arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · สกิงสัมมัชชกวรรค

๘. สุจินติตเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในสกิงสัมมัชชกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค สุจินติตเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๔๐–๔๔

หน้า ๔๐

[๑๐๔-๑๐๖] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระกล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗

๘. สุจินติตเถราปทาน

บุพประวัติของพระสุจินติตเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่

(ท่านพระสุจินติตเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๘} [๑๐๗] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ในพระนครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูลูก ๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น[๑๐๘] ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวสุกดีแล้ว ในกาลนั้นเราคิดอย่างนี้ว่า[๑๐๙] “เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เรา ที่เราผู้รู้คุณและโทษอยู่ก็ยังไม่ถวายทานในสงฆ์บริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน[๑๑๐] พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในโลก ผู้ทรงมีพระ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

หน้า ๔๑

[๑๑๑] เราจักถวายทานคือข้าวกล้าใหม่ในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้นเสียก่อน” ครั้นคิดเช่นนี้แล้วเราจึงร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ[๑๑๒] นำข้าวเปลือกมาจากนาเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระโลกเชษฐ์ประเสริฐกว่านรชน ถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า[๑๑๓] ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าก็สมบูรณ์ ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีพระปัญญาจักษุ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับเถิด”[๑๑๔] พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระผู้รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้วตรัสดังนี้ว่า

[๑๑๕] “บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ ประเภท ผู้ตั้งอยู่ในผลแล้ว ๔ ประเภท นี้คือสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ตรง เป็นผู้มีศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อพวกมนุษย์ผู้เพ่งบุญบูชาอยู่[๑๑๖] กระทำอยู่ บุญย่อมเป็นอันสั่งสมแล้ว ทานที่ให้ในสงฆ์ย่อมมีผลมาก และควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้าของท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน ควรให้ในสงฆ์[๑๑๗] ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปสู่เรือนของตนแล้ว จงถวายสิ่งที่มีอยู่ไนเรือนซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด”

[๑๑๘] เราอุทิศแด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปในเรือน ได้ถวายสิ่งที่เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแต่ภิกษุสงฆ์

[๑๑๙] เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วจึงเข้าถึงภพดาวดึงส์

หน้า ๔๒

[๑๒๐] วิมานทองงามผุดผ่องสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้อย่างงดงามแล้วเพื่อเรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น

จบ ภาณวารที่ ๑๙

[๑๒๑] วิมานของเราเกลื่อนกล่นไปด้วยเทพนารี เรากินและดื่มอยู่ในวิมานชั้นไตรทศนั้น

[๑๒๒] เราได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชโดยคณนานับมิได้[๑๒๓] เราวนเวียนอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ได้ เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๒๔] ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เราก็ได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๒๕] ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศใหม่ เราก็ได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๒๖] ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เราก็ได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๒๗] หมู่ทาสี หมู่ทาส และนารีที่ประดับประดาอย่างสวยงาม เราก็ได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๒๘] ไม่ว่าหนาวหรือร้อนไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มีความเร่าร้อน ทั้งทุกข์ทางใจก็ไม่มีในดวงใจของเรา

หน้า ๔๓

[๑๒๙] “เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้” คำเช่นนี้เราได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๓๐] บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ถึงทุกวันนี้ไทยธรรมของเราก็ทำเราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อ[๑๓๑] เราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุดจึงได้เสวยผล อานิสงส์ ๘ ประการอันสมควรแก่กรรมของเรา[๑๓๒] คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง ๑ มียศ ๑ มีโภคทรัพย์ มากมายที่ใคร ๆ ลักไปไม่ได้ ๑ มีภักษามากทุกเมื่อ ๑ มีบริษัทบริวารไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ ๑[๑๓๓] สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินทุกประเภทล้วนยำเกรงเรา ๑ เราได้ไทยธรรมก่อนผู้อื่น

[๑๓๔] จะในท่ามกลางภิกษุสงฆ์หรือเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดก็ตาม พวกทายกจะเลยองค์อื่น ๆ เสียหมดมา ถวายแก่เราเท่านั้น ๑[๑๓๕] เราได้เสวยผลอานิสงส์เหล่านี้เพราะได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ ผู้อุดมก่อน นี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่

[๑๓๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดไว้ ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่[๑๓๗-๑๓๙] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระสุจินติดเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ สุจินติตเถรปทานที่ ๘

หน้า ๔๔

๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระโสณณกิงกณิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระดิ่งทอง

(ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๙} [๑๔๐] เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ อาศัยการบำเพ็ญตบะ[๑๔๑] ก็สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระโลกเชษฐ์ผู้ประเสริฐกว่านรชนพระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชนให้ข้ามพ้น[๑๔๒] ก็เราสิ้นกำลังเพราะเจ็บป่วยอย่างหนัก เรานึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดได้จึงก่อพระสถูปอันอุดมไว้ที่หาดทราย[๑๔๓] ครั้นแล้วก็มีจิตยินดี มีใจโสมนัสโปรยดอกกระดิ่งทองโดยพลัน

[๑๔๔] เราปรนนิบัติพระสถูปของพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีผู้คงที่ ด้วยใจอันเลื่อมใสนั้น ปานดังปรนนิบัติพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์[๑๔๕] เราไปสู่เทวโลกแล้วได้ความสุขอันไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามีผิวพรรณปานทองคำ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๑๔๖] เทพนารีของเรามีประมาณ ๘๐ โกฏิ ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๑๔๗] ดนตรี ๖๐,๐๐๐ คือ กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่างไพเราะในเทวโลกนั้น

จบ ๘. สุจินติตเถราปทาน