พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ติณทายกวรรค
๑๐. สุคันธเถราปทาน เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในติณทายกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ติณทายกวรรค สุคันธเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๗๒ หน้า ๒๐๔–๒๑๒
สุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
[๑๒๐] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
พราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่มีพระนามว่ากัสสปะประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในภัทรกัปนี้
พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะมี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันรัศมีวาหนึ่งแวดล้อม มีข่ายรัศมีบังเกิดปรากฏ ก่อให้เกิดความยินดีเหมือนพระจันทร์ ส่องแสงสว่างเหมือนพระอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็นเหมือนเมฆฝน เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร
พระองค์ประหนึ่งว่า แผ่นดินโดยศีล
ประหนึ่งว่า ภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ ประหนึ่งว่าอากาศโดยปัญญา เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวเสมือนลมฉะนั้น
พระองค์ไม่ทรงบกพร่องเหมือนวิหาร
ทรงแกล้วกล้าในบริษัท ทรงประกาศสัจธรรมช่วยมหาชนให้รอดพ้น
ครั้งนั้น เราเป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่
ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย
เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน
ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะ กำลังทรงแสดง
พระธรรมเทศนา เรื่องบทอมตธรรม
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้
เป็นเทพยิ่งกว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเกลี้ยงเกลา
น่ารัก มีพระสุรเสียงสม่ำเสมอเหมืนนกการะเวกมีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และเสียงกลอง
ใหญ่ ยังมหาชนให้ทราบชัดได้ และได้สดับ
พระสุรเสียงอันไพเราะ จึงได้ละโภคทรัพย์มิใช่
น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต เราบวชแล้วเช่นนี้
ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณ
อันวิจิตร
เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้
พรรณนาพระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณ
เหมือนทองคำ ในท่ามกลางบริษัทบ่อย ๆ ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระ
ขีณาสพ เป็นผู้ตื่นแล้วไม่มีทุกข์ ทรงตัดความ
สงสัยได้แล้วทรงถึงควานสั้นกรรมทุกอย่าง ทรง
พ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้นั้น เป็นผู้
ตื่นแล้ว ทรงแกล้วกล้าดุจสีหะ พระองค์เป็นผู้
ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจักรแก่โลก พร้อม
ทั้งเทวโลก ทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่น
ทรงสงบระงับเอง และทรงทำผู้อื่นให้สงบระงับเป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผุ้อื่นให้ดับกิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้เบาใจ
ทรงมีความเพียร องอาจ กล้าหาญ มี
พระปัญญา ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมารไม่ทรงคนอง ทรงหมดความห่วงใย
เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน เป็น
นักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทันเป็นมุนี มีปรกตินำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวกครู ดังโคอุสภราช พระยาคชสาร (และ) ไกรสรสีหราช
เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน
เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้า-โศก ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้ประเสริฐ สะอาดหมดจด
เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ
เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน ยิ้มแย้ม
ทรงทำการฝึกอินทรีย์ เป็นผู้ทำตนไป
เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำสัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟังเป็นผู้สรรเสริญ
เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มี
ทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหาปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้กล่าวเป็นผู้ทำให้ปรากฏ
เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์
เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้เหือดแห้ง
ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอด้วยผู้เสมอ ไม่
มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้นำ เป็นนักบวชองค์ที่ ๗
ทรงข้ามพ้นความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือ
พระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วงเวไนยสัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร
ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
มีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำ
อมตมหานิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมและในพระสงฆ์จึงมีประโยชน์ใหญ่
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะอย่างสูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เสวยมหันตสุข
ในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์เป็นผู้มีกลิ่นหอม
ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวเองเรา
ก็เช่นนั้นเหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนั้น นั่นแหละฟุ้งไปเนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอมทุกอย่าง
กลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ สรีระของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดังดอกปทุม ดอกอุบลและดอกจำปาฉะนั้น
ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญ
คุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้นซึ่งเราได้กล่าวแล้ว
ครั้นเรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธ-
เจ้าซึ่งนำประโยชน์และความสุขมาให้แล้ว เป็น
ผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งดงามรุ่งเรือง น่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดูแคลนไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญา
ขวนขวายในธรรมที่เป็นที่สิ้นกิเลส
สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธเจ้าได้นิพพานโดยง่ายเราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่านทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเรื่อง
เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เราจะเกิดในภพใด ๆ ก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้น ๆ
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุด
ทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ อันปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ถึงความสุข เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงขอว่า ทรงประทานความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย
เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
ว่ามีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นจึงเป็นผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรงชำนะมาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์ ถึงเสียได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง
เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระ-
สัมพุทธเจ้า ชื่อว่าทำพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่งหมู่ชน เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชมเหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาลฉะนั้น เราเชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถเพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่านพระวังคีสะ
คนพาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึง
ดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่คนพาลพวกนั้น โดยชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น เราได้ช่วยนำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วยการสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจไม่มีกิเลส
เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญา
เครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอันละเอียด
เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างจักข้ามพ้น
สาครคือสงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึงควานดับสนิท
ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด
ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสุคันธเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๒. เวจจทายกเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน๙. อามัฑผลทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน
ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา.
จบติณทายกวรรคที่ ๕๓
อรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น
อปทานทั้งหมด ในวรรคที่ ๕๐ วรรคที่ ๕๑ วรรคที่ ๕๒ และวรรคที่ ๕๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น
กัจจายนวรรคที่ ๕๔
มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑ (๕๑๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัจจายนเถระ
[๑๒๑] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้
พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ มีพระ-อินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทินคล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ เหมือนรัศมีพระอาทิตย์ฉะนั้น
น้ำตาและใจของสัตว์ลง ประดับด้วย
พระลักษณะอันประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุกอย่าง อันหมู่มนุษย์และอมรเทพสักการะ
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้
ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระสันดานมากไปด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่ประชุม
จบ ๑๐. สุคันธเถราปทาน