พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค
๒. เอกฉัตติยเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ทุติยํ เอกฉตฺติยตฺเถราปทานํ (๔๑๒)
เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค เอกฉัตติยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
จนฺทภาคานทีตีเร อสฺสโม สุกโต มม
สุสุทฺธปุฬินากิณฺโณ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
อุตฺตานกูลา นทิกา สุปติตฺถา มโนรมา
มจฺฉกจฺฉปสมฺปนฺนา สสสุมารนิเสวิตา ฯ
อจฺฉา มยุรทีปี จ กรวิกา จ สาลิกา
กุชฺชนฺติ สพฺพทา เอเต โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
โกกิลา มญฺชุภาณี จ หํสา จ มธุรสฺสรา
อภิกุชฺชนฺติ เต ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ พกา โกกตรจฺฉโย ๑
คิริทุคฺคมฺหิ ๒ นาเทนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
เอณิมิคา จ สรภา เภรณฺฑา สูกรา พหู
คิริทุคฺคมฺหิ นาเทนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
อุทฺทาลกา จ จมฺปกา ปาฏลี สินฺทุวาริกา
อธิมุตฺตา ๓ อโสกา จ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
องฺโกลา ยูถิกา เจว สตฺตปณฺณา ๔ พิมฺพิชาลิกา
กณิกา กณิการา จ ปุปฺผนฺติ มม อสฺสเม ๕ ฯ
นาคา สาลา จ สลฬา ปุณฺฑรีเกตฺถ ปุปฺผิตา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสเม ฯ
อสฏฺฐา ๖ อสนา เจตฺถ มหานามา จ ปุปฺผิตา
สาลา จ กงฺคุปุปฺผา จ โสภนฺติ มม อสฺสเม ฯ
อมฺพา ชมฺพู จ ติลกา นิปา ๗ จ สาลกลฺยาณี
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
อโสกา จ กปิฏฺฐา จ ภคินิมาลา ๘ จ ปุปฺผิตา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
กทมฺพา กทลี เจว อิสิมุคฺคา จ โรปิตา
ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา ๑
โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ๒ ผลิโน มม อสฺสเม ฯ
อวิทูเร โปกฺขรณี สุปติตฺถา มโนรมา
มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ฯ
คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา อญฺเญ ปุปฺผนฺติ เกสริ
โอปตฺตกณฺณิกา เจว ปุปฺผนฺติ มม อสฺสเม ฯ
ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา ๓ มุญฺชโรหิตา
อจฺโฉทกมฺหิ วิจรํ โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
นยิตา อมฺพคนฺธิ จ อนุกุเล จ เกตกา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
มธุภึเสหิ สวนฺติ ๔ ขีรสปฺปิมุฬาลิภิ
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
ปุฬินา โสภนา ตตฺถ อากิณฺณา ชลเสวิตา
โอปุปฺผา ๕ ปุปฺผิตา เสตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
ชฏาภารภริตา จ อชินุตฺตรวาสิโน
วากจีรธรา สพฺเพ โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
ยุคมตฺตมเปกฺขนฺตา นิปกา สนฺตวุตฺติโน
กามเคเธ ๖ อนเปกฺขา วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ
ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา
รโชชลฺลธรา สพฺเพ วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ
อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา อนฺตลิกฺเข จราว เต
อุคฺคจฺฉนฺตา นภํ เอเต โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ
เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต วสามิ ปวเน ๑ ตทา
รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ ฌานรติสมปฺปิโต ๒ ฯ
ภควา ตมฺหิ สมเย อตฺถทสฺสี มหามุนิ
ตมนฺธการํ นาเสนฺโต อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ
อถ อญฺญตโร สิสฺโส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก
มนฺเต อชฺเฌตุกาโม โส ฉฬงฺคํ นาม ลกฺขณํ ฯ
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน อตฺถทสฺสี มหามุนิ
จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เทเสสิ อมตํปทํ ฯ
ตุฏฺฐหฏฺโฐ ปมุทิโต ธมฺมนฺตรคณาสโย ๓
อสฺสมา อภินิกฺขมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ
เอถ สพฺเพ คมิสฺสาม สมฺมาสมฺพุทฺธสนฺติเก ฯ
โอวาทปฏิการา เต สทฺธมฺเม ปารมึ คตา
สาธูติ สมฺปฏิจฺฉึสุ อุตฺตมตฺถํ คเวสกา ฯ
ชฏาภารภริตา เต อชินุตฺตรวาสิโน
อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺตา นิกฺขมึสุ วนา ตทา ฯ
ภควา ตมฺหิ สมเย อตฺถทสฺสี มหายโส
จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เทเสสิ อมตํปทํ ฯ
เสตจฺฉตฺตํ คเหตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺส ธารยึ
เอกาหํ ธารยิตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทิหํ ฯ
อตฺถทสฺสี ตุ ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย เม ฉตฺตมธาเรสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
อิมสฺส ชายมานสฺส เทวตฺเต อถ มานุเส
ธาริสฺสนฺติ สทา ฉตฺตํ ฉตฺตทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
สตฺตสตฺตติกปฺปานิ เทวโลเก รมิสฺสติ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
สตฺตสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อฏฺฐารเส กปฺปสเต โคตโม สกฺยปุงฺคโว
ตมนฺธการํ นาเสนฺโต อุปชฺชิสฺสติ จกฺขุมา ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ
ยโต อหํ กมฺมมกํ ๑ ฉตฺตํ พุทฺธสฺส ธารยึ
เอตฺถนฺตเร น ชานามิ เสตจฺฉตฺตํ อธาริตํ ฯ
อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตเต ภโว
ฉตฺตธารณมชฺชาสิ มตฺถเก ๑ นิจฺจกาลิกํ ฯ
อโห เม สุกตํ กมฺมํ อตฺถทสฺสิสฺส ตาทิโน
สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ ๒ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกฉตฺติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกฉตฺติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. ตว ณาณํ ปกิตฺเตตฺวา ฯ
๑ ม. อจฺฉโกกตรจฺฉกา ฯ ๒ ยุ. คิริทุคฺคํปิ ฯ ๓ ม. ยุ. อติมุตฺตา ฯ อิโต ปรํ
อีทิสเมว ฯ ๔ ม. ยุ. สตฺตสี ฯ ๕ ม. โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ ๖ ม. ยุ. อชฺชุนา ฯ
๗ ม. นิมฺพา ฯ ๘ ม. คิริมาเลตฺถ ปุปฺผิตา ฯ ยุ. ภคินิมาเลตฺถ ฯ
๑ ม. ยุ. วิภีตกา ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. พิลฺลา ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ
๓ ม. พลชา ฯ ยุ ชลชา ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. ยุ. มธุภิสมฺหา สวติ ฯ
๕ ม. โอปุปฺผา--สนฺติ ฯ ยุ. โอวฏฺฏา--สนฺติ ฯ ๖ ม. กามโภเค ฯ
๑ ม. วิปิเน ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ยุ. สทา ฌานสมปฺปิโต ฯ
๓ ม. ยุ. ธมฺมนฺตรคตาสโย ฯ
๑ ยุ. กมฺมกํ ตํ ฯ
ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรมซึ่งมีทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่น้ำจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้นเป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า อันจระเข้เสพอาศัย หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวกและนกสาลิกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียงเสนาะ ร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า และหมาไน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขาช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอกสุกร มีมาก บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้ยางทราย ไม้อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นปรูต้นคัทเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง ต้นคนทีสอ ไม้กรรณิการ์ออกดอกอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ไม้กากะทิง ต้นรัง และต้นสน บัวขาว ดอกบานสะพรั่ง ใกล้อาศรมนั้น กลิ่นหอมฟุ้งไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม และที่ใกล้อาศรมนั้นมีไม้โพธิไม้ประดู่ ไม้สะท้อน ต้นรัง และไม้ประยงค์ ดอกบานสะพรั่งช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย ต้นกระทุ่ม ต้นรังที่งดงาม มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นอโศก ไม้มะขวิด และต้นภคินีมาลา ดอกบานสะพรั่ง
มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤาษีและต้นมะกล่ำดำ มีผลอยู่เป็นนิตย์ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภกกระเบา ไม้รกฟ้า มะตูม ผลิผลอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพระองค์ในที่ไม่ไกลอาศรม มีสระโบกขรณี มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจดารดาษไปด้วยบัวขม กอปทุมและกออุบล กอปทุมกอหนึ่งกำลังดอกตูม กออื่นๆ มีดอกบาน บ้างก็มีใบและกลีบหลุดลงบานอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้าและปลาตะเพียน ว่ายอยู่ในน้ำใส ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม มะม่วงหอมที่น่าดู กับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งมีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป
ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม น้ำหวานที่ไหลออกจากเหง้า รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสดและเนยใสมีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ใกล้อาศรมนั้น มีกองทรายที่สวยงาม อันน้ำเสพแล้วเกลื่อนไป ดอกไม้หล่นไป ดอกไม้บาน สีขาวๆ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ฤาษีทั้งหลายสวมชฎามีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์ทั้งเล็บ ทรงผ้าเปลือกไม้กรอง ย่อมยังอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ฤาษีทั้งหลายทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดีในความกำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศรีษะ ทรงธุลีละอองและของเปรอะเปื้อน
ล้วนอยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีเหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญา เหาะเหินเดินอากาศได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่อมทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม ครั้งนั้น ข้าพระองค์อันศิษย์เหล่านั้นแวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน ก็สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคมหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นยังความมืดให้พินาศไป ครั้งนั้นศิษย์คนหนึ่งได้มายังสำนักของข้าพระองค์ เขาประสงค์จะเรียนลักษณะชื่อว่าฉฬังคะ ในคัมภีพระเวทพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นมหามุนี ทรงอุบัติขึ้นในโลก เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์เป็นผู้ยินดี ร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่มานอน ออกจากอาศรมแล้ว พูดดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าผู้มีลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศิษย์เหล่านั้นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนถึงที่สุดในสัทธรรม แสวงหาประโยชน์อย่างเยี่ยมได้รับปากว่า ดีแล้ว ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎามีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ เสาะหาประโยชน์อย่างเยี่ยม ได้ออกจากป่าไป สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่าอัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์ถือเศวตฉัตรกั้นถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ครั้นกั้นถวายวันหนึ่งแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี
เชษฐของโลก ประเสริฐกว่านรชนประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นเศวตฉัตรให้เราด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเมื่อผู้นี้เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ ชนทั้งหลายจักคอยกั้นเศวตฉัตรให้ทุกเมื่อนี้เป็นผลแห่งการกั้นฉัตรถวาย ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัปจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๑,๘๐๐
พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร จักเสด็จอุบัติ กำจัดความมืดมนอนธการให้พินาศ เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพานในระหว่างกาล นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้ทำกรรม คือ ได้กั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธเจ้ามา ข้าพระองค์ไม่รู้จักเศวตฉัตรที่ไม่ถูกกั้น ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ทุกวันนี้ เหนือศรีษะของข้าพระองค์ได้มีการกั้นเศวตฉัตรซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิตย์ โอข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้วแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้ว วิชชา๓ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้เสร็จแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้กระทำแจ้งแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกฉัตติยเถราปทาน
จบ ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน