arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๖. กาฬุทายีเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในภัททิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค กาฬุทายีเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๒๖๒–๒๖๖

หน้า ๒๖๒

[๑๖๑] กรรมที่เราทำไว้ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ได้แสดงผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลสแล้วเหมือนลูกศรพ้นแล้ว จากแล่งฉะนั้น เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว[๑๖๒-๑๖๔] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ นันทกเถราปทานที่ ๕

๖. กาฬุทายีเถราปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระกาฬุทายีเถระ

(ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๓๖} [๑๖๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ผู้ทรงเป็นพระนายก ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๖๖] พระชินเจ้าเป็นครูผู้ประเสริฐกว่าเหล่าผู้นํา เป็นพระชินเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งคุณและโทษ และทรงเป็นผู้กตัญญูกตเวที ทรงประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ในอุบายอันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน[๑๖๗] พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู เป็นที่อาศัยอยู่แห่งพระกรุณา เป็นที่สั่งสมอนันตคุณ ทรงพิจารณาด้วยพระญาณนั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ

หน้า ๒๖๓

[๑๖๘] พระองค์ทรงเป็นผู้มีความเพียรใหญ่ มีพระปัญญา บางครั้ง ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ปฏิสังยุตด้วยสัจจะ ๔ แก่หมู่ชนไม่มีที่สุด[๑๖๙] สัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมเพราะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุดนั้น[๑๗๐] ในกาลนั้น แผ่นดินสั่นสะเทือน เมฆก็กระหึ่ม เทวดา พรหม มนุษย์ และอสูรต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่า

[๑๗๑] “โอ ! พระศาสดาประกอบด้วยพระกรุณา โอ ! พระสัทธรรมเทศนา โอ ! พระชินเจ้าทรงรื้อถอนหมู่สัตว์ที่จมลงในสมุทรคือภพขึ้นมาแล้ว”[๑๗๒] เมื่อสัตว์พร้อมทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหมเกิดความสังเวชเช่นนี้แล้ว พระชินเจ้าได้ทรงสรรเสริญสาวกผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายทำตระกูลให้เลื่อมใส[๑๗๓] ในกาลนั้น เราเกิดในตระกูลอำมาตย์ในพระนครหังสวดี เป็นผู้น่าเลื่อมใส น่าดู มีทรัพย์และธัญญาหารเหลือล้น

[๑๗๔] เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวายบังคมพระตถาคต พระองค์นั้นแล้วได้สดับธรรมอันไพเราะ และทำสักการะแด่พระผู้คงที่[๑๗๕] หมอบลงแทบบาทมูลแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุใดในศาสนาของพระองค์เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส

หน้า ๒๖๔

[๑๗๖] ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยเถิด” ในกาลนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาเมื่อจะทรงใช้นํ้าอมฤตรดเรา[๑๗๗] จึงได้ตรัสกะเราว่า “ลุกขึ้นเถิด ลูก ท่านจะได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถปรารถนา บุคคลทำสักการะในพระชินเจ้าแล้วจะพึงเป็นผู้ปราศจากผลได้อย่างไรเล่า[๑๗๘] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๑๗๙] ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากาฬุทายี”[๑๘๐] ในกาลนั้น เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์แล้วก็เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำอย่างวิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลายตราบเท่าสิ้นชีวิต[๑๘๑] ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๘๒] ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในตระกูลมหาอำมาตย์ของพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์

[๑๘๓] ในกาลนั้น พระสิทธัตถราชกุมารผู้องอาจในหมู่นรชนได้ ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีอันน่ารื่นรมย์เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้งมวล

หน้า ๒๖๕

[๑๘๔] เราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตพร้อมกันกับพระสิทธัตถราชกุมารนั้นแหละ เป็นสหายรักใคร่ชอบใจของกันและกัน คุ้นเคยกันฉลาดในทางนิติศาสตร์[๑๘๕] พระสิทธัตถราชกุมารนั้นมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงให้เวลาล่วงเลยไป ๖ พรรษาก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำอย่างวิเศษ[๑๘๖] พระพุทธองค์ทรงชำนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ยังอาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก[๑๘๗] เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำภิกษุเบญจวัคคีย์ ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปในที่นั้น ๆ แล้วทรงแนะนำเวไนยสัตว์[๑๘๘] พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ได้เสด็จไปถึงภูเขาในแคว้นมคธแล้ว ประทับอยู่ในกาลนั้น[๑๘๙] ในกาลนั้น เราถูกพระภูมิบาลสุทโธทนะทรงส่งไป ได้ไปเฝ้าพระทศพล บวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์

[๑๙๐] ในกาลนั้น เราทูลขอพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้เสด็จไปพระนครกบิลพัสดุ์ ต่อจากนั้นเราได้ล่วงหน้าไปก่อนทำตระกูลใหญ่ ๆ ให้เลื่อมใส[๑๙๑] พระชินเจ้าผู้องอาจในหมู่บุรุษทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงได้ทรงแต่งตั้งเราไว้ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทำตระกูลให้เลื่อมใส

หน้า ๒๖๖

[๑๙๒-๑๙๔] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖

๗. อภยเถราปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระอภัยเถระ

(ท่านพระอภัยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๓๗} [๑๙๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้จบธรรมทั้งปวง พระผู้ทรงเป็นนายก ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๙๖] พระตถาคตเจ้ายังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ยังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในศีลคือกุศลกรรมบถ ๑๐ อันอุดม[๑๙๗] พระธีรเจ้าพระองค์นั้นทรงประทานสามัญญผลอันอุดมแก่บุคคลบางคน ทรงหลั่งสมาบัติ ๘ และวิชชา ๓ แก่บุคคลบางคน[๑๙๘] พระโลกนาถเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนพระองค์นั้นทรงประกอบสัตว์ บางพวกไว้ในอภิญญา ๖ ทรงประทานปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน[๑๙๙] พระผู้เป็นสารถีฝึกนรชนทรงเห็นประชาสัตว์ที่ควรจะแนะนำให้ ตรัสรู้ได้แม้ในสถานที่นับโยชน์ไม่ถ้วน ก็รีบเสด็จไปทรงแนะนำ

จบ ๖. กาฬุทายีเถราปทาน