arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เมตเตยยวรรค

๑๐. อุเทนเถราปทาน (๔๑๐) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในเมตเตยยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ทสมํ อุเทนตฺเถราปทานํ (๔๑๐)

อุเทนเถราปทานที่ ๑๐ (๔๑๐)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัวบาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค อุเทนเถราปทาน (๔๑๐) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

บาลี (สยามรัฐ)

หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ปทุโม นาม ปพฺพโต

อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ

นทิโย สนฺทเร ๑ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา

อจฺโฉทกา สีตชลา สนฺทเร ๒ นทิโย สทา ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา ๑ มุญฺชโรหิตา

โสภนฺติ นทิโย เอเต วสนฺติ นทิยา ตทา ฯ

อมฺพชมฺพูหิ สญฺฉนฺนา กเรริติลกา ตถา

อุทฺทาลกา ปาฏลิโย โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

องฺโกลกา ๒ พิมฺพิชาลา มายาหรา ๓ จ ปุปฺผิตา

คนฺเธน อุปวายนฺตา ๔ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อธิมุตฺตา สตฺตลิกา นาคา สาลา จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา ๕ สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

โกสุมฺภา สลฬา นีปา หตฺถปาตา ๖ จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา

โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผลานิ พหุ อสฺสเม ฯ

กลมฺพา กทลี ตตฺถ ปุปฺผนฺติ มม อสฺสเม

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อโสกปิณฺฑี จ วรี ๗ นิมฺพรุกฺขา ๘ จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปุณฺณาวา คิริปุณฺณาวา ๙ ติมิรา ตตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

นิคฺคุณฺฑี สิรินิคฺคุณฺฑี จมฺปรุกฺเขตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อวิทูเร โปกฺขรณี จกฺกวากุปกุชฺชิตา

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ฯ

อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา

อจฺฉา ผลิกสมานา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปทุมา ปุปฺผเร ตตฺถ ปุณฺฑรีกา จ อุปฺปลา

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา

วิจรนฺตาว เต ตตฺถ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

กุมฺภีลา สสสุมารา จ กจฺฉปา จ คหา พหู

โอคหา ๑ อชครา จ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา

ทินฺทิภา ๒ สาลิกา เจว โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

นยิตา อมฺพคนฺธี จ เกตกา ตตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย

อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ชฏาภาเรน ภริตา อชินุตฺตรวาสิโน

อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อชินานิ ธรา เอเก ๓ นิปกา สนฺตวุตฺติโน

อปฺปาหารา จ เต สพฺเพ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ขาริกาชํ ๑ คเหตฺวาน อชฺโฌคยฺห วนํ ตทา

มูลผลานิ ภุญฺชนฺตา วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ

น เต ทารุํ อาหรนฺติ อุทกํ ปาทโธวนํ

สพฺเพสํ อานุภาเวน สยเมวาหรียติ ฯ

จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อิสโย ตตฺถ สมาคตา

สพฺเพว ฌายิโน เอเต อุตฺตมตฺถํ คเวสิโน ฯ

ตปสฺสิโน พฺรหฺมจารี โจเทนฺโต อปฺปนาว เต

อมฺพราวจรา สพฺเพ วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ

ปญฺจาหํ สนฺนิปตนฺติ เอกคฺคา สนฺตวุตฺติโน

อญฺญมญฺญํ ๒ อภิวาเทตฺวา ปกฺกมนฺติ ทิสามุขา ฯ

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

ตมนฺธการํ วิธมํ อุปฺปชฺชิ ตาวเท ชิโน ฯ

มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก

โส เม สํสิตฺถ สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนามกํ ๓ ฯ

เอส พุทฺโธ สมุปฺปนฺโน ปทุมุตฺตโร มหามุนิ

ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ ปยิรุปาสสฺสุ ๔ มาริส ๕ ฯ

ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา วิปฺปสนฺเนน เจตสา

อสฺสมํ สํสาเมตฺวาน นิกฺขมึ ปวนา ตทา ฯ

เจเลว ฑยฺหมานมฺหิ นิกฺขมิตฺวาน อสฺสมา

เอกรตฺตึ นิวาสิตฺวา อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เทเสสิ อมตํ ปทํ ฯ

สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห อุปคนฺตฺวา มเหสิโน

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธสฺส อภิวาทยึ ๑ ฯ

ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนายกํ

เอกํสํ อชินํ กตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วสตีห อนาสโว

ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา ตาเรสิ สพฺพปาณินํ

ตว ธมฺมํ สุณิตฺวาน ตณฺหาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ

ตุวํ สตฺถา จ เกตุว ๒ ธโช ยูโปว ๓ ปาณินํ

ปรายโน ปติฏฺฐาสิ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ๔ ฯ

ยาวตา คณิโน โลเก สตฺถวาหา ปวุจฺจเร

ตุวํ อคฺโคสิ สปฺปญฺโญ ตว อนฺโตคธาว เต ฯ

ตว ญาเณน สปฺปญฺโญ ๕ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ

ตว ทสฺสนมาคมฺม ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ฯ

เยเกจิเม คนฺธชาตา โลเก วายนฺติ จกฺขุม

ตว คนฺธสโม นตฺถิ ปุญฺญกฺเขตฺเต มหามุนิ ฯ

ติรจฺฉานโยนึ นิรยํ ปริโมเจหิ ๖ จกฺขุมา

อสงฺขตํ ปทํ สนฺตํ เทเสสิ ตฺวํ มหามุนิ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม ญาณํ อปูเชสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิหิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

ตึส กปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

สุลทฺธลาโภ ๑ ลทฺโธมฺหิ โตสยิตฺวาน สุพฺพตํ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุเทโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุเทนตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

เมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก เถโร เมตฺตคู โธตโกปิจ

อุปสีโว จ นนฺโท จ เหมโก สตฺตโม ตหึ ฯ

โตเทยฺโย ชตุกณฺณี จ อุเทโน จ มหายโส

ตีณิ คาถาสตาเนตฺถ อสีติ ตีณิ จุตฺตรึ ฯ

เมตฺเตยฺยวคฺโค เอกจตฺตาฬีสโม ฯ

___________________

๑-๒ ยุ. สุนฺทรี ฯ

๑ ยุ. ชลชา ฯ ๒ ยุ. อาโกลกา ฯ ๓ ม. มายาการี ฯ ยุ. มายาจารา ฯ

๔-๕ ยุ. ทิพฺพคนฺธสมาปนฺนา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. อฏฺฐงฺคาปิ ฯ

ยุ. กฏฺฐงฺคา จ สุปุปฺผิตา ฯ ๗ ม. อโสกาปิณฺฑิวารี จ ฯ ๘ ยุ. นีปรุกฺขา ฯ

๙ ม. ยุ. ปุนฺนาคา คิริปุนฺนาคา ฯ

๑ ยุ. โอคุหา ฯ ๒ ม. จนฺทิภา ฯ ๓ ม. ยุ. เอเต ฯ

๑ ม. ยุ. ขาริภารํ ฯ ๒ ม. ยุ. อญฺโญญฺญํ ฯ ๓ ม. ยุ. ... นายกํ ฯ

๔ ม. ปยิรุปาส ฯ ๕ ยุ. ปยิรุปาสสฺสุ ตํ มุนิ ฯ

๑ ม. ยุ. อภิโรปยึ ฯ ๒-๓ ม. ยุ. จ ฯ ๔ ม. ยุ. ทิปทุตฺตม ฯ

๕ ม. ตุวํ อคฺโคสิ สพฺพญฺญู ฯ ยุ. ตุวํ อคฺโคสิ สปฺปญฺโญ ฯ ๖ ม. ยุ. ปริโมเจสิ ฯ

๑ ม. ยุ. สุลทฺธลาภํ ฯ

ฉบับหลวง

ภูเขาชื่อปทุม ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลต่อภูเขาหิมวันต์ เราทำอาศรมสร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้ใกล้ภูเขาปทุมนั้น ที่ใกล้ภูเขานั้น มีแม่น้ำท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท น้ำไหลอยู่เป็นนิตย์ ในกาลนั้นปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลาตะเพียน อยู่ในแม่น้ำย่อมทำแม่น้ำให้งาม ดาดาษไปด้วยต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นกุ่มต้นหมากเม่า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย ย่อมทำอาศรมของเราให้งามต้นปรู ต้นมะก่ำหลวง ต้นกะทุ่ม ต้นกาหลง ดอกกำลังบาน กลิ่นหอมฟุ้งไป ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ต้นคำ ต้นสน ต้นกะทุ่ม หตฺถปาตาจ กำลังดอกบาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งามต้นสมอ ต้นมะขามป้อม

ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นพุทรา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม มีผลมากอยู่ใกล้อาศรมของเรา ต้นอ้อยต้นกล้วย กำลังผลิดอกออกผลใกล้อาศรมของเรานั้น ไม้กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้นอโสก จ วรี และต้นสะเดากำลังดอกบานกลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้นมะนาว ต้นมะงั่ว ต้นดีหมี มีดอกบาน หอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ไม้ยางทราย ต้นคณฑีเขมา และต้นจำปา มีดอกบาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ในที่ไม่ไกลมีสระบัว มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดาดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อนบัวหลวง และอุบล มีน้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสสะอาด

เสมอด้วยแก้วผลึก ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ในสระนั้น บัวหลวง บัวขาว บัวอุบล บัวขม และบัวเผื่อน ดอกบานสะพรั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวายปลาเค้า และปลาตะเพียนว่ายอยู่ในสระนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งามจระเข้ ปลาฉลาม เต่า คหาโอคหา และงูเหลือมเป็นอันมาก ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด และนกสาลิกา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม มะม่วงหอมน่าดู ต้นลำเจียก ดอกกำลังบาน มีกลิ่นหอมอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งามราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาไน สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฤาษีทั้งหลาย (เกล้าผมเป็นเชิง)สวมชฎา

มีหาบเต็ม นุ่งห่มหนังสัตว์ สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม บางพวกทรงหนังเสือ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ และบริโภคอาหารแต่น้อยทั้งหมดนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งามในกาลนั้น ฤาษีทั้งหลายเอาหาบใส่บ่าเข้าสู่ป่า กินเหง้ามันและผลไม้อยู่อาศรม ในกาลนั้น ฤาษีเหล่านั้นไม่ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ต้องนำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤาษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมนำตัวมาเองฤาษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมดนี้เป็นผู้เพ่งฌานแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ฤาษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ ตักเตือนกันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกคนอยู่ในอาศรมประชุมกันทุก

๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติสงบระงับ อภิวาทกันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้ากลับไปตามทิศ (ที่ตนอยู่)ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดโดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์ ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าวพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระแก่เราว่าพระพุทธเจ้าองค์นี้พระนามว่าปทุมุตระ เป็นมหามุนี เสด็จอุบัติแล้ว จงรีบไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้เนียรทุกข์ เราได้ฟังคำของยักษ์แล้วมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก เก็บอาศรมแล้ว ออกจากป่าในขณะนั้น เมื่อไฟกำลังไหม้ผ้าอยู่ เราออกจากอาศรม พักอยู่กลางทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดงอมฤตบทอยู่ เราถือดอกปทุมอันบานเต็มที่ เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้ว มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระพุทธเจ้า บูชาพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ แล้วเอาหนังสัตว์ห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้นำของโลกว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับนั่งอยู่ที่นี้ด้วยพระญาณใด เราจักสรรเสริญพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว พระสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแสสงสารแล้ว ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้าม สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสตัณหาได้

พระองค์เป็นศาสดา เป็นธงชัยเป็นหลัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลายสูงสุดกว่าสัตว์ คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ท่านกล่าวไว้ในโลกพระองค์เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์เหล่านั้นนับเป็นภายในของพระองค์ พระองค์ผู้มีปัญญา ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอมฟุ้งไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ คันธชาติเหล่านั้นที่จะเสมอด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงเปลื้องกำเนิดดิรัจฉาน นรก

พระองค์ทรงแสดงบทอันเป็นปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สงบระงับพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรกับเครื่องบูชาประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใสได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง เราเป็นผู้ได้ลาภอันได้ดีแล้ว เรายังพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรงามให้ทรงโปรด กำหนดอาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอวิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อุเทนเถราปทาน.

------------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน

๓. เมตตคูเถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน

๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทกเถราปทาน

๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน

๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทาน

และในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา.

จบ เมตเตยยวรรคที่ ๔๑.

---------------

จบ ๑๐. อุเทนเถราปทาน (๔๑๐)