พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค
๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในกุณฑลเกสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ทุติยํ กิสาโคตมีเถริยาปทานํ (๒๒)
กิสาโคตมีเถริยาปทานที่ ๒
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิสาโคตมีเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค กิสาโคตมีเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ
ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา อญฺญตเร กุเล
อุเปตฺวา ตํ นรวรํ สรณํ สมุปาคมึ ฯ
ธมฺมญฺจ ตสฺส อสฺโสสึ จตุสจฺจูปสญฺหิตํ
มธุรํ ปรมสฺสาทํ จิตฺตสนฺติสุขาวหํ ๑ ฯ
ตทาปิ ๒ ภิกฺขุนึ ธีโร ลูขจีวรธาริกํ ๓
ฐเปนฺโต เอตทคฺคมฺหิ วณฺณยิ ปุริสุตฺตโม ฯ
ชเนตฺวานปฺปกํ ปีตึ สุตฺวา ภิกฺขุนิยา คุณํ ๔
การํ กตฺวาน พุทฺธสฺส ยถาสตฺติ ๕ ยถาพลํ ฯ
นิปจฺจ มุนิธีรนฺตํ ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ
ตทานุโมทิ สมฺพุทฺโธ ฐานลาภาย นายโก ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา
กิสาโคตมิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ
ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ
เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ
เตหิ ๖ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส
กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ
อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร
กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ
ปญฺจมี ตสฺส ธีตาหํ ๑ ธมฺมา นาเมน วิสฺสุตา
ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ
อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ
วีสวสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ
โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเข ฐิตา
พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ
สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา
ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ
เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ปฏาจารา จ กุณฺฑลา
อหญฺจ ธมฺมทินฺนา จ วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ
เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหํ
ทุคฺคเต อธเน นีเจ ๒ คตา จ สธนํ กุลํ ฯ
ปติฏฺฐเปตฺวาน ๓ เสสา เม ทิสฺสนฺติ ๔ อธนา อิติ
ยทา จ ปสุตา ๕ อาสึ สพฺเพสํ ทยิตา ตทา ฯ
ยทา โส ตรุโณ ปุตฺโต ๖ โกมารโก ๗ สุเขฏฺฐิโต
สปาณมิว กนฺโต เม ตทา ๘ ยมวสํ คโต ฯ
โสกฏฺฏา ทินวทนา อสฺสุเนตฺตา รุทมุขา
มตํ ๑ กุณปมาทาย วิลปนฺตี คมามหํ ฯ
ตทา เอเกน สนฺทิฏฺฐา อุเปตฺวา ภิสกฺกุตฺตมํ ๒
อโวจํ เทหิ เภสชฺชํ ปุตฺตสญฺชีวนนฺติ โภ ฯ
น วิชฺชนฺเต มตา ยสฺมึ เคเห สิทฺธตฺถกํ ตโต
อาหราติ ชิโน อาห วินโยปายโกวิโท ฯ
ตทา คมิตฺวา สาวตฺถึ น ๓ ลภึ ตาทิสํ ฆรํ
กุโต สิทฺธตฺถกํ ตสฺมา ตโต ลทฺธา สตึ อหํ ฯ
กุณปํ ฉฑฺฑยิตฺวาน อุเปสึ โลกนายกํ
ทูรโต จ ๔ มมํ ทิสฺวา อโวจ มธุรสฺสโร ฯ
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ ฯ
น คามธมฺโม นิคมสฺส ธมฺโม
น จาปิยํ เอกกุลสฺส ธมฺโม
สพฺพสฺส โลกสฺส สเทวกสฺส
เอโสว ๕ ธมฺโม ยทิทํ อนิจฺจตา ฯ
สาหํ ๖ สุตฺวานิมา คาถา ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยึ
ตโต วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
ตถาปิ ปพฺพชิตา สนฺตี ยุญฺชนฺตี ชินสาสเน
น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา
ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ
เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ
ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ
โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ
ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ
อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ
ฌานํ เม วิปุลํ สุทฺธํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วาหสา ฯ
สงฺการกูฏา อาหริตฺวา สุสานา รถิยาปิจ
ตโต สงฺฆาฏิกํ กตฺวา ลูขํ ธาเรมิ จีวรํ ฯ
ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ ลูขจีวรธารเณ
ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ปริสาสุ วินายโก ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ กิสาโคตมี ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
กิสาโคตมีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. ยสฺส จตฺถาย ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ยุ. สพฺพตฺถ วิมลํ ฯ
๑ ม. วฏฺฏสนฺติสุขาวหํ ฯ ๒ ม. ตทา จ ฯ ยุ. กทาจิ ฯ ๓ ม. ...ธารินึ ฯ
๔ ม. คุเณ ฯ ๕ ยุ. ยถาสตฺตึ ฯ ๖ ม. ยุ. เตน กมฺเมน สูกเตน ฯ
๑ ม. ยุ. ธีตาสึ ฯ ๒ ม. นฏฺเฐ ฯ ยุ. นิฏฺเฐ ฯ ๓ ม. ยุ. ปตึ ฐเปตฺวา ฯ
๔ ม. เทสฺสนฺติ ฯ ๕ ยุ. สสุตา ฯ ๖ ม. ยุ. ภทฺโท ฯ ๗ ม. โกมลโก ฯ
ยุ. โกมลงฺโค ฯ ๘ ยุ. ตทายํ ปรสงฺคโต ฯ
๑ ยุ. เอวํ ฯ ๒ ยุ. ภิสมุตฺตมํ ฯ ๓ ยุ. น ลภิตฺวาทิสํ ฆรํ ฯ ๔ ม. ยุ. ว ฯ
๕ ม. เอเสว ฯ ๖ ยุ. สหา สุตฺวานิมา คาถา ฯ
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครหงสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ ได้ฟังธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่งนำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้อุดมกว่าบุรุษ เมื่อทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้ว เกิดปีติมาก ทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง หมอบลงใกล้พระธีรมุนีแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากิสาโคตมี ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์มียศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสี อันอุดมเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี พระราชธิดาทั้ง ๗
พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็นพระเขมาเถรีพระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉันพระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มีทรัพย์พวกเลสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์ เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้วก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชนทั้งปวง กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ในความสุข
เป็นที่รักใคร่ของดิฉันเหมือนว่าชีวิตของตน ได้ถึงอำนาจยมราชเสียแล้ว ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้าเศร้าตลอดวันมีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้าร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไปครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นหมอดีเลิศอุดม ดิฉันได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดปรานประทานยาที่แก้บุตรให้กลับเป็นเถิด พระพิชิตมารผู้ฉลาดในอุบายแนะนำรับสั่งว่าในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉันเที่ยวไปหาจนทั่วเมืองสาวัตถีไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแต่เรือนที่ไม่มีคนตายไหนๆเพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็นดิฉันแต่ที่ไกลแล้วตรัสว่า ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียวของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมไป ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
อนิจจาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุลเดียว เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.
ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษเมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้ออกบวช แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบความเพียรในพุทธศาสนา ไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น และทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ ไพบูลย์ หมดจดเพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อป่าช้าและถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอันเศร้าหมอง พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณบัติ คือ การทรงจีวรอันเศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในบริษัททั้งหลาย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบกิสาโคตมีเถริยาปทาน.
จบ ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน