arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค

๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในภัททาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค ปัตโถทนทายกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๒๓–๒๕

หน้า ๒๓

[๑๖๖] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ถวายทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู[๑๖๗-๑๖๙] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘

๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน

บุพประวัติของพระปัตโถทนทายกเถระ

ว่าด้วยผลเห่งการถวายข้าวสาสีหนึ่งแล่ง

(ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๙} [๑๗๐] เมื่อก่อน เราเป็นคนชอบเที่ยวในป่า ประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่งแล้วได้ไปทำงาน

[๑๗๑] ณ ที่นั้น เราได้พบพระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เสด็จออกจากป่าเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ทำจิตให้เลื่อมใส[๑๗๒] เราประกอบในทางการงานของคนอื่น และบุญของเราก็ไม่มีมีแต่ข้าวสุกแห่งข้าวสาสีอยู่แล่งหนึ่ง เราจะนิมนต์พระมุนีนี้ให้เสวย[๑๗๓] เราจึงหยิบข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภูเมื่อเราจ้องดูอยู่ พระมหามุนีทรงเสวยแล้ว

หน้า ๒๔

[๑๗๔] เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไปสู่ภพดาวดึงส์

[๑๗๕] เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรติ ๓๓ ครั้ง

[๑๗๖] ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่ง[๑๗๗] เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์มิได้มีแก่เราเลย นี้เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่ง[๑๗๘] โภคทรัพย์เปรียบด้วยกระแสน้ำเกิดขึ้นแก่เราเรา ไม่สามารถจะนับได้ นี้เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่ง

[๑๗๙] เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้, ฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่ง[๑๘๐] ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานไว้ ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่ง[๑๘๑-๑๘๓] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ ปัตโถทนทายกเถราปทานที่ ๙

หน้า ๒๕

๑๐. มัญจทายกเถราปทาน

บุพประวัติของพระมัญจทายกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการทำเตียงถวายสงฆ์

(ท่านพระมัญจทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๐} [๑๘๔] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณาปรินิพพานแล้ว เมื่อปาพจน์ มีความแพร่หลาย เทวดาและมนุษย์พากันสักการะแล้ว[๑๘๕] ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาลทำเก้าอี้ยาวและตั่งเลี้ยงชีพ ด้วยการงานนั้น และเลี้ยงดูลูก ๆ ก็ด้วยการงานนั้น

[๑๘๖] เราเลื่อมใสแล้วทำเก้าอี้ยาวอย่างดีด้วยมือทั้งสองของตน แล้วได้เข้าไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง[๑๘๗] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์[๑๘๘] เราไปสู่เทวโลกบันเทิงอยู่ในหมู่ชาวไตรทศ ที่นอนมีค่ามาก เกิดขึ้นตามความปรารถนาที่ตั้งไว้[๑๘๙] เราได้เป็นจอมเทพเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง[๑๙๐] และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียงนอน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปาพจน์ คำเป็นประธาน หมายถึงพระพุทธพจน์ซึ่งได้แก่พระธรรมวินัย (นัย ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๕)

จบ ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน