พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค
๒. เอกฉัตติยเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค เอกฉัตติยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๖–๑๒
[๓๐] การที่ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ก็ได้ทำเสร็จแล้ว[๓๑] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ไว้ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้วคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ภัททาลิเถราปทานที่ ๑
๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
บุพประวัติของพระเอกฉัตติยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มถวายพระพุทธเจ้า
(ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กราบทูลบุพประวัติของตนว่า)
{๒}[๓๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรมซึ่งมีทรายสีขาวสะอาดอยู่เกลื่อนกล่น ใกล้แม่นํ้าจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้[๓๓] แม่นํ้าจันทภาคานั้นเป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่านํ้าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า และจระเข้อยู่อาศัย[๓๔] หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก และนกสาลิการ้อง ระงมอยู่ทุกเวลา ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม
[๓๕] นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียงเสนาะก็ร้องอยู่ใกล้ อาศรมนั้น ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๓๖] ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า และหมาในบันลือ เสียงอยู่ที่ช่องเขา ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๓๗] เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก สุกร ก็มีมาก บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๓๘] ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย ต้นอุโลกและต้นอโศก ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๓๙] ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง ต้นคนทิสอ ต้นกรรณิการ์มีดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์[๔๐] ต้นกากะทิง ต้นรัง และต้นสน บัวขาวมีดอกบานสะพรั่งใกล้อาศรมนั้น
กลิ่นหอมฟุ้งไป ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๔๑] และที่ใกล้อาศรมนั้น มีต้นโพ ต้นประดู่ ต้นสะท้อน ต้นสาละ และต้นประยงค์มีดอกบานสะพรั่ง ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๔๒] ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย ต้นกระทุ่ม ต้นสาละ ที่งดงามมีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๔๓] ต้นอโศก ต้นมะขวิด และต้นภคินีมาลมีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๔๔] ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤๅษี และต้นมะกล่ำดำมีผลอยู่เป็นนิจ ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม
[๔๕] ต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ผลิผลอยู่ใกล้ ๆ อาศรมของข้าพระองค์[๔๖] ในที่ไม่ไกลอาศรม มีสระโบกขรณีที่มีท่านํ้าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วยบัวขม กอปทุม และกออุบล[๔๗] กอปทุมกอหนึ่งมีดอกกำลังตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน บ้างก็มีใบและกลีบร่วงหล่นลง บานอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์[๔๘] ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลาตะเพียนว่ายอยู่ในนํ้าใส ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๔๙] มะม่วงหอมที่น่าดูกับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม
[๕๐] นํ้าหวานที่ไหลออกจากเหง้า มีรสหวานปานดังนํ้าผึ้ง นมสดและเนยใส มีกลิ่นหอมฟุ้งอบอวลไป ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๕๑] ใกล้อาศรมนั้นมีหาดทรายที่สวยงาม พืชที่อาศัยน้ำมีอยู่ดาดดื่น ออกดอกเป็นช่อบานขาวสะพรั่ง ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๕๒] ฤๅษีทั้งหลายผู้สวมชฎามีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์ทั้งเล็บ ครองผ้าเปลือกไม้ ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๕๓] ฤๅษีทั้งหลายทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดีความกำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์
[๕๔] ฤๅษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว ฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ เปรอะด้วยฝุ่นและของสกปรก ล้วนอยูในอาศรมของข้าพระองค์[๕๕] ฤๅษีเหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญา เหาะไปในอากาศได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม[๕๖] ในกาลนั้น ข้าพระองค์มีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน[๕๗] ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้ทรงเป็นนายกของโลก ผู้กำจัดความมืดอันธการเสด็จอุบัติขึ้น[๕๘] ครั้งนั้น ศิษย์คนหนึ่งได้มายังสำนักของข้าพระองค์ เขาประสงค์จะเรียนลักษณะชื่อว่าฉฬังคะ ในคัมภีร์พระเวท[๕๙] พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีผู้มหามุนีทรงอุบัติขึ้นในโลก เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงทางแห่งอมตบท
- ๑ลักษณะชื่อว่าฉฬังคะ (มนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖) ในที่นี้หมายถึงศาสตร์หรือความรู้ตามหลักของลัทธิพราหมณ์ซึ่งมีองค์ความรู้ ๖ คือ (๑) กัปปะ ว่าด้วยวิธีจัดทำพิธีบูชายัญต่าง ๆ (๒) พยากรณ์ว่าด้วยการทำนายหรือโหราศาสตร์ (๓) นิรุกติ ว่าด้วยที่มาและความหมายของคำ (๔) สิกขาว่าด้วยเสียงหรือการอ่านออกเสียงของคำต่าง ๆ (๕) ฉันโทวิจิติ ว่าด้วยฉันทลักษณ์ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งประพันธ์ประเภทฉันท์ หรือฉันทศาสตร์ (๖) โชติศาสตร์ ว่าด้วยลักษณะของดวงดาวที่บ่งบอกถึงความเจริญหรือความเสื่อม ของสรรพสิ่ง หรือดาราศาสตร์ (ขุ.วิ.อ. ๓๐๙) อนึ่งเทียบกับ เวทางคศาสตร์ วิชาประกอบด้วยการศึกษาพระเวท มี ๖ อย่าง คือ ๑. ศึกษาวิธีออกเสียงคำในพระเวทให้ถูกด้อง ๒. ไวยากรณ์ ๓. ฉันท์ ๔. โชยติส คือ ดาราศาสตร์ ๕. นิรุกติ คือกำเนิดของคำ และ ๖. กัลปะ คือ วิธีจัดทำพิธี (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๗๓) อีกมติหนึ่ง มนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ คือ กาพย์ นิรุกติ พยากรณ์ โชติศาสตร์ ศัพทศาสตร์ และ ฉันทศาสตร์
[๖๐] ข้าพระองค์ยินดีร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่อาศัย ออกจากอาศรมแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า
[๖๑] “พระพุทธเจ้าผู้มีลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะ ท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัน”[๖๒] ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน ถึงบารมีในสัทธรรมแสวงหาประโยชน์สูงสุด ต่างรับคำว่าสาธุ
[๖๓] ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎามีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ แสวงหาประโยชน์สูงสุดได้พากันออกจากป่า
[๖๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระยศใหญ่พระนามว่า อัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงทางแห่งอมตธรรม[๖๕] ข้าพระองค์ถือร่มกั้นถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ครั้นกั้นถวายวันหนึ่งแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด[๖๖] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีผู้เป็นพระโลกเชษฐ์ ผู้องอาจในหมู่นรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๖๗] “ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นร่มให้เราด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว
[๖๘] เมื่อผู้นี้เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ คนทั้งหลายจักกั้นร่มให้ทุกเมื่อนี้เป็นผลแห่งการกั้นร่มถวาย
[๖๙] ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง
[๗๐] จักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
[๗๑] ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมศากยบุตร ผู้มีพระจักษุ ผู้กำจัดความมืดอันธการในโลกจักเสด็จอุบัติขึ้น
[๗๒] ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน”[๗๓] ในระหว่างกาลนับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้ทำกรรม คือได้กั้นร่มถวายแด่พระพุทธเจ้ามาข้าพระองค์ไม่รู้จักร่มที่ไม่เคยถูกกั้นให้เลย
[๗๔] ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ทุกวันนี้เหนือศีรษะของข้าพระองค์ได้มีการกั้นร่มซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิจ[๗๕] โอ ! ข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้วแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก[๗๖] ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกขาดดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
[๗๗] การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์ นี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ก็ได้ทำเสร็จแล้ว
[๗๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒
๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน
บุพประวัติของพระติณสูลกฉาทนิยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา
(ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๓} [๗๙] ในกาลนั้น เราได้พิจารณาถึงความเกิด ความแก่ และความตาย จึงได้ออกบวชเป็นบรรพชิตตามลำพัง
[๘๐] เราเที่ยวไปโดยลำดับ ได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา ได้เห็นพื้นดินที่ ฝั่งแม่นํ้าคงคานั้นเรียบราบสม่ำเสมอ[๘๑] จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้นแล้วอยู่ในอาศรมของเรา ที่จงกรมซึ่งเราได้ทำไว้อย่างสวยงามประกอบด้วยหมู่นกนานาชนิด[๘๒] สัตว์ทั้งหลายเข้ามาใกล้เราและส่งเสียงน่ารื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับสัตว์เหล่านั้นอยู่ในอาศรม
[๘๓] ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราช ๔ เท้า (พญาราชสีห์) อยู่ มันออกจากที่อยู่แล้วคำรามเหมือนอสนีบาต
จบ ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน