arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๓. สีวลีเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในภัททิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ตติยํ สีวลิตฺเถราปทานํ (๕๔๓)

สีวลีเถราปทานที่ ๓

ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลีเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค สีวลีเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

สีลนฺตสฺส อสงฺเขยฺยํ สมาธิ วชิรูปโม

อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ วิมุตฺติ จ อโนปมา ฯ

มนุชามรุนาคานํ ๑ พฺรหฺมานญฺจ สมาคเม

สมณพฺราหฺมณากิณฺเณ ธมฺมํ เทเสสิ นายโก ฯ

สสาวกํ มหาลาภึ ปุญฺญวนฺตํ ชุตินฺธรํ

ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ปริสาสุ วิสารโท ฯ

ตทาหํ ขตฺติโย อาสึ นคเร หํสสวฺหเย

สุตฺวา ชินสฺส ตํ วากฺยํ สาวกสฺส คุณํ พหุํ ฯ

นิมนฺตยิตฺวา สตฺตาหํ โภชยิตฺวา สสาวกํ

มหาทานํ ททิตฺวาน ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตทา มํ วินตํ ปาเท ทิสฺวาน ปุริสาสโภ

สเรน มหตา ธีโร อิมํ วจนมพฺรวิ ฯ

ตโต ชินสฺส วจนํ โสตุกามา มหาชนา

เทวตา อถ คนฺธพฺพา ๒ พฺรหฺมาโน ๓ จ มหิทฺธิกา ฯ

สมณพฺราหฺมณา เจว นมสฺสึสุ กตญฺชลี

นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ฯ

ขตฺติเยน มหาทานํ ทินฺนํ สตฺตาหกาธิกํ ๑

โสตุกามา ผลํ ตสฺส พฺยากโรหิ มหามุนิ ฯ

ตโต อโวจ ภควา สุณาถ มม ภาสิตํ

อปฺปเมยฺยมฺหิ พุทฺธมฺหิ สสงฺฆมฺหิ ปติฏฺฐิตา ๒ ฯ

ทกฺขิณาทาย ๓ โก วตฺตา อปฺปเมยฺยผลา หิ สา

อปิเจส มหาโภโค ฐานํ ปตฺเถติ อุตฺตมํ ฯ

ลาภี วิปุลลาภานํ ยถา ภิกฺขุ สุทสฺสโน

ตถาหมฺปิ ภเวยฺยนฺติ ลจฺฉเสตํ อนาคเต ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สีวลี นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี โลกนายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน ๔ สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ

ตทาหํ พนฺธุมติยา กุลสฺสญฺญตรสฺส จ

ทยิโต วุฏฺฐิโต ๕ เจว อาสึ กมฺมนฺตพฺยาวโฏ ๖ ฯ

ตทา อญฺญตโร ปุคฺโค ๗ วิปสฺสิสฺส มเหสิโน

ปริเวณํ ๘ อกาเรสิ มหนฺตมิติ วิสฺสุตํ

นิฏฺฐิเต จ มหาทานํ ททุํ ขชฺชกสญฺญุตํ

นวํ ทธึ มธุญฺเจว วิจินํ เนว อทฺทสุํ ฯ

ตทาหนฺตํ ๑ คเหตฺวาน นวทธึ มธุมฺปิจ

กมฺมสามิฆรํ คจฺฉึ ตเมสนฺตา ๒ มมทฺทสุํ ฯ

สหสฺสมปิ ทตฺวาน นาลภิตฺถ ๓ สตทฺวยํ

ตโตหเมว จินฺเตสึ เนตํ เหสฺสติ โอรกํ ฯ

ยถา อิเม ชนา สพฺเพ สกฺกโรนฺติ ตถาคตํ

อหมฺปิ การํ กริสฺสามิ สสงฺเฆ โลกนายเก ฯ

ตทาหเมว เนตฺวาน ๔ ทธึ มธุญฺจ เอกโต

มทฺทิตฺวา โลกนาถสฺส สสงฺฆสฺส อทาสหํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปุนาหํ พาราณสิยํ ราชา หุตฺวา มหายโส

สตฺตุกสฺส ตทา ทุฏฺโฐ ๕ ทฺวารโรธํ อการยึ ฯ

ตทา ตปสฺสิโน รุทฺธา เอกาหํ รกฺขิตา อหุํ

ตโต ตสฺส วิปาเกน ปาปิฏฺฐํ ๖ นิรยํ ภุสํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโตหํ โลกิเย ปุเร

สุปฺปวาสาว ๗ เม มาตา มหาลิลิจฺฉวิ เม ปิตา ฯ

ขตฺติเย ปุญฺญกมฺเมน ทฺวารโรธสฺส วาหสา

สตฺตวสฺสานิ นิวสึ มาตุกุจฺฉิมฺหิ ทุกฺขิโต ฯ

สตฺตาหํ ทฺวารมุโฬฺหหํ มหาทุกฺขสมปฺปิโต

มาตา เม ฉนฺททาเนน เอวํ อาสิ สุทุกฺขิตา ฯ

สุวตฺถิโตหํ นิกฺขนฺโต พุทฺเธน อนุกมฺปิโต

นิกฺขนฺตทิวเสเยว ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

อุปชฺฌาโย สารีปุตฺโต เม โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก

เกเส โอโรปยนฺโต เม อนุสาสิ มหามติ ฯ

เกเสสุ ฉิชฺชมาเนสุ อรหตฺตํ อปาปุณึ

เทวา นาคา มนุสฺสา จ ปจฺจเย อุปเนนฺติ เม ฯ

ปทุมุตฺตรนามญฺจ วิปสฺสิญฺจ วินายกํ

ยํ ปูชยึ ปมุทิโต ปจฺจเยหิ วิเสสโต ฯ

ตโต เตสํ วิเสเสน กมฺมานํ วิปุลุตฺตมํ

ลาภํ ลภามิ สพฺพตฺถ วเน คาเม ชเล ถเล ฯ

เรวตํ ทสฺสนตฺถาย ยทา ยาติ วินายโก

ตึสภิกฺขุสหสฺเสหิ สห โลกคฺคนายโก ฯ

ตทา เทโวปนีเตหิ มมตฺถาย มหามติ

ปจฺจเยหิ มหาวีโร สสงฺโฆ โลกนายโก ฯ

อุปฏฺฐิโต มยา พุทฺโธ คนฺตฺวา เรวตมทฺทส

ตโต เชตวนํ คนฺตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

ลาภีนํ สีวลี อคฺโค มม สิสฺเสสุ ภิกฺขโว

สพฺพโลกหิโต สตฺถา กิตฺตยิ ปริสาสุ มํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สีวลี เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สีวลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. มนุชามรนาคานํ ฯ ๒ ม. ยุ. เทวทานวคนฺธพฺพา ฯ ๓ ยุ. พฺรหฺมุนา ฯ

๑ ม. สตฺตาหิกมฺปิ โว ฯ ยุ. สตตาหิกํ วิโภ ฯ ๒ ยุ. สงฺฆมฺหิ สุปฺปติฏฺฐิตา ฯ

๓ ม. ทกฺขิณา ตาย ฯ ๔ ม. จารุทสฺสโน ฯ ๕ ม. ปสฺสิโต ฯ ยุ. ปตฺถิโต ฯ

๖ ม. กมฺมนฺตวาวโฏ ฯ ๗ ม. ยุ. ปูโค ฯ ๘ ม. ปริเวสํ ฯ

๑ ยุ. ตทาภตฺตํ ฯ ๒ ยุ. ตเมสนฺตํ ตมทฺทสุํ ฯ ๓ ม. นาลภึสุ จ ตํทฺวยํ ฯ

๔ ม. ยุ. ตทาหเมวํ จินฺเตตฺวา ฯ ๕ ยุ. พุทฺโธ ฯ ๖ ม. ปาปตึ ฯ ยุ. ปาปตฺตํ ฯ

๗ ม. ยุ. จ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์ใครๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบด้วยแก้ววิเชียรฌานอันประเสริฐของพระองค์ใครๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุติของพระองค์หาอะไรเปรียบมิได้ พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคมมนุษย์ เทวดา นาคและพรหม ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์ พระพุทธองค์ผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงตั้งสาวกของพระองค์ผู้มีลาภมาก มีบุญ ทรงซึ่งฤทธิ์อันรุ่งเรืองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ครั้งนั้น

เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระพิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของพระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้นถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทอดพระเนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้นจึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น มหาชนทวยเทพ คนธรรพ์ พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่จะฟังพระพุทธพจน์ต่างประณตน้อมถวายนมัสการทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วันข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทานนั้น

ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้ทรงโปรดพยากรณ์เถิด ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อมทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ถือเอามากล่าว เพราะทักษิณานั้นมีผลหาประมาณมิได้ อีกประการหนึ่ง กษัตริย์ผู้มีโภคะมากนี้ ทรงปรารถนาฐานันดรอันอุดมว่า ถึงเราก็พึงเป็นผู้ได้ลาภมาก เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้นเถิด มหาบพิตรจักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไปพระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราชจักทรงอุบัติขึ้นในโลก กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสีวลี เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระโลกนายกพระนามว่าวิปัสสีผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมวดีและเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน

ครั้งนั้น พระราชาพระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม ซึ่งปรากฏว่าใหญ่โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสีผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ เมื่อการสร้างพระอารามสำเร็จแล้ว ชนทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของเคี้ยว ชนทั้งหลายค้นคว้าหานมส้มและน้ำผึ้งไม่ได้ เวลานั้น เราถือนมส้มใหม่และน้ำผึ้งไปเรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานมส้มใหม่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ทั้งสองสิ่งเขาได้ให้ราคาตั้งพันกหาปณะก็ยังไม่ได้ไป ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มีกะใจที่จะขายมัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำสักการะในพระผู้นำโลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นเหมือนกัน

ครั้งนั้นเราได้นำเอาไปแล้ว ขยำนมส้มกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกันแล้วถวายแด่พระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อมา เราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้มียศใหญ่ในพระนครพาราณสีในครั้งนั้น เราเคืองศัตรูจึงสั่งให้ทหารทำการล้อมประตูเมืองของศัตรูไว้ ประตูที่ถูกล้อมของพระราชาผู้มีเดชรักษาไว้ได้เพียงวันเดียวเพราะผลของกรรมนั้น เราจึงต้องตกนรกอันร้ายกาจที่สุด และในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในโกลิยบุรี พระชนนีของเราพระนามว่าสุปปวาสา พระชนกของเราพระนามว่ามหาลิลิจฉวี เราเกิดในราชวงศ์ก็เพราะบุญกรรม เพราะการล้อมประตูเมืองให้ผล

เราจึงต้องประสบทุกข์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี เราต้องหลงทวารอยู่อีก ๗ วัน เพียบพร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ พระมารดาของเราต้องประสบทุกข์ด้วยเช่นนี้ ก็เพราะฉันทะในการล้อมประตูเมืองเราอันพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ จึงออกจากพระครรภ์พระมารดาโดยสวัสดี เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในวันที่เราคลอดออกมานั่นเอง ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นอุปัชฌาย์ของเรา พระโมคคัลลาน-เถระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีปรีชามาก เมื่อปลงผมให้ ได้อนุศาสน์พร่ำสอนเรา

เราได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผมอยู่ ทวยเทพ นาคและมนุษย์ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวายเรา เพราะเศษของกรรมที่เราเป็นผู้เบิกบาน บูชาพระผู้นำชั้นพิเศษ พระนามว่าปทุมุตระและพระนามว่าวิปัสสี ด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ เราจึงได้ลาภอันอุดมไพบูลย์ทุกแห่งหน คือ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ บนบก ในคราวที่พระผู้มีภาคผู้นำโลกชั้นเลิศพร้อมด้วยภิกษุสามหมื่นรูป เสด็จไปเยี่ยมท่านพระเรวตะ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ เป็นผู้อันเราบำรุงด้วยปัจจัยที่เทวดานำเข้ามาถวายเรา ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านเรวตะแล้ว ภายหลังเสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว จึงทรงแต่งตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระศาสดาผู้ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ได้ตรัสสรรเสริญเราในท่ามกลางบริษัทว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายในบรรดาสาวกของเรา ภิกษุสีวลีเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่มีลาภมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สีวลีเถราปทาน.

จบ ๓. สีวลีเถราปทาน