arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · คันโธทกวรรค

๙. ธรรมสวนิยเถราปทาน (๓๓๙) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในคันโธทกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน คันโธทกวรรค ธรรมสวนิยเถราปทาน (๓๓๙) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๕๒๖–๕๒๘

หน้า ๕๒๖

๙. ธัมมัสสวนิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระธัมมัสสวนิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

(ท่านพระธัมมัสสวนิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๓๔๑} [๑๑๑] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรง ประกาศสัจจะ ๔ ยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นอยู่[๑๑๒] สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันสูงเด่น สลัดผ้าเปลือกไม้ เหาะไปในอัมพรในกาลนั้น

[๑๑๓] แต่เราไม่อาจจะเหาะไปเบื้องบนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดได้ เวลานั้นเราไปไม่ได้เหมือนนกกระทบภูเขาหินฉะนั้น[๑๑๔] ความเป็นไปที่ผิดแปลกเช่นนี้ไม่เคยมีแก่เราเลย เราเหาะไป ในอัมพรเหมือนดังหลับตาไปในน้ำ[๑๑๕] เราคิดว่า “ก็มนุษย์ซึ่งเป็นผู้ประเสริฐจักมีอยู่ภายใต้นี้กระมังหนอ ถ้าเช่นนั้นเราจักค้นหาเขา บางทีจะพึงได้ประโยชน์บ้าง”[๑๑๖] เมื่อเราลงจากอากาศ ได้ยินเสียงของพระศาสดาซึ่งกำลังตรัส อนิจจตาอยู่ เราจึงเรียนอนิจจตานั้นในขณะนั้น[๑๑๗] ครั้นเรียนอนิจจสัญญาได้แล้วได้กลับไปสู่อาศรมของเรา เรา อยู่ตลอดกำหนดอายุแล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น[๑๑๘] เมื่อภพสุดท้ายยังเป็นไปอยู่ เราระลึกถึงการฟังธรรมนั้นได้ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

หน้า ๕๒๗

[๑๑๙] เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป ได้เสวยรัชสมบัติ ในเทวโลก ๕๑ ครั้ง

[๑๒๐] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์โดยคณานับมิได้

[๑๒๑] พระสมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งบนเรือนของบิดา แสดงด้วยคาถา เปล่งวาจาถึงเรื่องไม่เที่ยง[๑๒๒] เราระลึกถึงสัญญานั้นได้ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ยัง ไม่ได้แทงตลอดซึ่งที่สุดคือนิพพานอันเป็นบทไม่เคลื่อน[๑๒๓] สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับเป็นสุข[๑๒๔] เราระลึกถึงบุรพกรรมได้ พร้อมกับได้ฟังคาถา เรานั่งอยู่บน อาสนะเดียวนั่นเองได้บรรลุอรหัต

[๑๒๕] เรามีอายุ ๗ ขวบแต่กำเนิดก็ได้บรรลุอรหัต พระพุทธเจ้าผู้ทรง มีพระจักษุทรงรู้คุณแล้วทรงอุปสมบทให้เรา[๑๒๖] เรายังเป็นเด็กอยู่ทีเดียว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว วันนี้เราจะ ทำกิจอะไรอีกเล่าในศาสนาของพระศากยบุตร[๑๒๗] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม[๑๒๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

หน้า ๕๒๘

นัยว่า ท่านพระธัมมัสสวนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ ธัมมัสสวนิยเถราปทานที่ ๙

๑๐. อุกขิตตปทุมิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระอุกขิตตปทุมิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุมดอกเดียว

(ท่านพระอุกขิตตปทุมิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๓๔๒} [๑๒๙] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ในพระนครหังสวดี เราลง สู่สระปทุมเลือกเก็บดอกบัวอยู่[๑๓๐] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงแสวงหาความเจริญแก่เรา[๑๓๑] เสด็จมาพร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ บริสุทธิ์ ได้อภิญญา ๖ เพ่งฌาน[๑๓๒] เราได้เห็นพระสยัมภูผู้ประเสริฐกว่าเทวดาผู้นายกของโลกจึง เด็ดดอกบัวที่ก้านแล้วโยนขึ้นไป(บูชา)ในอากาศในขณะนั้น[๑๓๓] (พร้อมอธิษฐานว่า) “ข้าแต่พระธีรเจ้า ถ้าพระองค์ทรงเป็น พระโลกเชษฐ์พุทธเจ้าผู้องอาจในหมู่นรชน ขอให้ดอกบัวจงไป ตั้งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้าเองเถิด”

จบ ๙. ธรรมสวนิยเถราปทาน (๓๓๙)