พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค
๑๐. โมฆราชเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในกัจจายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ทสมํ โมฆราชตฺเถราปทานํ (๕๔๐)
โมฆราชเถราปทานที่ ๑๐
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโมฆราชเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค โมฆราชเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ปทุมุตฺตโร ๑ โลกวิทู สพฺพโลกหิโต มุนิ
อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ
โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ
เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ
สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ
เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ
วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ
รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ
กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท
ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
ตทาหํ หํสวติยา กุเล อญฺญตเร อหุ ๑
ปรกมฺมายเน ยุตฺโต นตฺถิ เม กิญฺจิ สนฺธนํ ฯ
ปฏิกฺกมนสาลายํ วสนฺโต กตภูมิยํ
อคฺคึ อุชฺชาลยึ ตตฺถ ฑยฺหกณฺหา สิลามหิ ฯ
ตทา ปริสติ นาโถ จตุสจฺจํ ปกาสโก
สาวกํ สมฺปกิตฺเตสิ ลูขจีวรธารกํ ฯ
ตสฺส ตมฺหิ คุเณ ตุฏฺโฐ ปฏิปชฺช ๒ ตถาคตํ
ลูขจีวรธารคฺคํ ปตฺถยึ ฐานมุตฺตมํ ฯ
ตทา อโวจ ภควา สาวเก ปทุมุตฺตโร
ปสฺสเถตํ ปุริสกํ กุเจลํ ตนุเทหกํ ฯ
ปีติปฺปสนฺนวทนํ สทฺธาธนสมนฺวิตํ
อุทคฺคตนุชํ หฏฺฐํ อจลํ สาลปิณฺฑิตํ ฯ
เอโส ปตฺเถติ ตํ ฐานํ สจฺจเสนสฺส ภิกฺขุโน
ลูขจีวรธาริสฺส ตสฺส วณฺณคตาสโย ๓ ฯ
ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา นิปจฺจ สิรสา ชินํ
ยาวชีวํ สุภํ กมฺมํ กริตฺวา ชินสาสเน ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ ๔ อคญฺฉหํ ฯ
ปฏิกฺกมนสาลายํ ภูมิทาหนกมฺมุนา ๕
สมสหสฺสํ นิรเย อฑยฺหึ เวทนาฏฺฏิโต ฯ
เตน กมฺมาวเสเสน ปญฺจ ชาติสตานิหํ
มนุสฺโส กุลโช หุตฺวา ปาฏิยา ๑ ลกฺขณงฺกิโต ฯ
ปญฺจ ชาติสตาเนว กุฏฺฐโรคสมปฺปิโต
มหาทุกฺขํ อนุภวึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ
อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป อุปริฏฺฐํ ๒ ยสสฺสินํ
ปิณฺฑปาเตน ตปฺเปสึ ปสนฺนมานโส อหํ ฯ
เตน กมฺมวิเสเสน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ ชตฺติเย กุเล
ปิตุโน อจฺจเยนาหํ มหารชฺชสมปฺปิโต ฯ
กุฏฺฐโรคาภิภูโตหํ รตฺติยํ ๓ น สุขํ ลเภ
โมฆํ รชฺชสุขํ ยสฺมา โมโฆ ราชา ตโต อหํ ฯ
กายสฺส โทสํ ทิสฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ
พาวริสฺส ทิชคฺคสฺส สิสฺสตฺตํ อชฺฌุปาคมึ ฯ
มหตา ปริวาเรน อุเปจฺจ นรนายกํ
อปุจฺฉึ นิปุณํ ปญฺหํ วาคิสํ ๔ วาทิสูทนํ ฯ
อยํ โลโก ปโร โลโก พฺรหฺมโลโก สเทวโก
ทิฏฺฐินฺเต ๕ นาภิชานามิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ
เอวํ อภิกฺกนฺตทสฺสาวึ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ
กถํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ ฯ
สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราชา สทา สโต
อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา ฯ
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ
อิติ มํ อภณิ พุทฺโธ สพฺพโรคติกิจฺฉโก ฯ
สห คาถาวสาเนน เกสมสฺสุวิวชฺชิโต
กาสาววตฺถวสโน อาสึ ภิกฺขุ ตถารหํ ฯ
สงฺฆิเกสุ วิหาเรสุ น วสึ โรคปีฬิโต
มา วิหาโร ปทุสฺสีติ วาจายาภิสุปีฬิโต ๑ ฯ
สงฺการกุฏา อาหตฺวา สุสานา รถิกาหิ จ
ตโต สงฺฆาฏึ กริตฺวาน ธารยึ ลูขจีวรํ ฯ
มหาภิสกฺโก ตสฺมึ เม คุเณ ตุฏฺโฐ วินายโก
ลูขจีวรธารีนํ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ
ปุญฺญปาปปริกฺขีโณ สพฺพโรควิวชฺชิโต
สิขีว อนุปาทาโน นิพฺพายิสฺสมนาสโว ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โมฆราชา เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โมฆราชตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
อุทฺทานํ
กจฺจาโน วกฺกลี เถโร มหากปฺปินสวฺหโย
ทพฺโพ กุมารนาโม จ พาหิโย โกฏฺฐิโก วสี ฯ
อุรุเวลกสฺสโป ราโธ โมฆราชา จ ปณฺฑิโต
ตีณิ คาถาสตาเนตฺถ ทฺวาสฏฺฐิ เจว ปิณฺฑิตา ฯ
กจฺจายนวคฺโค จตุปญฺญาโส ฯ
๑ ม. ยุ. ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ ฯ
๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ อหุํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปณิปจฺจ ฯ ๓ ม. วณฺณสิตาสโย ฯ
๔ ม. ยุ. ตาวตึสูปโค อหํ ฯ ๕ ม. ยุ. ภูมิทาหกกมฺมุนา ฯ
๑ ม. ชาติยา ฯ ยุ. ตติยา กรณงฺกิโต ฯ ๒ ยุ. อุปติฏฺฐํ ฯ ๓ ม. น รตึ ... ฯ
๔ ม. ตํ วีรํ ... ฯ ๕ ม. ยุ. ทิฏฺฐึ โน ... ฯ
๑ ม. วาตโรเคหิ ปีฬิโต ฯ
ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสนหนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบานทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้นสูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นผู้ประกอบในหนทางแห่งการงานของบุคคลอื่น ในสกุลหนึ่ง ในพระนครหงสวดี ทรัพย์สินอะไรๆ ของเราไม่มี เราอาศัยอยู่ที่พื้นซึ่งเขาทำไว้ที่หอฉัน เราได้ก่อไฟที่พื้นหอฉันนั้น พื้นศิลาจึงดำไปเพราะไฟลน ครั้งนั้นพระโลกนาถผู้ประกาศสัจจะ ๔ ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ทรงจีวรเศร้าหมองในที่ประชุมชน เราชอบใจในคุณของท่าน จึงได้ปฏิบัติพระตถาคตปรารถนาฐานันดรอันสูงสุด คือ ความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ ได้ตรัสกะพระสาวกทั้งหลายว่า จงดูบุรุษนี้ผู้มีผ้าห่มน่าเกลียด ผอมเกร็ง มีหน้าผ่องใสเพราะปีติประกอบด้วยทรัพย์ คือศรัทธา มีกายและใจสูง เพราะปีติ ร่าเริง ไม่หวั่นไหว หนาแน่นไปด้วยธรรมที่เป็นสาระ บุรุษนี้ชอบใจในคุณของภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ปรารถนาฐานันดรนั้นอย่างจริงใจ เราได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็เบิกบาน ถวายบังคมพระพิชิตมารด้วยเศียรเกล้า ทำแต่กรรมที่ดีงามในศาสนาของพระชินเจ้าตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะกรรมคือการเอาไฟลนพื้นที่หอฉันเราจึงถูกเวทนาเบียดเบียน ไหม้แล้วในนรกพันปี ด้วยเศษกรรมที่ยังเหลือนั้น
เราเป็นมนุษย์เกิดในสกุล จึงเป็นผู้มีรอยเป็นเครื่องหมายถึง ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ เพราะอำนาจกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยโรคเรื้อน เสวยมหันตทุกข์ถึง ๕๐๐ ชาติเหมือนกัน ในภัทรกัปนี้ เรามีจิตเลื่อมใสเลี้ยงดูพระอุปริฏฐะผู้มียศให้อิ่มหนำด้วยบิณฑบาต เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อถึงภพสุดท้าย ได้บังเกิดในสกุลกษัตริย์ เมื่อพระชนกล่วงไปแล้ว ก็ได้เป็นพระมหาราชา เราถูกโรคเรื้อนครอบงำ กลางคืนไม่ได้รับความสุขเพราะสุขที่เกิดจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินหาประโยชน์มิได้ ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า โมฆราช เราเห็นโทษของร่างกายจึงได้บวชเป็นบรรพชิต
มอบตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีผู้ประเสริฐ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้นำนรชนพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากได้ทูลถามปัญหาอันละเอียดลึกซึ้งว่า โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลกกับทั้งเทวโลก ข้าพระองค์ไม่ทราบความเห็นของพระองค์ ผู้ทรงพระนามว่าโคดม ผู้มียศ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีปัญหามาถึงพระองค์ผู้ทรงเห็นล่วงสามัญชน ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น พระพุทธเจ้าผู้ทรงรักษาโรคทุกอย่างให้หายได้ ได้ตรัสกะเราว่า ดูกรโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวตนเสีย บุคคลพึงข้ามพ้นมัจจุราชไปได้ด้วยอุบายเช่นนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น
เราเป็นผู้ไม่มีผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นภิกษุ พร้อมกับเวลาจบพระคาถา เราเป็นผู้ถูกโรคเบียดเบียน ถูกเขาว่ากล่าวว่า วิหารอย่าเสียหายเสียเลยจึงไม่ได้อยู่ในวิหารของสงฆ์ เรานำเอาผ้ามาจากกองหยากเยื่อ ป่าช้าและหนทาง แล้วทำผ้าสังฆาฏิด้วยผ้าเหล่านี้ ทรงจีวรที่เศร้าหมองพระผู้นำชั้นพิเศษผู้เป็นนายแพทย์ใหญ่ ทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทรงจีวรเศร้าหมอง เราสิ้นบุญและบาป หายโรคทุกอย่าง ไม่มีอาสวะ ดับสนิท เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โมฆราชเถราปทาน.
----------------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๖. พหิยเถราปทาน
๒. วักกลิเถราปทาน ๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน
๓. มหากัปปินเถราปทาน ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน ๙. ราธเถราปทาน
๕. กุมารกัสสปเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน
ในวรรคนี้ บัณฑิตประมวลคาถาได้ ๓๖๒ คาถา.
จบ กัจจายนวรรคที่ ๕๔.
จบ ๑๐. โมฆราชเถราปทาน