arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · โถมกวรรค

๘. ปรรณทายกเถราปทาน (๒๕๘) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในโถมกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน โถมกวรรค ปรรณทายกเถราปทาน (๒๕๘) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๔๒๕–๔๒๖

หน้า ๔๒๕

๘. ปัณณทายกเถราปทาน

บุพประวัติของพระปัณณทายกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายใบไม้

(ท่านพระปัณณทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๒๖๐} [๒๘] เราเป็นผู้ครองผ้าเปลือกไม้อยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เป็นผู้มีของไม่ เค็มและใบไม้เป็นอาหาร และสำรวมในศีลทั้งหลาย[๒๙] เมื่อถึงเวลาอาหารเช้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะเสด็จมาหาเรา เราเลื่อมใสจึงได้ถวายอาหารนั้นแด่พระทุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน[๓๐] ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายใบไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายใบไม้[๓๑] ในกัปที่ ๒๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ายทัตถิยะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๓๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระปัณณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ ปัณณทายกเถราปทานที่ ๘

หน้า ๔๒๖

๙. กุฏิทายกเถราปทาน

บุพประวัติของพระกุฏิทายกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกุฎี

(ท่านพระกุฏิทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๒๖๑} [๓๓] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปป่า ประทับอยู่ที่โคนไม้ เราได้สร้างบรรณศาลาถวายแด่พระองค์ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร[๓๔] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายกุฎีใบไม้ใด ด้วยการถวายกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎี[๓๕] ในกัปที่ ๓๘ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ มหาชนขนานพระนามว่าอภิวัสสีในทุกชาติ[๓๖] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระกุฏิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ กุฏิทายกเถราปทานที่ ๙

จบ ๘. ปรรณทายกเถราปทาน (๒๕๘)