arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค

๘. ยโสธราเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในกุณฑลเกสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อฏฺฐมํ ยโสธราเถริยาปทานํ (๒๘)

[๑]

ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘

ว่าด้วยบุพจริยาของพระยโสธราเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค ยโสธราเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปุรกฺขตา ภิกฺขุนีหิ สเตหิ สหสฺเสหิ สา ๒

มหิทฺธิกา มหาปญฺญา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สตฺถุโน จกฺกลกฺขเณ

นิสินฺนา เอกมนฺตมฺหิ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อฏฺฐสตฺตติวสฺสาหํ ปจฺฉิมา ๓ วตฺตยิ วยา

ปพฺภารมฺหิ อนุปฺปตฺตา อาโรเจมิ มหามุนึ ฯ

ปริปกฺโก วโย มยฺหํ ปริตฺตํ มม ๔ ชีวิตํ

ปหาย โว คมิสฺสามิ กตํ เม สรณมตฺตโน ฯ

วยมฺหิ ๕ ปจฺฉิเม กาเล มรณํ อุปรุทฺธติ

อชฺช รตฺตึ มหาวีร ปาปุณิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ

นตฺถิ ชาติ ชรา พฺยาธิ มรณญฺจ มหามุเน

อชรามราภยปุรํ ๖ คมิสฺสามิ อสงฺขตํ ฯ

ยาวตา ปริสา นาม สมุปาสนฺติ ๗ สตฺถุโน

อปราธํ ปชานนฺติ ขมนฺตํ สมฺมุขา มุเน ฯ

สํสริตฺวา ๑ จ สํสาเร ขลิตญฺเจ มมนฺตยิ ๒

อาโรเจมิ ๓ มหาวีร อปราธํ ขมสฺสุ เม ฯ

อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสหิ มม สาสนการิเก

ปริสานญฺจ สพฺพาสํ กงฺขํ ฉินฺทสฺสุ สาสเน ๔ ฯ

ยโสธรา อหํ วีร อคาเร เต ปชาปติ

สากิยมฺหิ กุเล ชาตา อิตฺถีองฺเค ๕ ปติฏฺฐิตา ฯ

ถีนํ สตสหสฺสานํ นวุตีนํ ฉฬุตฺตริ

อคาเร เต อหํ วีร ปาโมกฺขา สพฺพมิสฺสรา ฯ

รูปาจารคุณูเปตา โยพฺพนฏฺฐาปิ ๖ สพฺพทา

สพฺพา มํ อปจายนฺติ เทวตา วิย มานุสา ฯ

กญฺญาสหสฺสปมุขา ๗ สกฺยปุตฺตนิเวสเน

สมานสุขทุกฺขา ตา เทวตา วิย นนฺทเน ฯ

กามธาตุมติกฺกนฺตา ๘ ปณฺฑิตา ๙ รูปธาตุยา

รูเปน สทิสา นตฺถิ ฐเปตฺวา โลกนายกํ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิทฺธึ ทสฺเสสิ สตฺถุโน

เนกา นานาวิธาการา มหาอิทฺธีปิ ทสฺสยิ ฯ

จกฺกวาฬสมํ กายํ สีสํ อุตฺตรโต กุรุ

อุโภ ปกฺขา ทุเว ทีปา ชมฺพูทีปํ สรีรโต ฯ

ทกฺขิณญฺจ สรํ ปิญฺฉํ นานาสาขา ตุ ปตฺตกา

จนฺทญฺจ สูริยญฺจกฺขี เมรุปพฺพตโต สิขํ ฯ

จกฺกวาฬคิรึ ตุณฺฑํ ชมฺพูรุกฺขํ สมูลกํ

วีชมานา อุปาคนฺตฺวา วนฺทเต โลกนายกํ ฯ

หตฺถิวณฺณํ ตเถวสฺสํ ปพฺพตํ ชลชนฺตถา ๑

จนฺทญฺจ สุริยํ เมรุํ สกฺกวณฺณญฺจ ทสฺสยิ ฯ

ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม

สหสฺสโลกธาตูนํ ผุลฺลปทฺเธน ๒ ฉาทยิ ฯ

พฺรหฺมวณฺณญฺจ มาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ สุญฺญตํ

ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ มยฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

พุทฺธานํ ๓ โลกนาถานํ สงฺคมํ เต สุทสฺสิตํ ๔

อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ยํ มยฺหํ ปุริมํ ๕ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุเน

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ

อภพฺพฏฺฐาเน วชฺชิตฺวา วารยิตฺวา อนาจรํ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร สญฺจตฺตํ ๖ ชีวิตํ มยา ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ภริยตฺถายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ อุปการายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ โภชนตฺถายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ชีวิตานิ ปริจฺจชึ

ภยโมกฺขํ กริสฺสนฺติ ททามิ ๑ มม ชีวิตํ

องฺคคเต อลงฺกาเร วตฺเถ นานาวิเธ พหู

อิตฺถีภณฺเฑ น คุยฺหามิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ธนธญฺญปริจฺจาคํ คามานิ นิคมานิ จ

เขตฺตํ ปุตฺตา จ ธีตา จ ปริจตฺตํ ๒ มหามุนิ ฯ

หตฺถี อสฺสํ ควญฺจาปิ ทาสิโย ปริจาริกา

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตา อสงฺขยา ฯ

ยํ มยฺหํ ปฏิมนฺเตสิ ทานํ ทสฺสามิ ยาจเก

วิมนํ เม น ปสฺสามิ ททโต ทานมุตฺตมํ ฯ

นานาวิธํ พหุํ ทุกฺขํ สํสาเร จ พหุวิเธ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร อนุภุตฺตํ ๓ อสงฺขยํ ฯ

สุขปฺปตฺตานุโมทามิ น จ ทุกฺเขสุ ทุมฺมนา

สพฺพตฺถ ตุสิตา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ ฯ

อนุมคฺเคน สมฺพุทฺโธ ยํ ธมฺมํ อภินีหริ

อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ ปตฺโต โพธึ มหามุนิ ฯ

พฺรหฺมเทวญฺจ สมฺพุทฺธํ โคตมํ โลกนายกํ

อญฺเญสํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเต พหุํ มยา ฯ

อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ

คเวสนฺตี ๑ พุทฺธธมฺมํ อหนฺเต ปริจาริกา ฯ

กปฺปสตสหสฺเส จ จตุโร จ อสงฺขเย

ทีปงฺกโร มหาวีโร อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ

ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ

ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ%

เตน กาเลน โส อาสิ สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ

มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ อายโต สพฺพทสฺสิโน ฯ

เตน กาเลนหํ อาสึ กญฺญา พฺราหฺมณสมฺภวา

สุมิตฺตา นาม นาเมน อุปคญฺฉึ สมาคมํ ฯ

อฏฺฐ อุปฺปลหตฺถานิ ปูชนตฺถาย สตฺถุโน

อาทาย ชนสฺส มชฺเฌ อทฺทสํ อิสิมุตฺตมํ ๒ ฯ

จิรานุคตํ ทยิตํ ๓ อติกฺกนฺตํ ๔ มโนหรํ

ทิสฺวา ตทา อมญฺญิสฺสํ สผลํ ชีวิตํ มม ฯ

ปรกฺกมนฺตํ สผลํ อทฺทสํ อิสิโน ตทา

ปุพฺพกมฺเมน สมฺพุทฺเธ จิตฺตญฺจาปิ ปสีทิ เม ฯ

ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาเทสึ อิเส อุทคฺคมานเส ๑

เทยฺยํ อญฺญํ น ปสฺสามิ เทมิ ปุปฺผานิ เต อิเส ฯ

ปญฺจ หตฺถา ตว โหนฺตุ ตโย โหนฺตุ มมํ อิเส

เตน สทฺธึ สมา โหนฺตุ โพธิตฺถาย ๒ ตว อิเส ฯ

จตุตฺถํ ภาณวารํ ฯ

อิสิ คเหตฺวา ปุปฺผานิ อาคจฺฉนฺตํ มหายสํ

ปูเชสิ ชนสฺส มชฺเฌ โพธิตฺถาย มหาอิสึ ฯ

ปสฺสิตฺวา ชนสฺส มชฺเฌ ทีปงฺกรมหามุนิ

วิยากาสิ มหาวีโร อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ทีปงฺกรมหามุนิ

มม กมฺมํ วิยากาสิ อุชุภาวํ มหามุนิ ฯ

สมจิตฺตา สมกมฺมา สมการี ภวิสฺสติ

ปิยา เหสฺสติ กมฺเมน ตุยฺหตฺถาย มหาอิเส ฯ

สุทสฺสนา สุปิยา จ มนาปา ๓ ปิยวาทินี

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา วิหริสฺสติ ๔ อิทฺธิกา ฯ

ยถาปิ ภณฺฑสามุคฺคํ อนุรกฺขนฺติ สามิโน

เอวํ กุสลธมฺมานํ อนุรกฺขิสฺสเต อยํ ฯ

ตสฺส ตํ ๕ อนุกมฺปนฺติ ปูรยิสฺสติ ปารมี

สีโหว ปญฺชรํ หิตฺวา ๖ ปาปุณิสฺสติ โพธิยํ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ มํ พุทฺโธ วิยากริ

ตํ วาจํ อนุโมทนฺตี เอวํการี ภวึ อหํ ฯ

ตสฺส กมฺมสฺส สุกตสฺส ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ

เทวมานุสกํ โยนึ อนุโภตฺวา อสงฺขยํ ฯ

สุขทุกฺขํ อนุโภตฺวาน ๑ เทเวสุ มานุเสสุ จ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ สากิเย กุเล ฯ

รูปวตี โภควตี ยสสีลวตี ตโต

สพฺพงฺคสมฺปทา โหมิ กุเลสุ ปติสกฺกตา ๒ ฯ

ลาภสิโลกสกฺการํ โลกธมฺมสมาคมํ

จิตฺตญฺจ ทุกฺขิตํ นตฺถิ วสามิ อกุโตภยา ฯ

วุตฺตํ เหตํ ภควตา รญฺโญ อนฺเตปุเร ตทา

ขตฺติยานํ ปุเร วีร อุปการญฺจ ๓ นิทฺทิสิ ฯ

อุปการา จ ยา นารี ยา จ นารี สุเข ทุกฺเข

อตฺถกฺขายี จ ยา นารี ยา นารี จานุกมฺปิกา ฯ

ปญฺจโกฏิสตา พุทฺธา นวโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา ๔ มยฺหํ มหาราช ๕ สุโณหิ เม

เอกาทสโกฏิสตา โหนฺติ ๖ โลกคฺคนายกา ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

วีสโกฏิสตา พุทฺธา ตึสโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

จตฺตาฬีสโกฏิสตา ปญฺจโกฏิสตานิ ๑ จ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

สฏฺฐิโกฏิสตา พุทฺธา สตฺตติโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

อสีติโกฏิสตา พุทฺธา นวุติโกฏิสตานิ จ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

โกฏิสตสหสฺสานิ โหนฺติ โลกคฺคนายกา

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

นวโกฏิสหสฺสานิ อปเร โลกนายกา ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

โกฏิสตสหสฺสานิ ปญฺจาสีติ มเหสินํ

ปญฺจาสีติโกฏิสตา สตฺตวีสติ โกฏิโย ๒ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

ปจฺเจกพุทฺธา วีตราคา ๑ อฏฺฐมตฺถกโกฏิโย ๒

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

ขีณาสวา วีตมลา อสงฺเขยฺยา พุทฺธสาวกา

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

เอวํ ธมฺเมสุ จิณฺณานํ สทา สทฺธมฺมจาริโน

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

นิพฺพินฺทิตฺวาน สํสาเร ปพฺพชึ อนคาริยํ

สหสฺสปริวาเรน ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนา ฯ

อคารํ วิชหิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

อุปเนนฺติ พหูเนเก ๓ สาคเรเยว ๔ อุมฺมิโย ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺตึ จ พหุพฺพิธํ

วิสุทฺธภาวสมฺปตฺตา ลภามิ สพฺพสมฺปทา ฯ

โย ๑ ททาติ สกตฺตานํ ปุญฺญตฺถาย มเหสิโน

สหายสมฺปทา โหนฺติ นิพฺพานปทมสงฺขตํ ฯ

ปริกฺขีณํ อตีตญฺจ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตํ

สพฺพกมฺมํ มมํ ขีณํ ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมาติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ยโสธรา ภิกฺขุนี ภควโต สมฺมุขา อิมา คาถาโย

อภาสิตฺถาติ ฯ

ยโสธราเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. เอกสฺมึ สมเย รมฺเม ฯเปฯ นิกฺขมิตฺวา สกสฺสมา ฯ

๒ ยุ. สห ปญฺจหิ ฯ ๓ ม. ปจฺฉิโม วตฺตเต วโย ฯ ยุ. ปจฺฉิโม วตฺตติ วโย ฯ

๔ ยุ. อล ฯ ๕ ยุ. วโย จ ฯ ๖ ม. ยุ. อชรามรณํ ปูรํ ฯ ๗ ยุ. สมุปายาติ ฯ

๑ ยุ. สํสรนฺตญฺจ ฯ ๒ ยุ. ตฺวํ มยิ ฯ ๓ ยุ. อาโรเจว ฯ ๔ ม. ยาวตา ฯ

๕ ยุ. อิตฺถี อโถ ฯ ๖ ม. ยุ. โยพฺพนฏฺฐา ปิยํ วทา ฯ ๗ ม. ยุ. ...สตสหสฺส... ฯ

๘ ม. ...อติกฺกมฺม ฯ ๙ ม. ยุ. สณฺฐิตา ฯ

๑ ม. ชลธึ ฯ ๒ ยุ. ผุลฺลปจฺเจน ฉาทยึ ฯ ๓ ม. ยุ. ปุพฺพานํ ฯ ๔ ม. นิทสฺสิตํ ฯ

๕ ม. ปูริตํ ฯ ๖ ยุ. สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. จชามิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปริจฺจตฺตา ฯ ๓ ยุ. ปริจฺจตฺตํ ฯ

๑ ม. คเวสโต ฯ ยุ. คเวสนฺตา ฯ ๒ ม. ยุ. อิสิมุคฺคตํ ฯ ๓ ยุ. ทสฺสิตํ ฯ ๔ ยุ.

ปฏิกฺกนฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. อุคฺคตมานเส ฯ ๒ ม. โพธตฺถาย ฯ ยุ. โพธนตฺถาย ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ยุ. มนสา ฯ ๔ ยุ. ปิยา เหสฺสตึ อิทฺธิกา ฯ ๕ ม. เต ฯ ๖ ม. เภตฺวา ฯ

ยุ. เหตฺวา ฯ

๑ ม. สุขทุกฺเขนุโภตฺวาหํ ฯ ยุ. สุขทุกฺเขนุโภตฺวาน ฯ ๒ ม. อภิสกฺกตา ฯ ยุ.

อติสกฺกตา ฯ ๓ ยุ. อุปการตฺถญฺจ ฯ ๔ ยุ. สทา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๕ ม. ธมฺมราชา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. พุทฺธา ทฺวาทสโกฏิโย ฯ

๑ ม. ยุ. ปญฺญาสโกฏิสตานิ จ ฯ ๒ ม. สตฺตตึสา จ โกฏิโย ฯ ยุ. สตฺตติสหสฺสโกฏิโย ฯ

๑ ยุ. ธูตราคา ฯ ๒ ม. อฏฺฐฏฺฐมกโกฏิโย ฯ ยุ. อฏฺฐอฏฺฐมโกฏิโย ฯ ๓ ม. พหู

ชนา ฯ ๔ ยุ. สาครสฺเสว ฯ

ฉบับหลวง

ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์ เป็นบริวารเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลว่าหม่อมฉันมีอายุ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายเงื้อมลงแล้วขอกราบทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิตน้อย จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มีมรณะใกล้เข้ามาในวัยหลัง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันจักถึงความดับในคืนวันนี้มิได้มีชาติ ชรา พยาธิและมรณะ จักไปสู่นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเป็นบุรีอันไม่มีความแก่ ความตายและไม่มีภัย บริษัทเข้าเฝ้าพระองค์อยู่ รู้จักความผิด ขอประทานโทษ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวไปในสงสาร หากมีความพลั้งพลาดในพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด.

พระมีผู้พระภาคตรัสว่า

ดูกรท่านผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา ท่านจงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด.

พระยโสธราเถรีกราบทูลว่า

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันชื่อยโสธราเป็นปชาบดีของพระองค์เมื่อยังทรงครองอาคารวิสัย เกิดในศากยสกุลตั้งอยู่ในองค์สมบัติของหญิง ประเสริฐกว่าหญิง ๑๖๙,๐๐๐ นาง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันเมื่ออยู่ในพระราชวังของพระองค์ เป็นประธานเป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ และอาจารสมบัติดำรงอยู่ในความเจริญทุกสมัย นารีทั้งมวลย่อมเคารพหม่อมฉันเหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นประมุขแห่งนางกัญญาหนึ่งพัน ในราชพระนิเวศน์ของพระศากยบุตร นางกัญญาเหล่านั้นร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ปานประหนึ่งว่าพวกเทวดาในนันทวัน ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นบัณฑิต ล่วงกามธาตุด้วยรูปธาตุมิได้มีใครๆ มีรูปเหมือนรูปของหม่อมฉัน เว้นแต่พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก หม่อมฉันขอภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักแสดงฤทธิ์ถวาย พระยโสธราเถรี แสดงฤทธิ์ชนิดต่างๆ มากมายแสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล แสดงศีรษะเท่าอุตรกุรุทวีป แสดงแขนสองข้างเท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเป็นต้นหว้าประจำทวีปมีกิ่งด้านใต้มีลูกเป็นพวง กิ่งต่างๆ ก็มีลูกดก แสดงดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เป็นนัยน์ตา แสดงเขาสุเมรุเป็นกระหม่อมแสดงเขาจักรวาลเป็นหน้า เอาต้นหว้าพร้อมทั้งรากทำเป็นพัดเดินเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกแสดงเพศช้าง เพศม้าภูเขา และทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสุเมรุ และเพศท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเถรีเอาดอกไม้ปิดพันโลกธาตุไว้ และนิรมิตเป็นเพศพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่กราบทูลว่า ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่ายโสธราขอถวายบังคมพระยุคลบาท หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นนาถะของโลก พระองค์ทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉันย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ได้ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่อให้เป็นภรรยาผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย หม่อมฉันบริจาคชีวิตหลายพันโกฏิกัปประชุมชนจักทำการพ้นจากภัย ก็ยอมสละชีวิตของหม่อมฉันให้ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันย่อมไม่เคยหวงเครื่องประดับและผ้านานาชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนิมหาวีรเจ้า ทรัพย์ ข้าวเปลือกปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสีภรรยา มากมายนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้วเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ (พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันว่า) เราย่อมให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดม เราย่อมไม่เห็นหม่อมฉันเสียใจ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วนในสงสารเป็นอเนกเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันได้รับสุขย่อมอนุโมทนา และในคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่งเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยมรรคาอันสมควรเสวยสุขและทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณ หม่อมฉันได้ร่วมมาเป็นอันมาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้เป็นนายกของโลก เป็นเทพผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ได้ร่วมมาเป็นอันมาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ผู้เป็นนาถะของโลก ข้าแต่พระมหามุนีอธิการของหม่อมฉันมีมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อแสวงหาพุทธธรรมอยู่ก็ได้เป็นบริจาริกาผู้รับใช้ของพระองค์ ในสี่อสงไขยแสนกัป พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศ มีจิตใจยินดีนิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทางสำหรับเป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนิน ณ กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธ ตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง หม่อมฉันมีสมภพในสกุลพราหมณ์ เป็นหญิงสาวมีนามว่าสุมิตตาเข้าไปสู่สมาคม ถือดอกบัวไป ๘ กำ เพื่อบูชาพระศาสดาแต่ได้ถวายพระองค์ผู้เป็นฤาษีอุดม ในท่ามกลางประชุมชน ครั้งนั้นหม่อมฉันได้เห็นพระองค์ประกอบสุภกิจอยู่นาน มีความกรุณา เมื่อฤาษีนั้นเดินเลยไปแล้วยังดึงใจหม่อมฉันให้นิยม จึงได้สำคัญว่าชีวิตของเรามีผล ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามของพระองค์นั้นมีผลจึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษี ด้วยบุญที่ทำมาก่อนแม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมพุทธเจ้า หม่อมฉันยิ่งมีจิตเลื่อมใสในพระองค์ผู้เป็นฤาษีมีมนัสสูง มิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวายจึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษีพร้อมด้วยกล่าวว่า ข้าแต่พระฤาษี ดอกบัว ๕ กำ จงมีแก่ท่าน ดอกบัว ๓ กำ จงมีแก่ดิฉันข้าแต่ท่านพระฤาษีดอกบัวเหล่านั้นจงมีเสมอกับด้วยท่านนั้น เพื่อประโยชน์แก่โพธิญาณของท่าน

จบภาณวารที่ ๔.

สุเมธฤาษีรับดอกบัว แล้วบูชาพระพุทธทีปังกร ผู้แสวงหาคุณธรรมใหญ่ มีบริวาร ยศมาก เสด็จดำเนินมาในท่ามกลางประชุมชน เพื่อประโยชน์แก่โพธิญาณ พระมหามุนีมหาวีรเจ้าทีปังกร ทอดพระเนตรเห็นสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงแล้ว ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางประชุมชนข้าแต่พระมหามุนีในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระมหามุนีทีปังกรทรงพยากรณ์กรรมของหม่อมฉันอันเป็นกรรมตรงว่า ดูกรฤาษีผู้ใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้ จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน มีกุศลกรรมเสมอกันทำกุศลร่วมกัน เป็นที่รักของบุญกรรม เพื่อประโยชน์แก่ท่าน น่าดูน่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน จักเป็นธรรมทายาทผู้มีฤทธิ์ของท่าน อุบาสิกานี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลายเหมือนพวกเจ้าของทรัพย์

รักษาทรัพย์ที่เก็บไว้เองในคลัง ฉะนั้น ประชาชนจะอนุเคราะห์ อุบาสิกาผู้ที่เป็นที่รักของท่านนั้น อุบาสิกานี้จักมีบารมีเต็ม จักละกิเลสได้ดังราชสีห์ละกรง แล้วจักบรรลุโพธิญาณในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉันด้วยพระวาจาใด หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้น เป็นผู้ทำกรณียกิจอย่างนี้ หม่อมฉันยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น ได้เสวยผลในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลังหม่อมฉันเกิดในศากยสกุล มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีลสมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ได้รับสักการะอย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย

มีลาภ สรรเสริญและสักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรมมีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ในกาลนั้นยโสธรานารีผู้มีเพียร แสดงอุปการะทั้งภายในพระราชฐานและแก่พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะทั้งในยามสุขและยามทุกข์ เป็นผู้บอกประโยชน์ให้และทำความอนุเคราะห์ หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้า ห้าร้อยโกฏิและพระพุทธเจ้าเก้าร้อยโกฏิ

ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระพุทธเจ้าร้อยสิบเอ็ดโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้เลิศของโลกข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยยี่สิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยสามสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยสี่สิบโกฏิและแก่พระพุทธเจ้าร้อยห้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระพุทธเจ้าร้อยหกสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยเจ็ดสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยเก้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าแสนโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้ประเสริฐของโลก ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าเก้าพันโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าอื่นอีกซึ่งเป็นนายกของโลก ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าแสนโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าแปดสิบห้าโกฏิแก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบห้าโกฏิ แก่พระพุทธเจ้ายี่สิบเจ็ดโกฏิ ...

หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปราศจากราคะ มีแปดโกฏิเป็นที่สุด ข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน เป็นพระพุทธสาวกมาก นับไม่ถ้วน ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงฟังอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน แต่หม่อมฉัน หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงประพฤติธรรมทั้งหลายและพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติในสัทธรรม ในกาลทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริต ไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

หม่อมฉันเบื่อหน่ายในสงสาร จึงออกบวชพร้อมด้วยบริวารชนพันหนึ่ง ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล ละอาคารสถานแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุราริยสัจคนเป็นอันมากนำจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยเข้ามาถวาย เหมือนลูกคลื่นในทะเล ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว หม่อมฉันได้รับทุกขวิบัติมากอย่างและสุขสมบัติมากอย่างเช่นนี้ ถึงพร้อมแล้วซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทอันเป็นอสังขตะ กรรมทั้งปวงส่วนอดีตปัจจุบันและอนาคต ของหม่อมฉันหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาท.

ทราบว่า ท่านพระยโสธราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบยโสธราเถริยาปทาน.

จบ ๘. ยโสธราเถริยาปทาน