พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค
๕. นันทาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในกุณฑลเกสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปญฺจมํ นนฺทาเถริยาปทานํ (๒๕)
นันทาเถริยาปทานที่ ๕
ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทาเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค นันทาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ
โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ
เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ
สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ๑ ฯ
เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ
วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ
รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต ๒ โส มหามุนิ
กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ๓ ตาวเท
ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ
นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ
อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ
อมตํ ปรมสฺสาทํ ปรมตฺถํ นิเวทกํ ฯ
ตทา นิมนฺตยิตฺวาน สสงฺฆํ โลกนายกํ ๔
ทตฺวา ตสฺส มหาทานํ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ ฯ
ฌายินีนํ ภิกฺขุนีนํ อคฺคฏฺฐานํ อปตฺถยึ
นิปจฺจ สิรสา วีรํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ
ตทา อทนฺตทมโก ติโลกสรโณ ปภู
พฺยากาสิ นรสุนฺธโร ๕ ลจฺฉเสตํ สุปตฺถิตํ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา
นนฺทาติ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ
ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ
เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ตโต จุตา ยามมคํ ตโตหํ ตุสิตํ คตา ๑
ตโต จ นิมฺมานรตึ วสวตฺติปุรํ คตา ฯ
ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา
ตตฺถ ตตฺเถว ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ
ตโต จุตา มนุสฺสตฺเต ราชูนํ จกฺกวตฺตินํ
มณฺฑลีนญฺจ ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ
สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มนุเชสุ จ
สพฺพตฺถ สุขิตา หุตฺวา เนกกปฺเปสุ สํสรึ ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุรสฺมึ ๒ กปิลวฺหเย
รญฺโญ สุทฺโธทนสฺสาหํ ธีตา อาสึ อนินฺทิตา ฯ
รํสิริว ๓ รูปินึ ทิสฺวา นนฺทิตํ อาสิ ตํ กุลํ
เตน นนฺทาติ เม นามํ สุนฺทรา ๔ ปวรา อหํ ฯ
ยุวตีนญฺจ สพฺพาสํ กลฺยาณีติ จ วิสฺสุตา
ตสฺมึปิ นคเร รมฺเม ฐเปตฺวา ตํ ยโสธรํ ฯ
เชฏฺโฐ ภาตา ติโลกคฺโค ปจฺฉิโม ๑ อรหา ตถา
เอกกินี ๒ คหฏฺฐาหํ มาตุยา ปริโจทิตา ฯ
สากิยมฺหิ กุเล ชาตา ปุตฺเต พุทฺธานุชา ตุวํ
นนฺเทนปิ วินา ภูตา อคาเร กึ นุ ลจฺฉสิ ๓ ฯ
ชราวสานํ โยพฺพญฺญํ รูปํ อสุจิสมฺมตํ
โรคนฺตมปิจาโรคฺยํ ชีวิตํ มรณนฺติกํ ฯ
อิทํปิ เต สุภํ รูปํ สสิกนฺตํ ๔ มโนหรํ
ภูสนานํ ๕ อลงฺการํ สิริสงฺเกตสนฺนิภํ ฯ
ปูชิตํ โลกสารํว นยนานํ รสายนํ
ปุญฺญานํ กิตฺติชนนํ โอกฺกากกุลนนฺทนํ ฯ
น จิเรเนว กาเลน ชรา สมภิโภสฺสติ ๖
ปหาย ๗ เคหํ คารยฺหํ จร ธมฺมมนินฺทิเต ฯ
สุตฺวาหํ มาตุ วจนํ ปพฺพชึ อนคาริยํ
เทเหน น ตุ จิตฺเตน รูปโยพฺพนโลลิตา ๘ ฯ
มหตา จ ปยตฺเตน ฌานชฺเฌน สรํ มมํ
กาตุญฺจ วทเต มาตา น จาหํ ตตฺถ อุสฺสุกา ฯ
ตโต มหาการุณิโก ทิสฺวา มํ กมลานนํ ๙
นิพฺพินฺทนตฺถํ รูปสฺมึ มม จกฺขุปเถ ชิโน ฯ
สเกน อานุภาเวน อิตฺถึ มาเปสิ โสภนํ ๑๐
ทสฺสนียํ สุรุจิรํ มมโตปิ สุรูปินึ ฯ
ตมหํ วิมฺหิตา ทิสฺวา อติวิมฺหิตเทหินึ ๑
จินฺตยึ สผลํ เมติ เนตฺตลาภญฺจ มานุสํ ฯ
ตมหํ เอหิ สุภเณ ๒ เยนตฺโถ ตํ วเทหิ เม
กุลนฺเต นามโคตฺตญฺจ วท เม ยทิ เต ปิยํ ฯ
น ปญฺหกาโล ๓ สุภเณ อุจฺฉงฺเค มํ นิเวสย ๔
สีทนฺติว มมงฺคานิ ปสุปฺปย ๕ มุหุตฺตกํ ฯ
ตโต สีสํ มมงฺเก สา กตฺวา สยิ สุโสภณา ๖
ตสฺสา ลลาเต ๗ ปติตา ลุทฺธา ปรมทารุณา ฯ
สห ตสฺสา นิปาเตน ปีฬกา อุปปชฺชถ
ปคฺฆรึสุ ปภินฺนา จ กุณปา ปุพฺพโลหิตา ฯ
สมฺภินฺนํ ๘ วทนญฺจาปิ กุณปปูติคนฺธิกํ ๙
อุทฺธุมาตํ วินีลญฺจ สพฺพญฺจาปิ ๑๐ สรีรกํ ฯ
สา ปเวธิตสพฺพงฺคี นิสฺสสนฺตี มหุํ มหุํ
เวทยนฺตี สกํ ทุกฺขํ กรุณํ ปริเทวยิ ฯ
ทุกฺเขน ทุกฺขิตา โหมิ ผุสยนฺตี จ เวทนา
มหาทุกฺเข นิมุคฺคมฺหิ สรณํ โหหิ เม สขี ฯ
กุหึ วทนโสภนฺเต กุหินฺเต ตุงฺคนาสิกา
ตมฺพพิมฺพวโรฏฺฐนฺเต วทนนฺเต กุหึ คตํ ฯ
กุหึ สสินิภํ วณฺณํ กมฺพุคิวา กุหึ คตา
ทามามาลญฺจ เต กณฺณํ เววณฺณํ สมุปาคตํ ฯ๒
มกุลปทุมาการา ๑ กลสาว ๒ ปโยธรา
ปภินฺนา ปูติกุณปา ทุฏฺฐคนฺธชมาคตา ๓ ฯ
เวทิมชฺฌา ๔ ปุถุสฺโสณิ สุณาว นีตกิพฺพิสา
ชาตา อมชฺฌภริตา อโห รูปํ อสสฺสตํ ฯ
สพฺพํ สรีรสญฺชาตํ ปูติคนฺธํ ภยานกํ
สุสานมิว เชคุจฺฉํ ๕ รมนฺเต ยตฺถ พาลิยา ๖ ฯ
ตทา มหาการุณิโก ภาตา เม โลกนายโก
ทิสฺวา สํวิคฺคจิตฺตํ มํ อิมา คาถา อภาสถ ฯ
อาตุรํ กุณปํ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ
อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ฯ
ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ
ทุคฺคนฺธํ ปูติกํ วาติ พาลานํ อภินนฺทิตํ ฯ
เอวเมตํ อเวกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา
ตโต สกาย ปญฺญาย อภินิพฺพิชฺช ทกฺขสิ ฯ
ตโตหํ อาสิ ๗ สํวิคฺคา สุตฺวา คาถา สุภาสิตา
ตตฺรฏฺฐิตาวหํ สนฺตี อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
ยตฺถ ยตฺถ นิสินฺนาหํ ตทา ฌานปรายนา
ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ นนฺทา ภิกฺขุนี ชนปทกลฺยาณี อิมา คาถาโย
อภาสิตฺถาติ ฯ
นนฺทาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. ทิพฺพจกฺขุกินํ
๑ ม. ยุ. ปติฏฺฐปิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. อุคฺคโต ว มหามุนิ ฯ
๓ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ ๔ ยุ. ติภวนฺตคํ ฯ ๕ ม. นรสารถิ ฯ ยุ. นรสทฺทูโล ฯ
๑ ยุ. อคํ ฯ ๒ สุรมฺเม ฯ ๓ ม. ยุ. สิริยา ... ฯ ๔ ม. ยุ. สุนฺทรํ ปวรํ อหุํ ฯ
๑ ยุ. มชฺฌิโม ฯ ๒ ม. ยุ. เอกากินี ฯ ๓ ม. ... นุ อจฺฉสิ ฯ ยุ. ... น
อจฺฉสิ ฯ ๔ ยุ. ปสฺส กนฺตํ ... ฯ ๕ ยุ. มํ ภูสนํ อลงฺการํ ฯ ๖ ม. สมธิเสสฺสติ ฯ
ยุ. สมธิเหสฺสติ ฯ ๗ ม. ยุ. วิหาย เคหํ การุญฺเญ ฯ ๘ ม. ยุ. ...ลาฬิตา ฯ
๙ ม. ยุ. กามลาลสํ ฯ ๑๐ ม. ยุ. โสภินึ ฯ
๑ ยุ. อวินิจฺฉิตเทหินึ ฯ ๒ ม. ยุ. สุภเค ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. วญฺจกาโล ฯ
๔ ม. นิวาสย ฯ ๕ ยุ. ปสฺสยิสฺสํ ฯ ๖ ม. ยุ. สุโลจนา ฯ ๗ ม. ยุ.
นลาเต ฯ ๘ ม. ปภินฺนํ ฯ ๙ ม. ...คนฺธนํ ฯ ๑๐ ม. ปุพฺพญฺจาปิ ฯ
๑ ม. ยุ. มกุฬขารกาการา ฯ ๒ ม. กลิกาว ฯ ๓ ม. ทุฏฺฐคนฺธิตฺตมาคตา ฯ
ยุ. ...คนฺธิตวมาคตา ฯ ๔ ม. เวทิมชฺฌาว สุสุสฺโสณี ฯ ๕ ม. พีภจฺฉํ ฯ
๖ ม. ยุ. พาลิสา ฯ ๗ ม. อติสํวิคฺคา ฯ
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้วพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในวิธีเทศนา ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามไป ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่มาถึงแล้วทั้งหมดไว้ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่างเปล่าจากพวกเดียรถีย์ งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่พระองค์เป็นพระมหามุนีมีพระกายสูง ๕๘ ศอก มีพระรัศมีงามปานทองคำที่มีค่ามีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีพระชนมายุแสนปี
พระองค์ดำรงอยู่โดยกาลเท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมากครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนา อันประกาศปรมัตถธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่งเป็นอมตธรรม ครั้งนั้น ดิฉันมีความเลื่อมใส ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ได้ถวายมหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน ได้ซบเศียรลงใกล้พระมหาวีรเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ปรารถนาตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายที่มีฌาน
ครั้งนั้นพระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยังไม่ได้ฝึก เป็นสรณะของโลกสามผู้เป็นใหญ่ ทรงนรชนไว้ให้ดี ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตำแหน่งที่ปรารถนาดีแล้วนั้น ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตจักเป็นสาวิกาของพระองค์ มีนามชื่อว่านันทา
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีใจยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ดิฉันไปสู่สวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ
และพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์เป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถานท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนกในภพหลังที่มาถึงบัดนี้ ดิฉันเป็นพระธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นผู้มีรูปสมบัติอันประชาชนสรรเสริญ ราชสกุลนั้น เห็นดิฉันมีรูปงามดังดวงอาทิตย์ จึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมีนามว่านันทา เป็นผู้มีรูปลักษณะสวยงาม ในพระนครกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นธานีที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธราปรากฏว่าดิฉันงามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระภาดาพระองค์ใหญ่เป็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็นพระอรหันต์ดิฉันยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว พระมารดาทรงตักเตือนว่า
ดูกรพระราชสุดาลูกรักเกิดในศากยสกุล เป็นพระอนุชาแห่งพระพุทธเจ้าเมื่อเว้นจากนันทกุมารแล้วจักได้ประโยชน์อะไรในวังเล่า รูปถึงมีความเจริญ ก็มีความแก่เป็นอวสาน บัณฑิตรู้กันว่าไม่สะอาดเมื่อยังเจริญมิได้มีโรค แต่ก็มีโรคในตอนปลาย ชีวิตมีมรณะเป็นที่สุดรูปของเธอนี้ แม้ว่าจะงามจูงใจให้นิยม ดุจดวงจันทร์ที่ใคร่กันเมื่อตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากอย่าง ก็ยิ่งมีความงามเปล่งปลั่งเป็นที่กำหนด เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลายคล้ายกะว่าทรัพย์ของของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความสรรเสริญเพราะบุญมากที่บำเพ็ญไว้ เป็นที่ชื่นชมแห่งวงศ์โอกกากราชไม่ช้านานเท่าไร ชราก็จักมาย่ำยี ลูกรักจงละพระราชฐานและรูปที่บัณฑิตตำหนิ
ประพฤติพรหมจรรย์เถิด ดิฉันผู้ยังหลงใหลด้วยความเจริญแห่งรูป ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็ออกบวชแต่ร่างกาย แต่มิได้ออกบวชด้วยความเต็มใจ ดิฉันระลึกถึงตัวเองอยู่ด้วยความเพ่งฌานเป็นอันมาก พระมารดาตรัสตักเตือนเพื่อให้ประพฤติธรรม แต่ดิฉันมิได้ขวนขวายในธรรมจริยานั้น ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงพระมหากรุณาทอดพระเนตรเห็นดิฉันผู้มีผิวหน้าดังดอกบัว ทรงนิรมิตหญิงคนหนึ่งงามน่าชม น่าชอบใจยิ่งนัก มีรูปงามกว่าดิฉัน ในคลองจักษุของดิฉัน ด้วยอานุภาพของพระองค์ เพื่อให้ดิฉันเบื่อหน่ายในรูป ดิฉันเป็นคนสวย เห็นหญิงมีร่างกายสวยยิ่งกว่า คิดเพ้อไปว่าเราเห็นหญิงมนุษย์ดังนี้มีผลดี
เป็นลาภนัยน์ตาของเรา เชิญเถิดแม่คนงามแม่จงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์แก่ฉัน ฉันจะให้แม่จงบอกสกุล นามและโคตรของแม่ ซึ่งเป็นที่รักแห่งแม่แก่ฉันเถิด แม่คนงาม เวลานี้ยังไม่ใช่กาลแห่งปัญหา แม่จงให้ฉันอยู่บนตัก อวัยวะทั้งหลายของฉันจะทับอยู่ แม่ให้ฉันหลับสักครู่เถิด แต่นั้นแม่คนสวยงามพึงพิงศีรษะที่ตักฉันนอนไป แม่คนสวยถูกของแข็งหยาบตกลงที่หน้าผากต่อมก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับของแข็งตกลงถูก แตกออกแล้วก็มีเครื่องโสโครกหนองและเลือดไหลออก หน้าแตกแล้วมีกลิ่นเน่าปฏิกูลตัวทั่วไปก็บวมเขียว แม่คนสวยมีสรรพางค์สั่น หายใจถี่ เสวยทุกข์ของตนอยู่ รำพันอย่างหน้าสมเพช เพราะแม่คนสวยประสบทุกข์ฉันก็มีทุกข์
ต้องทุกขเวทนา จมอยู่ในมหาทุกข์ ขอแม่คนสวยจงเป็นที่พึ่งของฉัน หน้าที่งามของแม่หายไปไหน จมูกที่โด่งงามของแม่หายไปไหน ริมฝีปากที่สวยเหมือนสีลูกมะพลับสุกของแม่หายไปไหน วงหน้างามคล้ายดวงจันทร์และลำคอละม้ายต่อมทองคำของแม่หายไปไหน ใบหูของแม่เป็นดังว่าพวงดอกไม้ มีสีเสียไปแล้วถันทั้งคู่ของแม่ เหมือนดอกบัวตูม แตกแล้ว มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปคล้ายกะว่าศพเน่า แม่มีเอวกลมกล่อม มีตะโพกผึ่งผาย แม่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วถ่อยโอ รูปไม่เที่ยง อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้งหมดมีกลิ่นปฏิกูลน่ากลัว น่าเกลียด เหมือนซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าเป็นที่ยินดีของพวกพาลชน ครั้งนั้น พระภาดาของดิฉันผู้เป็นนายกของโลก ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นดิฉันมีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ดูกรนันทาท่านจงดูรูปที่กระสับกระส่าย เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภารมณ์ รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่านก็เป็นฉันนั้น รูปท่านเป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป พวกคนพาลยินดียิ่งนัก พวกบัณฑิตผู้มิได้เกียจคร้าน ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นอย่างนั้นทั้งกลางคืนกลางวัน ท่านจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญาของตน ลำดับนั้น ดิฉันได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิต แล้วมีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ได้บรรลุซึ่งอรหัตผลในกาลนั้นดิฉันนั่งอยู่ในที่ไหนๆ ก็มีฌานเป็นเบื้องหน้าพระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบนันทาเถริยาปทาน.
จบ ๕. นันทาเถริยาปทาน