arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ขัตติยกัญญาวรรค

๕. สุกกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในขัตติยกัญญาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปญฺจมํ สุกฺกาเถริยาปทานํ (๓๕)

สุกกาเถริยาปทานที่ ๕

ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ขัตติยกัญญาวรรค สุกกาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ

ตทาหํ พนฺธุมติยํ ชาตา อญฺญตเร กุเล

ธมฺมํ สุตฺวาน มุนิโน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ปฏิภาณวตี ตถา

วิจิตฺตกถิกา จาปิ ชินสาสนการิกา ฯ

ตทา ธมฺมกถํ กตฺวา หิตาย ชนตํ สทา ๑

ตโต จุตาหํ ตุสิตํ อุปปนฺนา ยสสฺสินี ฯ

เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป สิขี วิย สิขี ชิโน

ตปนฺโต ยสสา โลกํ ๒ อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

ตทาปิ ปพฺพชิตฺวาน พุทฺธสาสนโกวิทา

โชเตตฺวา ชินวากฺยานิ ตโตปิ ติทิวงฺคตา ฯ

เอกตฺตึเส ๓ อิโต กปฺเป เวสฺสภู นาม นายโก

อุปฺปชฺชิตฺถ มหายานี ตทาปิจ ตเถวหํ ฯ

ปพฺพชิตฺวา ธมฺมธรา โชตยึ ชินสาสนํ

คนฺตฺวา มรุปุรํ รมฺมํ อนุโภมิ ๑ มหาสุขํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป กกุสนฺโธ ชินุตฺตโม

อุปฺปชฺชิ นรสทฺทูโล ๒ ตทาปิจ ตเถวหํ ฯ

ปพฺพชึ ๓ ชินสาสนํ โชตยิตฺวา ยถายุกํ ๔

ตโต จุตาหํ ติทสํ อคํ สภวนํ ยถา ฯ

อิมสฺมึเยว กปฺปมฺหิ โกนาคมนนายโก

อุปฺปชฺชิ วทตํ ๕ วโร สพฺพสตฺตานมุตฺตโม ฯ

ตทาปิ ปพฺพชิตฺวาน สาสเน ตสฺส ตาทิโน

พหุสฺสุตา ธมฺมธรา โชตยึ ชินสาสนํ ฯ

อิมสฺมึเยว กปฺปมฺหิ กสฺสโป มุนิ สตฺตโม ๖

อุปฺปชฺชิ โลกสรโณ อรโณ มรณนฺตคู ฯ

ตสฺสาปิ นรธีรสฺส ปพฺพชิตฺวาน สาสเน

ปริยาปุฏสทฺธมฺมา ปริปุจฺฉาวิสารทา ฯ

สุสีลา ลชฺชินี เจว ตีสุ สิกฺขาสุ โกวิทา

พหุํ ธมฺมกถํ กตฺวา ยาวชีวํ มหามุเน ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม ฯ

ชาตา เสฏฺฐิกุเล ผีเต มหารตนสญฺจเย ฯ

ยทา ภิกฺขุสหสฺเสน ปเรโต ๑ โลกนายโก

อุปาคมิ ราชคหํ สหสฺสกฺเขหิ ๒ วณฺณิโต ฯ

ทนฺโต ทนฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ

วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ

สิงฺคินิกฺขสวณฺโณ

ราชคหํ ปาวิสิ ภควา ฯ

ทิสฺวา พุทฺธานุภาวนฺตํ สุตฺวา จ ๓ คุณสญฺจยํ

พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ปูชยึ ตํ มหพฺพลํ ๔ ฯ

อปเรน จ กาเลน ธมฺมทินฺนาย สนฺติเก

อคารา นิกฺขมิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

เกเสสุ ฉิชฺชมาเนสุ กิเลเส ฌาปยึ อหํ

อุคฺคหึ สาสนํ สพฺพํ ปพฺพชิตฺวา น จิเรนหํ ฯ

ตโต ธมฺมํ อเทเสสึ มหาชนสมาคเม

ธมฺเม เทสิยมานมฺหิ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ

เนกปาณสหสฺสานํ ตํ วิทิตฺวา วิชิมฺหิโต ๕

อภิปฺปสนฺโน เม ยกฺโข คมิตฺวาน ๖ คิริพฺพชํ ฯ

กึ เม กตา ราชคเห มนุสฺสา มธธ ปีตาว อจฺฉเร

เย สุกฺกํ น ปยิรุปาสนฺติ เทเสนฺตึ อมตํปทํ ฯ

ตญฺจ ปน อปฺปฏิวานิยํ อเสจนกโมชวํ

ปิวนฺติ มญฺเญ สปฺปญฺญา วลาหกมิวทฺธคู ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ มม มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ สุกฺกา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สุกฺกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. พหุํ ฯ ยุ. ...ชนสํสรึ ฯ ๒ ม. โลเก ฯ ๓ ม. ยุ. เอกตฺตึเสว กปฺปมฺหิ ฯ

๑ ม. ยุ. อนุโภสึ ฯ ๒ โป. นรสทฺทุโน ฯ ม. นรสรโณ ฯ ยุ. วรสทฺทูโล ฯ

๓ ม. ยุ. ปพฺพชิตฺวา มุนิมตํ ฯ ๔ ยุ. ยถาสุขํ ฯ ๕ ยุ. อุปฺปชฺชิ จ ทีปวโร ฯ

๖ ม. มุนิมุตฺตโม

๑ ม. ปริวุโต ฯ ๒ ม. ยุ. สหสฺสกฺเขน ฯ ๓ ม. ว ฯ ๔ ม. ยุ. ยถาพลํ ฯ

๕ ม. ยุ. ติวิมฺหิโต ฯ ๖ ม. ยุ. ภมิตฺวาน ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามว่าวิปัสสี มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมดี ได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้ว ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงธรรม มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อประโยชน์แก่ประชุมชนทุกสมัย หม่อมฉันเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็นเทพธิดามียศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าสิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในโลกด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิตเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาดในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่างแล้วไปสู่ภพดาวดึงส์ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้

พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภูมีธรรมดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อน บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เมืองมรุน่ายินดี ได้เสวรความสุขมากในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระนามว่ากกุสันธะประเสริฐกว่านรชนเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อนบวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตนในภัทรกัปนี้แล

พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าโกนาคมน์ผู้ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระองค์ผู้คงที่เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างในภัทรกัปนี้เหมือนกัน พระมุนีพระนามว่ากัสสป มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วหม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากรพระองค์นั้นศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขาแสดงธรรมกถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปสู่ภพดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่เจริญสั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพัน เป็นบริวารสรรเสริญแล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์.

พระผู้มีพระภาคทรงฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสมีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่งทองสิงคี พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่งเคยเป็นชฏิล ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์.

หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุมแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมากเวลาต่อ หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณีในสำนักพระธรรมทินนาเถรีหม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นานศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว แต่นั้นได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหาชน เมื่อหม่อมฉันกำลังแสดงอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชุมชนหลายพันมียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดอัศจรรย์ใจ เลื่อมใสต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระนครราชคฤห์ พวกมนุษย์ในพระนครราชคฤห์อันหม่อมฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าน้ำผึ้งอยู่มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกาผู้แสดงอมตบท

อันเป็นเหตุไม่ให้ถอยกลับ ให้เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็นจะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกลหาน้ำฝนดื่ม ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบสุกกาเถริยาปทาน.

จบภาณวารที่ ๕.

จบ ๕. สุกกาเถริยาปทาน