พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค
๘. โลมสติยเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในภัททิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค โลมสติยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๒๖๙–๒๗๓
[๒๒๐] เพราะกรรมนั้นส่งผลให้ เราจึงเป็นคนมีปัญญากล้า มีปัญญาร่าเรง มีปัญญาไว มีปัญญามาก และมีปฏิภาณอันวิจิตร
[๒๒๑] เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสกล่าวสดุดีพระสยัมภูผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระนามว่าปทุมุตตระ เพราะผลของกรรมนั้นเราจึงไม่เข้าถึงอบายภูมิถึง ๑๐๐,๐๐๐ กัป[๒๒๒-๒๒๔] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระอภยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ อภยเถราปทานที่ ๗
๘. โลมสติยเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระโลมสติยเถระ
(ท่านพระโลมสติยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๓๘} [๒๒๕] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
- ๑กัป ในที่นี้หมายถึงกาลที่กำหนดมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มี ๔ กัป คือ (๑) สารกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๑ พระองค์ (๒) วรกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๒ หรือ ๓ พระองค์ (๓) มัณฑกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ (๔) ภัทรกัป (ภัททกัป) กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้า (ในสมัยเรา) และพระเมตเตยยพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๒/๓๓๐)
[๒๒๖] ในกาลนั้น เราและสหายชื่อจันทนะได้บรรพชาในพระศาสนา แล้วได้บำเพ็ญกิจในพุทธศาสนาตลอดชีวิต
[๒๒๗] จุติจากอัตภาพนั้นแล้วเข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งสองคนข่มเทพบุตรที่เหลือในดุสิตนั้นด้วยการฟ้อน การขับ การประโคม
[๒๒๘] และองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่เสวยสุขมหาศาลตราบเท่าสิ้นอายุ
[๒๒๙] จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตรเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในพระนครกบิลพัสดุ์
[๒๓๐] ในคราวที่พระศาสดาผู้ทรงเป็นนายกของโลกอันพระอุทายีเถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุเพื่อให้ทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ
[๒๓๑] ในกาลนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัดไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างด้วยชาติกำเนิด ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า
[๒๓๒] พระชินเจ้าผู้เป็นพระมุนีทรงทราบความคิด ของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศ ยังธุลีพระบาทให้ตกลงมา เหมือนเมฆยังฝนให้ตกลง เหมือนเปลวไฟลุกโพลงอยู่ฉะนั้น[๒๓๓] ทรงแสดงพระรูปที่ไม่มีที่เปรียบแล้วทรงหายไป แม้พระองค์เดียวก็กลายเป็นมากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก
[๒๓๔] ทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง ทรงทำพระปาฏิหาริย์หลายอย่าง ทรงปราบพวกพระญาติให้หมดมานะ
[๒๓๕] ขณะนั้นเอง มหาเมฆที่ตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ยังฝนให้ตกลงแล้ว ก็ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาเวสสันดรชาดก
[๒๓๖] คราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุก ๆ พระองค์กำจัดความเมาอันเกิดจากชาติกำเนิดได้แล้ว ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะในกาลนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสว่า
[๒๓๗] “ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีจักษุโดยรอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉันถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระองค์ ก็ในครั้งที่พระองค์ประสูติ แผ่นดินไหว หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่เอนเอียง หม่อมฉันก็ถวายบังคมพระองค์,[๒๓๘] ในกาลนั้น เราเห็นพระพุทธานุภาพนั้นแล้วเป็นผู้อัศจรรย์ใจ จึงได้บรรพชา เป็นคนบูชามารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่นเอง
[๒๓๙] ในกาลนั้น จันทนเทพบุตรได้เข้ามาหาเราแล้วถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญทั้งย่อและพิสดาร
[๒๔๐] ในกาลนั้น เราอันจันทนเทพบุตรตักเตือนแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้นําของนรชน ได้สดับภัทเทกรัตตคาถา เป็นผู้สลดใจ ใคร่อยู่ป่า
[๒๔๑] ได้บอกลามารดาว่าจักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เมื่อถูกมารดาห้ามปรามว่า “ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน” เราได้ตอบว่า
[๒๔๒] “อาตมาจักใช้อกทําให้หญ้าคา หญ้าเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่ายแหลกละเอียดไปทั้งหมด พอกพูนวิเวก”
[๒๔๓] ในกาลนั้น เราได้เข้าป่า นึกถึงคำสอนของพระชินเจ้าคือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า
[๒๔๔] บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง[๒๔๕] ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน อันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด[๒๔๖] พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้ว่าความตาย จะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย[๒๔๗] พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนนั้นแลว่า 'ผู้มีราตรีเดียวเจริญ' ดังนี้แล แล้วได้บรรลุพระอรหัต[๒๔๘-๒๕๐] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ โลมสติยเถราปทานที่ ๘
๙. วนวัจฉเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระวนวัจฉเถระ
(ท่านพระวนวัจฉเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๓๙} [๒๕๑] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๒๕๒] ในกาลนั้น เราบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว[๒๕๓] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๒๕๔] จุติจากนั้นแล้วได้เป็นนกพิราบอยู่ในป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณยินดีในฌานทุกเมื่ออาศัยอยู่ในป่านั้น
[๒๕๕] ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตา ประกอบด้วยกรุณา มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อ วางเฉย มีความเพียรมาก ฉลาดในอัปปมัญญา[๒๕๖] มีความดำริปราศจากนิวรณ์ มีอัธยาศัยใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นานเราก็คุ้นเคยในพระสาวกของพระสุคตเจ้านั้น
- ๑อัปปมัญญา ภาวะจิตที่แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ หมายถึงการแผ่คุณธรรมทั้ง ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต(นัย ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๑)
- ๒นิวรณ์ หมายถึงกิเลสที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในกาม (๒) พยาบาท ความพยาบาท (๓) ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๑, องฺ.ปญฺจก.(แปล) ๒๒/๕๑/๙๒, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๘-๑๒๙)
จบ ๘. โลมสติยเถราปทาน