arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สีหาสนิวรรค

๑. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสีหาสนิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สีหาสนิวรรค สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๙๐–๙๒

หน้า ๙๐

[๖๖๑] ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราก่อสร้างกรรมใด เราบรรลุถึงภูมิ แห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นแล้วมีผลมาก[๖๖๒] การที่เรามาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเป็นการมาดีหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำ เสร็จแล้ว[๖๖๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วย ประการฉะนี้แล

จบ อานันทเถราปทานที่ ๑๐

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. พุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

๓. สารีปุตตเถราปทาน ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน

๕. มหากัสสปเถราปทาน ๖. อนุรุทธเถราปทาน

๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน ๘. อุปาลีเถราปทาน

๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน ๑๐. ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน

๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๑๒. อานันทเถราปทาน

ท่านรวบรวมคาถาไว้ทั้งหมดได้ ๖๖๓ คาถา

จบ อปทานพุทธวรรคที่ ๑

------

๒. สีหาสนิยวรรค

๑. สีหาสนทายกเถราปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระสีหาสนทายกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายราชอาสน์

(พระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวถึงบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๓} [๑] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิทธัตถะผู้สูงสุดกว่าสัตว์นิพพานแล้ว เมื่อปาพจน์คือพระไตรปิฎกแผ่กว้างขวางไป เมื่อพระพุทธ ศาสนามีท่านผู้รู้คือพระขีณาสพมาก[๒] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้ทำราชอาสน์ทองคำ ครั้นทำ ราชอาสน์ทองคำแล้วได้ทำตั่งสำหรับรองพระบาท[๓] เราได้สร้างเรือนไว้ข้างบนราชอาสน์นั้นในฤดูฝน ด้วยจิตอัน เลื่อมใสนั้น เราจึงเข้าถึงภพดุสิต

[๔] วิมานโดยส่วนยาว ๒๔ โยชน์ โดยส่วนกว้าง ๑๔ โยชน์ อัน บุญกรรมสร้างอย่างงดงาม มีอยู่ในภพดุสิตนั้นเพื่อเรา[๕] นางเทพกัญญา ๗,๐๐๐ แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ และบัลลังก์ ทองที่สร้างอย่างวิจิตรก็มีอยู่ในวิมานของเรา[๖] ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ก็ถูกเตรียมไว้คอยรับเรา ปราสาท และวอก็บังเกิดตามความปรารถนา[๗] บัลลังก์แก้วมณีและบัลลังก์ไม้แก่นอย่างอื่นเป็นอันมากก็บังเกิด แก่เราทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งการถวายราชอาสน์ทองคำ

หน้า ๙๑

[๘] เราสวมรองเท้าทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้วผลึก ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า[๙] ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วย ผลกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม[๑๐] ในกัปที่ ๗๓ แต่ภัทรกัปนี้ มีคน ๓ คน ต่างชื่ออินทะ ในกัปที่ ๗๒ แต่ภัทรกัปนี้ มีคน ๓ คน ต่างชื่อสุมนะ[๑๑] ในกัปที่ ๗๐ แต่ภัทรกัปนี้ มีคน ๓ คน ต่างชื่อวรุณะ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔[๑๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วย ประการฉะนี้แล

จบ สีหาสนทายกเถราปทานที่ ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีคน ๓ คน ต่างชื่ออินทะ ข้อความนี้หมายถึงว่า ในกัปหนึ่ง (กัปที่ ๗๓) มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ซึ่งมีพระนามเดียวกันว่า ‘อินทะ’ พระสีหาสนทายกเถระนี้ไดัเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าอินทะทั้ง ๓ พระองค์นั้น ใน ๓ ชาติ ชาติละพระองค์ (ขุ.อป.อ. ๒/๓) แม้คำว่า ต่างขื่อสุมนะ ต่างชื่อวรุณะ หรือข้อความในลักษณะเช่นนี้ ก็พึงเทียบเคียงตามนัยนี้
หน้า ๙๒

๒. เอกถัมภิกเถราปทาน

บุพประวัติพระเอกถัมภิกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาเอก

(ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๔} [๑๓] ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ และอุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ เชื่อถือพระตถาคต[๑๔] อุบาสกทั้งหมดมาประชุมปรึกษากันจะสร้างหอฉันถวายแด่พระ ศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่[๑๕] เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสก ในเวลานั้น ประคองอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก[๑๖] อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นถูกเราถามเข้า จึงตอบให้ทราบว่า “เรา ต้องการจะสร้างหอฉัน ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง[๑๗] ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด ฉันจักถวายแด่พระศาสดา” “ฉันจักนำเสามาให้ ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวายหา”[๑๘] อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใส มีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับจาก ป่านั้นมาสู่เรือนของตน

[๑๙] เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาลนั้น เรา ยินดี มีจิตร่าเริงยกเสาเอกขึ้น[๒๐] ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราจึงเข้าถึงวิมาน ที่อยู่ของเราสูง ตระหง่านขึ้นไปถึง ๗ ชั้น

จบ ๑. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑)