arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค

๖. เอกทีบียเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค เอกทีบียเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๑๘–๒๐

หน้า ๑๘

๖. เอกทีปิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระเอกทีปิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการตามประทีปเป็นพุทธบูชา

(ท่านพระเอกทีปิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๖} [๑๒๔] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่าสิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งปวงพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์[๑๒๕] และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่า สิทธัตถะขึ้นบนเชิงตะกอน ชนทั้งหลายพากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลังของตน[๑๒๖] เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน ประทีปของเราลุกโพลง อยู่จนดวงอาทิตย์ขึ้น

[๑๒๗] เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสู่ภพดาวดึงส์

[๑๒๘] ย่อมทราบกันว่าวิมานอันบุญกรรมได้ทำไว้เป็นอย่างดีเพื่อเรา ในภพดาวดึงส์นั้นชื่อว่าเอกทีปวิมาน ประทีป ๑๐๐,๐๐๐ ดวง ส่องสว่างอยู่ในวิมานของเรา[๑๒๙] ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อเหมือนดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น สรีระของเรามีแสงสว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ[๑๓๐] เรามองเห็นได้ตลอดด้วยจักษุ ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาโดยรอบ ๑๐๐ โยชน์

หน้า ๑๙

[๑๓๑] รื่นรมย์อยูในเทวโลก ๗๗ ครั้ง เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง

[๑๓๒] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๒๘ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้[๑๓๓] เราจุติจากเทวโลกแล้วบังเกิดในครรภ์มารดา นัยน์ตาของเรา ผู้แม้จะอยู่ในครรภ์มารดาก็ไม่เสื่อม[๑๓๔] เรามีอายุ ๔ ขวบโดยกำเนิดก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตแต่ยังไม่ถึงกึ่งเดีอน

[๑๓๕] เราชำระทิพพจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาดแล้ว นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว[๑๓๖] นอกฝา นอกกำแพง และตลอดถึงภูเขาทั้งสิ้น เราก็เห็นทะลุปรุโปร่งหมด นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว[๑๓๗] สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระย่อมเป็นที่ราบเรียบ ความมืด ย่อมไม่ปรากฏ เราไม่เห็นความมืด นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว[๑๓๘] ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายประทีปใดไว้ในกาลนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว[๑๓๙-๑๔๑] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระเอกทีปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล

จบ เอกทีปิยเถราปทานที่ ๖

หน้า ๒๐

๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้หนึ่งพก

(ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๗} [๑๔๒] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ในนครพันธุมดี ได้เก็บดอกไม้ใส่เต็มพกแล้วไปยังตลาด[๑๔๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วเสด็จออกไปด้วยอานุภาพใหญ่[๑๔๔] เราได้เห็นพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้าผู้ยังโลกให้สว่างไสว ผู้ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้ออกจากพกบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด[๑๔๕] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดไว้ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๑๔๖-๑๔๘] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗

จบ ๖. เอกทีบียเถราปทาน