พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค
๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๒ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๘๔–๘๖
๓.๘ ปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
บุพประวัติของพระปิณโฑลภารทวาชเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม
(ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๐} [๖๑๓] ครั้งนั้น พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นบุคคล ผู้เลิศ ประทับอยู่บนภูเขาจิตตกูฏ ข้างหน้าภูเขาหิมวันต์[๖๑๔] เราเป็นพญาเนื้อผู้ไม่มีความกลัว สามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งสัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียงของเราแล้ว ย่อมครั่นคร้าม[๖๑๕] เราคาบเอาดอกปทุมที่บานดีแล้วเข้าไปหาพระนราสภเจ้า ได้ บูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ[๖๑๖] เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่านรชน ในสี่ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้บันลือสีหนาท[๖๑๗] พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลกทรงรับเครื่องบูชาของเรา แล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้[๖๑๘] ทวยเทพทั้งปวงทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วมาชุมนุม
กันกล่าวว่า “พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าอัญเดียรถีย์ทั้งหลาย
เสด็จมาแล้ว พวกเราจักฟังธรรมของพระองค์นั้น”
[๖๑๙] พระมหามุนีผู้ทรงเห็นการณ์ไกล ผู้เป็นนายกของโลก ทรง ประกาศเสียงของเราข้างหน้าของทวยเทพและมนุษย์ผู้ประกอบ ด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า
[๖๒๐] “ผู้ใดได้ถวายดอกปทุมนี้และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจพังคำเรากล่าวเถิด
[๖๒๑] ในกัปที่ ๘ แต่ภัทรกัปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ ด้วยรัตนะ ๗ ประการ จักเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔
[๖๒๒] จักเสวยความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ทรงมีกำลังมาก มีพระนามว่าปทุม
[๖๒๓] ในที่สุดแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่ง สมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๖๒๔] เมื่อพระศาสดาพระองศ์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พญา สีหะนี้จักเป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์ แล้ว บวชในพระศาสนาของพระศาสดาพระองศ์นั้น[๖๒๕] เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนด รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน
[๖๒๖] ณ เสนาสนะอันสงัด ปราศจากชน คลาคล่ำด้วยเนื้อร้าย จัก กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน”
[๖๒๗] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปิณโฑลภารทวาชเถราปทานที่ ๘
๓.๙ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
บุพประวัติของพระขทิรวนิยเรวตเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก
(ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๑} [๖๒๘] มีแม่น้ำชื่อภาคีรถีเกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ ท่าอันขรุขระ พาคนส่งข้ามจากฝั่งโน้นมายังฝั่งนี้[๖๒๙] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นนายกของโลก สูงสุด กว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ จักข้ามกระแสแม่นํ้า[๖๓๐] เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือที่นายช่าง ตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภเจ้า[๖๓๑] ก็พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วขึ้นเรือขนาน พระศาสดาประทับ ยืน ณ ท่ามกลางนํ้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๖๓๒] “ผู้ใดข้ามส่งพระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้น จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น[๖๓๓] วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดังเรือ จักเกิด แก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ[๖๓๔] ในกัปที่ ๕๘ ผู้นี้จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าตารณะ ครอบครองแว่นแคว้นเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔[๖๓๕] ในกัปที่ ๕๗ จักเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าจัมพกะ ทรงมีกำลัง มาก จักรุ่งเรืองดังดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น
จบ ๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘)