พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหานิบาต
๑. เตมิยชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๔–๔๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในมหานิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
มหานิปาตํ
๑ เตมิยชาตกํ ๑
มหานิบาตชาดก
๑. เตมิยชาดก
พระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต เตมิยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
มา ปณฺฑิจฺจยํ ๒ วิภาวย พาลมโต ภว สพฺพปาณินํ
สพฺโพ ตญฺชโน โอจินายตุ เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ
ท่านจงอย่าแสดงตนเป็นคนฉลาด จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าตนเป็นคนโง่คนทั้งหมดนั้นจะได้ดูหมิ่นท่านว่า เป็นคนกาฬกัณณี ความประสงค์ของท่านจะสำเร็จด้วยอาการอย่างนี้.
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ เทวเต
อตฺถกามาสิ เม อมฺม หิตกามาสิ เทวเต ฯ
ดูกรแม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่านกล่าว ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาจะเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า.
กินฺนุ สนฺตรมาโนว กาสุํ ขณสิ สารถิ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ กาสุยา กริสฺสสิ ฯ
ดูกรนายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไม เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกท่านจักทำประโยชน์อะไรด้วยหลุม.
รญฺโญ มูโค จ ปกฺโข จ ปุตฺโต ชาโต อเจตโส
โสมฺหิ รญฺญา สมชฺฌิตฺโถ ปุตฺตํ เม นิกฺขณํ วเน ฯ
พระราชโอรสของพระราชาเป็นใบ้ เป็นง่อยเปลี้ย ไม่มีจิตใจ พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า พึงฝังลูกเราเสียในป่า.
น พธิโร น มูโคสฺมิ น ปกฺโข น จ ปงฺคุโล
อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน
อุรู พาหู จ เม ปสฺส ภาสิตญฺจ สุโณหิ เม
อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
ดูกรนายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก มิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นง่อยเปลี้ยมิได้มีอินทรีย์วิกลการ ถ้าท่านพึงฝังเราในป่า ท่านก็ชื่อว่าพึงกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เชิญท่านดูขาและแขนของเรา และเชิญฟังคำภาษิตของเราถ้าท่านพึงฝังเราเสียในป่า ท่านก็ชื่อว่าพึงกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท
โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใครหรือว่าเป็นบุตรของใคร เราทั้งหลายจะรู้จักท่านอย่างไร.
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท
กาสิรญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ กาสุยา นิขญฺญสิ ๓
ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ ตฺวํ สมฺมูปชีวสิ
อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน
ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา
น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ ๑ หิ ปาปโก
ยถา รุกฺโข ตถา ราชา ยถา สาขา ตถา อหํ
ยถา ฉายูปโค โปโส เอวํ ตฺวมสิ สารถิ
อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
๑ สี. ม. มูคปกฺขชาตกํ ฯ ๒ ยุ. ปณฺฑิจฺจิยํ ฯ ๓ สี. ยุ. นิฆญฺญสิ ฯ
นิหญฺญสิ อิติปิ ฯ
เราไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็นคนธรรพ์ ไม่ใช่เป็นท้าวสักกปุรินททะเราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสีผู้ที่ท่านอาศัยบารมีเลี้ยงชีพอยู่ ดูกรนายสารถีถ้าท่านพึงฝังเราเสียในป่า ท่านก็ชื่อว่าพึงกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทราม พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็นเหมือนกิ่งไม้ ท่านสารถีเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ดูกรนายสารถีถ้าท่านพึงฝังเราเสียในป่า ท่านก็ชื่อว่าพึงกระทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.
พหุตพฺภกฺโข ๒ ภวติ วิปฺปวุตฺโถ สกงฺฆรา
พหู นํ อุปชีวนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
ยํ ยํ ชนปทํ ยาติ นิคเม ราชธานิโย
สพฺพตฺถ ปูชิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ๓ นาติมญฺเญติ ขตฺติโย ๔
สพฺเพ อมิตฺเต ตรติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
อกุทฺโธ สฆรํ เอติ สภาย ปฏินนฺทิโต
ญาตีนํ อุตฺตโม โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ ครุ โหติ สคารโว
วณฺณกิตฺติภโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
ปูชโก ลภเต ปูชํ วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ
ยโสกิตฺติญฺจ ปปฺโปติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
อคฺคิ ยถา ปชฺชลติ เทวตาว วิโรจติ
สิริยา อชฺชหิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
คาโว ตสฺส ปชายนฺติ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ
วุตฺตานํ ผลมสฺนาติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
ทริโต ปพฺพตาโต วา รุกฺขโต ปติโต นโร
จุโต ปติฏฺฐํ ลภติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
วิรูฬฺหมูลสนฺตานํ นิโคฺรธมิว มาลุโต
อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
๑ สี. ยุ. มิตฺตทูโภ ฯ ๒ ม. ปหูตภกฺโข ฯ ๓ ม. ปสาหนฺติ ฯ ๔ ม. นาติพญฺญนฺติ
ขตฺติยา ฯ
ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ออกจากเรือนของตน ไปในที่ไหนๆ ย่อมมีอาหารมากมาย คนเป็นอันมากย่อมอาศัยผู้นั้นเป็นอยู่ ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นไปยังชนบท นิคม ราชธานีใดๆ ย่อมเป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม ราชธานีนั้นๆ บูชา ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นโจรทั้งหลายไม่ข่มเหง พระมหากษัตริย์ ก็ไม่ทรงดูหมิ่น และผู้นั้นย่อมข้ามพ้นศัตรูทั้งปวงได้ ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นไม่ได้โกรธเคืองใครๆมายังเรือนของตน ย่อมเป็นผู้อันมหาชนยินดีต้อนรับในสภา ทั้งเป็นผู้สูงสุดในหมู่ญาติ ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นสักการะคนอื่นแล้วย่อมเป็นผู้อันคนอื่นสักการะตอบ เคารพคนอื่นแล้ว
ย่อมเป็นผู้อันคนอื่นเคารพตอบ ทั้งเป็นผู้อันบุคคลกล่าวสรรเสริญเกียรติคุณ ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร บูชาผู้อื่น ย่อมได้บูชาตอบ ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้ไหว้ตอบทั้งย่อมถึงอิสริยยศและเกียรติยศ ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ ย่อมไพโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ละแล้วผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร โคของผู้นั้นย่อมเกิดมากมูล พืชในนาย่อมงอกงาม ผู้นั้นย่อมได้บริโภคผลที่หว่านลงแล้ว นรชนใดไม่ประทุษร้ายมิตร นรชนนั้น พลาดจากภูเขา หรือพลาดตกจากต้นไม้ ย่อมได้ที่พึ่งผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่ข่มขี่ผู้นั้น เหมือนต้นไทรที่มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว ลมประทุษร้ายไม่ได้ฉะนั้น.
เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด เกล้ากระหม่อม จักนำพระองค์เสด็จกลับยังพระราชมณเฑียร เชิญพระองค์เสวยราชสมบัติ พระองค์จงทรงพระเจริญ จะทรงหาประโยชน์อะไรอยู่ในป่าเล่า.
อลํ เม เตน รชฺเชน ญาตเกน ๑ ธเนน วา
ยํ เม อธมฺมจริยาย รชฺชํ ลพฺเภถ สารถิ ฯ
ดูกรนายสารถี เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ พระประยูรญาติ หรือทรัพย์สมบัติ ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติธรรม.
ปุณฺณปตฺตํ มํ ลาเภหิ ๒ ราชปุตฺโต อิโต คโต
ปิตา มาตา จ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา
เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ๓ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
พหุตฺตธญฺญา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา
อุปยานานิ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จกลับจากที่นี้แล้ว จะทำให้เกล้ากระหม่อมได้รางวัลที่น่ายินดี เมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว พระชนกและพระชนนีพึงพระราชทานรางวัลแก่เกล้ากระหม่อม ข้าแต่พระราชโอรสเมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว นางสนม พวกกุมาร พ่อค้า และพวกพราหมณ์ จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่เกล้ากระหม่อม ข้าแต่พระราชโอรสเมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ จะพึงดีใจให้รางวัล แก่เกล้ากระหม่อม ข้าแต่พระราชโอรสเมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว ชาวชนบท และชาวนิคม ผู้มีธัญญาหารมากมาย จะมาประชุมกันให้เครื่องบรรณาการแก่เกล้ากระหม่อม.
ปิตุ มาตุ จหํ จตฺโต รฏฺฐสฺส นิคมสฺส จ
อโถ สพฺพกุมารานํ นตฺถิ มยฺหํ สกํ ฆรํ ฯ
อนุญฺญาโต อหํ มตฺยา สญฺจตฺโต ปิตรา อหํ
เอโก อรญฺเญ ปพฺพชิโต น กาเม อภิปตฺถเย ฯ
๑ ม. ญาตเกหิ ฯ ๒ สี. ยุ. ปลาเภหิ ฯ ๓ สี. ยุ. เตปิ ทชฺชุํ ปตีตา เม ฯ
เราเป็นผู้อันพระชนกและพระชนนี ชาวแว่นแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว เราไม่มีเรือนของตน เราอันพระชนนีทรงอนุญาตแล้ว และพระชนกก็ทรงยินดี สละอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย เราจะบวช.
อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ
วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ
อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ
วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
ความปรารถนาผลของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน เราเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว ดูกรนายสารถี ท่านจงรู้อย่างนี้ ประโยชน์โดยชอบของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จโดยแท้ เราเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว เราออกบวชแล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
เอวํ วคฺคุกโถ สนฺโต วิสฺสฏฺฐวจโน จ โส ๑
กสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ
พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาอันไพเราะ สละสลวยอย่างนี้ เพราะเหตุไรพระองค์จึงไม่ตรัสในสำนักพระชนกและพระชนนีในกาลนั้น.
นาหํ อสนฺธิตา ปกฺโข น พธิโร อโสตตา
นาหํ อชิวฺหตา มูโค มา มํ มูคมธารยิ ฯ
ปุริมํ สรามหํ ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยึ
การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ
วีสติญฺเจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยึ
อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจสึ ๒ ฯ
ตสฺส รชฺชสฺสหํ ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ
ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณึ ตทา ฯ
อุจฺจงฺเก มํ นิสีเทตฺวา ปิตา อตฺถานุสาสติ
เอกํ หนถ พนฺธถ เอกํ ขราปติจฺฉกํ ฯ
เอกํ สูลสฺมิ อุพฺเพถ อิจฺจสฺส อนุสาสติ
ตายาหํ ผรุสํ สุตฺวา วาจาโย สมุทีริตา ฯ
อมูโค มูควณฺเณน อปกฺโข ปกฺขสมฺมโต
สเก มุตฺตกรีสสฺมึ อจฺฉาหํ สํปริปฺลุโต ฯ
กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ
โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ
ปญฺญาย จ อลาเภน ธมฺมสฺส จ อทสฺสนา
โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ
อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ
วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ
อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ
วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
๑ ม. จสิ ฯ ๒ ม. อปจฺจิสํ ฯ ยุ. อปจฺจยึ ฯ
เราเป็นคนง่อยเปลี้ยเพราะไม่มีเครื่องต่อก็หาไม่ เป็นคนหนวกเพราะไม่มีช่องหูก็หาไม่ เป็นคนใบ้เพราะไม่มีลิ้นก็หาไม่ ท่านอย่าเข้าใจว่าเราเป็นใบ้ เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้ เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว ต้องไปตกนรกอันกล้าแข็ง เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นยี่สิบปีแล้วต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ๘๐,๐๐๐ ปี เรากลัวจะต้องเสวยราชสมบัตินั้น จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พูดในสำนักของพระชนก และพระชนนีในกาลนั้น พระชนกทรงอุ้มเรา ให้นั่งบนพระเพลา แล้วตรัสสั่งข้อความว่า จงฆ่าโจรคนหนึ่ง จงขังโจรคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ
จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่ง แล้วราดด้วยน้ำแสบที่แผล จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว พระชนกตรัสสั่งข้อความแก่มหาชนด้วยประการดังนี้ เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคาย ที่พระชนกตรัสนั้น จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ เรามิได้เป็นใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเหมือนเป็นคนง่อยเปลี้ย เราแกล้งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ในอุจจาระปัสสาวะของตน ชีวิตเป็นของฝืดเคือง เป็นของน้อยทั้งประกอบไปด้วยทุกข์ ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้ว พึงก่อเวรกับใครๆ ใครเล่าได้อาศัยชีวิตนี้แล้ว พึงก่อเวรกับใครๆ เพราะไม่ได้ปัญญา และเพราะไม่เห็นธรรม ความหวังผลของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอนเราเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว ดูกรนายสารถี ท่านจงรู้อย่างนี้ประโยชน์โดยชอบของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จโดยแท้ เราเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว เราออกบวชแล้วเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
อหมฺปิ ปพฺพชิสฺสามิ ราชปุตฺต ตวนฺติเก
อวฺหยสฺสุ มํ ภทฺทนฺเต ปพฺพชฺชา มม รุจฺจติ ฯ
ข้าแต่พระราชโอรส แม้เกล้ากระหม่อม ก็จักบวชในสำนักของพระองค์ขอพระองค์ได้โปรดตรัสอนุญาตให้เกล้ากระหม่อมบวชด้วยเถิด ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ เกล้ากระหม่อมก็ชอบบวช.
รถํ นิยฺยาทยิตฺวาน อนโณ เอหิ สารถิ
อนณสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ
ดูกรนายสารถี เรามอบรถให้ท่านไว้ ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้มา จริงอยู่การบรรพชา ของบุคคลผู้ไม่มีหนี้ ท่านผู้แสวงหาทั้งหลายสรรเสริญ.
ยเทว ตฺยาหํ วจนํ อกรํ ภทฺทมตฺถุ เต
ตเทว เม ตฺวํ วจนํ ยาจิโต กตฺตุมรหสิ ฯ
อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ ยาว ราชานมานเย
อปฺเปว เต ปิตา ทิสฺวา ปตีโต สุมโน สิยา ฯ
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ เมื่อใด เกล้ากระหม่อมได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว เมื่อนั้น เกล้ากระหม่อมทูลวิงวอนแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงโปรดกระทำตามคำของเกล้ากระหม่อม ขอพระองค์จงประทับรออยู่ ณ ที่นี้จนกว่าเกล้ากระหม่อมจะเชิญเสด็จพระราชามา เมื่อพระชนกของพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นแล้ว จะพึงทรงมีพระปีติโสมนัสเป็นแน่.
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ สารถิ
อหมฺปิ ทฏฺฐุกาโมสฺมิ ปิตรํ เม อิธาคตํ ฯ
เอหิ สมฺม นิวตฺตสฺสุ กุสลํ วชฺชาสิ ญาตินํ
มาตรํ ปิตรํ มยฺหํ วุตฺโต วชฺชาสิ วนฺทนํ ฯ
ดูกรนายสารถี เราจะทำตามคำที่ท่านกล่าวกะเรา แม้เราก็ปรารถนาจะได้เห็นพระชนกของเราเสด็จมา ณ ที่นี้ เชิญท่านกลับไปเถิด ท่านได้ทูลพระประยูรญาติด้วยก็เป็นความดี ท่านเป็นผู้อันเราสั่งแล้ว พึงกราบทูลถวายบังคมพระชนนีและพระชนกของเรา.
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ
สารถิ รถมารุยฺห ราชทฺวารํ อุปาคมิ ฯ
นายสารถีจับพระบาทของพระโพธิสัตว์ และกระทำประทักษิณแล้ว ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไป ยังพระทวารพระราชวัง.
สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ
อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ อุทิกฺขติ
อยํ โส สารถิ เอติ นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ
นิหโต นูน เม ปุตฺโต ปฐพฺยา ภูมิวฑฺฒโน
อมิตฺตา นูน นนฺทนฺติ ปตีตา นูน เวริโน
อาคตํ สารถึ ทิสฺวา นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ
สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ
อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ ปริปุจฺฉติ ๑ ฯ
กินฺนุ มูโค กินฺนุ ปกฺโข กินฺนุ โส วิลปี ตทา
นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ สารถิ ฯ
กถํ หตฺเถหิ ปาเทหิ มูโค ปกฺโข วิวชฺชยิ
นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
พระราชชนนีทอดพระเนตรเห็นรถเปล่า นายสารถีกลับมาแต่ผู้เดียวทรงกรรแสง มีพระเนตรชุ่มด้วยน้ำอัสสุชล ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่ ทรงเข้าพระทัยว่านายสารถีฝังลูกของเราเสร็จแล้วกลับมา ลูกของเราอันนายสารถีฝังในแผ่นดิน ถมแผ่นดินแล้วเป็นแน่ ศัตรูทั้งหลายย่อมพากันยินดี คนมีเวรทั้งหลายย่อมพากันอิ่มใจแน่แท้ เพราะเห็นนายสารถีกลับมา เพราะนายสารถีฝังลูกของเรา พระราชชนนีทอดพระเนตรเห็นรถเปล่า และนายสารถีกลับมาแต่ผู้เดียว จึงทรงกรรแสง มีพระเนตรชุ่มด้วยน้ำอัสสุชล ตรัสถามนายสารถีระร่ำระรักว่า ลูกของเราเป็นใบ้หรือ เป็นง่อยเปลี้ยจริงหรือ ลูกของเราขณะเมื่อท่านจะฝังในแผ่นดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า ดูกรนายสารถี ขอได้บอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด ลูกของเราเป็นใบ้ ง่อยเปลี้ย เมื่อท่านจะฝังลงแผ่นดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา.
อกฺเขยฺยนฺเต อหํ อยฺเย ทชฺชาสิ อภยํ มม
ยํ เม สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
ขอเดชะพระแม่เจ้า ขอได้โปรดพระราชทานอภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลตามที่ได้ยินและได้เห็นมา ในสำนักพระราชโอรส.
อภยํ สมฺม เต ทมฺมิ อภีโต ภณ สารถิ
ยนฺเต สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
๑ ม. โรทนฺตี ปริปุจฺฉิ นํ ฯ
ดูกรนายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยแก่ท่าน อย่ากลัวเลย จงพูดไปเถิดตามที่ท่านได้ฟัง หรือได้เห็นมาในสำนักพระราชโอรส.
น โส มูโค น โส ปกฺโข วิสฏฺฐวจโน จ โส
รชฺชสฺส กิร โส ภีโต อกรา ๑ อาลเย พหู ฯ
ปุริมํ สรติ โส ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยิ
การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ
วีสติ เจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยิ
อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจิ โส ฯ
ตสฺส รชฺชสฺส โส ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ
ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ
องฺคปจฺจงฺคสมฺปนฺโน อาโรหปริณาหวา
วิสฺสฏฺฐวจโน ปญฺโญ มคฺเค สคฺคสฺส ติฏฺฐติ ฯ
สเจ ตฺวํ ทฏฺฐุกามาสิ ราชปุตฺตํ ตวตฺรชํ
เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
พระราชโอรสนั้น มิได้ทรงเป็นใบ้ มิได้เป็นง่อยเปลี้ย มีพระวาจาสละสลวย ทราบว่า พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ จึงได้ทรงกระทำการลวงเป็นอันมาก พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อนที่พระองค์ได้เสวยราชสมบัติได้ พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว ต้องไป
ตกนรกอันกล้าแข็ง พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี แล้ว
ต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ๘๐๐๐๐ ปี พระองค์ทรงกลัวจะต้องเสวยราชสมบัตินั้น จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอชนทั้งหลายอย่าอภิเษกเราในราชสมบัติเลย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสในราชสำนัก ของพระชนกและพระชนนีในกาลนั้น พระราชโอรสทรงสมบูรณ์ด้วยอังคาพยพ มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญาเฉียบแหลม ทรงสถิตอยู่ในทางสวรรค์ ถ้าพระแม่เจ้าทรงปรารถนาพระราชโอรสของพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าเสด็จไปให้ถึงสถานที่ ซึ่งพระเตมีย์ราชโอรสประทับอยู่เถิด พระพุทธเจ้าข้า.
โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส กจฺฉํ นาคานิ ๒ พนฺธถ
อุทีรยนฺตุ สงฺขปณฺฑวา นทนฺตุ เอกโปกฺขรา ฯ
นทนฺตุ เภรี สนฺนทฺธา วคฺคู นทนฺตุ ๓ ทุนฺทุภี
เนคมา จ มํ อเนฺวนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ๔ ฯ
โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา
ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ
สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา
ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ
๑ สี. ยุ. อกรี ฯ ๒ ม. นาคาน ฯ ๓ ม. วาทนฺตุ ฯ ๔ ม. นิเวทโก ฯ อิโต ปรํ
อีทิสเมว ฯ
เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ จงเทียมม้า จงผูกเครื่องประดับช้าง จงกระทั่งสังข์และบัณเฑาะว์ จงตีกลองหน้าเดียว จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ ขอชาวนิคม จงตามเรามา เราจักไปให้โอวาทพระราชโอรส นางสนม พวกกุมาร พวกพ่อค้า และพวกพราหมณ์จงรีบตระเตรียมยาน เราจักไปให้โอวาทพระราชโอรส พวกกองพลช้างกองพลม้า กองพลรถและกองพลราบ จงรีบเทียมยาน เราจักไปให้โอวาทพระราชโอรส ชาวชนบท และชาวนิคม จงมาพร้อมกัน จงรีบตระเตรียมยาน เราจักไปให้โอวาทพระราชโอรส.
อสฺเส จ สารถี ยุตฺเต สินฺธเว สีฆวาหเน
ราชทฺวารํ อุปาคญฺฉฉ ยุตฺตา เทว อิเม หยา ฯ
พวกสารถี จูงม้าที่เทียมรถและม้าสินธพ ซึ่งเป็นพาหนะว่องไว มายังประตูพระราชวัง แล้วกราบทูลว่า ม้าทั้งสองนี้เทียมไว้เสร็จแล้วพระเจ้าข้า.
ถูลา ชเวน หายนฺติ กีสา หายนฺติ ถามสา
กีเส ถูเล วิวชฺชิตฺวา ๑ สํสฏฺฐา โยชิตา หยา ฯ
ม้าอ้วนไม่มีความว่องไว ม้าผอมไม่มีเรี่ยวแรง จงเว้นม้าผอมและม้าอ้วนเสีย เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์.
ตโต ราชา ตรมาโน ยุตฺตมารุยฺห สนฺทนํ
อิตฺถาคารํ อชฺฌภาสิ สพฺพาว อนุยาถ มํ ฯ
วาลวีชนิมุณฺหีสํ ขคฺคํ ฉตฺตญฺจ ปณฺฑรํ
อุปาธี รถมารุยฺห สุวณฺเณหิ อลงฺกตา ฯ
ตโต จ ราชา ปายาสิ ปุรกฺขิตฺวาน สารถึ
ขิปฺปเมว อุปาคญฺฉิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับสินธพ อันเทียมแล้ว ได้ตรัสกับนางชาววังว่า จงตามเรามาทุกคน พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องปัญจราชกกุธภัณฑ์ คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร และฉลองพระบาททอง ให้ขนขึ้นรถไปด้วย ลำดับนั้นแล พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทางเสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่ ที่พระเตมีย์ ราชฤาษีประทับอยู่โดยพลัน.
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตมิว เตชสา
ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ เตมิโย เอตทพฺรวิ ฯ
กจฺจิ นุ ตาต กุสลํ กจฺจิ ตาต อนามยํ
สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา มยฺห มาตโร ฯ
ส่วนพระเตมีย์ราชฤาษี ทอดพระเนตรเห็นพระชนกนาถกำลังเสด็จมาทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ทรงปราศจากพระโรคาพาธหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ ราชกัญญาทั้งปวง และโยมพระมารดาของอาตมภาพไม่มีพระโรคพาธหรือ.
กุสลญฺเจว เม ปุตฺต อโถ ปุตฺต อนามยํ
สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา ตุยฺห มาตโร ฯ
ดูกรพระลูกรัก ดิฉันไม่มีโรคาพาธ สุขสำราญดี พระราชกัญญาทั้งปวงและโยมพระมารดาของพระลูกรักไม่มีโรคาพาธ.
กจฺจิ อมชฺชโป ๒ ตาต กจฺจิ เต สุรมปฺปิยํ
กจฺจิ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เต รมตี มโน ฯ
๑ ม. วิวชฺเชตฺวา ๒ สี. กจฺจิสฺสมชฺชโป ฯ
ขอถวายพระพร มหาบพิตรไม่เสวยน้ำจัณฑ์ หรือ ไม่ทรงโปรดปรานน้ำจัณฑ์หรือ พระหฤทัยของมหาบพิตรทรงยินดีในสัจจะ ในธรรมและในทานหรือ.
อมชฺชโป อหํ ปุตฺต อโถ เม สุรมปฺปิยํ
อโถ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เม รมตี มโน ฯ
ดูกรพระลูกรัก ดิฉันไม่ดื่มน้ำจัณฑ์ ไม่โปรดปรานน้ำจัณฑ์ ใจของดิฉันยินดีในสัจจะ ในธรรมและในทาน.
กจฺจิ อโรคํ โยคฺคนฺเต กจฺจิ วหติ วาหนํ
กจฺจิ เต พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
ขอถวายพระพร พาหนะมีม้าเป็นต้นของมหาบพิตรที่เขาเทียมแล้วไม่มีโรคหรือ นำอะไรๆ ไปได้หรือ มหาบพิตรไม่มีพยาธิที่เข้าไปแผดเผาพระสรีระแลหรือ.
อโถ อโรคํ โยคฺคํ เม อโถ วหติ วาหนํ
อโถ เม พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
ดูกรพระลูกรัก พาหนะมีม้าเป็นต้นของดิฉันที่เทียมแล้ว ไม่มีโรค นำอะไรๆ ไปได้ ดิฉันไม่มีพยาธิเข้าไปแผดเผาสรีระ.
กจฺจิ อนฺตา จ เต ผีตา มชฺเฌ จ พหลา ตว
โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ กจฺจิ เต ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
ขอถวายพระพร ปัจจันตชนบทของมหาบพิตรยังเจริญดีอยู่หรือ คามนิคมในท่ามกลางรัฐสีมาของมหาบพิตรยังแน่นหนาดีหรือ ฉางหลวงและท้องพระคลังของมหาบพิตรยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ.
อโถ อนฺตา จ เม ผีตา มชฺเฌ จ พหลา มม
โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ สพฺพํ เม ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
ดูกรพระลูกรัก ปัจจันตชนบทของดิฉันยังเจริญดีอยู่ คามนิคมในท่ามกลางรัฐสีมาของดิฉันยังแน่นหนาดี ฉางหลวงและท้องพระคลังของดิฉันทั้งหมดยังบริบูรณ์ดี.
สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ
ปติฏฺฐาเปนฺตุ ๓ ปลฺลงฺกํ ยตฺถ ราชา นิสกฺกติ ฯ
ขอถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จมาดีแล้ว มหาบพิตรเสด็จไม่ร้าย ขอราชบุรุษทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์ถวายให้พระราชาประทับเถิด.
อิเธว เต นิสินฺนสฺส ๔ นิยเต ปณฺณสนฺถเร
เอตฺโต อุทกมาทาย ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ
ขอเชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูลาดไว้ถวายมหาบพิตร ณที่นี้ จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของมหาบพิตรเถิด.
อิทมฺปิ ปณฺณกํ มยฺหํ รนฺธํ ราช อโลณกํ
ปริภุญฺช มหาราช ปาหุโน เมสิ อาคโต ๕ ฯ
ขอถวายพระพร ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุก (นึ่งแล้ว) ไม่มีรสเค็ม มหาบพิตรผู้เป็นแขกของอาตมภาพเสด็จมาถึงแล้วเชิญเสวยเถิด ขอถวายพระพร.
น จาหํ ปณฺณกํ ภุญฺเช น เหตํ มยฺห โภชนํ
สาลีนํ โอทนํ ภุญฺเช สุจิมํสูปเสจนํ ฯ
ดิฉันไม่บริโภคใบหมากเม่า ใบหมากเม่านี้ไม่ใช่อาหารสำหรับดิฉัน ดิฉันบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ซึ่งปรุงด้วยมังสะอันสะอาด.
อจฺเฉรกํ มํ ปฏิภาติ เอกกมฺปิ รโหคตํ
เอทิสํ ภุญฺชมานานํ เกน วณฺโณ ปสีทติ ฯ
๑ ม. พฺยาธโย ฯ ๒ ม. ปฏิสนฺถตํ ฯ ๓ ม. ปติฏฺฐเปนฺตุ ฯ ๔ ม. นิสินฺทสฺสุ ฯ
๕ ม. เมสิธาคโต ฯ
ความอัศจรรย์ย่อมแจ่มแจ้งกะดิฉัน เพราะได้เห็นพระลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว บริโภคอาหารเช่นนี้ เหตุไรผิวพรรณ (ของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้)จึงผ่องใส.
เอโก ราช นิปชฺชามิ นิยเต ปณฺณสนฺถเร
ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ
น จ เนตฺตึสพนฺธา เม ราชรกฺขา อุปฏฺฐิตา
ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ
อตีตํ นานุโสจามิ นปฺปชปฺปามนาคตํ
ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปมิ เตน วณฺโณ ปสีทติ ฯ
อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา
เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต ฯ
ขอถวายพระพร อาตมภาพนอนผู้เดียวบนเครื่องลาดใบไม้ที่ปูลาดไว้แล้วเพราะการนอนผู้เดียวนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส ใครๆ มิได้ตั้งการรักษาทางราชการที่ต้องผูกเหน็บดาบสำหรับอาตมภาพ เพราะการนอนผู้เดียวนั้นผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่ได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว ไม่ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส คนพาลทั้งหลายย่อมเหือดแห้ง เพราะปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้วเปรียบเหมือนไม้อ้ออันเขียวสด ถูกถอนขึ้นทิ้งไว้ที่แดด ฉะนั้น.
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน ๑
นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ
อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ
ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ
กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย
กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา
ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
ยุวา จ ทหโร จาปิ ๒ ปฐมุปฺปตฺติโต ๓ สุสู
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ดูกรพระลูกรัก ดิฉันขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ กองโล่ห์และพระราชนิเวศน์อันเป็นสถานที่รื่นรมย์แก่พระลูกรักดิฉันขอมอบนางสนมกำนัลผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง ขอพระลูกรักจงปกครองนางสนมกำนัลเหล่านั้น จงเป็นพระราชาของดิฉันทั้งหลาย หญิง ๔ คน เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิง จักยังพระลูกรักให้รื่นรมย์ในกาม พระลูกรักจักทำประโยชน์อะไรในป่า ดิฉันจักนำราชกัญญาจากพระราชาเหล่าอื่นผู้ประดับประดาดีแล้ว พระลูกรักให้พระโอรสเกิดในหญิงเหล่านั้นหลายคนแล้วภายหลังจึงบวชเถิด พระลูกเจ้ายังทรงพระเยาว์หนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระเกศายังดำสนิท จงเสวยราชสมบัติก่อนเถิด พระลูกเจ้าจงทรงพระเจริญ จักกระทำประโยชน์อะไรในป่า.
ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา
ทหรสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ
ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา
พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ นาหํ รชฺเชนมตฺถิโก ฯ
ปสฺสามิ โวหํ ทหรํ อมฺมตาต วทนฺนรํ๕
กิจฺฉาลทฺธํ ปิยํ ปุตฺตํ อปตฺวาว ชรํ มตํ ฯ
ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ จารุทสฺสนึ
นววํสกลีรํว ปลุตฺตํ ๑ ชีวิตกฺขยํ ๒ ฯ
ทหราปิ หิ มียนฺติ นรา จ อถ นาริโย
ตตฺถ โก วิสฺสเส โปโส ทหโรมฺหีติ ชีวิเต ฯ
ยสฺส รตฺยา วิวสาเน อายุ อปฺปตรํ สิยา
อปฺโปทเกว มจฺฉานํ กินฺนุ โกมารกํ ตหึ ฯ
นิจฺจมพฺภาหโต โลโก นิจฺจญฺจ ปริวาริโต
อโมฆาสุ วชนฺตีสุ กึ มํ รชฺเชภิสิญฺจสิ ฯ
๑ ม. ปตฺตี จ วมฺมิโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. จาสิ ฯ ๓ ม. ปฐมุปฺปตฺติโก ฯ
อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ขอถวายพระพร คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม เพราะว่าการบวชของคนหนุ่ม ท่านผู้แสวงหาคุณธรรมมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญคนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์ อาตมภาพไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ อาตมภาพเห็นเด็กชายของท่านทั้งหลาย ผู้เรียกมารดาบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักอันได้มาด้วยยากยิ่งนักยังไม่ทันถึงแก่ก็ตายเสียแล้ว อาตมภาพเห็นเด็กหญิงของท่านทั้งหลายซึ่งสวยสดงดงามน่าดูน่าชม มีอันสิ้นไปแห่งชีวิตเหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน ฉะนั้น จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตามแม้จะยังหนุ่มสาวก็ตายเพราะเหตุนั้น ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นว่า เรายังเป็นหนุ่มสาวอายุของคนเป็นของน้อยนัก เพราะวันคืนล่วงไปๆ เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้สัตว์โลกถูกครอบงำและถูกห้อมล้อมอยู่เป็นนิตย์ เมื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นไปอยู่ มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม.
เกนมพฺภาหโต โลโก เกน จ ปริวาริโต
กาโย อโมฆา คจฺฉนฺติ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
สัตว์โลกอันอะไรครอบงำไว้ และอันอะไรห้อมล้อมไว้ อะไรชื่อว่าสิ่งไม่เป็นประโยชน์เป็นไปอยู่ ดิฉันถามแล้ว ขอพระลูกเจ้าจงบอกข้อนั้นแก่ดิฉัน.
มจฺจุนาพฺภาหโต โลโก ชราย ปริวาริโต
รโตฺย อโมฆา คจฺฉนฺติ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ
ยถาปิ ตนฺเต วีตนฺเต ๓ ยํ ยเทโวปวุยฺหติ ๔
อปฺปกํ โหติ เวตพฺพํ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ฯ
ยถา วาริวโห ปูโร คจฺฉํ น ๕ ปริวตฺตติ
เอวมายุ มนุสฺสานํ คจฺฉํ น ปริวตฺตติ ๑ ฯ
ยถา วาริวโห ปูโร วเห รุกฺเขปกูลเช
เอวํ ชราย มรเณน วุยฺหนฺเต สพฺพปาณิโน ฯ
๑ ม. ปลุคฺคํ ฯ ๒ สี. ยุ. ชีวิตกฺขเย ฯ ๓ ม. วิตเต ฯ ๔ ม. ยํ ยเทวูปวิยฺยติ ฯ
สี. ยุ. ยํ ยํ เทวูปวิยฺยติ ฯ ๕ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ
สัตว์โลกอันความตายครอบงำไว้ อันความแก่ห้อมล้อมไว้ วันคืนชื่อว่าสิ่งไม่เป็นประโยชน์เป็นไป มหาบพิตรจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพรเมื่อด้ายที่เขากำลังทอ ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่จะต้องทอก็ยังเหลืออยู่น้อยเท่านั้น แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น แม้น้ำที่เต็มฝั่งย่อมไม่ไหลไปสู่ที่สูง ฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่กลับมาสู่ความเป็นเด็กอีก ฉันนั้น แม่น้ำที่เต็มฝั่ง ย่อมพัดพาเอาต้นไม้ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไป ฉันใด สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไป ฉันนั้น.
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน
นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ
อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ
ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ
กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย
กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา
ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
ยุวา จ ทหโร จาปิ ปฐมุปฺปตฺติโต สุสู
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ วาหนานิ พลานิ จ
นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ
โคมณฺฑลปริพฺยูโฬฺห ทาสีสงฺฆปุรกฺขิโต ๒
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ดูกรพระลูกรัก ดิฉันขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ กองพลโล่ห์ และพระราชนิเวศน์อันเป็นสถานที่รื่นรมย์แก่พระลูกรัก ดิฉันขอมอบนางสนมกำนัลผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างขอพระลูกจงปกครองนางสนมกำนัลเหล่านั้น จงเป็นพระราชาของดิฉันทั้งหลาย หญิง ๔ คน เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิง จักยังพระลูกรักให้รื่นรมย์ในกาม พระลูกรักจักทำประโยชน์อะไรในป่า ดิฉันจักนำราชกัญญาจากพระราชาเหล่าอื่น ผู้ประดับประดาดีแล้ว มาให้แก่พระลูก พระลูกรักให้พระโอรสเกิดในหญิงเหล่านั้นหลายคนแล้ว ภายหลังจึงบวชเถิด พระลูกเจ้ายังทรงพระเยาว์หนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัยพระเกศายังดำสนิท จงเสวยราชสมบัติก่อนเถิด พระลูกเจ้าจงทรงพระเจริญ จักกระทำประโยชน์อะไรในป่า ดูกรพระลูกรัก ดิฉันขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ พลนิกายและนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์ แก่พระลูกรัก พระลูกรักจงแวดล้อมด้วยราชกัญญาอันงดงามเป็นมณฑล จงห้อมล้อมด้วยหมู่นางทาสี เสวยราชสมบัติก่อนเถิดพระลูกรักจงทรงพระเจริญ จักกระทำประโยชน์อะไรในป่า.
กึ มํ ธเนน ขิยฺเยถ ๓ กึ ภริยาย มริสฺสติ
กึ โยพฺพเนน ชิณฺเณน ๔ ยํ ชรายาภิภุยฺยติ ฯ
ตตฺถ กา นนฺทิ กา ขิฑฺฑา กา รติ กา ธเนสนา
กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา ฯ
โยหํ ๑ เอวํ ปชานามิ มจฺจุ เม นปฺปมชฺชติ
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส กา รติ กา ธเนสนา ฯ
ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ
สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา
ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ
อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ
โจรา ธนสฺส ปตฺเถนฺติ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา
เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโกติ ฯ
เตมิยชาตกํ ปฐมํ ฯ
๑ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ ๒ ม. ...ปุรกฺขโต ฯ อปรํปิ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. กึ ธเนน
ยํ ขีเยถ ฯ สี. กึ ธเนน ยํ ชีเยถ ฯ ๔ สี. ยุ. จิณฺเณน ฯ
มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวซึ่งต้องแก่ ทำไมจะต้องให้ชราครอบงำในโลกพิศวาสอันมีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น จักเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม จะยินดีไปทำไม จะมีประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ อาตมภาพหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพซึ่งรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้วจะยินดีไปทำไม จะประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาทรัพย์ ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมเกิดภัยแก่การหล่นเป็นนิตย์ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นนิตย์ ฉันนั้น คนเป็นอันมากได้พบกันในเวลาเช้าพอเวลาเย็นก็ไม่เห็นกัน คนเป็นอันมากได้พบกันในเวลาเย็น พอถึงเวลาเช้าก็ไม่ได้เห็นกัน ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้ทีเดียวใครเล่าจะพึงรู้ความตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นไม่มีเลย โจรทั้งหลายย่อมปรารถนาทรัพย์อาตมภาพเป็นผู้พ้นจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับเถิด อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ.
จบ เตมิยชาดกที่ ๑
จบ ๑. เตมิยชาดก