พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เมตเตยยวรรค
๕. อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในเมตเตยยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปญฺจมํ อุปสีวตฺเถราปทานํ (๔๐๕)
อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร อโนโม นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
นที จ สนฺทติ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา
อนูปติตฺเถ ชายนฺติ ปทุมุปฺปลกา พหู ฯ
ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา ๑ มุญฺชโรหิตา
มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา นทิกา สนฺทเต ตทา ฯ
ติมิรา ปุปฺผิตา ตตฺถ อโสกา ขุทฺทมาลกา
ปุณฺณา วา คิริปุณฺณา วา สมฺปวนฺติ มมสฺสมํ ฯ
กุฏชา ปุปฺผิตา ตตฺถ ติณสูลวนานิ จ
สาลา จ สลฬา ตตฺถ จมฺปกา ปุปฺผิตา พหู ฯ
อชฺชุนา อธิมุตฺตา ๒ จ มหานามา จ ปุปฺผิตา
อสนา มธุคนฺธี จ ปุปฺผิตา เต มมสฺสเม ฯ
อุทฺทาลกา ปาฏลิกา ยูถิกา จ ปิยงฺคุกา
พิมฺพิชาลกสญฺฉนฺนา สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ
มาตกรา ๓ สตฺตลิโย ปาฏลี สินฺธุวาริตา
องฺโกลกา พหู ตตฺถ ตาลกุฏา ๔ จ ปุปฺผิตา ฯ
เสเลยฺยกา พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม
เอเตสุ ปุปฺผชาเตสุ โสภนฺติ ปาทปา พหู ฯ
สมนฺตา เตน คนฺเธน วายเต มม อสฺสเม
หรีตกา อามลกา อมฺพชมฺพู วิเภทกา ๑ ฯ
โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผารุสกผลานิ จ
ตินฺทุกา จ ปิยาลา จ มธุกา กาสมาริโย ๒ ฯ
ลพุชา ปนสา ตตฺถ กทลี จนฺทรีผลา ๓-ถ
อมฺพาฏกา พหู ตตฺถ วลฺลิการผลานิ จ ฯ
จิรสํรสปากา จ ๔ ผลิตา มม อสฺสเม
อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา ๕ พหู ฯ
อวฏา ปกฺกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ
ปิปฺผลี มริจา ตตฺถ นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา ฯ
อุทุมฺพรกา พหโว กณฺฑปกฺกา จ ปาริโย ๖
เอเต จญฺเญ จ พหโว ผลิตา อสฺสเม มม ฯ
ปุปฺผรุกฺขาปิ พหโว ปุปฺผิตา มม อสฺสเม
อาลุวา จ กทมฺพา จ พิฬาลิตกฺกลานิ จ ฯ
อาลกา ตาลกา เจว วิชฺชนฺติ มม อสฺสเม
อสฺสมสฺสาวิทูเร เม มหาชาตสฺสโร อหุ ฯ
อจฺโฉทโก สีตชโล สุปติตฺโถ มโนรโม
ปทุมุปฺปลา พหู ตตฺถ ปุณฺฑริกสมายุตา ฯ
มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา นานาคนฺธสมีริตา
คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา อญฺเญ ปุปฺผนฺติ เกสรี ฯ
โอปุปฺผปตฺตา ติฏฺฐนฺติ ปทุมา กณฺณิกา พหู
มธุ ภิสมฺหา สวติ ขีรสปฺปิ มุฬาลิภิ ฯ
สมนฺตา เตน คนฺเธน นานาคนฺธสโมหิตา
กุมุทา อมฺพคนฺธี จ นยิตา ทิสฺสเร พหู ฯ
ชาตสฺสรสฺสานุกูลํ เกตกา ปุปฺผิตา พหู
สุผุลฺลา พนฺธุชีวา จ เสตวารี สุคนฺธิกา ฯ
กุมฺภีลา สสสุมารา ๑ จ คหกา ตตฺถ ชายเร
อุคฺคาหกา อชครา ตตฺถ ชาตสฺสเร พหู ฯ
ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา
มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา อโถ สปฏเกหิ ๒ จ ฯ
ปาเรวตา รวิหํสา กุกฺกุตฺถกา ๓ นทีจรา
ทินฺทิภา ๔ จกฺกวากา จ จปฺปกา ชีวชีวกา ฯ
กลนฺทกา อุกฺกุสา จ เสนกา อุทฺธรา พหู
โกตฺถกา สุกโปตา จ กุฬีรา ๕ จมรา พหู ฯ
กาเสนิยา ๖ จ ติลกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ
สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ
วานรา กินฺนรา เจว ทิสฺสนฺติ มม อสฺสเม
ตานิ คนฺธานิ ฆายนฺโต ภกฺขยนฺโต ผลานหํ ฯ
คนฺโธทกํ ปิวนฺโต จ วสามิ มม อสฺสเม
เอณิมิคา วราหา จ ปสทา ขุทฺทรูปกา ฯ
อคฺคิกา โชติกา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม
หํสา โกญฺจา มยูรา จ สหิตาปิจ ๑ โกกิลา ฯ
มญฺชริกา ๒ พหู ตตฺถ โกสิกา โปตฺถสีสกา ๓
ปิสาจา ทานวา เจว กุมฺภณฺฑา รกฺขสา พหู ฯ
ครุฬา ปนฺนคา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม
มหานุภาวา อิสโย สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ
กมณฺฑลุธรา สพฺเพ อชินุตฺตรวาสิโน
ชฏาภารภริตา จ ๔ วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ
ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขนฺตา นิปกา สนฺตวุตฺติโน
ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ
วากจีรํ ธุนนฺตา เต โปเฐนฺตา ๕ ชินจมฺมกํ
สพเลหิ อุปตฺถทฺธา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ
นโวทกํ อาหรนฺติ กฏฺฐํ วา อคฺคิทารุกํ
สยญฺจ อุปสมฺปนฺนา สปฺปาฏิหิรสฺสิทํ ผลํ ฯ
โลหโทณึ คเหตฺวาน วนมชฺเฌ วสนฺติ เต
กุญฺชราว มหานาคา อฉมฺภิตาว ๖ เกสรี ฯ
อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ ๗
อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ สกมฺพลมปสฺสิตา ๘ ฯ
ตโต ปิณฺฑํ อาหริตฺวา ปริภุญฺชนฺติ เอกโต
สพฺเพสํ ปกฺกมนฺตานํ อุคฺคเตชาน ตาทินํ ฯ
อชินจมฺมสทฺเทน วนํ สทฺทายเต ตทา ฯ
เอทิสา เต มหาวีร สิสฺสา อุคฺคตปา มม
ปริวุโต อหํ เตหิ วสามิ มม อสฺสเม ฯ
โตสิตา สกกมฺเมน วินีตาปิ สมาคตา
อาราธยึสุ มํ เอเต สกกมฺมาภิลาสิโน ๑ ฯ
สีลวนฺโต จ นิปกา อปฺปมญฺญาสุ โกวิทา
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ
สมยํ สํวิทิตฺวาน อุปคญฺฉิ วินายโก
อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ อาตาปี นิปโก มุนิ ฯ
ปตฺตํ ปคฺคยฺห สมฺพุทฺโธ ภิกฺขาย สมุปาคมิ ๒
อุปาคตํ มหาวีรํ ชลชุตฺตมนามกํ ๓ ฯ
ติณตฺถรํ ๔ ปญฺญาเปตฺวา สาลปุปฺเผหิ โอกิรึ
นิสีทิตฺวาน ๕ สมฺพุทฺธํ หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส ฯ
ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห อคฬฬ อคฺคหึ อหํ
กุมฺภมตฺตํ คเหตฺวาน ปนสํ เทวคนฺธิกํ ฯ
ขนฺเธ อาโรปยิตฺวาน อุปคญฺฉึ วินายกํ
ผลํ พุทฺธสฺส ทตฺวาน อคฬฬ อนุลิมฺปหํ ฯ
ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทิหํ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ
อิสิมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ
โย จ เม ผลมคฬฬ ๑ อาสนญฺจ อทาสิ เม ฯ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต
คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา ฯ
อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสติ โภชนํ
เทวโลเก มนุสฺเส วา อุปปนฺโน อยํ นโร ฯ
โภชเนหิ จ วตฺเถหิ ปริสนฺตปฺปยิสฺสติ
อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ ฯ
อกฺโขพฺภโภโค หุตฺวาน สํสริสฺสติยํ นโร
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ
เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ฯ
อุปสีโว นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหริสฺสตินาสโว ฯ
สุลทฺธลาโภ ลทฺโธ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา
มม สงฺกปฺปมญฺญาย โภชนํ โหติ เม สทา ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปสีโว เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อุปสีวตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. ชลาชา ฯ ๒ ม. ยุ. อติมุตฺตา ฯ ๓ ม. มาตคฺคารา ฯ ยุ. มาตงฺคา วา
๔ ม. ตาลกุฏฺฐิ ฯ ยุ. ตาลกุฏฺฐา ฯ
๑ ม. ยุ. วิภีตกา ฯ ๒ ม. กาสุมารโย ฯ ๓ ม. พทรีผลา ฯ ๔ ม. พีชปูรสปาริโย ฯ
ยุ. วิฏปา จ สปากา จ ฯ ๕ ม. โมทผลา ฯ ยุ. โจรผลา ฯ ๖ ม. กณฺฑุปณฺณา
จ หริโย ฯ
๑ ม. สุสุมารา ฯ ๒ ม. ยุ. ปปฏกาหิ ฯ ๓ ม. กุกฺกุตฺถา จ ฯ ๔ ยุ. ติฏีภา ฯ
๕ ม. ตุลิยา ฯ ๖ ม. กาเรนิโย ฯ ยุ. กาเรริโย ฯ
๑ ม. สาลิกาปิจ ฯ ๒ ม. ยุ. มชฺชาริกา ฯ ๓ ยุ. โปตฺถสีสิกา ฯ ๔ ม. ว ฯ
ยุ. เต ชฏาภารภริตา ฯ ๕ ม. โผเฏนฺตา ฯ ๖ ม. ยุ. อสมฺภีตาว ฯ ๗ ม.
ปุพฺพวิเทหกํ ฯ ๘ ม. สกํ พลมวสฺสิตา ฯ
๑ ยุ. สกกมฺมาภิลาภิโน ฯ ๒ ม. ยุ. มมุปาคมิ ฯ ๓ ม. ยุ. ชลชุตฺตมนายกํ ฯ
๔ ม. ติณสนฺถรํ ฯ ๕ ม. นิสาเทตฺวาน ฯ
๑ ม. โย เม ผลญฺจ อครุํ ฯ ยุ. โย เม ผลญฺจาครุญฺจ ฯ
เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้ภูเขาชื่ออโนมะอันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้นในแม่น้ำนั้น มีปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น มีต้นดีหมี ต้นอโสกต้นเข็ม ต้นชาตบุด มะงั่ว และมะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรมของเรา ไม่มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้นอยู่เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มีดอกบาน ต้นประดู่ และมะซางหอม มีดอกบานมีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นราชพฤกษ์
แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำหลวงไม้ข้างน้าว มีดาษดาอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์ มาตกรา ต้นชะบาซ้อน ต้นโลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังดอกบานมีอยู่มาก ต้นสมอมีอยู่มาก กำลังดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งามมาก โดยรอบที่อาศรมของเราย่อมหอมตระหลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น มีต้นสมอไทย มะขามป้อมมะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก ต้นกะเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปรางต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะทราง ต้นมะดูก ต้นขนุนสำมะลอ ต้นขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทรีผลา ต้นมะกอก ต้นวัลลิการ ผลานิ มีมากมาย ผลกำลังสุกงอมหล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา อาฬกา
อิสิมุคคาจ ตโต โสรผลา พหูอวฏา ปกกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ เถาดีปลีกะวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีมากมาย มีผลสุก ปาริโยต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรมของเรา แม้ต้นไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา เช่นมะลิวัน ต้นกระทุ่มต้นนมแมว และคนทา อาลกา และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเราในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระหนึ่ง มีน้ำใสแจ๋วจืด เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ ในสระนั้น มีกอปทุม กออุบล และกอบุณฑริก มากมาย ดาษดาด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัดพากลิ่นหอมต่างๆ มา กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่นๆ มีดอกบานดอกปทุมบานแล้ว
ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก น้ำหวานที่ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสด และเนยใส ดอกโกมุทมีกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย เราเห็นอยู่โดยรอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกตเป็นอันมาก มีดอกบาน ต้นชะบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาวดอกมีกลิ่นหอม จระเข้ ปลาฉลามคหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระนั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน เต่า มากมายอโถ สปฏเกหิ จ นกพิราบ นกคับแค นกควัก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยวอุทธรา มีอยู่มาก หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มากกาเสนิยา
จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต ราชสีห์ เสือโคร่งเสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของเรา เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ในอาศรมของเรา เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขาไฟ) นกโชติกร หงส์ นกกะเรียน นกยูง และประกอบด้วยนกดุเหว่าอยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้นโปตฺถสีสกา มีอยู่มากพวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนกครุฑ งู ย่อมอยู่ใกล้อาศรมของเรา ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคงทั้งหมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ ทั่งเล็บ สวมชฎา และมีหาบเต็ม อยู่ในอาศรมของเรา ทอดตาดูประมาณชั่วแอก
มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ยินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ในอาศรมของเราฤาษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็งแรงด้วยกำลังของตน ย่อมเหาะไปได้ในอากาศในกาลนั้น นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอาเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตนๆ ฤาษีเหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชรมหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม ฤาษีพวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีปต่างก็เห็นกำลังของตนๆ (ของกันและกัน) ฤาษีเหล่านั้น ต่างนำเอาอาหารจากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤาษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรืองผู้คงที่ หลีกไป ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น
ข้าแต่พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์ เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤาษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีเหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของตน ข้าพระองค์แนะนำแล้วมาประชุมกันเพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และเป็นผู้มีศีล มีปัญญา ฉลาดในอัปปมัญญา พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามาใกล้ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี เสด็จมาใกล้จึงทรงรับบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระพระนามว่าปทุมุตระเสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอกรัง
ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้นไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโตประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษได้ถวายผลขนุนแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพวกฤาษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณาและอาสนะแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวโภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า ที่เงื้อมเขาหรือในถ้ำ
คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยโภชนาหารและผ้าผ่อน คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์จักเป็นผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้งจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป สกุลโอกกากะจักสมภพ
พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาโดยมีนามชื่อว่าอุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเราย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้วตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุปสีวเถราปทาน.
จบ ๕. อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕)