พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สีหาสนิวรรค
๖. ราหุลเถราปทาน (๑๖) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในสีหาสนิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สีหาสนิวรรค ราหุลเถราปทาน (๑๖) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๙๙–๑๐๒
[๖๓] สัตว์ทั้งปวงไม่ว่ามิตรหรือศัตรูก็ไม่เบียดเบียนเรา และเราเป็น ที่รักของสัตว์ทุกประเภท นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม[๖๔] เราได้ให้ทานใดไว้ในเวลา ๓๐,๐๐๐ กัปในกาลนั้น ด้วยการให้ ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไล้ทาด้วยของหอม[๖๕] ในภัทรกัปนี้ เราผู้เดียวได้เป็นอธิบดีแห่งผู้คน ได้เป็นราชฤๅษี ผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก[๖๖] เราดำรงอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็น ที่รักของเทวดาทั้งหลาย
[๖๗] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕
๖. ราหุลเถราปทาน
บุพประวัติของพระราหุลเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาด
(ท่านพระราหุลเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๘} [๖๘] เราได้ลาดพื้นกระจกในปราสาท ๗ ชั้นถวายแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระโลกเชษฐ์ผู้คงที่
[๖๙] พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่งชน ผู้องอาจในหมู่นรชน มีพระ ขีณาสพ ๑,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี[๗๐] พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้องอาจในหมู่นรชน ทรง ยังพระคันธกุฎีให้สว่างไสว ประทับในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๗๑] “ที่นอนคือปราสาทนี้อันอุบาสกใดให้โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงา ที่ปูลาดไว้ดีแล้ว เราจักพยากรณ์อุบาสกนั้น ท่านทั้งหลายจง ตั้งใจฟังคำเรากล่าวเถิด[๗๒] ปราสาททอง ปราสาทเงิน หรือปราสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รัก แห่งใจจักบังเกิดแก่ผู้นั้น
[๗๓] ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติ ๖๔ ครั้ง จักเป็น พระเจ้าจักรพรรดิติดต่อกัน ๑,๐๐๐ ครั้ง
[๗๔] ในกัปที่ ๒๑ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าวิมล ครอบครองแผ่นดิน มีทวีปทั้ง ๔ เป็นขอบเขต
[๗๕] มีพระนครชื่อเรณุวดี สร้างด้วยแผ่นอิฐ โดยยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจัตุรัส
[๗๖] มีปราสาทชื่อสุทัสสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตให้แล้ว ประกอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ[๗๗] พระนครนั้นเซ็งแช่ไปด้วยเสียง ๑๐ ประการ ขวักไขว่ด้วยพวก วิชาธร จักเป็นเหมือนสุทัสสนนครของเหล่าเทวดา
- ๑วิชาธร ผู้ทรงวิชามีการสาธยายมนต์เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖๙) หรือ พิทยาธร อมนุษย์พวกหนึ่ง มีฐานะต่ำกว่าเทวดา เชื่อว่ามีวิชากายสิทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ อยู่ในภูเขาหิมาลัย มีหน้าที่ปฏิบัติพระศิวะ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๕๙๖)
[๗๘] รัศมีแห่งพระนครนั้นเปล่งปลั่งดังเมื่อดวงอาทิตย์อุทัย พระนคร นั้นจักสว่างจ้าอยู่เป็นนิจโดยรอบ ๘โยชน์[๗๙] ในที่สุดแสนกัป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้น ในโลก[๘๐] ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักจุติจากภพชื่อดุสิต จักเป็น โอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม[๘๑] ถ้าจะพึงอยู่ครองเรือน ผู้นั้นพึงได้เป็นเจ้าจักรพรรดิ แต่ข้อที่ เขาจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้[๘๒] เขาจักออกจากเรือนบวช เป็นผู้มีวัตรอันงาม จักเป็น พระอรหันต์มีนามว่าราหุล”
[๘๓] พระมหามุนีทรงพยากรณ์เราว่ามีปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนนกต้อยตีวิดรักษาฟองไข่ ดังจามรีรักษาขนหางฉะนั้น[๘๔] เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรากำหนด รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่[๘๕] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระราหุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ ราหุลเถราปทานที่ ๖
๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน
บุพประวัติของพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกรรณิการ์
(ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๙} [๘๖] เราได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระ โลกเชษฐ์ผู้องอาจในหมู่นรชน สูงสุดกว่านรชน ซึ่งประทับนั่ง อยู่ที่เงื้อมภูเขา[๘๗] เวลานั้น เราได้เห็นดอกกรรณิการ์กำลังบาน จึงเด็ดขั้วมันแล้ว เอามาประดับที่ฉัตร ยกขึ้นบูชาแด่พระพุทธเจ้า
[๘๘] และเราได้ถวายบิณฑบาตซึ่งมีข้าวชั้นพิเศษเป็นโภชนะอย่างดี ได้นิมนต์สมณะ ๘ รูป รวมเป็น ๙ รูปทั้งพระพุทธเจ้าให้ฉัน ที่บริเวณนั้น[๘๙] พระสยัมภูมหาวีรเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลทรงอนุโมทนาว่า “ด้วย การถวายฉัตรและการถวายอาหารอันยอดเยี่ยมนี้[๙๐] ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ท่านจักเสวยสมบัติ จักเป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติ ๓๐ ครั้ง
[๙๑] และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน
[๙๒] ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมโดยพระ โคตร ซึ่งสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช ผู้มีปัญญา เสมอแผ่นดิน มีปัญญาดี ที่บัณฑิตเรียกว่าสุเมธะนี้จักอุบัติขึ้น
จบ ๖. ราหุลเถราปทาน (๑๖)