arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ขัตติยกัญญาวรรค

๓. อุปลทายิกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในขัตติยกัญญาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ตติยํ อุปฺปลทายิกาเถริยาปทานํ (๓๓)

อุปลทายิกาเถริยาปทานที่ ๓

ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปลทายิกาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ขัตติยกัญญาวรรค อุปลทายิกาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

นคเร อรุณวติยา อรุโณ นาม ขตฺติโย

ตสฺส รญฺโญ อหํ ภริยา เอกจฺจํ วาทยามหํ ฯ

รโหคตา นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา

กุสลํ เม กตํ นตฺถิ อาทาย คมิยํ มม ฯ

มหาภิตาปํ กฏุกํ โฆรรูปํ สุทารุณํ

นิรยํ นูน คจฺฉามิ เอตฺถ เม นตฺถิ สํสโย ฯ

เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ปหํเสตฺวาน มานสํ

ราชานํ อุปคนฺตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อิตฺถี นาม มยํ เทว ปุริสา น ๑ ภวาม โน

เอกํ เม สมณํ เทหิ โภชยิสฺสามิ ขตฺติย ฯ

อทาสิ เม ตทา ราชา สมณํ ภาวิตินฺทฺริยํ

ตสฺส ปตฺตํ คเหตฺวาน ปรมนฺเนน ปูรยึ ฯ

ปูเรตฺวา ปรมํ อนฺนํ สห ๑ สุคนฺธเลปนํ

มหาเจเลน ฉาเทตฺวา อทาสึ ตุฏฺฐมานสา ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

สหสฺสเทวราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ

สหสฺสจกฺกวตฺตีนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

นานาวิธํ พหุํ อญฺญํ ๒ ตสฺส กมฺมผลํ ตโต ฯ

อุปฺปลสฺเสว เม วณฺโณ อภิรูปา สุทสฺสนา

อิตฺถี สพฺพงฺคสมฺปนฺนา อภิชาตา ชุตินฺธรา ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ สากิเย กุเล

นารีสหสฺสปาโมกฺขา สุทฺโธทนสุตสฺสหํ ฯ

นิพฺพินฺทิตฺวา อคาเรหํ ปพฺพชึ อนคาริยํ

สตฺตมีรตฺติมปฺปตฺตา ๓ จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

ปริเมตุํ น สกฺโกมิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ

ยํ มยฺหํ ปุริมํ ๔ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุนิ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตํ พหุํ มยา ๕ ฯ

เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ

ทุเว คตี ปชานามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ

อญฺญํ คตึ น ชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ

อุจฺเจ กุเล ปชานามิ มหาสาเล ๑ มหทฺธเน

อญฺเญ กุเล น ชานามิ ปิณฺฑปาตสฺสิทํ ผลํ ฯ

ภวาภเว สํสริตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิตา

อมนาปํ น ปสฺสามิ โสมนสฺสสฺสิทํ ๒ ผลํ ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุนิ ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ มม มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อุปฺปลทายิกา ภิกฺขุนี ภควโต สมฺมุขา อิมา

คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุปฺปลทายิกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ...นิตฺตรา อหุ ฯ โป. ยุ. ปุริสาน ภรา มยํ ฯ

๑ โป. สหคนฺธวิเลปนํ ฯ ยุ. สหสฺสํ คนฺธเลปนํ ฯ ๒ ยุ. ปุญฺญํ ฯ ๓ ม. ...

สมฺปตฺตา ฯ ๔ ม. ปูริตํ ฯ ๕ ยุ. มม ฯ

๑ ยุ. ตโย สาเล ฯ ๒ ม. ยุ. โสมนสฺส กตํ ผลํ ฯ

ฉบับหลวง

พระเถรีกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครองราชสมบัติในพระนครอรุณวดี หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ บอกบุคคลบางคนว่าหม่อมฉันนั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ว่า กุศลที่เราจะเอาไปที่เราทำไว้ไม่มีเลย เราจะต้องไปสู่นรกอันมีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรงแสนทารุณเป็นแน่ในเรื่องนี้เราไม่มีความสงสัยเลย ครั้นหม่อมฉันคิดอย่างนี้แล้ว ยังใจให้ร่าเริงเข้าไปเฝ้าพระราชสวามีแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระขัตติยาธิบดีผู้ประเสริฐ หม่อมฉันเป็นสตรี จะไม่เคยเป็นบุรุษมิได้มี ขอพระองค์ได้โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักนิมนต์ท่านให้ฉัน ครั้งนั้นพระราชาได้ประทานสมณะองค์หนึ่งผู้อบรมอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันมีใจยินดีรับบาตรของท่านมาแล้ว เอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้ถวายผ้าผืนใหญ่ให้ท่านครอง แล้วได้ถวายบาตรนั้น พร้อมด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมและน้ำมันเครื่องไล้ทาอย่างดีด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปภพดาวดึงส์ ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งเทวราชหนึ่งพันองค์ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ทั้งได้ศุภผลอื่นมีอย่างต่างๆ มากมายซึ่งเป็นผลกรรมแห่งบิณฑบาตในคราวนั้นหม่อมฉันมีสีกายเหมือนดอกบัว เป็นหญิงมีรูปงาม น่าดู น่าชมถึงพร้อมด้วยองค์สมบัติทั้งปวงเป็นอภิชาตสตรี ทรงไว้ซึ่งความเปล่งปลั่งในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดในศากิยสกุล เป็นธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธนมหาราช เป็นหัวหน้าแห่งนารีหนึ่งพันเบื่อหน่ายในอาคารสถาน จึงออกบวชเป็นภิกษุณีถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุจตุราริยสัจ หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายกทายิกานำมาถวายได้ นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน หม่อมฉันสละวัตถุทานเป็นอันมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉันได้ถวายทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉันไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือเทวดา หรือมนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทานรู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมีทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่นนี่เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภคน้อยภพใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจเลย นี้เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษมีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิญาณเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า พระอุปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคด้วยประการฉะนี้แล.

จบอุปลทายิกาเถริยาปทาน.

จบ ๓. อุปลทายิกาเถริยาปทาน