พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · สกิงสัมมัชชกวรรค
๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในสกิงสัมมัชชกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค เอกธัมมสวนิยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๓๘–๔๐
๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน
บุพประวัติของพระเอกธัมมสวนิยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว
(ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๗} [๘๘] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว[๘๙] สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง สะบัดผ้าเปลือกไม้เหาะไป ในท้องฟ้าในกาลนั้น
[๙๐] เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเหาะไปไม่ได้เหมือนนกกระทบภูเขาแล้วไปไม่ได้ฉะนั้น[๙๑] เราบังหวน(พ่น)เป็นไอนํ้าลอยอยู่ในท้องฟ้าเช่นนี้ด้วยคิดว่า “สาเหตุที่ทำให้อิริยาบถต้องติดขัดเช่นนี้ไม่เคยมีแก่เรา[๙๒] เอาละ เราจักค้นหาสาเหตุนั้น บางทีเราจักได้ผลบ้าง,, เราจึงลงจากอากาศ ก็ได้สดับพระสุรเสียงของพระศาสดา[๙๓] เมื่อพระศาสดาตรัสถึงอนิจจตาด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม ขณะนั้นเราได้เรียนอนิจจลักษณะนั้นแหละ ครั้นเรียนอนิจจลักษณะได้แล้วก็กลับไปอาศรมของตน[๙๔] เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละตราบเท่าสิ้นอายุ ก็ได้ทำกาละในที่นั้น เมื่อจริมจิต กำลังเป็นไปอยู่เราระลึกถึงการฟังพระสัทธรรมขึ้นได้
- ๑จริมจิต หมายถึงจุติจิตซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้ายของคนใกล้ตาย
[๙๕] เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงภพดาวดึงส์
[๙๖] รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓๐,๐๐๐ กัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง
[๙๗] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
[๙๘] เราเสวยบุญของตน ถึงความสุขในภพน้อยภพใหญ่ เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยังระลึกได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อนคือนิพพานเราหาได้แทงตลอดด้วยธรรมอะไร ๆ ไม่[๙๙] สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือนบิดา เมื่อจะแสดงธรรมกถา ท่านได้ยกอนิจจลักษณะขึ้นมาในธรรมกถานั้นว่า
[๑๐๐] “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับเป็นความสุข”[๑๐๑] พร้อมกับได้สดับคาถาดังนี้ เราก็นึกถึงสัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง ณ อาสนะเดียวบรรลุอรหัตแล้ว
[๑๐๒] เรามีอายุได้ ๗ ขวบโดยกำเนิด ก็ได้บรรลุอรหัตแล้ว พระพุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบทแล้ว นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม
[๑๐๓] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ฟังธรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม
[๑๐๔-๑๐๖] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระกล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗
๘. สุจินติตเถราปทาน
บุพประวัติของพระสุจินติตเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่
(ท่านพระสุจินติตเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๘} [๑๐๗] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ในพระนครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูลูก ๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น[๑๐๘] ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวสุกดีแล้ว ในกาลนั้นเราคิดอย่างนี้ว่า[๑๐๙] “เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เรา ที่เราผู้รู้คุณและโทษอยู่ก็ยังไม่ถวายทานในสงฆ์บริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน[๑๑๐] พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในโลก ผู้ทรงมีพระ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
จบ ๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน