arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ปังสุกุลสวรรค

๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปังสุกุลสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ปุฬินุปปาทกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๗๒ หน้า ๑๓๑–๑๓๗

หน้า ๑๓๑

ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๖ (๔๘๖)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระธาตุ

[๗๖] เมื่อพระโลกนาถผู้นำโลก

พระนามว่าสิทธัตถะ ปรินิพพาน เราได้นำพวกญาติของเรามาทำการบูชาพระธาตุ

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-ธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน

ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบธาตุปูชกเถราปทาน

อรรถกถาอปทานที่ ๔,๕ และ ๖

อปทานที่ ๔,๕ และ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗ (๔๘๓)

ว่าด้วยผลแห่งการก่อพระเจดีย์ทราย

[๗๗] เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่

ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อันอมนุษย์เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น

หน้า ๑๓๒

ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผมสะพายคนโทน้ำ

เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกไปจากป่าใหญ่

ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา

เขาทั้งหลายขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ในป่าใหญ่

เราออกจากอาศรม ก่อพระเจดีย์ทราย

แล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น

เรายังจิตให้เลื่อมใสพระเจดีย์นั้น แล้ว

เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถุปที่ท่านนมัส-

การก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้ว ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย.

เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้นี้

พระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธ -เจ้าผู้ประเสริฐสุด มียศใหญ่เหล่านั้น.

ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้า

ผู้มีความเพียรใหญ่ รู้ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็น

หน้า ๑๓๓

ผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไรมีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็นดังฤา.

เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ถ้วน มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและเหมือนผลมะกล่ำ

อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จ

ดำเนินไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอกพระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ

อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระ-พุทธเจ้าทั้งหลาย

และพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่

หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช ฉะนั้นพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์ และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย

ทรงหลุดพ้นจากการถือตัวและดูหมิ่น

ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระ-พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

หน้า ๑๓๔

และพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จ

อุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประ-กาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น

ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น

ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้น เป็น

เช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใครเทียมเท่าพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใคร ๆ ไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ.

ศิษย์ทุกตนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชม

ถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสัตติกำลัง

พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของ

ตน เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทรายในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว

เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่อาศรม ศิษย์

ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา

หน้า ๑๓๕

ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น ดุจโคอุสภะ คำรณดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.

เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ-

องค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปคือกอง-ทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็นศาสดาพระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระ-มารดาแล้ว.

เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้น

แล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ

ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังนอนเจ็บหนัก ระลึก

ถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง

ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิง

ตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน

พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลี

เหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญ

เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้

ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลายท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย

หน้า ๑๓๖

ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน

พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและกลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ

เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยัง

เทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง

ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไปอย่าง

สับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย

ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอัน

มากต่างก็ออกดอกบานฉันใด เราก็เป็นผู้อันพระ-ศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย ฉันนั้นเหมือนกัน

ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำ

เอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว ฉะนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญ

พระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ

หน้า ๑๓๗

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน

ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบปุฬินุปปาทกเถราปทาน

อรรถกถาปุฬินุปปทากเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า จตฺตลีสทิชาปิ จ ได้แก่ ชื่อว่า ทิชา เพราะเกิด ๒ ครั้งอธิบายว่า ชื่อว่า ทิชา เพราะฟันที่งอกขึ้นในวัยเป็นเด็กหักไปแล้ว งอกขึ้นอีกและฟันเหล่านั้นจึงชื่อว่า ทิชา ก็การพยากรณ์ในนิทานกถา ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล้วทีเดียว.

จบอรรถกถาปุฬินุปปาทกเถราปทาน

ตรณิยเถราปทานที่ ๘ ( ๔๘๘)

ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน

[๗๘] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

อัตถทัสสี ผู้เป็นสยัมภู เป็นนายกของโลก

พระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำวินตา

เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจาก

น้ำแล้วประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฟาก

จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้นายกของโลก

จบ ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน