arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค

๖. พาหิยเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในกัจจายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉฏฺฐํ พาหิยตฺเถราปทานํ (๕๓๖)

พาหิยเถราปทานที่ ๖

ว่าด้วยบุพจริยาของพระพาหิยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค พาหิยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก

มหปฺปโภ ติโลกคฺโค นาเมน ปทุมุตฺตโร ฯ

ขิปฺปาภิญฺญสฺส ภิกฺขุสฺส คุณํ กิตฺตยโต มุเน

สุตฺวา อุทคฺคจิตฺโตหํ การํ กตฺวา มเหสิโน ฯ

ทตฺวา สตฺตาหิกํ ทานํ สสิสฺสสฺส มุเน อหํ

อภิวาทิย สมฺพุทฺธํ ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ตทา ฯ

ตโต มํ พฺยากริ พุทฺโธ เอตํ ปสฺสถ พฺราหฺมณํ

ปติตํ ปาทมูเล เม ปินสมฺปนฺนเวกฺขณํ ๑ ฯ

เหมยญฺโญปจิตงฺคํ อวทาตํ ตนุตฺตจํ

ปลมฺพพิมฺพตมฺโพฏฺฐํ สีตติณฺหสมนฺทิชํ ฯ

คุณกามํ พหุตรํ สมุทฺธคฺคตนุรุหํ

คุโณฆายตนีภูตํ ๒ ปีติสมฺผุลฺลิตานนํ ฯ

เอโส ปตฺถยเต ๓ ฐานํ ขิปฺปาภิญฺญสฺส ภิกฺขุโน

อนาคเต มหาวีโร โคตโม นาม เหสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

พาหิโย นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

ตทา ตุฏฺโฐ จ วุฏฺฐาย ยาวชีวํ มหามุนึ

การํ กตฺวา จุโต สคฺคํ อคา สภวนํ ยถา ฯ

เทวภูโต มนุสฺโส วา สุขิโต ตสฺส กมฺมุโน

วาหสา สํสริตฺวาน สมฺปตฺติมนุโภสหํ ฯ

ปุโน กสฺสปธีรสฺส อตฺถงฺคตมฺหิ ๑ สาสเน

อารุยฺห เสลสิขรํ ยุญฺชิตฺวา ชินสาสนํ ฯ

วิสุทฺธสีโล สปฺปญฺโญ ชินสาสนการโก

ตโต จุตา ปญฺจ ชนา เทวโลกํ อคมฺหเส ฯ

ตตฺถาหํ ๒ พาหิโย ชาโต ภารุกจฺเฉ ปุรุตฺตเม

ตโต นาวาย ปกฺขนฺโน ๓ สาครํ อปฺปสิทฺธิกํ ๔ ฯ

ตโต นาวา อภิชฺชิตฺถ คนฺตฺวาน กติปาหกํ

ตทา ภึสนเก โฆเร ปติโต มกราลเย ๕ ฯ

ตทาหํ วายมิตฺวาน สนฺตริตฺวา มโหทธึ

สุปฺปารกํ ปฏฺฏนวรํ สมฺปตฺโต มนฺทเวทิโต ๖ ฯ

ทารุจีรํ นิวาเสตฺวา คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ

ตทาห โส ชโน ตุฏฺโฐ อรหายมิธาคโต ฯ

อิมํ อนฺเนน ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ

เภสชฺเชน จ สกฺกตฺวา เหสฺสาม สุขิตา มยํ ฯ

ปจฺจยานํ ตทา ลาภี เตหิ สกฺกตปูชิโต

อรหาหนฺติ ๗ สงฺกปฺปํ อุปฺปาเทสึ อโยนิโส ฯ

ตโต เม จิตฺตมญฺญาย โจทยิ ปุพฺพเทวตา

น ตฺวํ อุปายมคฺคญฺญู กุโต หิ อรหา ภเว ฯ

โจทิโต ตาย สํวิคฺโค ตทาหํ ปริปุจฺฉิ ตํ

เก วา เอเต กุหึ โลเก อรหนฺโต นรุตฺตมา ฯ

สาวตฺถิยํ โกสลมนฺทิเร ชิโน

ปหูตปญฺโญ วรภูริเมธโส

โส สกฺยปุตฺโต อรหา อนาสโว

เทเสติ ธมฺมํ อรหตฺตปตฺติยา ฯ

ตทสฺส สุตฺวา วจนํ สุปีณิโต

นิธึว ลทฺธา กปโณ ๑ สุวิมฺหิโต

อุทคฺคจิตฺโต อรหตฺตมุตฺตมํ

สุทสฺสนํ ทฏฺฐุมนนฺตโคจรํ ฯ

ตทา ตโต ๒ นิกฺขมิตฺวาน สตฺถุโน

สทา ชินํ ปสฺสามิ วิมลานนํ

อุเปจฺจ รมฺมํ วิชิตวฺหยํว ตํ ๓

ทิเช อปุจฺฉึ กุหึ โลกนนฺทโน ฯ

ตโต อโวจุํ นรเทววนฺทิโต

ปุรํ ปวิฏฺโฐ อสเนสนาย โส

ปจฺเจหิ ๔ ขิปฺปํ มุนิทสฺสนุสฺสุโก

อุเปจฺจ วนฺทาหิ ตมคฺคปุคฺคลํ ฯ

ตโตหํ ตุวฏํ คนฺตฺวา สาวตฺถึ ปุรมุตฺตมํ

วิจรนฺตํ ตมทฺทกฺขึ ปิณฺฑตฺถํ อปิหาคิธํ ฯ

ปตฺตปาณึ อโลลกฺขํ โชตยนฺตํ ๑ อิธามตํ

สิรินิลยสงฺกาสํ รวิทิตฺติหรานนํ ฯ

ตํ สเมจฺจ นิปจฺจาหํ อิทํ วจนมพฺรวึ

กุปเถ วิปฺปนฏฺฐสฺส สรณํ โหหิ โคตม ฯ

ปาณสนฺตารณตฺถาย ปิณฺฑาย วิจรามหํ

น เต ธมฺมกถากาโล อิจฺจาห มุนิ สตฺตโม ฯ

ตทา ปุนปฺปุนํ พุทฺธํ อายาจึ ธมฺมลาลโส

โส ๒ เม ธมฺมมเทเสสิ คมฺภีรํ สุญฺญตํ ปทํ ฯ

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปาปุณึ อาสวกฺขยํ

ปริกฺขีณายุโก สนฺโต อโห สตฺถานุกมฺปโก ๓ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สาสเน

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

เอวํ เถโร วิยากาสิ พาหิโย ทารุจิริโย

สงฺการกูเฏ ปติโต ภูตาทิฏฺฐาย ๔ คาวิยา ฯ

อตฺตโน ปุพฺพจริตํ กิตฺตยิตฺวา มหามติ

ปรินิพฺพายิ โส ธีโร ๕ สาวตฺถิยํ ปุรุตฺตเม ฯ

นครา นิกฺขมนฺโต ตํ ทสฺวาน อิสิ สตฺตโม

ทารุจีรธรํ ธีรํ พาหิยํ ๑ พาหิตาตปํ ๒ ฯ

ภูมิยํ ปติตํ ทณฺฑํ อินฺทเกตุว ปาติตํ

คตายุํ ๓ สุกฺขกิเลสํ ชินสาสนการกํ ฯ

ตโต อามนฺตยิ สตฺถา สาวเก สาสเน รเต

คณฺหถ หุตฺวา ๔ ฌาเปถ ตนน สพฺรหฺมจาริโน ฯ

ถูปํ กโรถ ปูเชถ นิพฺพุโต โส มหามติ

ขิปฺปาภิญฺญานเมสคฺโค สาวโก เม วโจกโร ฯ

สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา

เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ฯ

ยตฺถ อาโป จ ปฐวี เตโช วาโย น คาธติ

น ตตฺถ สุกฺกา โชตนฺติ อาทิจฺโจ นปฺปกาสติ ฯ

น ตตฺถ จนฺทิมา ภาติ ตโม ตตฺถ น วิชฺชติ

ยทา จ อตฺตนาเวทิ มุนิ โมเนน พฺราหฺมโณ ฯ

อถ รูปา อรูปา จ สุขทุกฺขา วิมุจฺจติ

อิจฺเจวํ อภณิ นาโถ ติโลกสรโณ มุนีติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา พาหิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

พาหิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. จริยํ ปจฺจเวกฺขณํ ฯ ยุ. ปีนสํ ปจฺจเวกฺขณํ ฯ ๒ โป. ยุ. คุเณ... ฯ

๓ ยุ. ปตฺถยโต ฯ

๑ ม. อตฺถเมนฺตมฺหิ ฯ ๒ ม. ยุ. ตโตหํ ฯ ๓ ม. ปกฺขนฺโท ฯ โป. ยุ. ปกฺขนฺโต ฯ

๔ ม. ยุ. อปฺปสิทฺธิยํ ฯ ๕ ม. ยุ. มกรากเร ฯ ๖ ม. ยุ. มนฺทเวธิโต ฯ

๗ ยุ. อรหายนฺติ ฯ

๑ ม. กปโณติ วมฺหิโต ฯ ยุ. กปโณว ฯ ๒ ยุ. รโต ฯ ๓ ม. วนํ ฯ ๔ ม. ยุ. สโสว ฯ

๑ ม. ปาจยนฺตํ ปีตากรํ ฯ ยุ. ภาชยนฺตํ อิธามตํ ฯ ๒ ม. โย ฯ ๓ ยุ.

สตฺถานุกมฺปิโต ฯ ๔ ม. ภูตาวิฏฺฐาย ฯ ๕ ม. เถโร ฯ

๑ ยุ. พาหิกํ ฯ ๒ ม. ยุ. พาหิตาคมํ ฯ ๓ ยุ. คตายุสงฺคตเกฺลสํ ฯ ๔ ม. เนตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระผู้มีพระภาคผู้นายกมีพระรัศมีใหญ่เลิศกว่าไตรโลก มีพระนามชื่อว่าปทุมุตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วเมื่อพระมุนี ตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลันอยู่ เราได้ฟังแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ถวายทานแด่พระมหามุนีพร้อมด้วยพระสาวกตลอด๗ วัน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ปรารถนาฐานันดรในกาลนั้น

ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์เราว่า จงดูพราหมณ์ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้ ผู้สมบูรณ์ด้วยโสมนัส มีผิวพรรณเหมือนเด็กอายุ ๑๖ ปี มีร่างกายอันบุญกรรมสร้างสรรให้คล้ายทองคำ ผุดผ่อง ผิวบาง ริมฝีปากแดง เหมือนผลตำลึงสุก มีฟันขาวคมเรียบเสมอ มากด้วยกำลังคือคุณ มีกายและใจสูงเพราะโสมนัส เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำ คือคุณ มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยปีติ เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้ตรัสรู้ได้โดยเร็วพลันพระมหาวีรเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตกาล เขาจักเป็นธรรมทายาทของพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าพาหิยะก็ครั้งนั้น

เราเป็นผู้ยินดี หมั่นกระทำสักการะพระมหามุนีเจ้าตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติแล้วได้ไปสวรรค์ ดุจไปที่อยู่ของตน ฉะนั้นเราจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมเป็นผู้ถึงความสุข เพราะกรรมนั้นชักนำไป เราจึงได้ท่องเที่ยวไปเสวยราชสมบัติ เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้าเสื่อมไปแล้ว เราได้ขึ้นสู่ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหินบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา ทำกิจพระศาสนาของพระชินสีห์ เรา ๕ คนด้วยกัน จุติจากอัตตภาพนั้นแล้วไปสู่เทวโลก เราเกิดเป็นบุรุษชื่อพาหิยะ ในภารุกัจฉนคร อันเป็นเมืองอุดม ภายหลังได้แล่นเรือไปยังสมุทรสาครซึ่งมีความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ไปได้ ๒-๓ วัน เรือก็อัปปางครั้งนั้น เราตกลงไปยังมหาสมุทร อันเป็นที่อยู่แห่งมังกรร้ายกาจน่าหวาดเสียว

ครั้งนั้น เราพยายามว่ายข้ามทะเลใหญ่ไปถึงท่าสุปปารกะ มีคนรู้จักน้อย เรานุ่งผ้าครองเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ครั้งนั้นหมู่ชนเป็นผู้ยินดีกล่าวว่านี้พระอรหันต์ท่านมาที่นี่ พวกเราสักการะพระอรหันต์ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอนและเภสัชแล้วจักถึงความสุขครั้งนั้น เราได้ปัจจัยอันเขาสักการะบูชา ด้วยปัจจัยเหล่านั้น เกิดความดำริโดยไม่แยบคายขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์ ทีนั้น บุรพเทวดารู้วาระจิตของเรา จึงตักเตือนว่า ท่านหารู้ช่องทางแห่งอุบายไม่ที่ไหนจะเป็นพระอรหันต์เล่า ครั้งนั้น เราอันเทวดานั้นตักเตือนแล้วสลดใจ จึงสอบถามเทวดานั้นว่า พระอรหันต์ผู้ประเสริฐกว่านรชนในโลกนี้ คือใคร อยู่ที่ไหน

เทวดานั้นบอกว่า

พระพิชิตมารผู้มีพระปัญญามาก ประเสริฐ มีปัญญาเสมือนแผ่นดิน ประทับอยู่ที่นครสาวัตถีแคว้นโกศล พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์ไม่มีอาสวะทรงแสดงธรรมเพื่อบรรลุอรหัตฯ เราได้สดับคำของเทวดานั้นแล้ว อิ่มใจเหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์ ถึงความอัศจรรย์ เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์อันอุดม เห็นงาม พึงใจ มีอารมณ์ ไม่มีที่สุด ครั้งนั้น เราออกจากที่นั้นไป ด้วยตั้งใจว่า เมื่อเราชนะกิเลสได้ ก็จะได้เห็นพระพักตร์อันปราศจากมลทิน ของพระศาสดาทุกทิพาราตรีกาล เราไปถึงแคว้นอันน่ารื่นรมย์นั้นแล้ว ได้ถาม

พวกพราหมณ์ว่า พระศาสดาผู้ยังโลกให้ยินดี ประทับอยู่ที่ไหน ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายตอบว่า พระศาสดาอันนรชนและทวยเทพถวายวันทนาเสด็จเข้าไปสู่บุรีเพื่อทรงแสวงหาพระกระยาหารแล้ว พระองค์ก็คงเสด็จกลับมาท่านขวนขวายที่จะเข้าเฝ้าพระมุนีเจ้า ก็จงรีบเข้าไปถวายบังคมพระองค์ผู้เป็นเอกอัครบุคคลนั้นเถิด

ลำดับนั้น เรารีบไปยังเมืองสาวัตถีบุรีอันอุดม ได้พบพระองค์ผู้ไม่กำหนัดในอาหาร ไม่ทรงมุ่งด้วยความโลภ ทรงยังอมตธรรมให้โชติช่วง อยู่ ณ พระนครนี้ ประหนึ่งว่าเป็นที่อยู่ของศิริ พระพักตร์โชติช่วงเหมือนรัศมีพระอาทิตย์ ทรงถือบาตรกำลังเสด็จโคจรบิณฑบาตอยู่ ครั้นพบพระองค์แล้ว เราจึงได้หมอบลงแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ผู้เสียหายไปในทางที่น่าเกลียดด้วยเถิด พระมุนีผู้สูงสุดได้ตรัสว่า เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต เพื่อประโยชน์แก่การยังสัตว์ให้ข้ามพ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงธรรมแก่ท่าน ครั้งนั้น เราปรารถนาได้ธรรมนัก จึงได้ทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าบ่อยๆ พระองค์ได้ตรัสพระธรรมเทศนาสุญญตบทอันลึกซึ้งแก่เรา เราได้สดับธรรมของพระองค์แล้ว โอ เราเป็นผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

พระพาหิยทารุจิริยเถระผู้ล้มลงที่กองหยากเยื่อ เพราะแม่โคภูตผีมองไม่เห็นตัวขวิดเอา ได้กล่าวพยากรณ์ด้วยประการดังกล่าวฉะนี้พระเถระผู้มีปรีชามาก เป็นนักปราชญ์ ครั้นกล่าวบุรพจริตของตนแล้ว ท่านปรินิพพาน ณ พระนครสาวัตถี เมืองอุดมสมบูรณ์สมเด็จพระฤาษีผู้สูงสุดเสด็จออกจากพระนคร ทอดพระเนตรเห็นท่านพระพาหิยะผู้นุ่งผ้าคากรองนั้น ผู้เป็นนักปราชญ์ มีความเร่าร้อนอันลอยเสียแล้ว ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจเสาคันธงถูกลมล้มลง ฉะนั้นหมดอายุ กิเลสแห้ง ทำกิจพระศาสนาของพระชินสีห์เสร็จแล้วลำดับนั้น

พระศาสดาตรัสเรียกพระสาวกทั้งหลาย ผู้ยินดีในพระศาสนามาสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับร่างของเพื่อนสพรหมจารีแล้วเผาเสีย จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชามาก นิพพานแล้วสาวกผู้ทำตามคำของเราผู้นี้ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็วพลัน คาถาแม้ตั้งพัน ถ้าประกอบด้วยบทที่แสดงความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ไซร้ คาถาบทเดียวที่บุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ก็ประเสริฐกว่า น้ำ ดิน ไฟ และ ลม ไม่ตั้งอยู่ในนิพพานใดในนิพพานนั้น บุญกุศลส่องไปไม่ถึง พระอาทิตย์ส่องแสงไม่ถึงพระจันทร์ก็ส่องแสงไม่ถึง ความมืดก็ไม่มี อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ผู้ชื่อว่ามุนีเพราะความเป็นผู้นิ่ง รู้จริงด้วยตนเองแล้ว เมื่อนั้นเขาย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์ พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่นับถือของโลกทั้งสาม ได้ภาษิตไว้ด้วยประการดังกล่าวฉะนี้แล.

ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล.

จบ พาหิยเถราปทาน.

จบ ๖. พาหิยเถราปทาน