พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เมตเตยยวรรค
๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน (๔๐๙) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในเมตเตยยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
นวมํ ชตุกณฺณิกตฺเถราปทานํ (๔๐๙)
ชตุกัณณิกเถราปทานที่ ๙ (๔๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงพระพุทธองค์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค ชตุกัณณิกเถราปทาน (๔๐๙) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
นคเร หํสวติยา เสฏฺฐิปุตฺโต อโหสหํ
สมปฺปิโต กามคุเณหิ ๑ ปริวาเรมหํ ตทา ฯ
ตโต ปาสาทมารุยฺห มหาโภเค วลญฺชโก
ตตฺถ นจฺเจหิ คีเตหิ ปริวาเรมหํ ตทา ฯ
ตุริยา อาหตา มยฺหํ สมฺมตาลสมาหิตา
รญฺชนฺตี ๒ อิตฺถิโย สพฺพา หรนฺติเยว เม มโน ฯ
เจลาวกา วามนิกา ๓ กุญฺชวา สีหิมชฺฌิตา ๔
ลงฺฆิกา โสกชฺฌายี จ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
เวตาฬิโน กุมฺภถูนิ นฏา จ นจฺจกา พหู
นฏกา นาฏกา เจว ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
กปฺปกา นฺหาปกา สูทา มาลาการา สุปาสกา ๕
ชลฺลา มลฺลา จ เต สพฺเพ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
เอเตสุ กีฬมาเนสุ สิกฺขิเต กตุปาสเน
รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ อินฺโทว ติทเส ปุเร ๖ ฯ
อทฺธิกา กปณา ๗ สพฺเพ ยาจกา จรกา พหู
อุปคจฺฉนฺติ เต นิจฺจํ ภิกฺขยนฺตา มมํ ฆรํ ฯ
สมณา พฺราหฺมณา เจว ปุญฺญกฺเขตฺตา อนุตฺตรา
วฑฺฒยนฺตา มมํ ปุญฺญํ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
ปฏกา ๘ ลฏุกา สพฺเพ นิคนฺถา ปุปฺผสาฏกา
เตทณฺฑิกา เอกสิขา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
อาชีวิกา วิลุตฺตาวี โคตมา ๑ เทวธมฺมิกา
รโชชลฺลธรา เอเต อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
ปริวตฺตกา สิทฺธิปตฺตา ๒ โกธปุคฺคนิกา ๓ พหู
ตปสี วนจารี จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
อนฺธกา ๔ ทมิลา เจว สากุฬา มลยาฬกา ๕
สวรา โยนกา เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
คนฺธกา ๖ มุณฺฑกา สพฺเพ กุฏฺฐลา สานุวินฺทกา ๗
อาราว จีนรฏฺฐา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
อลสนฺทกา ปลฺลวกา ปพฺพตานคฺคมารุหา ๘
พาหิกา ๙ เจตปุตฺตา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
มธุรกา โกสลกา กาสิกา ๑๐ หตฺถิโปริกา
อิสินฺทา มกฺกลา ๑๑ เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
เจลาวกา อารมฺพา จ ๑๒ โอภาสา เมฆลา พหู
ขุทฺทกา สุทฺทกา เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
โรหกา ๑๓ สินฺธวา เจว จิตฺตกา ๑๔ เอกกณฺณิกา
สุรฏฺฐา อปรนฺตา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
สุปฺปารกา กุมารา ๑๕ จ มลยา ๑๖ โสณฺณภูมิกา
วชฺชิหารา ๑๗ จ เต สพฺเพ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
นฬการา เปสการา จมฺมการา จ ตจฺฉกา
กมฺมการา ๑ กุมฺภการา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
มณิการา โลหการา โสณฺณการา จ ทุสฺสิกา
ติปุการา จ เต สพฺเพ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
อุสุการา ๒ ภมการา เปสการา จ คนฺธิกา
รชกา ตุนฺนวายา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
เตลิกา กฏฺฐหารา จ อุทหารา จ เปสิกา
สุปิกา สรทกฺขา จ ๓ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
โทวาริกา อนีกตฺถา คนฺถิกา ๔ ปุปฺผฉฑฺฑกา
หตฺถาโรหา หตฺถิปาลา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ
อานนฺทสฺส นาม รญฺโญ สมคฺคสฺส ๕ อทาสหํ
สตฺตวณฺเณน รตเนน อูนตฺตํ ปูรยามหํ ฯ
เย มยา กิตฺติตา สพฺเพ นานาวณฺณา พหู ชนา
เตสาหํ จิตฺตมญฺญาย ตปฺปยึ รตเนนปิ ๖ ฯ
วคฺคูสุ ภาสมาเนสุ วชฺชมานาสุ เภริสุ
สงฺเขสุ ธมยนฺเตสุ สกเคเห รมามหํ ฯ
ภควา ตมฺหิ สมเย ปทุมุตฺตรนามโก ๗
สห ๘ สตสหสฺเสหิ ปริกฺขีณาสเวหิ โส ฯ
ภิกฺขูหิ สหิโต วีถึ ปฏิปชฺชิตฺถ จกฺขุมา
โอภาเสนฺโต ทิสา สพฺพา ทีปรุกฺโขว โชตติ ฯ
วชฺชนฺติ เภริโย สพฺพา คจฺฉนฺเต โลกนายเก
ปภา นิทฺธาวเต ตสฺส สตรํสีว อุคฺคโต ฯ
กวาฏนฺตริกายาปิ ปวิฏฺเฐน จ รสฺมินา
อนฺโตฆเรสุ วิปุโล อาโลโก อาสิ ตาวเท ฯ
ปภํ ทิสฺวาน พุทฺธสฺส ปาริสชฺเช อโวจหํ
นิสฺสํสยํ พุทฺธเสฏฺโฐ อิมํ วีถิมุปาคโต ฯ
ขิปฺปํ โอรุยฺห ปาสาทา อคมึ อนฺตราปถํ ๑
สมฺพุทฺธํ อภิวาเทนฺโต ๒ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
อนุกมฺปตุ เม พุทฺโธ ชลชุตฺตมนามโก ๓
วสีสตสหสฺเสหิ อธิวาเสสิ โส มุนิ ฯ
นิมนฺตยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ อภิเนสึ สกํ ฆรํ
ตตฺถ อนฺเนน ปาเนน สนฺตปฺเปสึ มหามุนึ ฯ
ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน
สงฺคีเตน ๔ ตุริเยน พุทฺธเสฏฺฐํ อุปฏฺฐหึ ฯ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห
อนฺโตฆเร นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย มํ ตุริเยนุปฏฺฐาสิ อนฺนปานญฺจทาสิ เม
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
ปหูตภกฺโข หุตฺวาน สหิรญฺโญ สโภชโน
จตุทฺทีเป เอกรชฺชํ การยิสฺสติยํ นโร ฯ
ปญฺจสีเล สมาทาย ทสกมฺมปเถ รโต ๑
สมาทาย ปวตฺตนฺโต ปริสํ สิกฺขเปสฺสติ ฯ
ตุริยสตสหสฺสานิ นาริโย ๒ สมลงฺกตา
วชฺชยิสฺสนฺติมํ นิจฺจํ อุปฏฺฐานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ
จตุสฏฺฐิขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ
จตุสตฺตติกฺขตฺตุํ ๓ จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
อนูนโภโค หุตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ ฯ
อชฺฌายโก ภวิตฺวาน ติณฺณํ เวทาน ปารคู
อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต จริสฺสติ มหึ ตทา ๔ ฯ
โส จ ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิโต
โคตมสฺส ภควโต สาสเนภิรมิสฺสติ ฯ
อาราธยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ
กิเลเส ฌาปยิตฺวาน อรหายํ ภวิสฺสติ ฯ
ปวเน พฺยคฺฆราชาว มิคราชาว เกสรี
อภีโต วิหรามชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ
เทวโลเก มนุสฺเส วา ทลิทฺเท ทุคฺคติมฺหิ วา
นิพฺพตฺตึ เม น ปสฺสามิ อุปฏฺฐานสฺสิทํ ผลํ ฯ
วิเวกมนุยุตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ชตุกณฺณิโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ชตุกณฺณิกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. กามคุเณ ฯ ๒ ม. ยุ. นจฺจนฺตา ฯ ๓ ม. เจลาปิกา ลามณิกา ฯ ยุ.
เวลามิกา วามนิกา ฯ ๔ ม. กุญฺชวาสี ติมชฺฌิกา ฯ ๕ ยุ. สุมาสกา ฯ
๖ ม. ยุ. ติทสงฺคเณ ฯ ๗ ม. ยุ. ปถิกา ฯ ๘ ม. ปฏคา ฯ ยุ. ปทกา ฯ
๑ ม. โคธมฺมา ฯ ๒ ม. ปริตฺตกา สนฺติปตฺตา ฯ ๓ ยุ. โกณฺฑปุคฺคลิกา พหู ฯ
๔ ม. ยุ. โอฑฺฑกา ฯ ๕ ม. มลวาฬกา ฯ ๖ ม. ยุ. อนฺธกา ฯ ๗ ม. โกฏลา
หนุวินฺทกา ฯ ยุ. โกลกา ... ฯ ๘ ม. ธมฺมรานิคฺคมานุสา ฯ ยุ. ปพฺพราภคฺคการุสา ฯ
๙ ม. เคหิตา ฯ ๑๐ ม. กลิงฺคา ฯ ๑๑ ยุ. มตฺถลา ฯ ๑๒ ม. อารพฺภา จ โอฆุฏฐา ฯ ยุ.
เวลาวกา อรมฺมา โอกฺกลา เมกลา ฯ ๑๓ ม. ยุ. โรหนา ฯ ๑๔ ยุ. จิตฺตาว ฯ
๑๕ ย. สุปฺปาริกา กิกุมารา จ ฯ ๑๖ ม. มลฺลโสวณฺณภูมิกา ฯ ๑๗ ม. วชฺชีตงฺคา ฯ
๑ ม. ยุ. กมฺมารา ฯ ๒ ยุ. จาปการา ฯ ๓ ม. สูปิกา สูปรกฺขา จ ฯ ยุ. ...
รูทสกฺกา จ ฯ ๔ ม. พนฺธิกา ฯ ยุ. สนฺถิกา ฯ ๕ ม. มมตฺตสฺส ... ฯ ยุ.
ปมตฺตสฺส ฯ ๖ ม. ยุ. รตเนนหํ ฯ ๗ ม. ยุ. ... นายโก ฯ ๘ ม. วสี ฯ
๑ ม. ยุ. อนฺตราปณํ ฯ ๒ ม. อภิวาเทตฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. ... นายโก ฯ
๔ ม. ยุ. สตงฺคิเกน ฯ
๑ ม. ยุ. ตโต ฯ ๒ ม. เภริโย ฯ ๓ ม. จตุสฏฺฐิกฺขตฺตุํ ฯ ๔ ม. ยุ. อิมํ ฯ
ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในนครหงสวดี เพียบพร้อมแวดล้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้งหลาย ในกาลนั้น เราขึ้นอยู่ในปราสาท ๓ หลัง ใช้สอยโภคสมบัติมากมาย แวดล้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในปราสาทนั้น นักดนตรีอันประกอบด้วยเครื่องประโคมอย่างดีมาประโคมเรา หญิงทั้งปวงบำเรอเรา นำเอาใจของเราไป นักเจลาวกา นักวามนิกา กุญชวาสีหิมชฺฌิตานักห้อยโหน นักจำอวด ย่อมแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ คนเฝ้ายาม คนตีกลองนักเต้นรำ นักฟ้อนรำ ลคร และพวกดีดสีตีเป่าเป็นอันมาก แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ ช่างกัลบก คนรับใช้เมื่ออาบน้ำ พ่อครัว ช่างดอกไม้สุปาสกา ช่างกัลบก และนักมวย ทั้งหมดแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เมื่อคนเหล่านั้นแสดงกีฬาอยู่
เมื่อเราชื่นชมการบำเรอที่คนเหล่านั้นทำ เราย่อมไม่รู้คืนและวัน เปรียบเหมือนพระอินทร์ในดาวดึงส์ คนเดินทาง คนกำพร้า คนขอทาน นักสืบ (นักเที่ยว) เป็นอันมาก ย่อมเข้ามาขอเราจนถึงเรือนเป็นนิตย์ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นบุญเขตอย่างยิ่งเมื่อจะยังบุญของเราให้เจริญ ย่อมมาจนถึงเรือนเรา พวกนิครนถ์นุ่งผ้าลฏุกาเอาดอกไม้กรองนุ่ง ถือไม้ ๓ อัน ขมวดผมรวมกัน ทั้งปวง ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน พวกอาชีวกถอนผม ถือว่าตนประเสริฐ เกลือกกลั้วด้วยละอองธุลีเหล่านี้ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ปริวตฺตกา สิทฺธปตฺตาโกธปุคฺคนิกา พหู ตปสี วนจารี จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนตาบอดคนทมิฬ สากุฬา มลยาฬกา
สวรา โยนกา เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนฺธกา มุณฺฑกา สพฺเพ กุฏฺฐลา สานุวินฺทกา อาราว จีนรฏฺฐา จย่อมมาหาเราจนถึงเรือน อลสนฺทกา ปลฺลวกา ปพฺพตานคฺคมารุหาพาหิกา เจตปุตฺตา จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ชาวมธุรรัฐ ชาวโกศลรัฐ ชาวกาสี ชาวหัตถิบุรี ชาวอิสินทรัฐ ชาวมักกลรัฐ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน เจลาวกา อารมฺพา จ โอภาสา เมฆลา พหู ขุทฺทกาสุทฺทกา เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน โรหกา สินฺธวา เจว จิตฺตกาเอกกณฺณิกา สุรฏฺฐา อปรนฺตาจ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน สุปารกากุมาราจ มลยา โสณฺณภูมิกา วิชฺชิหารา จ เต สพฺเพ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ช่างสาน ช่างหูก ช่างหนัง ช่างถาก คนงาน และช่างหม้อย่อมมาหาเราจนถึงเรือน
ช่างแก้ว ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างเย็บผ้า และช่างดีบุก ทั้งหมดนั้น ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ช่างศร ช่างกลึง คนรับใช้ส่งของ ช่างปรุงของหอม ช่างย้อม และช่างชุน ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนขาย น้ำมัน คนหาฟืน คนหาบน้ำ คนรับใช้ คนหุงต้มคนตักน้ำ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนเฝ้าประตู ทหาร ช่างกรองดอกไม้คนทิ้งดอกไม้ ควาญช้าง คนเลี้ยงช้าง ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน เราได้ถวายแก่พระราชาพระนามว่าอานันทะทุกอย่าง เรายังความพร่องด้วยรัตนะมีวรรณ ๗ ประการให้เต็ม คนทั้งหมดมากด้วยกันมีวรรณะต่างกันเหล่าใดที่เราตั้งไว้แล้ว เรารู้จิตของคนเหล่านั้นแล้วให้เขาอิ่ม (พอใจ) แม้ด้วยรัตนะ เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะบรรเลงอยู่ เมื่อกลองดังก้องอยู่ เมื่อสังข์เขาเป่าอยู่ เรารื่นรมย์อยู่ในเรือนของตน
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ พระองค์ผู้มีจักษุ พร้อมด้วยภิกษุขีณาสพประมาณแสนรูป เสด็จดำเนินไปตามถนนด้วยกัน ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างโชติช่วง เหมือนต้นไม้ประจำทวีป เมื่อพระองค์ผู้นำของโลกกำลังเสด็จไป กลองทั้งปวงยังดังก้องอยู่ รัศมีของพระองค์สว่างไสวดุจพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น ขณะนั้น แสงสว่างจ้าส่องเข้าไปภายในเรือนของเรา ด้วยพระรัศมีที่ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่าง เราเห็นรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้วได้กล่าวกะพวกบริษัทว่า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเสด็จมาถึงถนนนี้แน่แล้ว เรารีบลงจากปราสาทแล้ว ได้ไปสู่ระหว่างถนน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์ พระมุนีพระองค์นั้นพร้อมด้วยพระอรหันต์แสนรูปทรงรับนิมนต์ ครั้นเรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้นำพระองค์มาสู่เรือนของตน อังคาสพระมหามุนีให้ทรงอิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำในเรือนนั้นเรารู้เวลาที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่กำลังเสวย ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการขับร้องและดนตรี
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ภายในเรือน ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดบำรุงเราด้วยดนตรี แลได้ถวายข้าวน้ำแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว คนผู้นี้จักเป็นผู้มีอาหารมากมาย มีเงิน มีโภชนะ เสวยรัชสมบัติผู้เดียวในทวีปทั้ง ๔ จักสมาทานศีล ๕ ยินดีในกรรมบถ ๑๐ ครั้นสมาทานแล้วก็ประพฤติ ยังบริษัทให้ศึกษา นางสาวแสนคน อันประดับประดาสวยงาม จักบรรเลงดนตรีบำเรอผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบำรุง ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดา เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๖๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้
พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้เล่าเรียน รู้จบไตรเทพ จักเที่ยวแสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในแผ่นดิน ในกาลนั้น และภายหลัง เขาบวชแล้ว อันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักยินดียิ่งในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ผู้นี้จักยังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้โปรดปราน เผากิเลสทั้งหลายแล้ว จักได้เป็นพระอรหันต์ วันนี้ เราเป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร เปรียบเหมือนพระยาเสือโคร่ง และพระยาไกรสรราชสีห์ในป่าใหญ่ ฉะนั้น เราไม่เห็นการบังเกิดของเราในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ดี เป็นคนยากจนหรือเข็ญใจเลย นี้เป็นผลแห่งการบำรุง
เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชตุกัณณิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ชตุกัณณิกเถราปทาน.
จบ ๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน (๔๐๙)