พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · สุเมธาวรรค
๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในสุเมธาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุเมธาวรรค อุทกทายิกาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๓๒๒–๓๒๕
[๑๑๒] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ดิฉันได้ถวายประทีปใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งดวงประทีป ๕ ดวง[๑๑๓-๑๑๕] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระปัญจทีปิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปัญจทีปิกาเถรีอุปทานที่ ๙
๑๐. อุทกทายิกาเถรีอปทาน
บุพประวัติของพระอุทกทายิกาเถรี
ว่าด้วยผลแห่งการถวายนํ้า
(พระอุทกทายิกาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๕๐} [๑๑๖] ดิฉันเป็นหญิงหาบนํ้าขายอยู่ในพระนครพันธุมดี เลี้ยงชีพด้วยการหาบนํ้า เลี้ยงดูลูก ๆ ก็ด้วยการหาบนํ้านั้น[๑๑๗] ดิฉันไม่มีไทยธรรม ดิฉันเข้าไปยังซุ้มนํ้าแล้ว ตั้งนํ้าไว้ถวายในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
[๑๑๘] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึงได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์วิมานที่บุญกรรมสร้างให้แก่ดิฉันอยู่สวยงามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นถูกเนรมิตขึ้นก็เพราะการหาบนํ้า
[๑๑๙] ก็ในกาลนั้น ดิฉันประเสริฐกว่าพวกนางอัปสรนับพัน ดิฉันข่มนางอัปสรเหล่านั้นทั้งหมดด้วยฐานะ ๑๐ ประการ[๑๒๐] ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรีนทรเทวราช ๕๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๐ พระองค์[๑๒๑] ดิฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ใน ๒ ภพ คือ ภพเทวดาและภพมนุษย์ ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายนํ้า[๑๒๒] บนยอดเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือพื้นดินก็ตาม ดิฉันต้องการนํ้าเมื่อใด ดิฉันย่อมได้โดยเร็วพลันเมื่อนั้น[๑๒๓] ทิศที่ไม่มีฝนตกมีอยู่ ก็เพราะดิฉันร้อนกระหายนํ้า มหาเมฆดูจะรู้ความคิดของดิฉัน ย่อมจะยังฝนให้ตกลงมา[๑๒๔] ในบางครั้ง เมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำออกไป เมื่อใดดิฉันปรารถนาฝน เมื่อนั้นมหาเมฆก็จะยังฝนให้ตกลงมา[๑๒๕] ในสรีระของดิฉันไม่มีความเร่าร้อนหรือความกระวนกระวายเลยและละอองธุลีก็ไม่มีในกายของดิฉัน นี้เป็นผลแห่งการถวายนํ้า[๑๒๖] ทุกวันนี้ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก
[๑๒๗] ในกัปที่ ๙๐ แต่ภัทรกัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายนํ้า[๑๒๘-๑๓๐] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระอุทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ อุทกทายิกาเถรีอปทานที่ ๑๐
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุเมธาเถรีอปทาน ๒. เมขลาทายิกาเถรีอปทาน
๓. มัณทปทายกาเถรีอปทาน ๔. สังกมนทาเถรีอปทาน
๕. นฬมาลิกาเถรีอปทาน ๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทาน
๗. กฎัจฉุภิกขาทายิกาเถรีอปทาน ๘. สัตตอุปลทายิกาเถรีอปทาน
๙. ปัญจทีปิกาเถรีอปทาน ๑๐. อุทกทายิกาเถรีอปทาน
และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๓๐ คาถา
จบ สุเมธาวรรคที่ ๑
๒. เอกุโปสถิกวรรค
๑. เอกุโปสถิกาเถรีอปทาน
บุพประวัติของพระเอกุโปสถิกาเถรี
ว่าด้วยผลแห่งการรักษาอุโบสถศีลครั้งเดียว
(พระเอกุโปสถิกาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๕๑} [๑] ในนครพันธุมดี มีพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพันธุมา ในวันเพ็ญท้าวเออทรงรักษาอุโบสถศีล[๒] สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสีในนครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหากษัตริย์จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า[๓] “แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมารักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ”[๔] ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคนยากไร้โดยแยบคาย จึงทำจิตให้ร่าเริงแล้วรักษาอุโบสถศีล[๕] ดิฉันรักษาอุโบสถศีลในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึงได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์[๖] วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้นสูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยเรือนยอด มีที่นั่งใหญ่ประดับแล้วอย่างดี[๗] นางอัปสร ๑๐๐,๐๐๐ นางต่างบำรุงบำเรอดิฉันอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่น ๆ ในกาลทั้งปวง
จบ ๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน