พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค
๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในกุณฑลเกสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค กิสาโคตมีเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๓๙๒–๓๙๗
นัยว่า พระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ กุณฑลเกสีเถรีอปทานที่ ๑
๒. กิสาโคตมีเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระกิสาโคตมีเถรี
(พระกิสาโคตมีเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๖๒} [๕๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงผู้ทรงเป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๕๖] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในพระนครหังสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ[๕๗] ได้ฟังธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต
[๕๘] ในกาลนั้น พระธีรเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ เมื่อทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ[๕๙] ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้วเกิดปีติมาก จึงทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง
[๖๐] หมอบลงใกล้พระธีรมุนิแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า
[๖๑] “ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๖๒] เธอจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นธิดาอันธรรมเนรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่ากิสาโคตมี”[๖๓] ในกาลนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระชินเจ้าผู้นําอย่างพิเศษด้วย ปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต[๖๔] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๖๕] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มีพระยศใหญ่ ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๖๖] ในกาลนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีผู้เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่[๖๗] ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าธัมมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้วก็พอใจบรรพชา[๖๘] แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกดิฉันบวช จึงต้องอยู่ครองเรือนอย่างไม่เบื่อหน่าย ๒๐,๐๐๐ ปี
[๖๙] พวกดิฉันผู้เป็นราชกัญญาทั้ง ๗ องค์ดำรงอยู่ในความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่ เพลิดเพลินยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า คือ
[๗๐] พระนางสมณี ๑ พระนางสมณคุตตา ๑ พระนางภิกขุนี ๑ พระนางภิกขุทาสิกา ๑ พระนางธัมมา ๑ พระนางสุธัมมา ๑ พระนางสังฆทาสิกาเป็นที่ ๗
[๗๑] (พระราชกัญญาทั้ง ๗ นั้น ต่อมา) ได้กลับมาเกิดเป็นพระเขมาเถรี เป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นพระปฏาจาราเถรีเป็นพระกุณฑลเกสีเถรี เป็นดิฉัน เป็นพระธัมมทินนาเถรี และ คนที่ ๗ เป็นนางวิสาขาอุบาสิกา[๗๒] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๗๓] ในภพสุดท้ายในบัดนี้ ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงค์ตํ่า ไปสู่ตระกูลที่มีทรัพย์(โดยการแต่งงาน)
[๗๔] พวกคนที่เหลือเว้นสามี ต่างรังเกียจดิฉันว่าเป็นคนไร้ทรัพย์ เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้ว จึงเป็นที่เอ็นดูของทุก ๆ คน
[๗๕] ตอนที่ลูกน้อยผู้ยังเป็นเด็กนั้นดำรงอยู่ในความสุข เป็นที่รักใคร่ของดิฉันเหมือนว่าชีวิตของตน ก็มาถึงอำนาจพญายม(ตาย)เสีย
[๗๖] ดิฉันอัดอั้นด้วยความเศร้าโศก มีหน้าเศร้าตลอดวัน มีดวงตาชุ่มด้วยน้ำตา มีหน้าร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไป
[๗๗] ในกาลนั้น ชายผู้หนึ่งเห็นเข้าจึงพาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นหมอชั้นเยี่ยม ดิฉันได้ทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดประทานยาที่ให้ลูกคืนชีพด้วยเถิด”
[๗๘] พระชินเจ้าผู้ฉลาดในอุบายทรงแนะนำรับสั่งว่า “ในเรือนใด ไม่มีคนตาย เธอจงไปหาเมล็ดผักกาดจากเรือนนั้นมา”
[๗๙] ในกาลนั้น ดิฉันเที่ยวไปหาจนทั่วพระนครสาวัตถีก็ไม่ได้เมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่มีคนตายที่ไหนเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกลับได้สติ
[๘๐] ทิ้งศพไปแล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก พระศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะทอดพระเนตรเห็นดิฉันแต่ที่ไกลจึงตรัสว่า[๘๑] “ก็ความเป็นอยู่พียงวันเดียวของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป[๘๒] ธรรมคือความเป็นสภาพไม่เที่ยงนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะตระกูลเดียว แต่เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก”[๘๓] ดิฉันนั้นได้สดับคาถาเหล่านี้แล้วยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ เมื่อรู้สัทธรรมแล้วก็ได้ออกบวช
[๘๔] แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น จึงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต
[๘๕] ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา
[๘๖] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก
[๘๗] ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว[๘๘] ดิฉันบรรลุประโยชน์คือธรรมอันเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตร ทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว[๘๙] ดิฉันมีญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณหมดจดไพบูลย์ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
[๙๐] ดิฉันนำผ้ามาจากกองขยะ ป่าช้า และถนนมาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอันเศร้าหมอง
[๙๑] พระชินเจ้าผู้นำอย่างพิเศษทรงพอพระทัยในคุณสมบัติคือการทรงจีวรอันเศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะนี้ในบริษัททั้งหลาย[๙๒-๙๔] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ กิสาโคตมีเถรีอปทานที่ ๒
๓. ธัมมทินนาเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระธัมมทินนาเถรี
(พระธัมมทินนาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๖๓} [๙๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้ทรงเป็นพระนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๙๖] ในกาลนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในพระนครหังสวดี รับจ้างทำการงานของคนอื่น เป็นผู้มีปัญญา สำรวมอยู่ในศีล[๙๗] พระเถระนามว่าสุชาตะผู้เป็นอัครสาวก ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระออกจากวิหารไปเพื่อบิณฑบาต[๙๘] ในกาลนั้น ดิฉันถือหม้อไปตักนํ้าเห็นท่านแล้วเลื่อมใส จึงได้ถวายขนมด้วยมือของตน
[๙๙] ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉันนิมนต์ท่านไปยังเรือน ได้ถวายโภชนะแก่ท่าน
[๑๐๐] ต่อมา นายของดิฉันทราบเข้าก็มีความยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน ดิฉันไปกับแม่สามีได้ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า[๑๐๑] ในกาลนั้น พระบรมศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งผู้เป็นธรรมกถึกไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี[๑๐๒] นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ถวายมหาทานแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น
จบ ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน