arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ขัตติยกัญญาวรรค

๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในขัตติยกัญญาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อปทานแห่งพระเถรีบุตรีพราหมณ์

แปดหมื่นสี่พันที่ ๒

ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีแปดหมื่นสี่พันรูป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ขัตติยกัญญาวรรค จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

จูฬาสีติสหสฺสานิ พฺราหฺมณกุลสมฺภวา ๑

สุขุมาลหตฺถปาทา ปุเร ตุยฺหํ มหามุเน ฯ

เวสฺส สุทฺทกุเล ชาตา เทวา นาคา จ กินฺนรา

จตุทฺทีปา พหู กญฺญา ปุเร ตุยฺหํ มหามุเน ฯ

กาจิ ๒ ปพฺพชิตา อตฺถิ สพฺพทสฺสาวิโน พหู

เทวา จ กินฺนรา นาคา พุชฺฌิสฺสนฺติ ๓ อนาคเต ฯ

อนุโภตฺวา ยสํ สพฺพํ ปตฺวาน สพฺพสมฺปทา

ตุมฺหํ ๑ ปสาทํ ปฏิลทฺธา พุชฺฌิสฺสนฺติ อนาคเต ฯ

อเมฺห พฺราหฺมณธีตา ตุ พฺรหฺมญฺญกุลสมฺภวา

ลกฺขณา ๒ จ มหาวีร ปาเท วนฺทาม จกฺขุมา ฯ

อุปาหตา ภวา สพฺเพ มูลตณฺหา สมูหตา

สมุจฺฉินฺนา อนุสยา ปุญฺญสงฺขารทาลิตา ฯ

สมาธิโคจรา สพฺพา สมาปตฺติวสี ตถา ๓

ฌาเนน ธมฺมรติยา วิหริสฺสาม โน สทา ฯ

ภวเนตฺติ อวิชฺชา จ สงฺขาราปิ จ เขปิตา

สุทุทฺทสํ ปทํ คนฺตฺวา อนุชานิมฺห ๔ นายก ฯ

อุปการา ๕ มมํ ตุเมฺห ทีฆรตฺตํ คตทฺธิโน

จตุนฺนํ ๖ สํสยํ เฉตฺวา สพฺพา คจฺฉถ ๗ นิพฺพุตึ ฯ

วนฺทิตฺวา มุนิโน ปาเท กตฺวา อิทฺธิวิกุพฺพนํ

กาจิ ทสฺเสนฺติ อาโลกํ อนฺธการํ ๘ ตถาปรํ ฯ

ทสฺเสนฺติ จนฺทสุริเย สาครญฺจ สมจฺฉกํ

สิเนรุํ ปริภณฺฑญฺจ ทสฺเสนฺติ ปาริฉตฺตกํ ฯ

ตาวตึสญฺจ ภวนํ ยามํ ทสฺเสนฺติ อิทฺธิยา

ตุสฺสิตา ๙ นิมฺมิตา เทวา วสวตฺตี มหิสฺสรา ฯ

พฺรหฺมาโน กาจิ ทสฺเสนฺติ จงฺกมญฺจ มหารหํ

พฺรหฺมวณฺณญฺจ มาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺติ สุญฺญตํ ฯ

นานาวิกุพฺพนํ กตฺวา อิทฺธึ ทสฺสิย สตฺถุโน

ทสฺสยึสุ พลํ สพฺพา ปาเท วนฺทึสุ สตฺถุโน ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหม ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหม มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานาม ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ อมฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

พุทฺธานํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเตหิ ๑ ทสฺสิตํ

อธิการา ๒ พหู อเมฺห ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ยํ อมฺหํ ๓ ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สร ตํ มุนิ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญานุปจิตานิ โน ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ปทุมุตฺตโร มหามุนิ

ปุรํ หํสวตี นาม สมฺพุทฺธสฺส กุลาลยํ ๔ ฯ

ทฺวาเรน หํสวติยํ คงฺคา สนฺทติ สพฺพทา

อุพฺพาฬฺหา ๕ นทิยา ภิกฺขู คมนํ น ลภนฺติ เต ฯ

ทิวสํ เทฺว ๖ ตโย เจว สตฺตาหํ มาสิกํ ตโต

จาตุมาสมฺปิ สมฺปุณฺณํ คมนํ น ลภนฺติ เต ฯ

ตทา อหุ สตฺตสาโร ชชฺชิโย ๗ นาม รฏฺฐโก

โอรตีเร ๘ ภิกฺขโว ทิสฺวา เสตุํ ๙ คงฺคาย การยิ ฯ

ตทา สตสหสฺเสหิ เสตุํ คงฺคาย การยึ

สงฺฆสฺส ปาริเม ๑ ตีเร วิหารญฺจ อการยิ ฯ

อิตฺถิโย ปุริสา เจว อุจฺจานีจกุลานิ จ

ตสฺส เสตุํ วิหารํ ๒ จ สมภาคํ อกํสุ เต ฯ

อเมฺห อญฺเญ จ มนุชา วิปฺปสนฺเนน เจตสา

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา นคเร ชนปเทสุ จ ฯท

อิตฺถี ปุมา กุมารา จ พหู เจว กุมาริกา

เสตุโน จ วิหารสฺส วาลุกา อากิรึสุ เต ฯ

วีถิสมฺมชฺชนํ กตฺวา กทลีปุณฺณฆฏทฺธชา ๓

ธูปํ ๔ จุณฺณญฺจ มาลญฺจ การํ กตฺวาน สตฺถุโน ฯ

เสตุวิหาเร กตฺวาน นิมนฺเตตฺวา วินายกํ

มหาทานํ ททิตฺวาน สมฺโพธึ อภิปตฺถยึ ฯ

ปทุมุตฺตโร มหาวีโร ครุโก ๕ สพฺพปาณินํ

อนุโมทนิยํ กตฺวา ๖ พฺยากาสิ มหามุนิ ฯ

สตสหสฺเส อติกฺกนฺเต กปฺโป เหสฺสติ ภทฺทโก

ภวาภเว สุขํ ๗ ลทฺธา ปาปุณิสฺสติ โพธิยํ ฯ

เย ๘ เกจิ หตฺถกมฺมญฺจ กตาวี นรนาริโย

อนาคตสฺมิ อทฺธาเน สพฺเพ เหสฺสนฺติ สมฺมุขา ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน เจตนาปณิธีหิ จ

อุปฺปนฺนา เทวภวเน ๙ ตุยฺหนฺเต ๑๐ ปริจาริกา ฯ

ทิพฺพสุขํ อสงฺเขยฺยํ มานุสญฺจ อสงฺขิยํ

อนุโภนฺติ ๑ จิรํ กาลํ สํสริตฺวา ภวาภเว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป สุกตํ กมฺมสมฺปทํ

สุขุมาลิมนุสฺเสสุ ๒ อโถ เทวปุเร วเร ฯ

รูปโภคยสญฺเจว ๓ อโถ กิตฺติสุขํ ปิยํ

ลภาม สตตํ สพฺพํ สุกตํ กมฺมสมฺปทํ ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ชายาม ๔ พฺราหฺมเณ กุเล

สุขุมาลหตฺถปาทา สกฺยปุตฺตนิเวสเน ฯ

สพฺพกาลมฺปิ ปฐวึ น ปสฺสาม นลงฺกตํ

จิกฺขลฺลํ ๕ ภูมึ คมนํ น ปสฺสาม มหามุนิ ฯ

อคาราวสนฺเต อเมฺห สกฺการํ สพฺพกาลิกํ

อุปเนนฺติ สทา สพฺพํ ปุพฺพกมฺมผเลน ๖ โน ฯ

อคารํ ปชหิตฺวาน ปพฺพชิตฺวานคาริยํ

สํสารปถํ นิติณฺณา นตฺถิ ๗ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

อุปเนนฺติ สทา อเมฺห สหสฺสานิ ตโต ตโต ฯ

กิเลสา ฌาปิตามฺหากํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหราม อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต โน อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ จตุราสีติ พฺราหฺมณกญฺญาภิกฺขุนีสหสฺสานิ ภควโต สมฺมุขา

อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

จตุราสีติสหสฺสพฺราหฺมณกญฺญาเถรีนํ อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. พฺราหฺมญฺญกุลสมฺภวา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. เกจิ ฯ อิโต ปรํ

อีทิสเมว ฯ ๓ ม. ยุ. ผุสิสฺสนฺติ ฯ

๑ ยุ. ตฺวยิ ฯ ๒ ม. ยุ. เปกฺขโต โน ... ฯ ๓ ม. กตา ฯ ๔ ม. อนุชานาถ ฯ

๕ ม. ยุ. กตาวิโน ฯ ๖ ยุ. พหุนฺนํ ฯ ๗ ม. คจฺฉนฺตุ ฯ ๘ ม. อนฺธการมถาปรา ฯ

๙ ม. ตุสิตํ นิมฺมิเต เทเว ฯ

๑ ม. สงฺคมํ โน นิทสฺสิตํ ฯ ยุ. สงฺคมํ เต นิทสฺสิ ฯ ๒ ม. อธิการํ พหุํ อมฺหํ ฯ

๓ ม. ยํ อเมฺหหิ กตํ กมฺมํ ฯ ๔ ม. ยุ. กุลาสยํ ฯ ๕ ยุ. อุทฺทาลนทิวา ภิกฺขุ ฯ

๖ โป. ทิวญฺเจว รตฺติยา เจว ฯ ๗ ม. ยุ. ชฏิโล ฯ ๘ ม. ยุ. โอรุทฺเธ ฯ

๙ โป. ยุ. เสตุโน สตฺต ... ฯ

๑ ม. ยุ. โอริเม ฯ ๒ ยุ. วิหาเร ฯ ๓ ม. กทลีปุณฺณฆเฏ ธเช ฯ ยุ. กทลีปุณฺณกุฏธชา ฯ

๔ ยุ. ธูม... ฯ ๕ ม. ยุ. ตารโก ฯ ๖ ม. ยุ. กาสิ ชฏิลสฺส ฯ ๗ ม. ยุ. นุโภตฺวาน ฯ

๘ ม. กาจิ หตฺถปริกมฺมํ ฯ ยุ. เกจิ หตฺถปทํ กมฺมํ ฯ ๙ ม. ยุ. เทวภวนํ ฯ

๑๐ ม. ตา ฯ

๑ ม. ตุยฺหํ เต ปริจาเรม สํสริมฺห ภวาภเว ฯ ยุ. ตุยฺหํ โว ปริจาเร จ ฯ

๒ ม. ยุ. ... มนุสฺสานํ ฯ ๓ ม. รูปโภคยเสเจว อโถ กิตฺตึ จ สกฺกตํ ฯ

๔ ม. ชาตามฺห ฯ โป. ยุ. อชาตา ฯ ๕ ม. จิกฺขลฺลภูมิมสุจึ ฯ ๖ ยุ. ...ผลํ กโต ฯ

๗ ม. วีตราคา ภวามเส ฯ

ฉบับหลวง

ข้าแต่พระมุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีสมภพในสกุลพราหมณ์จำนวน๘๔,๐๐๐ มีมือและเท้าละเอียดอ่อน เกิดในศาสนาของพระองค์ข้าแต่พระมหามุนี หญิงที่เกิดในเวสสสกุล และสุททสกุล เทวดานาค กินนร และที่อยู่ในทวีปทั้งสี่มีมาก เกิดในศาสนาของพระองค์หญิงบางพวกบวชแล้ว มีความเห็นธรรมทั้งปวงก็มีมาก พวกเทวดากินนร นาค จักตรัสรู้ในอนาคต ชนทั้งหลายได้เสวยเกียรติยศทั้งปวง มั่งคั่งด้วยสรรพสมบัติได้ความเลื่อมใสในพระองค์ จักตรัสรู้ในอนาคต ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ส่วนหม่อมฉันทั้งหลายเกิดในสกุลพราหมณ์ เป็นธิดาของพราหมณ์ เป็นผู้มีโชคดีขอถวายบังคมพระยุคลบาท หม่อมฉันทั้งหลายกำจัดภพทั้งหมดแล้วถอนตัณหาอันเป็นรากเง่าขึ้นแล้ว ตัดอนุสัยขาดแล้ว ทำลายสังขารคือบุญหมดแล้ว หม่อมฉันทั้งปวงมีสมาธิเป็นโคจรชำนาญในสมาบัติ จักอยู่ด้วยฌานและความยินดีในธรรมทุกเมื่อ ข้าแต่พระองค์ผู้นายก หม่อมฉันทั้งหลายยังตัณหาที่นำไปสู่ภพ อวิชชา และแม้สังขารให้สิ้นไปแล้ว บรรลุถึงบทที่แสนยากจะเห็นได้แล้วทราบอยู่.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ท่านทั้งปวงมีอุปการะแก่เราผู้เดินทางไกลตลอดกาลนานมา จงตัดความสงสัยของบริษัทสี่แล้วจึงถึงความดับทุกข์เถิด.

พระเถรีเหล่านั้น ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระมุนีแล้วแสดงฤทธิ์ต่างๆ บางพวกแสดงแสงสว่าง บางพวกแสดงมืด บางพวกแสดงพระจันทร์ พระอาทิตย์ บางพวกแสดงทะเล พร้อมด้วยปลาบางพวกแสดงเขาสิเนรุ บางพวกแสดงเขาสัตตบริภัณฑ์ บางพวกแสดงต้นปาริฉัตตกะ บางพวกแสดงภพดาวดึงส์ บางพวกแสดงภพยามาด้วยฤทธิ์บางพวกแสดงเป็นเทวดาชาวดุสิต บางพวกแสดงเป็นเทวดาชาวนิมมานรดี บางพวกแสดงเป็นเทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดีมีอิสระมาก บางพวกแสดงเป็นพรหม บางพวกแสดงที่จงกรมอันควรแก่ค่ามาก บางพวกนิรมิตเพศเป็นพรหมแสดงสุญญตธรรม พระเถรีทั้งปวงครั้นแสดงฤทธิ์มีชนิดต่างๆ แล้วก็แสดงกำลังถวายพระศาสดา ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระยุคลบาทกราบทูลว่า

ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้บุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายมีญาณในอรรถะธรรมะนิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ความสมาคมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นนาถะของโลก พระองค์ทรงแสดงแล้ว

ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายมีอธิการเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมก่อนของหม่อมฉันทั้งหลาย หม่อมฉันทั้งหลายก่อสร้างบุญก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระนครหงสวดีเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสกุลของพระสัมพุทธเจ้า มีแม่น้ำคงคาไหลผ่านทางประตูพระนครหงสวดี ในกาลทั้งปวงภิกษุทั้งหลายเดือดร้อนเพราะแม่น้ำไปไหนไม่ได้ น้ำเต็มเปี่ยมวันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้างสัปดาห์หนึ่งบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง สี่เดือนบ้าง ภิกษุเหล่านั้นจึงไปไม่ได้

ครั้งนั้น รัฐบุรุษผู้หนึ่งมีนามว่าชัชชิยะ มีทรัพย์เป็นสาระของประโยชน์ของตนเห็นภิกษุทั้งหลาย ได้ให้นายช่างจัดสร้างสะพานที่ฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา ครั้งนั้นประชาชน ให้นายช่างสร้างสะพานที่แม่น้ำคงคาด้วยทรัพย์หลายแสนและรัฐบุรุษนั้น ได้ให้นายช่างสร้างวิหารที่ฝั่งโน้นถวายแก่สงฆ์ สตรี บุรุษ สกุลสูงและต่ำเหล่านั้น ได้ ให้สร้างสะพานและวิหาร ให้มีส่วนเท่ากันกับของรัฐบุรุษนั้นหม่อมฉันทั้งหลายและมนุษย์เหล่าอื่น ในพระนครและในชนบท มีจิตเลื่อมใส ย่อมเป็นธรรมทายาทแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สตรี บุรุษ กุมารและกุมารีมากด้วยกันต่างก็ขนเอาทรายมาเกลี่ยลงที่สะพานและวิหาร กวาดถนนแล้วยกต้นกล้วยหม้อมีน้ำเต็มและธงขึ้น

จัดธูป จุรณ และดอกไม้เป็นสักการะแด่พระศาสดา ครั้นสร้างสะพานและวิหารแล้ว นิมนต์พระพุทธเจ้าถวายมหาทานแล้วปรารถนาความตรัสรู้ พระมหามุนีปทุมุตระมหาวีรเจ้าผู้เป็นที่เคารพแห่งสรรพสัตว์ ทรงทำอนุโมทนาแล้ว ตรัสพยากรณ์ว่า เมื่อแสนกัปล่วงไปแล้ว จึงมีภัทรกัป บุรุษนี้ได้ความสุขในภพน้อยภพใหญ่แล้ว จักบรรลุโพธิญาณ บุรุษและสตรีที่ทำหัตถกรรมทั้งหมด จักมีในที่เฉพาะหน้าในอนาคตกาล ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ประชาชนเหล่านั้นเกิดในเทวโลกแล้ว เป็นบริจาริกาแห่งพระองค์ เสวยทิพยสุขและมนุษยสุขมากมายท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ตลอดกาลนาน ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้

หม่อมฉันทั้งหลายมีกุศลกรรมอันทำดีแล้ว ย่อมได้รูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศ ความสรรเสริญและความสุขเป็นที่รัก ซึ่งเป็นผลที่ปรารถนาทั้งปวงเนืองๆ ในหมู่มนุษย์ที่ละเอียดอ่อน และในเทวโลก ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันทั้งหลายเกิดในสกุลพราหมณ์ มีมือและเท้าละเอียดอ่อน และได้มาในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นดังว่าพระนิเวศน์แห่งพระศากยบุตรข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายย่อมไม่เห็นแผ่นดินที่เขาไม่ตกแต่ง และไม่เห็นภาคพื้นที่เป็นทางเดินลื่น แม้ตลอดกาลทั้งปวงเมื่อหม่อมฉันทั้งหลายอยู่ในอคารสถาน ประชุมชนก็นำสักการะทุกอย่างมาให้ตลอดกาลทั้งปวงเพราะผลแห่งกุศลกรรมในกาลก่อนหม่อมฉันทั้งหลายละอคารสถานแล้ว บวชเป็นภิกษุณีข้ามทางสงสารได้แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก พวกทายกทายิกาหลายพันแต่ที่นั้นๆ นำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชปัจจัยมาให้เสมอไป หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาหม่อมฉันทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ภิกษุณีบุตรีพราหมณ์ ๘๔,๐๐๐ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอปทานแห่งพระเถรีบุตรีพราหมณ์ ๘๔,๐๐๐.

จบ ๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทาน