arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปิลินทวรรค

๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปิลินทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สตฺตมํ คิริมานนฺทตฺเถราปทานํ (๓๙๗)

คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ (๓๙๗)

ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

บาลี (สยามรัฐ)

ภริยา เม กาลํ กตา ปุตฺโต สีวถิกํ คโต

มาตา ๑ ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตมฺหิ ๒ ฑยฺหเร ฯ

เตน โสเกน สนฺตตฺโต กิโส ปณฺฑุ อโหสหํ

จิตฺตุกฺเขปญฺจ ๓ เม อาสิ เตน โสเกน อฑฺฑิโต ฯ

โสกสลฺลปเรโตปิ ๔ วนนฺตํ อุปสงฺกมึ

ปวตฺตผลํ ภุญฺชิตฺวา รุกฺขมูเล วสามหํ ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ชิโน

มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ๕ ฯ

ปทสทฺทํ สุณิตฺวาน สุเมธสฺส มเหสิโน

ปคฺคเหตฺวานหํ สีสํ โอโลเกสึ มหามุนึ ฯ

อุปคญฺฉิ ๖ มหาวีโร ปีติ เม อุปปชฺชถ

ตทาสิ เมกคฺคมโน ทิสฺวา ตํ โลกนายกํ ฯ

สตึ ปฏิลภิตฺวาน ปณฺณมุฏฺฐึ อทาสหํ

นิสีทิ ภควา ตตฺถ อนุกมฺปาย จกฺขุมา ฯ

นิสชฺช ตตฺถ ภควา สุเมโธ โลกนายโก

ธมฺมํ เม กถยิ พุทฺโธ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ

อนวฺหตา ๑ ตโต อาคา ๒ นานุญฺญาตา อิโต คตา

ยถา คตา ตถา คตา ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

ยถาปิ ปตฺติกา ๓ สตฺตา วสฺสมานาย วุฏฺฐิยา

สภตฺเต ๔ อุปคจฺฉนฺติ วสฺสาย ๕ ปตนาย เต ฯ

วสฺเสว ๖ เต โอรมิเต สมฺปยนฺติ ยทิจฺฉกํ

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

อาคนฺตุกา ปาหุนกา จลิเตทิตกมฺปิกา ๗

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

ยถาปิ อุรโค ชิณฺณํ หิตฺวา คจฺฉติ สนฺตนน ๘

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ สนฺตนน อิธ หิยฺยเร ฯ

พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย โสกสลฺลํ วิวชฺชยึ

ปามุชฺชํ ชนยิตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทหํ ฯ

วนฺทิตฺวาน มหานาคํ คิริมญฺชริ ๙ ปูชยี

ทิพฺพคนฺเธน สมฺปนฺนํ สุเมธํ โลกนายกํ ฯ

ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ สิเร กตฺวาน อญฺชลึ

อนุสฺสรํ คุณคฺคานิ สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

วิติณฺโณสิ ๑๐ มหาวีร สพฺพญฺญู โลกนายโก

สพฺเพ สตฺเต อุทฺธเรสิ ญาเณน ตฺวํ มหามุเน ฯ

วิมตึ เทฺวฬฺหกํ วาปิ สญฺฉินฺทสิ มหามุเน

ปฏิปาเทสิ เม มคฺคํ ตว ญาเณน จกฺขุม ฯ

อรหา สิทฺธิปตฺตา ๑ จ ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา

อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตาวเท ฯ

ปฏิปนฺนา จ เสขา จ ผลฏฺฐา สนฺติ สาวกา ฯ

สูโรทเยว ปทุมา ปุปฺผนฺติ ตว สาวกา ฯ

มหาสมุทฺโท วกฺโขพฺโภ อตุโลปิ ทุรุตฺตโร

เอวํ ญาเณน สมฺปนฺโน อปฺปเมยฺโยสิ จกฺขุม ฯ

วนฺทิตฺวาหํ โลกชินํ จกฺขุมนฺตํ มหายสํ

จตุทฺทิสา ๒ นมสฺสนฺโต ปฏิกุฏิโก อคญฺฉหํ ฯ

เทวโลกา จวิตฺวาน สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต

โอกฺกมึ มาตุยา กุจฺฉึ สนฺธาวนฺโต ภวาภเว ฯ

อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ

อาตาปี นิปโก จาปิ ปฏิสลฺลานโคจโร ฯ

ปธานํ ปทหิตฺวาน โตสยิตฺวา มหามุนึ

จนฺโทวพฺภฆนา มุตฺโต วิจรามิ อหํ สทา ๓ ฯ

วิเวกมนุยุตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ พุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา คิริมานนฺโท เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

คิริมานนฺทตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อฏฺฐมํ สลฬมณฺฑปิยตฺเถราปทานํ (๓๙๘)

๑ ม. มาตา ปิตา มตา ภาตา ฯ ๒ ยุ. เอกจิตกมฺหิ ... ฯ ๓ ม. จิตฺตกฺเขโป จ ... ฯ

๔ ม. ยุ. โสกสลฺลปเรโตหํ ฯ ๕ ม. สนฺติกํ ฯ ๖ ม. อุปาคเต มหาวีเร ฯ

๑ ม. อนวฺหิตา ฯ ๒ ม. ยุ. อาคุํ ฯ ๓ ม. ยุ. ปถิกา ฯ ๔ ม. ยุ. สภณฺฑา ฯ

๕ ม. ยุ. วสฺสสฺสาปตนาย ... ฯ ๖ ยุ. วสฺเส เอเต ฯ ๗ ม. ยุ. จลิเตริตกมฺปิตา ฯ

๘ ม. สํ ตจํ ... ฯ ๙ ยุ. คิรปญฺชลึ ฯ ๑๐ ม. ยุ. นิตฺติณฺโณสิ ฯ

๑ ม. ... วสิปตฺตา จ ฯ ๒ ม. ยุ. ปุถุทิสา ฯ ๓ ยุ. ตทา ฯ

ฉบับหลวง

ภริยาของเราทำกาละแล้ว บุตรของเราก็ไปสู่ป่าช้า มารดา บิดา และพี่ชายเราเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน เพราะความเศร้าโศกนั้น เราเป็นผู้เร่าร้อนเป็นผู้ผอมเหลือง จิตของเราฟุ้งซ่าน เพราะเราประกอบด้วยความเศร้าโศกนั้น เรามากด้วยลูกศรคือความโศกจึงเข้าไปสู่ชายป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้ พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา เราได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เราในกาลนั้น

เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้วมีใจไม่ฟุ้งซ่านกลับได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธผู้เป็นนายกของโลก ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกแก่เราว่า ชนเหล่านั้น ใครมิได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง ใครมิได้อนุญาตให้ไปก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้วฉันใด ก็ไปฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัยในโรงเพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้ว เขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น

จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น แขกผู้จรมาเป็นผู้สั่นหวั่นไหว ฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่กายเดิม ฉันใดมารดาบิดาของท่าน ก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้นเราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้ ยังความปราโมทย์ให้เกิดแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายบังคมแล้วได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขาคือกิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอันเป็นทิพย์ พระนามว่าสุเมธ เป็นนายกของโลก ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรอนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า

พระองค์เป็นสัพพัญญู เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้วยังทรงรื้อขนสรรพสัตว์ด้วยพระญาณอีก ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุพระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ยังทรงยังมรรคให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วยพระญาณของพระองค์ พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นสาวกของพระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือนดอกปทุมเมื่อพระอาทิตย์อุทัย มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มีอะไรเหมือน ยากที่จะห้ามได้ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ

พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณก็ประมาณไม่ได้ ฉันนั้น เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลก มีจักษุ มียศมากนมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป เราเคลื่อนจากเทวโลกแล้ว รู้สึกตัวกลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ลงสู่ครรภ์มารดา ออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้งความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจากกิเลสดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวกสงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ในกัลปที่ ๓ หมื่น แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอวิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ คิริมานันทเถราปทาน.

จบ ๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗)