พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เมตเตยยวรรค
๘. โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในเมตเตยยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อฏฺฐมํ โตเทยฺยตฺเถราปทานํ (๔๐๘)
โตเทยยเถราปทานที่ ๘ (๔๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบรรณศาลา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
ราชา วิชิตชโย ๑ นาม เกตุมติปุรุตฺตเม
สูโร วิกฺกมสมฺปนฺโน ปุรมชฺฌาวสี ตทา ฯ
ตสฺส รญฺโญ ปมตฺตสฺส รฏฺฐวิสา ๒ สมุฏฺฐหุํ
อุตฺตรา ๓ ตุณฺฑิกา เจว รฏฺฐํ วิทฺธํสยุํ ตทา ฯ
ปจฺจนฺเต กุปฺปิเต ขิปฺปํ สนฺนิปาเตสิรินฺทโม
ภเฏ เจว พลตฺเถ จ อรึ นิคฺคาหยิ ตทา ฯ
หตฺถาโรหา อนีกตฺถา สูรา จ วมฺมโยธิโน ๔
ธนุคฺคหา จ รถิกา ๕ สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
อาฬารกา กปฺปกา จ นฺหาปกา มาลการกา
สูรา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
ขคฺคหตฺถา จ ปุริสา จาปหตฺถา จ จมฺมิโน ๑
ลุทฺธา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา กุญฺชรา สฏฺฐิหายนา
สุวณฺณกจฺฉาลงฺการา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
ขมา สีตสฺส อุณฺหสฺส อุกฺการุหรณสฺส จ
โยธาชีวา กตกมฺมา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
สงฺขสทฺทํ เภริสทฺทํ อโถ อุทฺทฏสทฺทกํ ๒
เอเตหิ เต หาสยนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
ติสูลโกนฺติมนฺเตหิ ธนูหิ โตมเรหิ จ ๓
โกฏฺฏยนฺตา ๔ นิวตฺเตนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
กวจานิ นิวาเสตฺวา ๕ สราชา อชิตญฺชิโน
สฏฺฐิปาณสหสฺสานิ สูเล อุตฺตาสยึ ตทา ฯ
สทฺทํ มานุสกากํสุ อโห ราชา อธมฺมิโก
นิรเย ปจฺจมานสฺส กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ฯ
สยเนหํ ตุวฏฺเฏนฺโต ปสฺสามิ ๖ นิรเย ตทา
น สุปามิ ทิวารตฺตึ สูเลน ตชฺชยนฺติ มํ ฯ
กึ ปมาเทน รชฺเชน พาหเนน พเลน จ
น เต ปโหนฺติ ธาเรตุํ ตาสยนฺติ ๗ มมํ สทา ฯ
กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ รชฺเชน สกเลน จ
ยนฺนูน ปพฺพเชยฺยาหํ คติมคฺคํ วิโสธเย ฯ
สฏฺฐินาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต
สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส ฯ
อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ
สงฺคามาวจเร ฐาเน ๑ อนเปกฺโข วิหายหํ ฯ
สกกมฺเมน สนฺตตฺโต นิกฺขมึ อนคาริยํ
สฏฺฐิอสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ
อาชานิเย จ ๒ ชาติยา สินฺธวา ๓ สีฆพาหเน
อารุเฬฺห คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ฯ
ฉฑฺฑยิตฺวาน สพฺเพเต ๔ นิกฺขมึ อนคาริยํ
สฏฺฐิรถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ
ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช
สพฺเพเต ปริวชฺเชตฺวา ๕ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สฏฺฐิเธนุสหสฺสานิ สพฺพา กํสุปธารณา
คาวิโย ๖ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สฏฺฐิอิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา
วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯภ
อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา
ตา หิตฺวา กนฺทมานาโย ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สฏฺฐิคามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
ฉฑฺฑยิตฺวาน ตํ รชฺชํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
นครา นิกฺขมิตฺวาน หิมวนฺตํ อุปาคมึ
ภาคีรสีนทีตีเร อสฺสมํ มาปยึ อหํ ฯ
ปณฺณสาลํ กริตฺวาน อคฺยาคารํ อกาสหํ ฯ
อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต วสามิ อสฺสเม อหํ
มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเร ว ฌายโต
น ตุ ๑ วิชฺชติ ตาโส เม น ปสฺเส ภยเภรวํ ฯ
สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ
ญาณาโลเกน โชเตนฺโต โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท ฯ
มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก
พุทฺธเสฏฺฐมฺหิ อุปฺปนฺเน อาโรเจสิ มมํ ตทา ฯ
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน สุเมโธ นาม จกฺขุมา
ตาเรสิ ชนตํ สพฺพํ ตมฺปิ โส ตารยิสฺสติ ฯ
ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา สํวิคฺโค อาสิ ตาวเท
พุทฺโธ พุทฺโธติ จินฺเตนฺโต อสฺสมํ ปฏิสามยึ ฯ
อคฺคิทารุญฺจ ฉฑฺเฑตฺวา สํสาเมตฺวาน สนฺถตํ
อสฺสมํ อภิวนฺทิตฺวา นิกฺขมึ ปวนา ๒ อหํ ฯ
ตโต จนฺทนมาทาย คามา คามํ ปุรา ปุรํ
เทวเทวํ คเวสนฺโต อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ
ภควา ตมฺหิ สมเย สุเมโธ โลกนายโก
จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต โพเธติ ชนตํ พหุํ ๓ ฯ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน สีเส กตฺวาน วนฺทนํ ๑
สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ๒ ฯ
วสฺสิเก ปุปฺผมานสฺมึ สนฺติเก อุปวายติ
ตฺวํ วีร คุณคนฺเธน ทิสา สพฺพา ปวายสิ ฯ
จมฺปเก นาคมลิเก ๓ อธิมุตฺตกเกตเก
สาเลสุ ปุปฺผมาเนสุ อนุวาตํ ปวายติ ฯ
ตว คนฺธํ ฆายิตฺวาน ๔ หิมวนฺตา อิธาคมึ
ปูเชมิ ตํ มหาวีร โลกเชฏฺฐ มหายส ฯ
วรจนฺทเนนานุลิมฺปึ สุเมธํ โลกนายกํ
สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ตุณฺหี อฏฺฐาสิ ตาวเท ฯ
สุเมโธ นาม ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย เม คุณํ ๕ ปกิตฺเตสิ จนฺทนญฺจ อปูชยิ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
อาเทยฺยวากฺยวจโน พฺรหฺมา อุชุ ปตาปวา
ปญฺจวีสติกปฺปานิ สปฺปภาโส ภวิสฺสติ ฯ
ฉพฺพีสติกปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
เตตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
ตโต จุโตยํ มนุโช มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ
อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู
ตีณิลกฺขณสมฺปนฺโน พาวรี นาม พฺราหฺมโณ ฯ
ตสฺส สิสฺโส ภวิตฺวาน เหสฺสติ มนฺตปารคู
อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ ฯ
ปุจฺฉิตฺวา นิปุเณ ปเญฺห หาสยิตฺวาน ๑ มานสํ
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ ๒ อนาสโว ฯ
ติวิธคฺคิ นิพฺพุตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โตเทยฺโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โตเทยฺยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. อชิตญฺชโย ฯ ยุ. ชิตญฺชโย ฯ ๒ ม. ยุ. อฏวิโย ฯ ๓ ม. โอตารา ฯ ยุ. โอจรา ฯ
๔ ม. ยุ. จมฺมโยธิโน ฯ ๕ ม. ยุ. อุคฺคา จ ฯ
๑ ม. ยุ. วมฺมิโน ฯ ๒ ม. อุตุชสทฺทกํ ฯ ยุ. อุทฺธวสทฺทกํ ฯ ๓ ม. ยุ.
กวจโตมเรหิ จ ฯ ๔ ม. ยุ. โกฏฺฏนฺตานํ นิปาเตนฺตา ฯ ยุ .. นิวตฺตนฺตา ฯ
๕ ม. กิเมวาติ นิสาเมตฺวา สราชา อชิตญฺชโย ฯ ๖ ยุ. วสามิ ฯ ๗ ม. ตาปยนฺติ ฯ
๑ ยุ. สงฺคามาวจเรเหว ฯ ๒ ม. ยุ. ว ฯ ๓ ม. ยุ. สินฺธเว สีฆวาหเน ฯ
๔ ม. ปหาเรตฺวาน เต สพฺเพ ฯ ยุ. ปหายิตฺวาน ... ฯ ๕ ม. ปริหาเรตฺวา ฯ
ยุ. ปริหายิตฺวา ฯ ๖ ม. ยุ. ตาโยปิ ฯ
๑ ยุ. น อุปปชฺชถ ฯ ๒ ม. วิปินา ฯ ๓ ยุ. ตทา ฯ
๑ ม. ยุ. จนฺทนํ ฯ ๒ ม. อภาสหํ ฯ ๓ ม. ยุ. นาควนิเก ฯ
๔ ม. ยุ. สุณิตฺวาน ฯ ๕ ม. ยุ. คุเณ ฯ
๑ ม. ยุ. ภาวยิตฺวาน อญฺชสํ ฯ ๒ ม. วิหริสฺสตินาสโว ฯ
ในกาลนั้น (เราเป็น) พระราชาพระนามว่าวิชิตชัย เป็นผู้กล้า ทรงถึงพร้อมด้วยความกล้าหาญ ประทับอยู่ในท่ามกลางพระนครเกตุมดีอันอุดมในกาลนั้น เมื่อพระราชาพระองค์นั้นประมาท พิษร้ายของแว่นแคว้นก็ดังขึ้น อุตฺตรา ตุณฺฑิกา เจว กำจัดแว่นแคว้นเมื่อปัจจันตชนบทกำเริบพระราชาจึงสั่งให้พลรบและทหารสื่อสารประชุมกัน รับสั่งให้ใช้อาวุธบังคับข้าศึก ในกาลนั้น พลช้าง พลม้า ทหารเสื้อเกราะผู้กล้าหาญ พลธนูและพลรถมาประชุมกันทั้งหมด พวกพ่อครัว พนักงานเครื่องต้น พนักงานสรงสนาน ช่างดอกไม้ผู้กล้าหาญ เคยชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมดพวกชายฉกรรจ์ผู้ถือแสงขรรค์ ถือธนู สวมเกราะหนัง เป็นคนแข็งกล้าเคยชนะสงคราม
มาประชุมกันทั้งหมด ช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้งมีอายุ ๖๐ ปี มีสายประคนพานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับล้วนทองมาประชุมกันทั้งหมด นักรบอาชีพ อดทนต่อหนาว ร้อน อุจจาระ ปัสสาวะมีกรรมอันทำเสร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่านั้นยินดีด้วยเสียงสังข์ เสียงกลองและด้วยเสียงแตกตื่น มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่านั้นตีกั้นด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และหอกอย่าง ๓ เล่ม กลับมาประชุมกันทั้งหมด ในกาลนั้น เราสวมเกราะแล้ว สั่งให้จับพลรบ ๖ หมื่นพร้อมทั้งพระราชาผู้ชนะ ที่ยังไม่เคยชนะ เสียบหลาว พลรบเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า พุทโธ พระราชาอาธรรม์ เมื่อถูกไฟไหม้อยู่ในนรกเมื่อไรจักมีที่สุด
ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอน ย่อมเห็นไฟนรก เรานอนไม่หลับตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พวกนายนิริยบาลขู่เราด้วยหลาว (เราคิดว่า) ความมัวเมารัชสมบัติ สัตว์พาหนะ และพลรบจะเป็นประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทรงไว้ได้ ย่อมยังเราให้สะดุ้งทุกเมื่อ บุตรภรรยา และรัชสมบัติทั้งสิ้น จะเป็นประโยชน์อะไรแก่เรา ถ้าเช่นนั้นเราพึงบวช พึงชำระทางแห่งคติ เราไม่มีความห่วงใย ปล่อยช้างมาตังคะ๖ หมื่นเชือก อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีรัดประคนพานหน้าพานหลัง เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนทอง อันควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอประจำคอ ไว้ในที่สนามรบ เร่าร้อน ด้วยกรรมของตน จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
เราทิ้งม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า อันประกอบด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันนายม้ามือถือธนูสวมเกราะหนัง ขึ้นประจำหลังเสียทั้งหมดแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิตเราสละรถ ๖ หมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดเครื่องรบมีธงปักไว้หน้ารถ ทั้งหมดนี้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งแม่โคนม ๖ หมื่นตัว อันรองน้ำนมด้วยขันสำริด ทั้งหมดเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราปล่อยหญิง๖ หมื่นคน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตรสวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง
ทุกคนคร่ำครวญอยู่ไว้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งบ้าน๖ หมื่นหลัง อันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นรัชสมบัตินั้นเสียแล้วบวชเป็นบรรพชิต เราออกจากพระนครแล้ว เข้าไปสู่ภูเขาหิมวันต์ ได้สร้างอาศรมไว้ ณ ที่ใกล้แม่น้ำภาคีรสี ทำบรรณศาลาเสร็จแล้ว ทำเรือนสำหรับบูชาไฟ เราปรารถนาความเพียรมีใจแน่วแน่ อยู่ในอาศรม เมื่อเราเพ่งฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นภัยที่น่าหวาดกลัวเลย ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณาเป็นมุนี ทรงยังแสงสว่างแห่งญาณให้โชติช่วง เสด็จอุบัติในโลก โดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ อุบัติขึ้นแล้วยักษ์บอกกะเราในกาลนั้นว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้มีจักษุ เสด็จอุบัติแล้วในโลก ทรงยังหมู่สัตว์ทั้งปวงให้ข้าม แม้ท่านพระองค์ก็จักทรงให้ข้ามได้ขณะนั้น เราฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ คิดอยู่ว่า พุทโธพุทโธ เก็บอาศรมไว้ ทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และเก็บสันถัด ไหว้อาศรมแล้ว ออกจากป่าใหญ่เราถือเอาไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านนี้ไปบ้านโน้นจากเมืองนี้ไปเมืองโน้น แสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่ ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธผู้นำของโลกทรงประกาศสัจจะ ๔ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ตรัสรู้อยู่ เราประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้ากระทำวันทนาการ ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เมื่อต้นมะลิซ้อนดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้
ข้าแต่พระวีรเจ้าพระองค์มีกลิ่นคือคุณหอมขจรไปทั่วทิศ เมื่อต้นจัมปา ต้นกะถินพิมานต้นอุโลก ต้นการเกต และต้นรัง กำลังดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลมข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์จากภูเขาหิมวันต์มาจนถึงที่นี่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก มียศมาก ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์ เราไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้นำของโลก ด้วยแก่นจันทน์อันประเสริฐ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั่น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธเชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญคุณของเรา และได้บูชาเราด้วยแก่นจันทน์
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ เป็นพรหมเป็นผู้ซื่อตรง มีตบะ จักมีรัศมีอันสว่างไสวตลอด ๒๕ กัลป จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๒๖๐๐๐ กัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ครั้ง จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ คนผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรพราหมณ์จักได้เป็นศิษย์ของพราหมณ์ชื่อว่าพาวรี ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ถึงที่สุดแห่งไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ จักเป็นผู้รู้จบมนต์
เราได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตร ได้ทูลถามปัญหาอันละเอียด ยังใจให้โสมนัส กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราดับไฟ ๓ กองได้สิ้นแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโตเทยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โตเทยยเถราปทาน.
จบ ๘. โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘)