) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๒ หน้า ๕๓–๖๙ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๒ หน้า ๖๘–๙๑

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นคเร หํสวติยา สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ

อสีติโกฏิสนฺนิจโย <239> ปหูตธนธญฺญวา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุชาตะ ในกรุงหงสวดี มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท สำเร็จในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพท อันเป็นธรรมของตน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปริพฺพชา <240> เอกสิขา โคตมา พุทฺธสาวกา

จรกา ตาปสา เจว จรนฺติ มหิยา ตทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น เหล่าปริพาชกผู้มีผมปอยเดียว สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระอาทิตย์ และเหล่าดาบสผู้เที่ยวสัญจร พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตปิ มํ ปริวาเรนฺติ พฺราหฺมโณ วิสฺสุโต อิติ

พหู ชนา มํ ปูเชนฺติ นาหํ ปูเชมิ กิญฺจนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

แม้พวกเขาก็พากันห้อมล้อมข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่า เป็นพราหมณ์ มีชื่อเสียง ชนจำนวนมากพากันบูชาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาใคร ๆ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปูชารหํ น ปสฺสามิ มานตฺถทฺโธ อหํ ตทา

พุทฺโธติ วจนํ นตฺถิ ตาว นุปฺปชฺชเต ชิโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครว่าเป็นผู้ที่ควรบูชา จึงถือตัวจัด พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นมาตราบใด คำว่า พุทธะ ก็ยังไม่มีตราบนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อจฺจเยน อโหรตฺตํ ปทุมุตฺตรนายโก <241>

สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อวันคืนล่วงไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นมาบรรเทาความมืดทั้งปวงในโลก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วิตฺถาริเก พหู ชญฺเญ <242> ปุถุภูเต จ สาสเน

อุปาคมิ ตทา พุทฺโธ นครํ หํสสวฺหยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อศาสนาแผ่ไปกว้างขวาง มีท่านผู้รู้มากและเป็นปึกแผ่น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังกรุงหงสวดี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปิตุ อตฺถาย โส พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา

เตน กาเลน ปริสา สมนฺตา โยชนํ ตทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงธรรมเป็นประโยชน์แก่พระบิดา มีชุมนุมชนอยู่โดยรอบตลอดหนึ่งโยชน์ ตามเวลานั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สมฺมโต มนุชานํ โน <243> สุนนฺโท นาม ตาปโส

ยาวตา พุทฺธปริสา ปุปฺเผหิจฺฉาทยิ <244> ตทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น สุนันทดาบสได้รับสมมติจากหมู่ชน(ว่าเป็นเลิศ) ได้ใช้ดอกไม้บังแดดทั่วพุทธบริษัท

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต <245> เสฏฺเฐ จ ปุปฺผมณฺฑเป

โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ มณฑปดอกไม้ที่งดงาม เหล่าสัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ วสฺสิตฺวา ธมฺมวุฏฺฐิยา <246>

อฏฺฐเม ทิวเส ปตฺเต สุนนฺทํ กิตฺตยี ชิโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าทรงบันดาลหยาดฝนคือพระธรรม ให้ตกลงตลอดทั้ง ๗ คืน ๗ วัน พอถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เทวโลเก มนุสฺเส วา สํสรนฺโต อยํ ภเว

สพฺเพสํ ปวโร หุตฺวา ภเวสุ สํสริสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านผู้นี้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก ก็จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าใครทั้งหมด จักเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งหลาย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน <247> สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

มนฺตาณิปุตฺโต ปุณฺโณติ เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานี มีนามว่าปุณณะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวํ กิตฺตยิ สมฺพุทฺโธ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา

หาสยนฺโต ชนํ สพฺพํ ทสฺสยนฺโต สกํ พลํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสอย่างนี้แล้ว ทำให้ประชาชนทั้งปวงร่าเริง ทรงแสดงกำลังของพระองค์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๕/๓๓๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา <248>

พุทฺเธ การํ กริตฺวาน โสเธสิ คติมตฺตโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น ประชาชนประนมมือไหว้สุนันทดาบส แต่สุนันทดาบส ครั้นทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ชำระคติ(กำเนิด)ของตนให้บริสุทธิ์หมดจด

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติขึ้นมา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖/๓๓๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ เม อหุ สงฺกปฺโป สุตฺวาน มุนิโน วจํ

อหํ การํ กริสฺสามิ <249> ยถา ปสฺสามิ โคตมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เพราะข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ณ ที่นั้น จึงได้มีความดำริว่า เราจักสั่งสมบุญ โดยประการที่จะได้พบพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน กิริยํ จินฺตยึ มม

กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็คิดถึงกิจที่เราควรทำว่า เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร ในเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ สพฺพปาฐิน <250> สาสเน

วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต ตํ ฐานํ ปตฺถยึ <251> อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดาภิกษุผู้เป็นนักสวดทั้งหมดในศาสนา ภิกษุรูปนี้เป็นนักสวดรูปหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางวินัย ตำแหน่งนั้นข้าพเจ้าปรารถนา แล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งพระวินัยธรผู้เลิศกว่าพระ วินัยธรทุกรูป จึงได้สักการะพระศาสดาแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๙/๓๓๔)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิทํ เม อมิตํ โภคํ อกฺโขภํ สาครูปมํ

เตน โภเคน พุทฺธสฺส อารามํ มาปเย อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

โภคสมบัติของข้าพเจ้านี้นับประมาณมิได้ เปรียบดังห้วงน้ำที่ไม่มีอะไร ๆ ทำให้กระเพื่อมได้ (นับไม่ได้) ข้าพเจ้าได้จ่ายโภคสมบัตินั้นสร้างอารามถวายพระพุทธเจ้า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โสภนํ นาม อารามํ นครสฺส ปุรตฺถโต

กตฺวา <252> สตสหสฺเสน สํฆารามํ อมาปยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าจ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ ด้านทิศตะวันออกนคร สร้างให้เป็นสังฆาราม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กูฏาคาเร จ ปาสาเท มณฺฑเป หมฺมิเย คุหา

จงฺกเม สุกเต กตฺวา สํฆารเม <253> อมาปยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น ถ้ำ และที่จงกรมไว้ในสังฆารามอย่างดี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ชนฺตาฆรํ อคฺคิสาลํ อโถ อุทกมาฬกํ

นฺหานฆรํ มาปยิตฺวา ภิกฺขุสํฆสฺสทาสหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ โรงน้ำ และห้องอาบน้ำ ถวายแด่หมู่ภิกษุ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาสนฺทิโย จ ปิฐเก ปริโภเค จ ภาชเน

อารามิกญฺจ เภสชฺชํ สพฺพเมตํ อทาสหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะสำหรับใช้สอย คนวัด และเภสัชนั้นครบทุกอย่าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อารกฺขํ ปฏฺฐเปตฺวาน ปาการํ การยึ ทฬฺหํ

มา นํ โกจิ วิเหเฐสิ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้จัดตั้งอารักขาไว้ ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใคร ๆ อย่าได้รบกวนอารามแห่งนั้น ของท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่เลย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาวาเส สตสหสฺเส <254> สํฆาราเม อมาปยึ

เวปุลฺลตํ <255> มาปยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปนามยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนสร้างที่อยู่ไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงน้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นิฏฺฐาปิโต มยาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ

นิยฺยาเทสฺสามิ ตํ ธีร <256> อธิวาเสหิ จกฺขุม.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ขอมอบถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเถิด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสสิ นายโก.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงเป็นผู้นำ ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อธิวาสนมญฺญาย สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน

โภชนํ ปฏิยาเทตฺวา กาลมาโรจยึ อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าทราบการรับของพระสัพพัญญู ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงตระเตรียมโภชนาหารแล้ว ไปกราบทูลภัตตกาล

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตรนายโก

ขีณาสวสหสฺเสหิ อารามํ เม อุปาคมิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลภัตตกาลแล้ว พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ พร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป ได้เสด็จมาสู่อารามของข้าพเจ้า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นิสินฺนกาลมญฺญาย อนฺนปาเนน ตปฺปยึ.

ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย <257> อิทํ วจนมพฺรวึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าทราบเวลาที่พระองค์ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงอังคาสให้อิ่มหนำ ทราบเวลาที่เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กีโต สตสหสฺเสน ตตฺตเกเนว การิโต.

โสภโน นาม อาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อารามชื่อโสภณะ ข้าพระองค์จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อมา ได้สร้างจนเสร็จเรียบร้อย ด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเช่นกัน ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ทรงรับเถิด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิมินารามทาเนน <258> เจตนาปณิธีหิ จ

ภเว นิพฺพตฺตมาโนหํ ลภามิ มม ปตฺถิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ด้วยการถวายพระอารามแห่งนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น เมื่อข้าพระองค์บังเกิดในภพ ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ สํฆารามํ สุมาปิตํ.

ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพเจ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โย โส พุทฺธสฺส ปาทาสิ สํฆารามํ สุมาปิตํ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายสังฆาราม ซึ่งสร้าง(กุฏิ ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น) เสร็จเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี

ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สํฆารามสฺสิทํ ผลํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สฏฺฐิ ตูริยสหสฺสานิ <259> เภริโย สมลงฺกตา

ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สํฆารามสฺสิทํ ผลํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาฬารมุขา <260> หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ สํฆารามสฺสิทํ ผลํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑มีหน้ากลมโต ในที่นี้แปลตามบาลี อาฬารมุขา แต่อรรถกถาเป็น อาฬารปมฺหา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗๙/๓๓๕) และข้ออื่น ๆ ในเล่มเดียวกัน เช่นข้อ ๙๕/๑๐๕,๗๖/๔๒๙ เป็น อาฬารปมฺหา เหมือนกันแปลว่า มีตา กลมโต
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เทวราเชน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ ปฏิลภิสฺสติ

อนูนโภโค หุตฺวาน เทวรชฺชํ กริสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จักได้สิ่งของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่รู้จักพร่อง ครองเทวสมบัติ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺตี ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ

ปฐพยา รชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว.

โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต.

อุปาลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านผู้นี้จักมีนามว่าอุบาลี เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินเย ปารมึ ปตฺวา ฐานาฐาเน จ โกวิโท

ชินสาสนํ ธารยนฺโต วิหริสฺสตินาสโว.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จักถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ฐานะและมิใช่ฐานะ หมายถึงเหตุและมิใช่เหตุ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๕/๓๓๕)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(อุบาลี)ไว้ในเอตทัคคะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ เริ่มต้นตั้งแต่(หลายแสน)กัปที่นับมิได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้น ทั้งได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามลำดับ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ คือข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เลิศกว่าใคร ๆ ในทางทรงจำวินัย ในศาสนาของพระโคดมผู้มีพระภาค (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๗/๓๓๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถา สูลาวุโต โปโส ราชทณฺเฑน ตชฺชิโต

สูเล สาตํ อวินฺทนฺโต ปริมุตฺตึว อิจฺฉติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา ถูกเสียบไว้ที่หลาวแล้ว ไม่ได้ความสำราญที่หลาว ต้องการแต่จะหลุดพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตเถวาหํ มหาวีร ภวทณฺเฑน ตชฺชิโต

กมฺมสูลาวุโต สนฺโต ปิปาสาเวทนฏฺฏิโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกคุกคามด้วยอาชญาคือภพ ถูกเสียบไว้ที่หลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความกระหายบีบคั้นแล้ว

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ภเว สาตํ น วินฺทามิ ฑยฺหนฺโต ตีหิ อคฺคิหิ

ปริมุตฺตึ คเวสามิ ยถา จ ราชทณฺฑโต. <261>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ไม่ประสบความสำราญในภพ ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ แสวงหาอุบายรอดพ้น ดุจคนแสวงหาอุบายรอดพ้นจากพระราชอาญา ฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ไฟ ๓ กอง ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟที่เกิดขึ้นในกัป ไฟคือทุกข์ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๙๙๐/๓๓๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถา วิสาโท ปุริโส วิเสน ปริปีฬิโต

อคทํ โส คเวเสยฺย วิสฆาตายุปายนํ. <262>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คนดื่มยาพิษ ถูกยาพิษบีบคั้น เขาจึงแสวงหายากำจัดยาพิษ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

คเวสมาโน ปสฺเสยฺย อคทํ วิสฆาตกํ

ตํ ปิวิตฺวา สุขี อสฺส วิสมฺหา ปริมุตฺติยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อแสวงหา จึงได้พบยากำจัดยาพิษ ดื่มยานั้นแล้วก็มีความสุข เพราะรอดพ้นจากยาพิษ ฉันใด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตเถวาหํ มหาวีร ยถา วิสหโต นโร

สมฺปีฬิโต อวิชฺชาย สทฺธมฺมาคทเมสหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เป็นเหมือนคนถูกยาพิษทำร้าย ถูกอวิชชาบีบคั้น จึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ

อคฺคสพฺโพสถานนฺตํ สพฺพสลฺลวิโนทนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อแสวงหายาคือพระธรรมก็ได้พบศาสนาของพระศากยะ ศาสนานั้นเป็นยาชั้นเลิศกว่ายาทุกขนาน สำหรับบรรเทาลูกศรทุกชนิด

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ลูกศรทุกชนิด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๙๔/๓๓๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ธมฺโมสถํ <263> ปิวิตฺวาน วิสํ สพฺพํ สมูหนึ

อชรามรํ สีติภาวํ นิพฺพานํ ผสฺสยึ อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ดื่มธรรมโอสถแล้วก็ถอนพิษได้ทั้งหมด ข้าพระองค์ได้สัมผัสพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ ไม่ตาย เป็นภาวะเย็นสนิท

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถา ภูต ฏฏิโต โปโส ภูตคฺคาเหน ปีฬิโต

ภูตเวชฺชํ คเวเสยฺย ภูตสฺมา ปริมุตฺติยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คนถูกผีคุกคาม ถูกผีสิงบีบคั้น พึงแสวงหาหมอผี เพื่อรอดพ้นจากผี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

คเวสมาโน ปสฺเสยฺย ภูตวิชฺชาสุ โกวิทํ

ตสฺส โส วิหญฺเญ <264> ภูตํ สมูลญฺจ วินาสเย.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อแสวงหา ก็ได้พบหมอผีผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นจึงขับไล่ผีให้คนนั้น และทำผีพร้อมทั้งต้นเหตุให้พินาศ ฉันใด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตเถวาหํ มหาวีร ตมคฺคาเหน ปีฬิโต

ญาณาโลกํ คเวสามิ ตมโต ปริมุตฺติยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกผีคือความมืด(คือกิเลส)เบียดเบียน จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณเพื่อรอดพ้นจากความมืด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อถทฺทสํ สกฺยมุนึ กิเลสตมโสธนํ

โส เม ตมํ วิโนเทสิ ภูตเวชฺโชว ภูตกํ. <265>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ต่อมา ข้าพระองค์ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือกิเลส พระศากยมุนีนั้น ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์ ดุจหมอผีขับไล่ผีไป ฉะนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สํสารโสตํ สญฺฉินฺทึ ตณฺหาโสตํ นิวารยึ

ภวํ อุคฺฆาตยึ สพฺพํ ภูตเวชฺโชว มูลโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ได้ตัดกระแสการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ห้ามกระแสแห่งตัณหาได้ ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้น ดุจหมอผีขับไล่ผีไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉะนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ครุโฬ ยถา โอปตติ ปนฺนคํ ภกฺขมตฺตโน

สมนฺตา โยชนสตํ วิกฺโขเภติ มหาสรํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พญาครุฑโฉบลงจับนาคซึ่งเป็นภักษาของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมถึง ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปนฺนคํ โส คเหตฺวาน อโธสีสํ วิเหฐยํ

อาทาย โส ปกฺกมติ เยน กามํ วิหงฺคโม.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้นพญาครุฑนั้นจับนาคได้แล้ว เบียดเบียนนาค ให้ห้อยหัวลง มันจับนาคพาบินไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตเถวาหํ มหาวีร ยถาปิ ครุโฬ พลี

อสงฺขตํ คเวสนฺโต โทเส วิกฺขาลยึ อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เหมือนพญาครุฑที่มีพลัง แสวงหาอสังขตธรรม ได้ชำระโทษทั้งหลายแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๓/๓๓๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ทิฏฺโฐ อหํ ธมฺมวรํ สนฺติปทํ อนุตฺตรํ

อาทาย วิหราเมตํ ครุโฬ ปนฺนคํ ยถา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันประเสริฐ จึงยึดถือเอาสันติบท อันยอดเยี่ยมนี้อยู่ ดุจพญาครุฑจับนาคไป ฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑สันติบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๔/๓๓๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน

ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาแล้ว ล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงจะเกิดผลผลหนึ่ง

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อาสาวดี เป็นชื่อของผิวพรรณที่ได้ยาก ท่านก็กล่าวถึงเถาวัลย์อาสาวดีที่หายากมากในหมู่เทพยดา เป็นเถาวัลย์ที่เหล่าเทวดาต้องการ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๕/๓๓๙)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาวทูรผเล สติ

เทวานํ สา ปิยา เอวํ อาสาวตี ลตุตฺตมา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เทพทั้งหลาย เข้าไปนั่งเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้น เมื่อกาลนาน ๆ จะมีผลสักคราว เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้นเป็นเถาวัลย์ชั้นสูงสุด เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทวดาอย่างนี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตสหสฺสํ อุปาทาย ตาหํ ปริจเร มุนึ <266>

สายํ ปาตํ นมสฺสามิ เทวา อาสาวตึ ยถา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพระองค์จึงจะได้ปรนนิบัติพระมุนีนั้นนอบน้อมทั้งเช้าเย็น ดุจเหล่าเทวดาได้เข้าไปเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีทั้งเช้าเย็น ฉะนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อวญฺฌา ปาริจริยา อโมฆา จ นมสฺสนา

ทูราคตํปิ มํ สนฺตํ ขโณ มํ น วิราธยิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

การปรนนิบัติ(พระพุทธเจ้า)ไม่เป็นหมัน(เปล่าประโยชน์) และการนอบน้อมก็ไม่เปล่าประโยชน์ ถึงข้าพระองค์จะมาจากที่ไกล ขณะ ก็มิได้ล่วงเลยข้าพระองค์ไป

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ขณะ ในที่นี้หมายถึงขณะการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๘/๓๓๙)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปฏิสนฺธึ น ปสฺสามิ วิจินนฺโต ภเว อหํ

นิรูปธิ วิปฺปมุตฺโต อุปสนฺโต จรามหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง) มีจิตสงบระงับเที่ยวไป

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถาปิ ปทุมํ นาม สุริยรํเสน ปุปฺผติ

ตเถวาหํ มหาวีร พุทฺธรํเสน ปุปฺผิโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรมดาดอกปทุม พอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์ ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน) เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถา พลากโยนิมฺหิ น วิชฺชติ ปุมา <267> สทา.

เมเฆสุ คชฺชมาเนสุ คพฺภํ คณฺหนฺติ ตา สทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง) นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จิรํปิ คพฺภํ ธาเรนฺติ ยาว เมโฆ น คชฺชติ

ภารโต ปริมุจฺจนฺติ ยทา เมโฆ ปวสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่) ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ธมฺมเมเฆน คชฺชโต

สทฺเทน ธมฺมเมฆสฺส ธมฺมคพฺภํ อคณฺหหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตสหสฺสํ อุปาทาย ปุญฺญคพฺภํ ธเรมหํ

นปฺปมุญฺจามิ ภารโต ธมฺมเมโฆ น คชฺชติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยทา ตุวํ สกฺยมุนิ รมฺเม กปิลวตฺถเว

คชฺชสิ ธมฺมเมเฆน ภารโต ปริมุจฺจหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ อถาปณิหิตํปิ จ

จตุโร จ ผเล สพฺเพ ธมฺมํ วิชฏิ ตํปิหํ. <268>

ทุติยภาณวารํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรมแม้นั้น คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งปวง ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว

ภาณวารที่ ๒ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สนฺติปทํ อนุตฺตรํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์นานจนนับกัปไม่ได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ทั้งได้สันติบท อันยอดเยี่ยมตามลำดับ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๗/๓๔๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินเย ปารมึ ปตฺโต ยถาปิ ปาฐิโก อิสี

น เม สมสโม อตฺถิ ธาเรมิ สาสนํ อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ถึงความสำเร็จในวินัย เป็นเหมือนภิกษุผู้แสวงคุณผู้มีชื่อเสียง ไม่มีภิกษุรูปอื่นจะเสมอเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทรงจำคำสั่งสอนไว้ได้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินเย ขนฺธเก จาปิ ติกจฺเฉเทว <269> ปญฺจเก <270>

เอตฺถ เม วิมติ นตฺถิ อกฺขเร พฺยญฺชเนปิ วา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ คือ ในวินัย ในขันธกะ ในปริจเฉท ๓ (คือ ในสังฆาทิเสส ๓ หมวด และปาจิตตีย์ ๓ หมวด) ในหมวดที่ ๕ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยอักขระ(คือสระ) หรือแม้ในพยัญชนะเลย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์, ขันธกะ หมายถึงมหาวรรคและจุลวรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)
  2. ๒ติกสังฆาทิเสส อาบัติสังฆาทิเสส ๓ หมวด เป็นข้อกำหนด ๓ ประการของพระวินัยธร ผู้จะตัดสินอธิกรณ์ จะต้องตรวจดูว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในข้อกำหนดไหน ใน ๓ ประการนั้น เช่น นางภิกษุณี เรียกนาง ภิกษุณีอื่นที่ถูกภิกษุณีสงฆ์ยกออกจากหมู่โดยชอบธรรม ชอบด้วยวินัย ชอบด้วยสัตถุศาสน์ กลับเข้าหมู่ เช่นนี้ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ คือ (๑) มีความเข้าใจ กรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมว่าเป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมเรียกนางภิกษุณี ที่ถูกลงโทษ กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๒) มีความสงสัยในกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรม เรียกนาง ภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๓) มีความเข้าใจกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบ ธรรมว่า เป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยไม่ชอบธรรม เรียกนางภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส ติกปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ๓ หมวด คือภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ เช่น ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันแล้ว (๑) มีความสำคัญว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๒) มีความสงสัยว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๓) มีความสำคัญ ว่า ยังไม่เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๘/๔)
  3. ๓ในหมวดที่ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปริวาร (ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด คือ อาทิกัมมิกะ ปาจิตตีย์ มหาวรรค จูฬวรรค ปริวาร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ฐานาฐาเน จ โกวิโท

โอสารเณ วุฏฺฐาปเน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ฉลาดในวิธีข่ม ในการกระทำคืน ในฐานะที่ควรและฐานะที่ไม่ควร ในการเรียกภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ และในการช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติ ถึงความสำเร็จในการกระทำทางวินัยกรรมทุกอย่าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินเย ขนฺธเก จาปิ นิกฺขิปิตฺวา ปทํ อหํ

อุภโต วิภงฺเค เจว <271> รสโต โอสเรยฺยหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยและขันธกะ และขยายอุภโตวิภังค์ เรียก(ภิกษุผู้ถูกลงโทษ)กลับเข้าหมู่โดยกิจ(หน้าที่)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นิรุตฺติยา จ กุสโล <272> อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท

อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติศาสตร์ และฉลาดในประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในศาสนาของพระศาสดา

บาลี (มหาจุฬาฯ)

รูปทกฺโข อหํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน

กงฺขํ สพฺพํ วิโนเทมิ ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี บรรเทาความสงสัยได้ทุกอย่าง ในศาสนาของพระศากยบุตร ตัดความลังเลได้หมดสิ้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ในอรรถกถาเป็น รูปทกฺเข แก้ว่า ในคราวมองเห็นรูปก็คือในการวินิจฉัยวินัย (ขุ.อป.อ. ๑/๕๒๓/๓๔๒)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปทํ อนุปทญฺจาปิ อกฺขรญฺจาปิ พฺยญฺชนํ

นิทาเน ปริโยสาเน สพฺพตฺถ โกวิโท อหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บทหน้า บทหลัง อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถาปิ ราชา พลวา นิคฺคณฺหิตฺวา ปรนฺตเป

วิชินิตฺวาน สงฺคามํ นครํ ตตฺถ มาปเย.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เหมือนอย่างพระราชาผู้มีพลัง ทรงจับไพร่พลของพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ ให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้ว รับสั่งให้สร้างนครไว้ในที่นั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปาการํ ปริกฺขญฺจาปิ เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ

อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ การเย นคเร พหู.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พึงรับสั่งให้สร้างกำแพง รับสั่งให้ขุดคูรอบ ตั้งเสาระเนียด สร้างซุ้มประตู สร้างป้อมต่าง ๆ ไว้ในนคร เป็นอันมาก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สึฆาฏกํ ปจฺจุรญฺจ <273> สุวิภตฺตนฺตราปณํ

การาเปยฺย สภํ ตตฺถ อตฺถานตฺถวินิจฺฉยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พึงรับสั่งให้สร้างถนนสี่แยก ทางแยก ร้านตลาด จัดสรรไว้เป็นอย่างดี สร้างศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่ตัดสินคดีความไว้ในนครนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นิคฺฆาฏตฺถํ อมิตฺตานํ ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ

พลกายสฺส รกฺขาย เสนามจฺจํ ฐเปติ โส.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เพื่อป้องกันอริราชศัตรู เพื่อจะรู้ช่องทาง(ดีร้าย) เพื่อดูแลรักษากำลังพล พระราชาเจ้านครนั้น จึงทรงแต่งตั้งแม่ทัพไว้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส นิธานกุสลํ นรํ

มา เม ภณฺฑํ วินสฺสีติ ภณฺฑรกฺขํ ฐเปติ โส.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เพื่อรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งคนที่ฉลาด ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้เป็นผู้รักษาสิ่งของ ด้วยตั้งพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าเสียหายไปเลย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สมคฺโค <274> โหติ โย รญฺโญ วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉติ

ตสฺสาธิกรณํ เทติ มิตฺตสฺส ปฏิปชฺชิตุํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ผู้ใดสมัครสมานกับพระราชา และปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่พระราชา พระราชาย่อมมอบหน้าที่แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติตอบแทนต่อมิตร

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑บาทคาถาว่า สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ เดิมแปลว่า เขาเป็นผู้พร้อมเพรียงกับพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ใด ย่อมมอบหน้าที่ คือความเป็นใหญ่ ในการวินิจฉัยแก่ผู้นั้นเพื่อปฏิบัติเพื่อความเป็นมิตร โส เขาสามัคคีกับพระราชาพอฟังได้ แต่ถ้าจะตั้งคน ที่ตนชอบพอให้เป็นคนตัดสินคดีความ คงไม่ได้ เพราะ โส คงแทนนามนามที่กล่าวชื่อมาแล้ว คือ คนที่ดูแล รักษาสิ่งของ ถ้าจะว่า โส แทนบทว่า ราชา ก็ฟังไม่ขึ้น ราชาที่ไหนมาสามัคคีกับราชานี้ จึงแปลตามแนว ฉบับพม่าและอรรถกถา (มมตฺโต โหติ โย รญฺโญติ โย ปณฺฑิโต รญฺโญ มมตฺโต มามโก ปกฺขปาโต โหติ. วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉตีติ อสฺส รญฺโญ วุฑฺฒึ จ วิรุฬฺหึ โย อิจฺฉติ กาเมติ, ตสฺส อิตฺถมฺภูตสฺส ราชา อธิกรณํ วินิจฺฉยาธิปจฺจํ เทติ มิตฺตสฺส มิตฺตภาวสฺส ปฏิปชฺชิตุนฺติ สมฺพนฺโธ ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๐/๓๔๔)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อุปฺปาเทสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทํ

อชฺฌายกํ มนฺตธรํ โปโรหิจฺเจ ฐเปติ โส.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงแต่งตั้งผู้ที่ฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตและในลักษณะ ผู้คงแก่เรียน ผู้ทรงมนตร์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ผู้ที่ฉลาดลางบอกเหตุ หมายถึงผู้บอกคัมภีร์ไวยากรณ์แก่ศิษย์จำนวนมาก ผู้ทรงจำมนต์ ได้แก่ ผู้ทรง จำไตรเพท (พระเวท ๓ เป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ (๑) ฤคเวท ประมวลบทความ สรรเสริญ เทพเจ้า (๒) ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่าง ๆ (๓) สามเวท ประมวลบทเพลงขับ สำหรับสวดแล้วร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ ต่อมาเพิ่มอาถรรพเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกเป็น ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๑/๓๔๔)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน ขตฺติโยติ ปวุจฺจติ

สทา รกฺขนฺติ ราชานํ จกฺกวาโกว ทุกฺขินํ. <275>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พสกนิกรจึงขนานพระนามว่ากษัตริย์ เหล่าอำมาตย์จึงถวายการอารักขาพระราชาทุกเมื่อ ดุจนกจักรพากเฝ้ารักษานกผู้ประสบทุกข์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตเถว ตฺวํ มหาวีร หตามิตฺโตว ขตฺติโย

สเทวกสฺส โลกสฺส ธมฺมราชาติ วุจฺจติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจกษัตริย์ ผู้ขจัดข้าศึกศัตรูได้แล้ว ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงขนานพระนามว่าธรรมราชา

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ติตฺถิเย นีหริตฺวาน มารญฺจาปิ สเสนกํ

ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ธมฺมนครํ อมาปยิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระองค์ทรงปราบเหล่าเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร ทรงขจัดความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครคือพระธรรมไว้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สีลํ ปาการิกํ ตตฺถ ญาณนฺเต ทฺวารโกฏฺฐกํ

สทฺธา เต เอสิกา วีร ทฺวารปาโล จ สํวโร.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ในนครคือพระธรรมนั้น พระองค์มีศีลเป็นปราการ มีพระญาณเป็นซุ้มประตู มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด และมีความสังวรเป็นนายประตู

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน

อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ธมฺมวีถิ สุมาปิตา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมุนี พระองค์มีสติปัฏฐานเป็นป้อม มีพระปัญญาเป็นชุมทาง มีอิทธิบาทเป็นถนนสี่แยก ธรรมวิถี พระองค์ก็ทรงสร้างไว้ดีแล้ว

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยํ จาปิ เกวลํ

นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺมสภา ตว.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระองค์มีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ แม้ทั้งมวล นี้เป็นธรรมสภา

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ คือ (๑) สุตตะ พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส (๒) เคยยะ ข้อความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน คือพระสูตรที่มีคาถารวมอยู่ด้วยทั้งหมด (๓) เวยยากรณะ ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา (๔) คาถา ความร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรีคาถา (๕) อุทาน พระคาถาพุทธอุทาน (๖) อิติวุตตกะ พระสูตร ที่เรียกว่าอิติวุตตกะ มี ๑๑๒ สูตร (๗) ชาตกะ ชาดก ๕๐๐ เรื่อง (๘) อัพภูตธรรม เรื่องอัศจรรย์ คือ พระสูตรที่กล่าวถึง ข้ออัศจรรย์ต่าง ๆ (๙) เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบ เช่นจูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๗/๓๔๕)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ วิหารญฺจาปณีหิตํ

อเนโช จ นิโรโธ จ เอสา ธมฺมกุฏี ตว.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง) อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา) อาเนญชวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว) นิโรธวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติ ผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖
  2. ๒นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑๕๓๘/๓๔๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต <276> ปฏิภาเน จ โกวิโท

สารีปุตฺโตติ นาเมน ธมฺมเสนาปตี ตว.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้ ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จุตูปปาตกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต

โกลิโต นาม นาเมน โปโรหิจฺโจ ตวํ <277> มุเน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ) เป็นปุโรหิตของพระองค์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โปราณกวํสธโร อุคฺคเตโช ทุราสโท

ธุตวาทิคุเณ อคฺโค อกฺขทสฺโส ตวํ มุเน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่ มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร สพฺพปาฐี จ สาสเน

อานนฺโท นาม นาเมน ธมฺมรกฺโข <278> ตวํ มุเน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ในศาสนา มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม มเหสี ภควา มม

วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ วินเย วิญฺญุเทสิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ปุจฺฉติ พุทฺธสาวโก

ตตฺถ เม จินฺตนา นตฺถิ ตญฺเญวตฺถํ กเถมหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สาวกของพระพุทธองค์ บางรูปไต่ถามปัญหาในวินัย ในปัญหาที่ถามมานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด(ลังเล) ย่อมอธิบายปัญหานั้นได้เลย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา ตํ มหามุนิ <279>

วินเย มาทิโส นตฺถิ กุโต ภิยฺโย ภวิสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระมหามุนีตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระองค์ ในพระวินัยไม่มีใครผู้เช่นกับข้าพระองค์ ผู้ที่ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา เอวํ คชฺชติ โคตโม

อุปาลิสฺส สโม นตฺถิ วินเย ขนฺธเกสุ จ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคผู้โคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว บันลืออย่างนี้ว่า ผู้เสมอกับอุบาลีในพระวินัย และในขันธกะ(คือในมหาวรรค จูฬวรรคและปริวาร)ไม่มี

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ วินัยทั้งฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคํ สตฺถุสาสนํ.

วินเย กถิตํ <280> สพฺพํ วินยมูลปสฺสิโน. <281>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สำหรับท่านผู้เห็นพระวินัยเป็นหลักสำคัญ นวังคสัตถุศาสตร์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดพระศาสดาตรัสไว้ในวินัย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คำว่า วินเย กถิตํ สพฺพํ ฉบับพม่าเป็น วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ในอรรถกถาก็มีนัยเช่นนี้ โดยพระอรรถ กถาจารย์แก้เป็น สพฺพํ วินโยคธํ ตํ วินเย อนฺโตปวิฏฺฐํ วินยมูลกํ อิจฺเจวํ ปสฺสิโน ปสฺสนฺตสฺส (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๗/๓๔๗) คาถานี้ เดิมแปลว่า เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมดไว้ใน พระวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย (ฉบับสังคายนา) ข้อความตามนัยเดิมนั้น ดูกระไรอยู่ เพราะทำให้สงสัยว่าพระอุบาลีจะเป็นผู้จัดนวังคสัตถุศาสน์ไว้ ในพระวินัยหรือ
บาลี (มหาจุฬาฯ)

มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์ ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตสหสฺสํ อุปาทาย อิมํ ฐานํ อปตฺถยึ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต วินเย ปารมึ คโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้นานนับได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ถึงความสำเร็จในวินัย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สกฺยานํ นนฺทิชนโก กปฺปโก อาสิหํ ปุเร

วิชหิตฺวาน ตํ ชาตึ ปุตฺโต ชาโต มเหสิโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นช่างกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นผู้ทำให้เจ้าศากยะทั้งหลายเกิดความเพลิดเพลิน ได้ละชาติกำเนิดนั้นแล้วมาเป็นบุตร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิโต ทุติยเก กปฺเป อญฺชโส นาม ขตฺติโย

อนนฺตเตโช อมิตยโส ภูมิปาโล มหทฺธโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในกัปที่ ๒ นับจากภัทรกัปนี้ไป ได้มีกษัตริย์พระนามว่าอัญชสะ ทรงเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ ทรงยศหาประมาณมิได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชทรัพย์มาก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต จนฺทโน นาม ขตฺติโย

ชาติมเทน ปตฺถทฺโธ ยโสโภคมเทน จ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์ได้เป็นขัตติยกุมารมีนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนมีกิริยาแข็งกระด้าง เพราะความมัวเมาในชาติตระกูล ในยศ และในโภคะ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นาคสตสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

ติธา ปภินฺนา มาตงฺคา ปริวาเรนฺติ มํ สทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐๐ เชือก ตกมัน ๓ แห่งประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แวดล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพเลหิ ปเรโตหํ อุยฺยานํ คนฺตุกามโก

อารุยฺห สิริกํ นาคํ นครา นิกฺขมึ ตทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีกำลังพลของตนห้อมล้อม ต้องการจะประพาสอุทยาน จึงทรงช้างชื่อสิริกะออกจากนครไป

บาลี (มหาจุฬาฯ)

จรเณน จ สมฺปนฺโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต

เทวโล นาม สมฺพุทฺโธ อาคจฺฉิ ปุรโต มมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเทวละ ผู้เพียบพร้อมด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี เสด็จมาข้างหน้าของข้าพระองค์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑พระสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)
  2. ๒จรณะ หมายถึงจรณธรรม ๑๕ มีสีลสังวรเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ พุทฺธํ อาสาทยึ ตทา

ตโต สญฺชาตโกโปว <282> นาโค นุทฺธรโก <283> ปทํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไป จะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น ช้างนั้นเหมือนเกิดความโกรธยกเท้าไม่ขึ้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นาคํ รุณฺณมนํ ทิสฺวา พุทฺเธ โกปํ อกาสหํ

วิเหฐยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุยฺยานํ อคมาสหํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจ จึงโกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปอุทยาน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ สิโร ปชฺชลิโต ยถา

ปริฬาเหน ฑยฺหามิ มจฺโฉว พฬิสาทโก.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เพราะการจะให้ช้างทำร้ายนั้นเป็นเหตุ ข้าพระองค์จึงมิได้ประสบความสำราญ ศีรษะเป็นเหมือนมีไฟลุกโพลงอยู่ ข้าพระองค์ถูกความเร่าร้อนเผาไหม้อยู่ เหมือนปลาติดเบ็ด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สสาครนฺตา ปฐวี อาทิตฺตา วิย โหติ เม

ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

แผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นดุจไฟลุกท่วม ข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาสีวิสํว กุปิตํ อคฺคิกฺขนฺธํว อาคตํ

มตฺตํว กุญฺชรํ ทนฺตึ ยํ สยมฺภุํ อสาทยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสยัมภูพระองค์ใด ผู้เป็นดังอสรพิษที่ถูกทำให้โกรธ ดังกองไฟที่ลามมา ดังช้างพลายตัวตกมัน

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑แปลตามอรรถกถา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๐/๓๕๐) ท่านเปรียบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเป็นดัง อสรพิษร้ายบ้าง ดังกองไฟบ้าง ดังราชสีห์ชาติไกรสรบ้าง ดังช้างตกมันบ้าง คนที่เข้าใกล้อสรพิษ กอง ไฟลุกโชติช่วง ราชสีห์ดุร้าย ช้างตกมัน ย่อมได้รับอันตราย ฉันใด ผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธเจ้า ก็ย่อม ประสบบาปกรรมใหญ่หลวง ก็ฉันนั้น ดังบาลีว่า อาสีวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา. (ขุ.อป. ๓๒/๒๗๐/๔๔๙ ) คาถาที่ ๕๖๐ นี้ เดิมแปลอสรพิษร้าย และกองไฟเป็นอุปมาของช้าง
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาสาทิโต มยา พุทฺโธ โฆโร อุคฺคตโป ชิโน

ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธชินเจ้า ผู้มีตบะแก่กล้า ถูกข้าพระองค์รุกราน พวกเราชาวเมืองทั้งปวงจักพินาศ พวกเราจักขอขมาพระมุนีนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ

โอเรน สตฺตเม ทิวเส <284> รฏฺฐมฺเม วิธมิสฺสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หากพวกเราจักไม่ขอขมาพระองค์(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่น แว่นแคว้นของเราจักพินาศภายในวันที่ ๗

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุเมขโล โกสิโย จ สิคฺคโว จาปิ สตฺตโก <285>

อาสาทยิตฺวา อิสโย ทุคฺคตา เต สเสนกา. <286>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระเจ้าสุเมขลราช พระเจ้าโกสิยราช พระเจ้าสิคควราช พระเจ้าสัตตกราชเหล่านั้นพร้อมเสนา ได้รุกรานท่านฤๅษีทั้งหลายแล้ว ได้ถึงความทุกข์ยาก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย สญฺญตา พฺรหฺมจาริโน

สเทวกํ วินาเสนฺติ สสาครํ สปพฺพตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ประพฤติประเสริฐ ย่อมโกรธในกาลใด ในกาลนั้นย่อมทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ท้องทะเล และภูเขา ให้พินาศไป

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ติโยชนสหสฺสมฺหิ ปุริเส สนฺนิปาตยึ

อจฺจยํ เทสนตฺถาย สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนมาประชุมกันในพื้นที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงเข้าไปหาพระสยัมภูพุทธเจ้า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อลฺลวตฺถา อลฺลสิรา สพฺเพว ปญฺชลีกตา

พุทฺธสฺส ปาเท นิปติตฺวา อิทํ วจนมพฺรวุํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ประชาชน(พร้อมทั้งข้าพระองค์)ทั้งหมด มีผ้าเปียก ศีรษะเปียก ประนมมือ พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระสยัมภูพุทธเจ้า แล้วได้กราบเรียนคำนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ขมสฺสุ ตฺวํ มหาวีร อภิยาจติ ตํ ชโน

ปริฬาหํ วิโนเทหิ มา จ รฏฺฐํ วินาสย.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ขอพระคุณเจ้าโปรดยกโทษเถิด ประชาชนอ้อนวอนพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดช่วยบรรเทาความเร่าร้อน และขอพระคุณเจ้าอย่าได้ทำแว่นแคว้นให้พินาศเลย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สเทวมานุสา สพฺเพ สทานวา สรกฺขสา

อโยมเยน กุเฏน สิรํ ภินฺเทยฺยุ เม สทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

มวลมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ทานพ และรากษส จะพึงเอาฆ้อนเหล็กทุบศีรษะของข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ทานพ หมายถึงอสูรจำพวกหนึ่ง รากษส หมายถึงยักษ์ร้าย, ผีเสื้อน้ำ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๘/๓๕๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อุทเก <287> อคฺคิ น สณฺฐาติ วีชํ เสเล น รูหติ

อคเท กิมิ น สณฺฐาติ โกโป พุทฺเธ น ชายติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

(พระพุทธเจ้าตรัสว่า)

ไฟย่อมไม่เกิดในน้ำ พืชย่อมไม่งอกบนแผ่นหิน กิมิชาติ ย่อมไม่เกิดในยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า ฉันนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑กิมิชาติ หมายถึงสัตว์จำพวกหนอน
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยถา จ ภูมิ อจลา อปฺปเมยฺโย จ สาคโร

อนนฺตโก จ อากาโส เอวํ พุทฺธา อโขภิยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

แผ่นดินไม่หวั่นไหว ฉันใด พระพุทธเจ้าใคร ๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น ทะเลประมาณมิได้ ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณมิได้ ฉันนั้น และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีที่สุด ฉันนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อตฺตทนฺตา <288> มหาวีรา ขมิตา จ ตปสฺสิโน

ขนฺตานํ ขมิตานํ จ คมนํ โว <289> น วิชฺชติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว มีความเพียรมาก มีการงดโทษให้แก่ผู้อื่น และมีตบะ ท่านผู้มีความอดทนและมีการอดโทษให้แก่ผู้อื่น จะไม่มีการลุอำนาจอคติ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ปริฬาหํ วิโนทยิ <290>

มหาชนสฺส ปุรโต นภํ อพฺภุคฺคมี ตทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้บรรเทาความเร่าร้อน เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ต่อหน้ามหาชน ในครั้งนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน กมฺเมนหํ วีร หีนตฺตํ อชฺฌุปาคโต

สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ปาวิสึ อภยํ ปุรํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงได้เข้าถึงภาวะที่เลวทราม ล่วงเลยชาตินั้นมาเข้าสู่นคร(คือนิพพาน)ซึ่งไม่มีภัย

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อรรถกถาเป็น ธีราติ ธีร ธิติสมฺปนฺน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๓/๓๕๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ (เป็นคำร้อง เรียกที่พระอุบาลีเรียกพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เล่าประวัติในอดีตของตนมาแล้ว)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตทาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ สุสณฺฐิตํ

ปริฬาหํ วิโนเทสิ สยมฺภุํ จ ขมาปยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในครั้งนั้น พระสยัมภูพุทธเจ้าเห็นข้าพระองค์ถูกไฟแผดเผาอยู่(แต่)ดำรงอยู่ด้วยดี จึงทรงบรรเทาความเร่าร้อนให้ ข้าพเจ้าจึงทูลขอพระสยัมภูงดโทษให้

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ฉบับเก่าประธานของประโยคคือ ตฺวํ (คือ สัพพนาม แทน คำว่า ภควา ซึ่งพระอุบาลี กำลังกราบทูลอยู่) ดูตามความแล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต และอรรถกถาก็ขึ้น ปจฺเจกพุทฺโธ เป็นประธาน
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺชาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ ติหคฺคิภิ

นิพฺพาเปสิ ตโย อคฺคี สีติภาวญฺจ ปาปยึ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงช่วยข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ ให้ถึงภาวะสงบเย็น และทรงช่วยดับไฟ ๓ กองให้แล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟนรก ไฟในเปรตวิสัยและไฟในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๕/๓๕๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต

อตฺถํ ตุยฺหํ ปวกฺขามิ ยถา ทิฏฺฐํ ปทํ มมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เงี่ยโสตสดับ จงตั้งใจฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจะบอกประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย โดยประการที่ข้าพเจ้าได้เห็นบท แล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๖/๓๕๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา สนฺตจิตฺตํ สมาหิตํ

เตน กมฺเมนหํ อชฺช ชาโตมฺหิ นีจโยนิยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าดูหมิ่นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เพราะกรรมนั้น ในปัจจุบันนี้ จึงมาเกิดในชาติตระกูลต่ำ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มา โว ขณํ วิราเธถ ขณาตีตา หิ โสจเร

สทตฺเถ วายเมยฺยาถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดขณะ ไปเลย เพราะเหล่าสัตว์ผู้ล่วงเลยขณะไปย่อมเศร้าโศก ขอท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ตนเถิด ขณะท่านทั้งหลายให้สำเร็จแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ขณะในที่นี้ หมายถึงขณะเป็นที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๘/๓๕๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกจฺจานญฺจ วมนํ เอกจฺจานํ วิเรจนํ

วิสํ หลาหลํ เอเก เอกจฺจานญฺจ โอสถํ. <291>

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลบางพวก ยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายแรงแก่บุคคลบางพวก และยารักษาแก่บุคคลบางพวก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วมนํ ปฏิปนฺนานํ ผลฏฺฐานํ วิเรจนํ

โอสธํ ผลลาภีนํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ คเวสินํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คือพระผู้มีพระภาค ตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ตรัสบอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล ตรัสบอกยารักษาโรคแก่บุคคลผู้ได้ผลแล้ว ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงบุญ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สาสเนน วิรุทฺธานํ วิสํ หลาหลํ ยถา

อาสีวิโส ทุฏฺฐวิโส <292> เอกํ <293> ฌาเปติ ตํ นรํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ตรัสบอกยาพิษร้ายแรง(คือบาปอกุศล) แก่บุคคลผู้เป็นข้าศึกต่อศาสนา ยาพิษร้ายแรงย่อมแผดเผานรชนนั้น เหมือนอสรพิษร้าย ฉะนั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สกึ ปีตํ หลาหลํ อุปรุทฺเธติ <294> ชีวิตํ

สาสเนน วิรุชฺฌิตฺวา กปฺปโกฏิมฺหิ ฑยฺหติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ยาพิษร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมทำให้เสียชีวิตได้ บุคคลทำผิดต่อศาสนาแล้ว ย่อมถูกแผดเผานับเป็นโกฏิกัป

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตวตาย จ

สเทวกํ โส ตรติ <295> ตสฺมา เต อวิโรธิยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระองค์ทรงช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ) ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน และด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ลาภาลาเภ น สชฺชนฺติ สมฺมานเน วิมานเน <296>

ปฐวีสทิสา พุทฺธา ตสฺมา เต น วิโรธิยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นเช่นพื้นปฐพี ไม่ทรงติดข้องในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญ ในความถูกดูหมิ่น เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เทวทตฺเต จ วธเก โจเร องฺคุลิมาลเก

ราหุเล ธนปาเล จ สพฺเพสํ สมโก มุนิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู โจรองคุลีมาล พระราหุล และช้างธนบาล

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอเตสํ ปฏิฆํ <297> นตฺถิ ราโคเมสํ น วิชฺชติ

สพฺเพสํ สมโก พุทฺโธ วธกสฺโสรสสฺส จ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีความแค้นเคือง ไม่มีความกำหนัด เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในชนทั้งหมด คือในนายขมังธนู และในพระโอรส

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ฉฑฺฑิตํ มิฬฺหมกฺขิตํ

สิรสา อญฺชลึ กตฺวา วนฺทิตพฺพํ อิสิทฺธชํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านทั้งหลายได้พบผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระฤๅษี ซึ่งเปื้อนคูถ ถูกทิ้งไว้ที่หนทาง ก็พึงประนมมือเหนือศีรษะแล้วไหว้เถิด

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อพฺภตีตา จ เย พุทฺธา วตฺตมานา อนาคตา

ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ตสฺมา เอเต นมสฺสิยา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าเหล่าใดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธงชัยนี้ เพราะเหตุนั้น จึงควรนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตฺถุกปฺปํ สุวินยํ ธาเรมิ หทเยนหํ

นมสฺสมาโน วินยํ วิหริสฺสามิ สพฺพทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าทรงจำวินัยที่ดีงาม เช่นกับองค์แทนพระศาสดาไว้ด้วยหทัย ข้าพเจ้านมัสการวินัยอยู่ในกาลทั้งปวง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินโย อาสโย มยฺหํ วินโย ฐานจงฺกมํ

กปฺเปมิ วินเย วาสํ วินโย มยฺห โคจโร.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

วินัยเป็นที่อาศัยของข้าพเจ้า เป็นที่ยืนเดินของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในวินัย วินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วินเย ปารมิปฺปตฺโต สมเถ จาปิ โกวิโท

อุปาลิ ตํ มหาวีร ปาเท วนฺทติ สตฺถุโน.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ภิกษุชื่ออุบาลีถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในวิธีระงับอธิกรณ์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โส อหํ วิจริสฺสามิ คามาคามํ ปุราปุรํ

นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง นมัสการอยู่ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมดี

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ.

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ. อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แลได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

อุปาลิเถราปทานที่ ๖ จบ

จบ ๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)