พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค
๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในเอกุโปสถวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จตุตฺถํ เอกาสนทายิกาเถริยาปทานํ (๑๔)
เอกาสนทายิกาเถริยาปทานที่ ๔
ว่าด้วยผลแห่งการจัดอาสนะถวายสงฆ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
นคเร หํสวติยา อโหสึ มาลิกา ๑ ตทา
มาตา จ เม ปิตา เจว กมฺมนฺตํ อคมํสุ เต ฯ
มชฺฌนฺติกมฺหิ สุริเย อทฺทสํ สมณํ อหํ
วีถิยา อนุคจฺฉนฺตํ อาสนํ ปญฺญเปสหํ ฯ
โคณกจิตฺตกาทีหิ ๒ ปญฺญาเปตฺวาหมาสนํ ๓
ปสนฺนจิตฺตา สุมนา อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ
สนฺตตฺตา กฐิตา ภูมิ สูโร มชฺฌนฺติโก ๔ ฐิโต
มาตุลา จ น วายนฺติ กาโล เจวตฺถเมหิติ ๕ ฯ
ปญฺญตฺตมาสนมิทํ ตวตฺถาย มหามุนิ
อนุกมฺปํ อุปาทาย นิสีท มม อาสเน ฯ
นิสีทิ ตตฺถ สมโณ สุทนฺโต สุทฺธมานโส
ตสฺส ปตฺตํ คเหตฺวาน ยถารนฺธํ อทาสหํ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ตตฺถ เม สุกตํ พฺยมฺหํ อาสเนน สุนิมฺมิตํ
สฏฺฐิโยชนมุพฺเพธํ ตึสโยชนวิตฺถตํ ฯ
โสณฺณมยา มณิมยา อโถปิ ผลิกามยา
โลหิตงฺกมยา เจว ปลฺลงฺกา วิวิธา มม ฯ
ตูลิกาวิกตีหิ ๑ จ กฏิสฺสาจิตฺตกาหิ ๒ จ
อุทฺธํ เอกนฺตโลมิ จ ปลฺลงฺกา ๓ เม สุสณฺฐิตา ฯ
ยทา อิจฺฉามิ คมนํ หาสขิฑฺฑาสมปฺปิตา ๔
สห ปลฺลงฺกเสฏฺเฐน คจฺฉามิ มม ปตฺถิตํ ฯ
อสีติเทวราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ
สตฺตติจกฺกวตฺตีนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺตี มหาโภคํ ลภามหํ
โภเค เม อูนตา นตฺถิ เอกาสนผลํ อิทํ ฯ
ทุเว ภเว สํสรามิ เทวตฺเต อถ มานุเส
อญฺเญ ภเว น ชานามิ เอกาสนผลํ อิทํ ฯ
ทุเว กุเล ปชายามิ ขตฺติเย จาปิ พฺราหฺมเณ
อุจฺจากุลิกา ๕ สพฺพตฺถ เอกาสนผลํ อิทํ ฯ
โทมนสฺสํ น ชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม
เววณฺณิยํ น ชานามิ เอกาสนผลํ อิทํ ฯ
ธาติโย มํ อุปฏฺฐนฺติ ขุชฺชา เจลาวกา ๑ พหู
องฺเคน องฺคํ คจฺฉามิ เอกาสนผลํ อิทํ ฯ
อญฺญา ๒ มเมว นฺหาเปนฺติ อญฺญา โภเชนฺติ โภชนํ
อญฺญา มํ อลงฺกโรนฺติ อญฺญา รเมนฺติ มํ สทา ฯ
อญฺญา คนฺธํ วิลิมฺปนฺติ เอกาสนผลํ อิทํ
มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเร วสนฺติยา ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ
อยํ ปจฺฉิมโก มยฺหํ จริโม วตฺตเต ภโว ฯ
อชฺชาปิ รชฺชํ ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา ฯ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เอกาสนผลํ อิทํ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกาสนทายิกา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกาสนทายิกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. พาลิกา ฯ ๒ ม. ยุ. โคณกาวิกติกาหิ ฯ ๓ ม. ปญฺญาเปตฺวา มมาสนํ ฯ ยุ. ...
หวาสนํ ฯ ๔ ม. ยุ. มชฺฌนฺติเก ฯ ๕ ม. เจเวตฺถ เมหิติ ฯ
๑ ยุ. ...วิกติกาหิ จ ฯ ๒ ม. กฏิสฺสจิตฺตกาหิ จ ฯ ยุ. กฏฺฐิสฺสาวิกติกาหิ จ ฯ
๓ ยุ. ปลฺลงฺโก เม สุสณฺฐโต ฯ ๔ -สมปฺปิตํ ฯ ๕ ม. อุจฺจากุลินา ฯ
๑ ม. เจลาปิกา ฯ ยุ. เจลาวิกา ฯ ๒ ม. อญฺญา นฺหาเปนฺติ โภเชนฺติ อญฺญา
รเมนฺติ ฯ ยุ. อญฺเญ ... อญฺเญ รเมนฺติ ฯ
ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงช่างกรองดอกไม้ชาวพระนครหงสวดี มารดาบิดาของดิฉันท่านไปทำงาน ดิฉันได้พบพระสมณะกำลังเดินไปตามถนนในเวลาเที่ยงวัน ดิฉันได้ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าโกเชาว์อันวิจิตรเป็นต้นแล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสโสมนัส กล่าวดังนี้ว่า ภูมิภาคแรงร้อน แก่กล้าเวลาเที่ยง แดดจัด ลมไม่รำเพยพัดและเวลานี้ก็จวนจะเลยเวลาแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาดไว้ถวายท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบนอาสนะของดิฉันเถิด พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้นั่งลงบนอาสนะนั้น ดิฉันรับบาตรของท่านแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่ตนหุงต้มไว้ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น
และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐โยชน์ ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วเพราะอาสนะบัลลังก์ของดิฉันมีหลายอย่างต่างๆ ชนิด สำเร็จด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้วผลึกก็มีด้วยแก้วปทุมราชก็มี บัลลังก์ของดิฉันปูลาดด้วยนวมก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอด้วยไหมประดับแก้วอันวิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนยาวชายด้านเดียวก็มี เมื่อใด ดิฉันต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้น ดิฉันย่อมเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุกสนานไปสู่ที่ที่ดิฉันปรารถนา พร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐ ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๘๐
พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ์๗๐ พระองค์ เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ดิฉันไม่บกพร่องโภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ดิฉันท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือ ในสวรรค์และมนุษย์ ภพอื่นๆ ดิฉันไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียวดิฉันเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ ดิฉันเกิดในสกุลสูงทุกๆ ภพ นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ความโทมนัสที่ทำจิตของดิฉันให้เร่าร้อนดิฉันไม่รู้จัก ความเป็นผู้มีผิวพรรณแปลกดิฉันก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงดิฉัน หญิงค่อมและเด็กรับใช้มีมาก ดิฉันไปสู่อวัยวะหนึ่งจากอีกอวัยวะหนึ่ง
นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว พวกพี่เลี้ยงนางนมอื่นให้ดิฉันอาบน้ำ พวกอื่นให้รับประทานข้าว พวกอื่นประดับประดาดิฉัน พวกอื่นแห่กล่อมดิฉันให้รื่นเริงทุกเมื่อ พวกอื่นเอาของหอมไล้ทาดิฉัน นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของดิฉันผู้อยู่ที่มณฑป ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างเปล่าย่อมปรากฏขึ้น นี้เป็นอัตภาพสุดท้ายของดิฉัน ภพหลังกำลังเป็นไป แม้วันนี้ดิฉันก็ได้สละราชสมบัติออกบวชเป็นบรรพชิต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน
จบ ๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน