arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหานิบาต

๘. มหานารทกัสสปชาดก เล่ม ๒๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓๔–๘๙๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในมหานิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๘ มหานารทกสฺสปชาตกํ

๘. มหานารทกัสสปชาดก

พระมหานารทกัสสปะ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต มหานารทกัสสปชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)

บาลี (สยามรัฐ)

อหุ ราชา วิเทหานํ องฺคติ นาม ขตฺติโย

ปหุตโยคฺโค ธนิมา อนนฺตพลโปริโส ฯ

โส จ ปณฺณรเส ๒ รตฺตึ ปุริเม ยาเม อนาคเต

จาตุมาสา โกมุทิยา อมจฺเจ สนฺนิปาตยิ ฯ

ปณฺฑิเต สุตสมฺปนฺเน มิตปุพฺเพ วิจกฺขเณ

วิชยญฺจ สุนามญฺจ เสนาปตึ อลาตกํ ฯ

ตมนุปุจฺฉิ เวเทโห ปจฺเจกํ พฺรูถ สํ รุจึ

จาตุมาสา โกมุทชฺช ชุณฺหํ พฺยปหตํ ตมํ

กายชฺช รติยา รตฺตึ วิหเรมุ อิมํ อุตุํ ฯ

ฉบับหลวง

พระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่าอังคต เป็นพระราชาของชนชาววิเทหรัฐทรงมีพระราชยาน พระราชทรัพย์มากมาย ทรงมีพลนิกายเหลือที่จะนับก็คืนหนึ่งในวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒ ขณะปฐมยาม พระองค์ประชุมเหล่าอำมาตย์ราชบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน เฉลียวฉลาดผู้ที่ทรงเคยรู้จัก ทั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่อีก ๓ นาย คือ วิชยอำมาตย์ ๑สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตอำมาตย์ ๑ แล้วตรัสถามตามลำดับว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวไปตามความพอใจของตนๆ ว่า ในวันเพ็ญเดือน ๑๒เช่นนี้ พระจันทร์แจ่มกระจ่าง กลางคืนวันนี้ เราทั้งหลายพึงยังฤดูเช่นนี้ให้เป็นไปด้วยความยินดีอะไร.

บาลี (สยามรัฐ)

ตโต เสนาปติ รญฺโญ อลาโต เอตทพฺรวิ

หฏฺฐํ โยคฺคํ พลํ สพฺพํ เสนํ สนฺนาหยามเส ฯ

นิยฺยาม เทว ยุทฺธาย อนนฺตพลโปริสา

เย เต วสํ น อายนฺติ วสํ อุปนียามเส ๓ ฯ

เอสา มยฺหํ สกา ทิฏฺฐิ อชิตํ โอชิยามเส ๔

รมสฺสุ เทว ยุทฺธาย เอตํ จิตฺตมตํ มม

๑ ม. นนฺทึ ปเวสิ นครํ ฯ ๒ ม. ปนฺนรสึ ฯ ๓ ม. อุปนยามเส ฯ

๔ ม. โอชินามเส ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงจัดพลช้าง พลม้า พลเสนา จะนำชายฉกรรจ์ออกรบ พวกใดยังไม่มาสู่อำนาจ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็จะนำมาสู่อำนาจ นี่เป็นความเห็นของข้าพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายจะได้ชัยชนะผู้ที่เรายังไม่ชนะ (ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงรื่นรมย์ด้วยการรบ นี้เป็นเพียงความคิดของข้าพระพุทธเจ้า).

บาลี (สยามรัฐ)

อลาตสฺส วโจ สุตฺวา สุนาโม เอตทพฺรวิ

สพฺเพ ตุยฺหํ มหาราช อมิตฺตา วสมาคตา ฯ

นิกฺขิตฺตสตฺถา ปจฺจตฺตา ๑ นิวาตมนุวตฺตเร

อุตฺตโม อุสฺสโว อชฺช น ยุทฺธํ มม รุจฺจติ ฯ

อนฺนปานญฺจ ขชฺชญฺจ ขิปฺปํ อภิหรนฺตุ เต

รมสฺสุ เทว กาเมหิ นจฺจคีเตสุ วาทิเต ๒ ฯ

ฉบับหลวง

สุนามอำมาตย์ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา พวกศัตรูของพระองค์มาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว ต่างพากันวางศาตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด วันนี้เป็นวันมหรสพสนุกสนานยิ่ง การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ ชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำ และของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงรื่นรมย์ ด้วยกามคุณ และในการฟ้อนรำขับร้องการประโคมเถิดพระเจ้าข้า.

บาลี (สยามรัฐ)

สุนามสฺส วโจ สุตฺวา วิชโย เอตทพฺรวิ

สพฺเพ กามา มหาราช นิจฺจํ ตว อุปฏฺฐิตา ฯ

น เหเต ทุลฺลภา เทว ตว กาเมหิ โมทิตุํ

สทาปิ กามา ลพฺภนฺติ ๓ เนตํ จิตฺตมตํ มม ฯ

สมณํ พฺราหฺมณํ วาปิ อุปาเสมุ พหุสฺสุตํ

โย นชฺช วินเย กงฺขํ อตฺถธมฺมวิทู อิเส ฯ

ฉบับหลวง

วิชัยอำมาตย์ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา กามคุณทุกอย่างบำเรอพระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว การทรงเพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้งหลาย พระองค์ทรงหาได้โดยไม่ยากเลย ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ การรื่นรมย์กามคุณทั้งหลายนี้ ไม่ใช่เป็นความคิดของข้าพระบาท วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่า.

บาลี (สยามรัฐ)

วิชยสฺส วโจ สุตฺวา ราชา องฺคติมพฺรวิ

ยถา วิชโย ภณติ มยฺหํ เปตํว รุจฺจติ ฯ

สมณํ พฺราหฺมณํ วาปิ อุปาเสมุ พหุสฺสุตํ

โย นชฺช วินเย กงฺขํ อตฺถธมฺมวิทู อิเส ฯ

สพฺเพว สนฺตา กโรถ มตึ กํ อุปาเสมุ ปณฺฑิตํ

โย ๔ นชฺช วินเย กงฺขํ อตฺถธมฺมวิทู อิเส ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าอังคติราชได้ทรงสดับคำของวิชัยอำมาตย์แล้ว ได้ตรัสว่า ตามที่วิชัยอำมาตย์พูดว่า วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่านั้น แม้เราก็ชอบใจ ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ทุกท่านจงลงมติว่า วันนี้ เราทั้งหลายควรจะเข้าไปหาใครผู้เป็นบัณฑิตรู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณซึ่งท่านพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้.

บาลี (สยามรัฐ)

เวเทหสฺส วโจ สุตฺวา อลาโต เอตทพฺรวิ

อตฺถายํ มิคทายสฺมึ อเจโล ธีรสมฺมโต ฯ

คุโณ กสฺสปโคตฺตายํ สุโต จิตฺรกถี คณี

ตํ เทว ปยิรุปาเสมุ โส โน กงฺขํ วิเนสฺสติ ฯ

๑ ม. ปจฺจตฺถา ฯ ๒ ม. นจฺจคีเต สุวาทิเต ฯ ๓ ม. สุลภา ฯ ๔ สี ยุ. โก ฯ

ฉบับหลวง

อลาตเสนาบดี ได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า มีอเจลกที่โลกสมมติว่าเป็นนักปราชญ์อยู่ในมฤคทายวันอเจลกผู้นี้ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตรเป็นพหูสูตร พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ขอเดชะ เราทั้งหลายควรเข้าไปหาเธอ เธอจักกำจัดความสงสัยของเราทั้งหลายได้.

บาลี (สยามรัฐ)

อลาตสฺส วโจ สุตฺวา ราชา โจเทสิ สารถึ

มิคทายํ คมิสฺสาม ยุตฺตํ ยานํ อิธานย ฯ

ฉบับหลวง

พระราชาได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้ตรัสสั่งสารถีว่า เราจะไปยังมฤคทายวัน ท่านจงนำยานเทียมม้ามาที่นี่.

บาลี (สยามรัฐ)

ตสฺส ยานํ อโยเชสุํ ทนฺตํ รูปิยปกฺขรํ ฯ

สุกฺกมฏฺฐปริวารํ ปณฺฑรํ โทสินา มุขํ ฯ

ตตฺราสุํ กุมุทายุตฺตา จตฺตาโร สินฺธวา หยา

อนิลูปมสมุปฺปาตา สุทนฺตา สุวณฺณมาลิโน ฯ

เสตจฺฉตฺตํ เสตรโถ เสตสฺสา เสตวีชนี

เวเทโห สหมจฺเจหิ นียํ จนฺโทว โสภติ ฯ

ตมนุยายึสุ พหโว อินฺทิขคฺคธรา ๑ พลี

อสฺสปิฏฺฐิคตา วีรา นรา นรวราธิปํ ฯ

โส มุหุตฺตํว ยายิตฺวา ยานา โอรุยฺห ขตฺติโย

เวเทโห สหมจฺเจหิ ปตฺติ คุณมุปาคมิ ฯ

เยปิ ตตฺถ ตทา อาสุํ พฺราหฺมณิพฺภา สมาคตา

น เต อปนยิ ราชา อกตํ ภูมิมาคเต ฯ

ฉบับหลวง

พวกนายสารถีได้จัดพระราชยาน อันล้วนแล้วไปด้วยงา มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรองอันขาวผุดผ่อง ดังพระจันทร์ในราตรีที่ปราศจากมลทินโทษ มาถวายแก่พระราชา รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพสี่ตัว ล้วนมีสีดังดอกโกมุท เป็นม้ามีฝีเท้าเร็วดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง พระกลด ราชรถม้า และวีชนี ล้วนมีสีขาว พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จออกย่อมงดงามดังพระจันทร์หมู่พลราชบริพารผู้กล้าหาญขี่บนหลังม้าถือหอกดาบตามเสด็จ พระเจ้าวิเทหราชมหากษัตริย์พระองค์นั้น เสด็จถึงมฤคทายวันโดยครู่เดียว เสด็จลงจากราชยานแล้วทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ก็ในกาลนั้น มีพราหมณ์และคฤหบดีมาประชุมกันอยู่ในพระราชอุทยานนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น พระราชามิให้ลุกหนีไป.

บาลี (สยามรัฐ)

ตโต โส มุทุกา ภิสิยา มุทุจิตฺตกสนฺถเต

มุทุปจฺจตฺถเต ราชา เอกมนฺตํ อุปาวิสิ ฯ

นิสชฺช ราชา สมฺโมทิ กถํ สาราณิยํ ตโต

กจฺจิ ยาปนียํ ภนฺเต วาตานมวิยตฺตตา ฯ

กจฺจิ อกสิรา วุตฺติ ลภสิ ปิณฺฑิยาปนํ ๑

อปฺปาพาโธ ๒ จสิ กจฺจิ จกฺขุ น ปริหายติ ฯ

๑ สี. อินฺทขคฺคธรา ฯ ยุ. อิฏฺฐิขคฺคธรา ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จเข้าไปประทับนั่งเหนืออาสนะ อันปูลาดด้วย

พระยี่ภู่มีสัมผัสอ่อนนิ่ม ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทรงปราศรัยไต่ถาม

ทุกข์สุขว่า ผู้เป็นเจ้าสบายดีอยู่หรือ ลมมิได้กำเริบเสียดแทงหรือ ผู้เป็นเจ้าเลี้ยงชีวิตโดยไม่ฝืดเคืองหรือ ได้บิณฑบาตพอเยียวยาชีวิตให้เป็นไปอยู่หรือ ผู้เป็นเจ้ามีอาพาธน้อยหรือ จักษุมิได้เสื่อมไปจากปกติหรือ.

บาลี (สยามรัฐ)

ตํ คุโณ ปฏิสมฺโมทิ เวเทหํ วินเย รตํ

ยาปนียํ มหาราช สพฺพเมตํ ตทูภยํ ฯ

กจฺจิ ตุยฺหํปิ เวเทห ปจฺจนฺตา น พลียเร

กจฺจิ อโรคํ โยคฺคนฺเต กจฺจิ วหติ วาหนํ

กจฺจิ เต พฺยาธิโย นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ๓ ฯ

ฉบับหลวง

คุณาชีวกทูลปราศรัยกับพระเจ้าวิเทหราชผู้ทรงยินดีในวินัยว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าสบายดีอยู่ทุกประการ บ้านเมืองของ

พระองค์ไม่กำเริบหรือ ช้างม้าของพระองค์หาโรคมิได้หรือ พาหนะยัง

พอเป็นไปแหละหรือ พยาธิไม่มีมาเบียดเบียนพระสรีระของพระองค์แลหรือ.

บาลี (สยามรัฐ)

ปฏิสมฺโมทิโต ราชา ตโต ปุจฺฉิ อนนฺตรา

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ญายญฺจ ธมฺมกาโม รเถสโภ ฯ

กถํ ธมฺมญฺจเร มจฺโจ มาตาปิตูสุ กสฺสป

กถญฺจเร อาจริเย ปุตฺตทาเร กถญฺจเร ฯ

กถญฺจเรยฺย วุฑฺเฒสุ กถํ สมณพฺราหฺมเณ

กถญฺจ พลกายสฺมึ กถํ ชนปเท จเร ฯ

กถํ ธมฺมญฺจริตฺวาน เปจฺจ ๔ คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ

กถญฺเจเก อธมฺมฏฺฐา ปตนฺติ นิรยํ อโธ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อคุณาชีวกทูลปราศรัยแล้ว ทันทีนั้น พระราชาผู้เป็นจอมทัพทรงใคร่ธรรมได้ตรัสถามอรรถธรรมและเหตุว่า ท่านกัสสปะ นรชนพึงประพฤติธรรมในมารดาและบิดาอย่างไร พึงประพฤติธรรมในอาจารย์อย่างไร พึงประพฤติธรรมในบุตรและภรรยาอย่างไร พึงประพฤติธรรมในวุฒบุคคลอย่างไร พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์อย่างไร พึงประพฤติธรรมในพลนิกายอย่างไร และพึงประพฤติธรรมในชนบทอย่างไร ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร ละโลกนี้ไปแล้วจึงไปสู่สุคติ ส่วนคนบางพวกผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไฉนจึงตกลงไปในนรก.

บาลี (สยามรัฐ)

เวเทหสฺส วโจ สุตฺวา กสฺสโป เอตทพฺรวิ

สุโณหิ เม มหาราช สจฺจํ อวิตถํ ปทํ ฯ

นตฺถิ ธมฺมจริตสฺส ผลํ กลฺยาณปาปกํ

นตฺถิ เทว ปรโลโก ๑ โก ตโต หิ อิธาคโต ฯ

นตฺถิ เทว ปิตโร วา กุโต มาตา กุโต ปิตา

นตฺถิ อาจริโย นาม อทนฺตํ โก ทเมสฺสติ ฯ

สมตุลฺยานิ ภูตานิ นตฺถิ เชฏฺฐาปจายิกา

นตฺถิ พลํ วิริยํ วา กุโต อุฏฺฐานโปริโส ๒ ฯ

นิยตานิ หิ ภูตานิ ยถา โคฏวิโส ตถา

ลทฺเธยฺยํ ลภเต มจฺโจ ตตฺถ ทานผลํ กุโต ฯ

นตฺถิ ทานผลํ เทว อวโส เทววีริโย

พาเลหิ ทานํ ปญฺญตฺตํ ปณฺฑิเตหิ ปฏิจฺฉิตํ

อวสา เทนฺติ ธีรานํ พาลา ปณฺฑิตมานิโน ฯ

๑ ม. ปิณฺฑยาปนํ ฯ ๒ ม. อปาพาโธ ฯ ๓ สี. ยุ. สรีรสฺสุปตาปิกา ฯ

๔ ม. มจฺจา ฯ

ฉบับหลวง

คุณาชีวกกัสสปโคตร ได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ทรงสดับทางที่จริงแท้ของพระองค์ ผลแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วเป็นบุญเป็นบาปไม่มี ขอเดชะปรโลกไม่มี ใครเล่าจากปรโลกนั้นมาในโลกนี้ ปู่ย่าตายายไม่มี มารดาบิดาจักมีที่ไหน ขึ้นชื่อว่าอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกผู้ที่ฝึกไม่ได้ สัตว์เสมอกันหมด ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี กำลังหรือความเพียรไม่มี บุรุษผู้มีความหมั่นจักได้รับผลแต่ที่ไหน สัตว์ที่เกิดตามกันมาเหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่ สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรได้ ในข้อนั้นผลทานจักมีแต่ที่ไหน ผลทานไม่มี ความเพียรไม่มีอำนาจ ทานคนโง่บัญญัติไว้ คนฉลาดรับทาน คนโง่สำคัญตัวว่าฉลาด เป็นผู้ไม่มีอำนาจย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย.

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺติเม สสฺสตา กายา อจฺเฉชฺชา อวิโกปิโน

เตโช ปฐวี อาโป จ วาโย สุขทุกฺขญฺจิเม ฯ

ชีเว จ สตฺติเม กายา เยสํ เฉตฺตา น วิชฺชติ

นตฺถิ หนฺตา ว เฉตฺตา วา หญฺญเร วาปิ โกจินํ ๓ ฯ

อนฺตเรเยว ๔ กายานํ สตฺถานิ วีติวตฺตเร

โย จายํ ๕ สิรมาทาย ปเรสํ นิสิตาสินา

น โส ฉินฺทติ เต กาเย ตตฺถ ปาปผลํ กุโต ฯ๊

จุลฺลาสีติมหากปฺเป สพฺเพ สุชฺฌนฺติ สํสรํ

อนาคเต ตมฺหิ กาเล สญฺญโตปิ น สุชฺฌติ ฯ

จริตฺวาปิ พหุํ ภทฺรํ เนว สุชฺฌนฺติ นาคเต

ปาปญฺเจปิ พหุํ กตฺวา ตํ ขณํ นาติวตฺตเร ฯ

อนุปุพฺเพน โน สุทฺธิ กปฺปานํ จุลฺลาสีติยา

นิยตึ นาติวตฺตาม เวลนฺตมิว สาคโร ฯ

๑ ม. ปโร โลโก ฯ ๒ ม. -โปริสํ ฯ ๓ ม. หญฺเญ เยวาปิ โกจิ นํ ฯ

๔ ม. อนฺตเรเนว ฯ ๕ ม. จาปิ ฯ

ฉบับหลวง

รูปกายอันเป็นที่รวม ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์และชีวิต ๗ ประการนี้เป็นของเที่ยง ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบ รูปกาย ๗ ประการนี้ ของสัตว์เหล่าใด ชื่อว่าขาดไม่มี ผู้ที่ถูกฆ่าหรือถูกตัด หรือเบียดเบียนใครๆไม่มี ศาตราทั้งหลายพึงเป็นไปในระหว่างรูปกาย ๗ ประการนี้ ผู้ใดตัดศีรษะของผู้อื่นด้วยดาบอันคม ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตัดร่างกายเหล่านั้น ในการทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน สัตว์ทุกจำพวกท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ๘๔ มหากัป ย่อมบริสุทธิ์ได้เอง เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น แม้จะสำรวมด้วยดีก็บริสุทธิ์ไม่ได้ เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น แม้จะประพฤติความดีมากมาย ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าแม้กระทำบาปมากมาย ก็ไม่ล่วงขณะนั้นไป ในวาทะของเราทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้โดยลำดับเมื่อถึง๘๔ กัป พวกเราไม่ล่วงเลยเขตอันแน่นอนนั้น เหมือนคลื่นไม่ล่วงเลยฝั่งไป ฉะนั้น.

บาลี (สยามรัฐ)

กสฺสปสฺส วโจ สุตฺวา อลาโต เอตทพฺรวิ

ยถา ภทนฺโต ภณติ มยฺหเมตํว รุจฺจติ ฯ

อหํปิ ปุริมํ ชาตึ สเร สํสริตตฺตโน

ปิงฺคโล นามหํ อาสึ ลุทฺโท โคฆาตโก ปุเร ฯ

พาราณสิยํ ผีตายํ พหุํ ปาปํ กตํ มยา

พหู มยา หตา ปาณา มหึสา สูกรา อชา ฯ

ตโต จุตาหํ อิธ ชาโต อิทฺเธ เสนาปติกุเล

นตฺถิ นูน ผลํ ปาเป ๑ โยหํ ๒ น นิรยํ คโต ฯ

ฉบับหลวง

อลาตเสนาบดีได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้ว ได้กล่าวขึ้นว่า ท่านผู้เจริญกล่าว ฉันใด คำนั้นข้าพเจ้าชอบใจ ฉันนั้น แม้ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติหนหลังของตนได้ชาติหนึ่ง คือในชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดในเมืองพาราณสีอันเป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นนายพรานฆ่าโค ชื่อปิงคละ ข้าพเจ้าได้ทำบาปกรรมไว้มาก ได้ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต คือ กระบือ สุกร แพะ เป็นอันมากข้าพเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดในตระกูลเสนาบดีอันบริบูรณ์นี้บาปไม่มีผลแน่ ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องไปนรก.

บาลี (สยามรัฐ)

อเถตฺถ วีชโก นาม ทาโส อาสิ ปฏชฺชรี ๓ ฯ

อุโปสถํ อุปวสนฺโต คุณสนฺติกุปาคมิ ฯ

กสฺสปสฺส วโจ สุตฺวา อลาตสฺส จ ภาสิตํ

ปสฺสสนฺโต มุหุํ อุณฺหํ รุทํ อสฺสูนิ วตฺตยิ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น ในมิถิลานครนี้ มีคนเข็ญใจเป็นทาสเขาผู้หนึ่ง ชื่อวีชกะรักษาอุโบสถศีล ได้เข้าไปยังสำนักของคุณาชีวก ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวก และอลาตเสนาบดีกล่าวกันอยู่ ถอนหายใจฮึดฮัด ร้องไห้น้ำตาไหล.

บาลี (สยามรัฐ)

ตมนุปุจฺฉิ เวเทโห กิมตฺถํ สมฺม โรทสิ

กินฺเต สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา กึ มํ เวเทสิ เวทนํ ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าวิเทหราช ได้ตรัสถามนายวีชกะนั้นว่า สหายเอ๋ย เจ้าร้องไห้ทำไม เจ้าได้ฟังได้เห็นอะไรมาหรือ เจ้าได้รับทุกขเวทนาอะไร จงบอกให้เราทราบ.

บาลี (สยามรัฐ)

เวเทหสฺส วโจ สุตฺวา วีชโก เอตทพฺรวิ

นตฺถิ เม เวทนา ทุกฺขา มหาราช สุโณหิ เม ฯ

อหํปิ ปุริมํ ชาตึ สรามิ สุขมตฺตโน

สาเกตาหํ ปุเร อาสึ ภาวเสฏฺฐี คุเณ รโต ฯ

สมฺมโต พฺราหฺมณิพฺภานํ สํวิภาครโต สุจิ

น จาปิ ปาปกํ กมฺมํ สรามิ กตมตฺตโน ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห อิธ ชาโต ทุริตฺถิยา

คพฺภมฺหิ กุมฺภทาสิยา ยโต ชาโต สุทุคฺคโต ฯ

เอวมฺปิ ทุคฺคโต สนฺโต สมจริยมธิฏฺฐิโต

อุปฑฺฒภาคํ ภตฺตสฺส ททามิ โย เม อิจฺฉติ ฯ

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ สทา อุปวสามหํ

น จาปิ ปาเณ หึสามิ เถยฺยญฺจาปิ วิวชฺชยึ ฯ

สพฺพเมว หิ นูเนตํ สุจิณฺณํ ภวติ นิปฺผลํ

นิรตฺถํ มญฺญิทํ สีลํ อลาโต ภาสตี ยถา ฯ

กลิเมว นูน คณฺหามิ อสิปฺโป ธุตฺตโก ยถา

กฏํ อลาโต คณฺหาติ กิตโว สิกฺขิโต ยถา ฯ

ทฺวารํ นปฺปฏิปสฺสามิ เยน คจฺฉามิ สุคฺคตึ

ตสฺมา ราช ปโรทามิ สุตฺวา กสฺสปภาสิตํ ฯ

๑ ม. ปาปํ ฯ ๒ สี. ยุ. โสหํ ฯ ๓ ม. ปฏจฺจรี ฯ

ฉบับหลวง

นายวีชกะได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่มีทุกขเวทนาเลย ข้าแต่พระมหาราชา ขอได้ทรงพระกรุณาฟังข้าพระพุทธเจ้า แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังระลึกถึงความสุขสบายของตนในชาติก่อนได้ คือ ในชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าเกิดเป็นภาวเศรษฐียินดีในคุณธรรม อยู่ในเมืองสาเกต ข้าพระพุทธเจ้านั้นอบรมตนดีแล้วยินดีในการบริจาคทานแก่พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย มีการงานอันสะอาด ข้าพระพุทธเจ้าระลึกถึงบาปกรรมที่ตนกระทำแล้วไม่ได้เลย ข้าแต่พระเจ้าวิเทหราช ข้าพระพุทธเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดในครรภ์ของนางกุมภทาสีหญิงขัดสนในมิถิลามหานครนี้ จำเดิมแต่เวลาที่เกิดแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ยากจนเรื่อยมา แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนยากจนอย่างนี้ ก็ตั้งมั่นอยู่ในความประพฤติชอบ ได้ให้อาหารกึ่งหนึ่งแก่

ท่านที่ปรารถนา ได้รักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ทุกเมื่อ ไม่

ได้เบียดเบียนสัตว์และไม่ได้ลักทรัพย์เลย กรรมทั้งปวงที่ข้าพระพุทธเจ้าประพฤติดีแล้วนั้น ไร้ผลเป็นแน่ ศีลนี้เห็นจะไร้ประโยชน์ เหมือน

อลาตเสนาบดีกล่าว ข้าพระพุทธเจ้ากำเอาแต่ความปราชัยไว้ เหมือน

นักเลงผู้มิได้ฝึกหัดฉะนั้นเป็นแน่ ส่วนอลาตเสนาบดีย่อมกำเอาแต่ชัยชนะไว้ ดังนักเลงผู้ชำนาญการพนัน ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นประตูอันเป็นเหตุไปสู่สุคติเลย ข้าแต่พระราชา เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกแล้ว จึงร้องไห้.

บาลี (สยามรัฐ)

วีชกสฺส วโจ สุตฺวา ราชา องฺคติมพฺรวิ

นตฺถิ ทฺวารํ สุคติยา นิยตํ ๑ กงฺข วีชก ฯ

สุขํ วา ยทิ วา ทุกฺขํ นิยตํ ๒ กิร ลพฺภติ

สํสารสุทฺธิ สพฺเพสํ มา ตุริโต ๓ อนาคเต ฯ

อหมฺปิ ปุพฺเพ กลฺยาโณ พฺราหฺมณิพฺเภสุ ปาวโฏ ๔

โวหารมนุสาสนฺโต รติหีโน ตทนฺตรา ฯ

๑ ม. นิยตึ ฯ ๒ ม. นิยติยา ฯ ๓ ม. ตุริตฺโถ ฯ ๔ ม. พฺยาวโฏ ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าอังคติราชทรงสดับคำของนายวีชกะแล้ว ได้ตรัสว่า ประตูสุคติไม่มี ยังสงสัยอยู่อีกหรือวีชกะ ได้ยินว่า สุขหรือทุกข์สัตว์ย่อมได้เองแน่นอน สัตว์ทั้งปวงหมดจดได้ด้วยการเวียนเกิดเวียนตาย เมื่อยังไม่ถึงเวลาอย่ารีบด่วนไปเลย เมื่อก่อนแม้เราก็เป็นผู้กระทำความดี ขวนขวายในพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย อนุศาสน์ราชกิจอยู่เนืองๆ งดเว้นจากความยินดีในกามคุณตลอดกาลประมาณเท่านี้.

บาลี (สยามรัฐ)

ปุนปิ ภนฺเต ทกฺเขมุ สงฺคติ เจ ภวิสฺสติ ฯ

อิทํ วตฺวาน เวเทโห ปจฺจคา สนฺนิเวสนํ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายจะได้พบกันอีก ถ้าเราทั้งหลายจักมีการสมาคมกัน (เมื่อผลบุญไม่มี จะมีประโยชน์อะไรด้วยการพบท่าน) พระเจ้าวิเทหราชครั้นตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จกลับไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์.

บาลี (สยามรัฐ)

ตโต รตฺยา วิวสเน อุปฏฺฐานมฺปิ องฺคติ

อมจฺเจ สนฺนิปาเตตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

จนฺทเก เม วิมานสฺมึ สทา กาเม วิเธนฺตุ เม

มา มุปคจฺฉฉ ๑ อตฺเถสุ คุยฺหปฺปกาสิเยสุ จ ฯ

วิชโย จ สุนาโม จ เสนาปติ อลาตโก

เอเต อตฺเถ นิสีทนฺตุ โวหารกุสลา ตโย ฯ

อิทํ วตฺวาน เวเทโห กาเมว พหุ มญฺญถ

น จาปิ พฺราหฺมณิพฺเภสุ อตฺเถ กิสฺมิญฺจิ ปาวโฏ ๒ ฯ

ฉบับหลวง

ตั้งแต่รุ่งสว่าง พระเจ้าอังคติราชรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ ในที่ประทับสำราญพระองค์ แล้วตรัสว่า จงจัดกามคุณทั้งหลายเพื่อเราไว้ในจันทกปราสาทของเราทุกเมื่อ เมื่อข้อราชการลับและเปิดเผยเกิดขึ้นใครๆ อย่าเข้ามาหาเรา อำมาตย์ผู้ฉลาดในราชกิจ ๓ นาย คือ วิชยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตเสนาบดี ๑ จงนั่งพิจารณาข้อราชการเหล่านั้น พระเจ้าวิเทหราชครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงใส่ใจกามคุณให้มาก ไม่ต้องขวนขวายในพราหมณ์ คฤหบดีและกิจการอะไรเลย.

บาลี (สยามรัฐ)

ตโต เทฺวสตฺตรตฺตสฺส เวเทหสฺสตฺรชา ปิยา

ราชกญฺญา รุจา ๓ นาม ธาติมาตรมพฺรวิ ฯ

อลงฺกโรถ มํ อมฺม สขิโย จ อลงฺกโรนฺตุ เม

สุเว ปณฺณรโส ทิโพฺย คจฺฉํ ปิตุสฺส สนฺติเก ๔ ฯ

ตสฺสา มาลฺยํ อภิหรึสุ จนฺทนญฺจ มหารหํ

มณิสงฺขมุตฺตารตนํ นานารตฺเต จ อมฺพเร ฯ

ตญฺจ โสวณฺณมเย ปีเฐ นิสินฺนํ พหุกิตฺถิโย

ปริกีริย อโสภึสุ ๕ รุจํ รุจิรวณฺณินึ ฯ

ฉบับหลวง

ตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันที่ ๑๔ ราชกัญญาพระนามว่ารุจา ผู้เป็นพระธิดาที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหราช ได้ตรัสกะพระพี่เลี้ยงว่า ขอท่านทั้งหลายช่วยประดับให้ฉันด้วย และหญิงสหายทั้งหลายของเราก็จงประดับ พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์ ฉันจะไปเฝ้าพระชนกนาถ พระพี่เลี้ยงทั้งหลายได้จัดมาลัย แก่นจันทน์ แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดาและผ้าต่างๆ สี อันมีค่ามาก มาถวายแก่พระนางรุจาราชกัญญา หญิงบริวารเป็นอันมาก ห้อมล้อมพระนางรุจาราชธิดาผู้มีพระฉวีวรรณงามผุดผ่อง ประทับนั่งอยู่บนตั่งทอง งามโสภาราวกะนางเทพกัญญา.

บาลี (สยามรัฐ)

สา จ สขีมชฺฌคตา สพฺพาภรณภูสิตา

สเตริตา ๑ อพฺภมิว จนฺทกํ ปาวิสี รุจา ฯ

อุปสงฺกมิตฺวา เวเทหํ วนฺทิตฺวา วินเย รตํ

สุวณฺณขจิเต ๒ ปีเฐ เอกมนฺตํ อุปาวิสิ ฯ

๑ ม. มา อุปคจฺฉ ฯ ๒ ม. พฺยาวโฏ ฯ ๓ สี. ยุ. รุชา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๔ ม. อิสฺสรสนฺติเก ฯ ๕ ปโสภึสุ ฯ

ฉบับหลวง

ก็พระนางรุจาราชธิดานั้น ประดับด้วยเครื่องสรรพาภรณ์ เสด็จไป ณท่ามกลางหญิงสหาย เพียงดังสายฟ้าแลบออกจากเมฆ เสด็จเข้าสู่จันทกปราสาท พระราชธิดาเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช ถวายบังคมพระชนกนาถ ผู้ทรงยินดีในวินัย แล้วประทับอยู่ ณ ตั่งอันวิจิตรด้วยทองคำส่วนหนึ่ง.

บาลี (สยามรัฐ)

ตญฺจ ทิสฺวาน เวเทโห อจฺฉรานํว สงฺคมํ

รุจํ สขิมชฺฌคตํ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

กจฺจิ รมสิ ปาสาเท อนฺโต โปกฺขรณึ ปติ

กจฺจิ พหุวิธํ ขชฺชํ สทา อภิหรนฺติ เต ฯ

กจฺจิ พหุวิธํ มาลฺยํ โอจินิตฺวา กุมาริโย

ฆรเก กโรถ ปจฺเจกํ ขิฑฺฑา รติรตา อหุ ๓ ฯ

เกน วา วิกลํ ตุยฺหํ กึ ขิปฺปํ อาหรนฺตุ เต

มโน กรสฺสุ กุฏฺฏมุขี ๔ อปิ จนฺทสมํ ๕ หิ เต ฯ

ฉบับหลวง

ก็พระเจ้าวิเทหราช ทอดพระเนตรเห็นพระนางรุจาราชธิดาผู้ประทับอยู่ท่ามกลางหญิงสหาย ซึ่งเป็นดังสมาคมแห่งนางเทพอัปสร จึงตรัสถามว่า ลูกหญิงยังรื่นรมย์อยู่ในปราสาทและยังประพาสอยู่ในอุทยาน เล่นน้ำในสระโบกขรณีเพลิดเพลินอยู่หรือ เขายังนำของเสวยมากอย่างมาให้ลูกหญิงเสมอหรือ ลูกหญิงและเพื่อนหญิงของลูก ยังเก็บดอกไม้ต่างๆชนิดมาร้อยพวงมาลัย และยังช่วยกันทำเรือนหลังเล็กๆ เล่นเพลิดเพลินอยู่หรือ ลูกหญิงขาดแคลนอะไรบ้าง เขารีบนำสิ่งของมาให้ทันใจลูกอยู่หรือ ลูกรักผู้มีพักตร์อันผ่องใส จงบอกความชอบใจแก่พ่อเถิดแม้สิ่งนั้นจะเสมอดวงจันทร์ พ่อก็จักให้เกิดแก่ลูกจนได้.

บาลี (สยามรัฐ)

เวเทหสฺส วโจ สุตฺวา รุจา ปิตรมพฺรวิ

สพฺพเมตํ มหาราช ลพฺภติสฺสรสนฺติเก ฯ

สุเว ปณฺณรโส ทิโพฺย สหสฺสํ อาหรนฺตุ เม

ยถา ทินฺนญฺจ ทสฺสามิ ทานํ สพฺพวณีสฺวหํ ฯ

ฉบับหลวง

พระนางรุจาราชธิดา ได้สดับพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา กระหม่อมฉันย่อมได้สิ่งของทุกๆ อย่างในสำนักของทูลกระหม่อม พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์ ขอราชบุรุษทั้งหลายจงนำพระราชทรัพย์พันหนึ่งมาให้ กระหม่อมฉันจักให้ทานแก่วณิพกทั้งปวงตามที่ให้มาแล้ว.

บาลี (สยามรัฐ)

รุจาย วจนํ สุตฺวา ราชา องฺคติมพฺรวิ

พหุํ วินาสิตํ วิตฺตํ นิรตฺถํ อผลํ ตยา ฯ

อุโปสเถ วสํ นิจฺจํ อนฺนปานํ น ภุญฺชสิ

นิยเตตํ อภุตฺตพฺพํ นตฺถิ ปุญฺญํ อภุญฺชโต

วิชโกปิ หิ สุตฺวาน ตทา กสฺสปภาสิตํ

ปสฺสสนฺโต มุหุํ อุณฺหํ รุทํ อสฺสูนิ วตฺตยิ ฯ

ยาว รุเจ ชีวมานา ๑ มา ภตฺตมปนามยิ

นตฺถิ ภทฺเท ปโร โลโก กึ นิรตฺถํ วิหญฺญสิ ฯ

๑ ม. สเตรตา ฯ ๒ สี. ยุ. สุวณฺณวิกเต ฯ ๓ ม. มุหุํ ฯ ๔ ม. กุฑฺฑมุขี ฯ

๕ ม. จนฺทสมมฺหิปิ ฯ

ฉบับหลวง

พระเจ้าอังคติราชได้สดับพระดำรัสของพระนางรุจาราชธิดา แล้วตรัสว่าลูกหญิงทำทรัพย์ให้พินาศเสียเป็นอันมาก หาผลประโยชน์มิได้ ลูกหญิงยังรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์อยู่ ลูกหญิงไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์ บุญไม่มี แม้วีชกบุรุษได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรในกาลนั้น แล้วถอนหายใจฮึดฮัก ร้องไห้น้ำตาไหล ลูกหญิงรุจาเอ๋ยตราบเท่าที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ อย่าอดอาหารเลย ปรโลกไม่มี ลูกหญิงจะลำบากไปทำไม ไร้ประโยชน์.

บาลี (สยามรัฐ)

เวเทหสฺส วโจ สุตฺวา รุจา รุจิรวณฺณินี

ชานํ ปุพฺพาปรํ ธมฺมํ ปิตรํ เอตทพฺรวิ ฯ

สุตเมว ปุเร อาสิ ปจฺจกฺขํ ๒ ทิฏฺฐมิทํ มยา

พาลูปเสวี โย โหติ พาโลว สมปชฺชถ ฯ

มุโฬฺห หิ มุฬฺหมาคมฺม ภิยฺโย โมหํ นิคจฺฉติ

ปฏิรูปํ อลาเตน วีชเกน จ มุยฺหิตุํ ฯ

ฉบับหลวง

พระนางรุจาราชธิดาผู้มีพระฉวีวรรณงดงาม ทรงทราบกฎธรรมดาในอดีต๗ ชาติ ในอนาคต ๗ ชาติ ได้สดับพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้วกราบทูลพระชนกนาถว่า แต่ก่อนกระหม่อมฉันได้ฟังมาเท่านั้น กระหม่อมฉันเห็นประจักษ์เองข้อนี้ว่า ผู้ใดเข้าไปเสพคนพาล ผู้นั้นก็เป็นพาลไปด้วย ผู้หลงอาศัยคนหลง ย่อมถึงความหลงยิ่งขึ้น อลาตเสนาบดีและนายวีชกะสมควรจะหลง.

บาลี (สยามรัฐ)

ตฺวญฺจ เทวาสิ สปฺปญฺโญ ธีโร อตฺถสฺส โกวิโท

กถํ พาเลหิ สทิโส หีนทิฏฺฐิมุปาคมิ ฯ

สเจ หิ สํสารปเถน สุชฺฌติ

นิรตฺถิยา ปพฺพชฺชา คุณสฺส

กีโฏว อคฺคึ ชลิตํ อปาปตํ

อาปชฺชติ โมหมุโฬฺห ๓ นคฺคภาวํ ฯ

สํสารสุทฺธีติ ปุเร นิวิฏฺฐา

กมฺมํ วิทูเสนฺติ พหู อชานํ

ปุพฺเพ กลิ ทุคฺคหิโตว อตฺโถ ๔

ทุมฺโมจโย พลิสา อมฺพุโชว ฯ

ฉบับหลวง

ขอเดชะ ส่วนพระองค์มีพระปรีชา ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดรู้ซึ่งอรรถ จะทรงเป็นเช่นกับพวกคนพาล เข้าถึงซึ่งทิฏฐิอันเลวได้อย่างไรก็ถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ การบวชของคุณาชีวกก็ไม่มีประโยชน์ คุณาชีวกเป็นคนหลงงมงาย ย่อมถึงความเป็นคนเปลือย เหมือนตั๊กแตนหลงบินเข้ากองไฟ ฉะนั้น คนเป็นอันมากผู้ไม่รู้อะไร ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกว่า ความหมดจดย่อมไม่มีได้ด้วยสังสารวัฏ ก็เชื่อมั่นเสียก่อนทีเดียว จึงพากันปฏิเสธกรรมและผลของกรรม โทษคือความฉิบหายที่ยึดไว้ผิดในเบื้องต้น ก็อยากที่จะเปลื้องได้เหมือนปลาติดเบ็ด ยากที่จะเปลื้องตนออกจากเบ็ดได้ ฉะนั้น.

บาลี (สยามรัฐ)

อุปมนฺเต กริสฺสามิ มหาราช ตวตฺถิยา

อุปมายปิเธกจฺเจ อตฺถํ ชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ

วาณิชานํ ยถา นาวา อปฺปมาณภารา ครุ

อติภารํ สมาทาย อณฺณเว อวสีทติ ฯ

เอวเมว นโร ปาปํ โถกํ โถกมฺปิ อาจินํ

อติภารํ สมาทาย นิรเย อวสีทติ ฯ

น ตาว ภาโร ปริปูโร อลาตสฺส มหีปติ

อาจินาติ จ ตํ ปาปํ เยน คจฺฉติ ทุคฺคตึ ฯ

ปุพฺเพวสฺส กตํ ปุญฺญํ อลาตสฺส มหีปติ

ตสฺเสว เทว นิสฺสนฺโท ยญฺเจโส ลภเต สุขํ ฯ

ขียเตวสฺส ตํ ปุญฺญํ ตถาหิ อคุเณ รโต

อุชุมคฺคํ อวหาย กุมฺมคฺคํ อนุธาวติ ฯ

ตุลา ยถา ปคฺคหิตา โอหิเต ตุลมณฺฑเล

อุนฺนเมติ ตุลาสีสํ ภาเร โอโรปิเต สติ ฯ

เอวเมว นโร ปุญฺญํ โถกํ โถกมฺปิ อาจินํ

สคฺคาติมาโน ทาโสว วีชโก สาตเว รโต ฯ

ยมชฺช วีชโก ทาโส ทุกฺขํ ปสฺสติ อตฺตนิ

ปุพฺเพวสฺส กตํ ปาปํ ตเมโส ปฏิเสวติ ฯ

ขียเตวสฺส ตํ ปาปํ ตถาหิ วินเย รโต

กสฺสปญฺจ สมาปชฺช มาเหวุปฺปถมาคมา ฯ

๑ สี. ยุ. ชีวสิโน ฯ ๒ ม. สกฺขิ ฯ ๓ สี. ยุ. โมมุโห ฯ ๔ กลี ทุคฺคหิตา

วนตฺถาติปิ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าแต่พระราชา กระหม่อมฉันจักยกตัวอย่างมาเปรียบถวายเพื่อประโยชน์แก่ทูลกระหม่อม บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ บางพวกย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยอุปมา เปรียบเหมือนเรือของพ่อค้า บรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณย่อมนำสินค้าอันหนักยิ่งจมลงในมหาสมุทร ฉันใด นรชนสั่งสมบาปกรรมทีละน้อยๆ ก็ย่อมพาเอาบาปอันหนักยิ่งไปจมลงในนรก ฉันนั้นทูลกระหม่อมเพค๊ะ อกุศลอันหนักของอลาตเสนาบดียังไม่บริบูรณ์ก่อนอลาตเสนาบดียังสั่งสมบาปอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติอยู่ ขอเดชะ การที่อลาตเสนาบดีได้รับความสุขอยู่ในบัดนี้ เป็นผลบุญที่ตนได้ทำไว้แล้วในปางก่อนนั่นเอง บุญของอลาตเสนาบดีนั้นจะหมดสิ้น อลาตเสนาบดีจึงมายินดีในอกุศลกรรมอันไม่ใช่คุณ

หลีกละทางตรงเดินไปตามทางอ้อม นรชนสั่งสมบุญไว้แม้ทีละน้อยๆ ย่อมไปสู่เทวโลก เหมือนวีชกบุรุษผู้เป็นทาสยินดีในกรรมอันงาม ย่อมมุ่งไปสู่สวรรค์ได้ เปรียบเหมือนตาชั่งที่กำลังชั่งของ ย่อมต่ำลงข้างหนึ่ง เมื่อเอาของหนักออกเสียข้างที่ต่ำก็จะสูงขึ้น ฉะนั้น นายวีชกะผู้เป็นทาส เห็นทุกข์ในตนวันนี้เพราะได้เสพบาปกรรมที่ตนกระทำไว้ในปางก่อน บาปของเขาจะหมดสิ้น เขาจึงมายินดีในวินัยอย่างนั้น ทูลกระหม่อมอย่าคบหากัสสปคุณาชีวก ทรงดำเนินทางผิดเลย เพค๊ะ.

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ ยํ หิ ราช ภชติ สนฺตํ วา ยทิวา อสํ

สีลวนฺตํ วิสีลํ วา วสํ ตสฺเสว คจฺฉติ ฯ

ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสญฺจูปเสวติ

โสปิ ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส ฯ

เสวมาโน เสวมานํ สํผุฏฺโฐ สํผุสํ ปรํ

สโร ทุฏฺโฐ กลาปํว อลิตฺตมุปลิมฺปติ

อุปเลปภยา ธีโร เนว ปาปสขา สิยา ฯ

ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ

กุสาปิ ปูตี วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ฯ

ตครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ

ปตฺตาปิ สุรภี วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ฯ

ตสฺมา ปตฺตปุฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน

อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต

อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าแต่พระราชบิดา บุคคลคบคนเช่นใดๆ เป็นบุรุษผู้มีศีลหรืออสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล เขาย่อมตกอยู่ในอำนาจของผู้นั้น บุคคลกระทำคนเช่นใดให้เป็นมิตร และเข้าไปคบหาคนเช่นใด แม้เขาก็ย่อมเป็นเช่นคนนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนั้นได้ ผู้เสพย่อมติดนิสัยผู้ที่ตนเสพ ผู้ติดต่อย่อมติดนิสัยผู้ที่ตนติดต่อ เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่งฉะนั้น นักปราชญ์ไม่ควรเป็นผู้มีคนลามกเป็นสหาย เพราะกลัวจะแปดเปื้อน การเสพคนพาล ย่อมเป็นเหมือนบุคคลเอาใบไม้ห่อปลาเน่าแม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ฉะนั้น ส่วนการคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ย่อมเป็นเหมือนบุคคลเอาใบไม้ห่อของหอม แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปฉะนั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตนดังใบไม้สำหรับห่อ จึงไม่คบหาสมาคมอสัตบุรุษ คบหาสมาคมสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ.

บาลี (สยามรัฐ)

อหมฺปิ ชาติโย สตฺต สเร สํสริตตฺตโน

อนาคเตปิ สตฺเตว ยา คมิสฺสํ อิโต จุตา ฯ

ยา เม สา สตฺตมี ชาติ อหุ ปุพฺเพ ชนาธิป

กมฺมารปุตฺโต มคเธสุ อหุ ราชคเห ปุเร ฯา

ปาปํ สหายมาคมฺม พหุ ปาปํ กตํ มยา

ปรทารสฺส เหเฐนฺตา จริมฺหา อมรา วิย ฯ

ตํ กมฺมํ นิหิตํ อฏฺฐา ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก

อถ อญฺเญหิ กมฺเมหิ อชายึ วํสภูมิยํ ฯ

โกสมฺพิยํ เสฏฺฐิกุเล อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน

เอกปุตฺโต มหาราช นิจฺจํ สกฺกตปูชิโต ฯ

ตตฺถ มิตฺตํ อเสวิสฺสํ สหายํ สาตเว รตํ

ปณฺฑิตํ สุตสมฺปนฺนํ โส มํ อตฺเถ นิเวสยิ ฯ

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ พหุํ รตฺติมุปาวิสึ

ตํ กมฺมํ นิหิตํ อฏฺฐา นิธีว อุทกนฺติเก ฯ

อถ ปาปานํ กมฺมานํ ยเมตํ มคเธ กตํ

ผลํ ปริยาคตํ ๑ ปจฺฉา ภุตฺวา ทุฏฺฐวิสํ ยถา ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห โรรุเว นิรเย จิรํ

สกมฺมุนา อปจิสฺสํ ตํ สรํ น สุขํ ลเภ ฯ

พหุวสฺสคเณ ตตฺถ เขปยิตฺวา พหุํ ทุกฺขํ

ภินฺนาคเต ๒ อหุ ราช ฉกโล ๓ อุทฺธตปฺผโล ฯ

ฉบับหลวง

แม้กระหม่อมฉันก็ระลึกชาติที่ตนได้ท่องเที่ยวมาแล้วได้ ๗ ชาติ และระลึกชาติที่ตนจุติจากชาตินี้แล้วจักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ ข้าแต่พระจอมประชาชน ชาติที่ ๗ ของกระหม่อมฉันในอดีต กระหม่อมฉันเกิดเป็นบุตรนายช่างทองในแคว้นมคธราชคฤห์มหานคร กระหม่อมฉันได้คบหาสหายผู้ลามก ทำบาปกรรมไว้มาก เที่ยวคบชู้ภรรยาของชายอื่นเหมือนจะไม่ตาย กรรมนั้นยังไม่ให้ผล เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดไว้ ในกาลต่อมาด้วยกรรมอื่นๆ กระหม่อมฉันนั้น ได้เกิดในวังสรัฐเมืองโกสัมพี เป็นบุตรเดียวในสกุลเศรษฐีผู้สมบูรณ์ มั่งคั่ง มีทรัพย์มากมายคนทั้งหลายสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์ ในชาตินั้น กระหม่อมฉันได้คบหาสมาคมมิตรสหายผู้ยินดีในกรรมอันงาม

ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต เขาได้แนะนำให้กระหม่อมฉันรักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก กรรมนั้นยังไม่ให้ผล ดังขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ ครั้นภายหลังบรรดาบาปกรรมทั้งหลาย ปรทารกกรรมอันใดที่กระหม่อมฉันได้กระทำไว้ในมคธรัฐ ผลแห่งกรรมนั้นมาถึงกระหม่อมฉันแล้ว เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีนั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกสิ้นกาลนานเพราะกรรมของตน กระหม่อมฉันระลึกถึงทุกข์ที่ได้เสวยในนรกนั้นไม่ได้ความสุขเลย กระหม่อมฉันยังทุกข์เป็นอันมากให้สิ้นไปในนรกนั้นนานปี แล้วเกิดเป็นลาถูกเขาตอนอยู่ในภินนาคตมหานคร.

บาลี (สยามรัฐ)

สาตปุตฺตา มยา วุฬฺหา ปิฏฺฐิยา จ รเถน จ

ตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺโท ปรทารคมนสฺส เม ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห กปิ อาสึ พฺรหาวเน

นิลุญฺจิตผโลเยว ยูถเปน ปคพฺภินา

ตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺโท ปรทารคมนสฺส เม ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห ทสนฺเนสุ ปสุ อหุํ

นิลุญฺจิโต ชโว ภโทฺร โยคฺคํ วุฬฺหํ จิรํ มยา

ตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺโท ปรทารคมนสฺส เม ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห วชฺชีสุ กุลมาคมา

เนวิตฺถี น ปุมา อาสึ มนุสฺสตฺเต สุทุลฺลเภ

ตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺโท ปรทารคมนสฺส เม ฯ

ตโต จุตาหํ เวเทห อชายึ นนฺทเน วเน

ภวเน ตาวตึสาหํ อจฺฉรา กามวณฺณินี ฯ

วิจิตฺรวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา

กุสลา นจฺจคีตสฺส สกฺกสฺส ปริจาริกา ฯ

ตตฺถ ฐิตาหํ เวเทห สรามิ ชาติโย อิมา

อนาคเตปิ สตฺเตว ยา คมิสฺสํ อิโต จุตา ฯ

ปริยาคตนฺตํ กุสลํ ยํ เม โกสมฺพิยํ กตํ

เทเว เจว มนุสฺเส จ สนฺธาวิสฺสํ อิโต จุตา ฯ

สตฺต ชจฺจา ๑ มหาราช นิจฺจํ สกฺกตปูชิตา

อิตฺถีภาวา ๒ น มุจฺจิสฺสํ ฉฏฺฐาว คติโย ๓ อิมา ฯ

สตฺตมี จ คติ เทว เทวปุตฺโต มหิทฺธิโก

ปุมา เทโว ภวิสฺสามิ เทวกายสฺมิมุตฺตโม ฯ

อชฺชาปิ สนฺตานมยํ มาลํ คนฺเถนฺติ นนฺทเน

เทวปุตฺโต ชโว นาม โย เม มาลํ ปฏิจฺฉติ ฯ

มุหุตฺโต วิย โส ทิโพฺย อิธ วสฺสานิ โสฬส

รตฺตินฺทิโว จ โส ทิโพฺย มานุสึ สรโทสตํ ฯ

อิติ กมฺมานิ อเนฺวนฺติ อสงฺเขยฺยาปิ ชาติโย

กลฺยาณํ ยทิ วา ปาปํ น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ๑ ฯ

๑ ม. ปริยาค มํ ฯ ๒ สี. ยุ. เภณฺณากเต ฯ ๓ ม. ฉคโล ฯ๑

๑ ม. ชจฺโจ ฯ ๒ ม. ถีภาวา ฯ ๓ ม. ฉฏฺฐา นิคติโย ฯ

ฉบับหลวง

กระหม่อมฉัน (เมื่อเกิดเป็นลา) ต้องพาลูกผู้ดีทั้งหลายไปด้วยหลังบ้างด้วยรถบ้าง นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้ว ไปบังเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่ ถูกนายฝูงผู้คะนองขบกัดลูกอัณฑะ นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นโคในทสันนรัฐ ถูกเขาตอน มีกำลังแข็งแรงกระหม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่สิ้นกาลนาน นั่นเป็นผลของกรรม คือการที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น

ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐกระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นกระเทยในตระกูลที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี จะได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงๆ นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกระเทยนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดเป็นนางอัปสรในนันทวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ มีวรรณน่าใคร่ มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะ

ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐเมื่อกระหม่อมฉันอยู่ในดาวดึงส์พิภพนั้น ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก๗ ชาติ ที่กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว จักไปเกิดต่อไปกุศลที่กระหม่อมฉันกระทำไว้ในเมืองโกสัมพีตามมาให้ผล กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ข้าแต่พระมหาราชา กระหม่อมฉันเป็นผู้อันชนทั้งหลายสักการบูชาแล้วเป็นนิตย์ตลอด ๗ ชาติ กระหม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ชาติที่ ๗ กระหม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา แม้วันนี้นางอัปสรทั้งหลายก็ยังร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยอยู่ในนันทวัน เทพบุตรพระนามว่าชวะสามีของกระหม่อมฉัน ยังรับพวงมาลัยอยู่ ๑๖ ปี ในมนุษย์นี้ราวครู่หนึ่งของเทวดา ๑๐๐ ปีในมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาดังที่ได้กราบทูลให้ทรงทราบมานี้ กรรมทั้งหลายย่อมติดตามไปทุกๆ ชาติ แม้ตั้งอสงไขย ด้วยว่ากรรมจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม(ยังไม่ให้ผลแล้ว) ย่อมไม่พินาศไป.

บาลี (สยามรัฐ)

โย อิจฺเฉ ปุริโส โหตุํ ชาตึ ชาตึ ปุนปฺปุนํ

ปรทารํ วิวชฺเชยฺย โธตปาโทว กทฺทมํ ฯ

ยา อิจฺเฉ ปุริโส โหตุํ ชาตึ ชาตึ ปุนปฺปุนํ

สามิกํ อปจาเยยฺย อินฺทํว ปริจาริกา ฯ

โย อิจฺเฉ ทิพฺพโภคญฺจ ทิพฺพมายุํ ยสํ สุขํ

ปาปานิ ปริวชฺเชตฺวา ติวิธํ ธมฺมมาจเร ฯ

กาเยน วาจา มนสา อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ

อตฺตโน โหติ อตฺถาย อิตฺถี วา ยทิวา ปุมา ฯ

เยเกจิเม มนุชา ชีวโลเก

ยสสฺสิโน สพฺพสมนฺตโภคา

อสํสยํ เตหิ ปุเร สุจิณฺณํ

กมฺมสฺสกาเส ปุถุ สพฺพสตฺตา ฯ

อิงฺฆานุจินฺเตสิ สยมฺปิ เทว

กุโตนิทานา เต อิมา ชนินฺท

ยา เต อิมา อจฺฉรสนฺนิกาสา

อลงฺกตา กาญฺจนชาลฉนฺนา ฯ

อิจฺเจวํ ปิตรํ กญฺญา รุจา โตเสสิ องฺคตึ

มุฬฺหสฺส มคฺคมาจิกฺขิ ธมฺมมกฺขาสิ สุพฺพตา ฯ

๑ สี. ยุ. ปนสสติ ฯ

ฉบับหลวง

ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม ฉะนั้น หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสรผู้เป็นบาทบริจาริกายำเกรงพระอินทร์ ฉะนั้น ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุยศและสุขอันเป็นทิพย์ ก็พึงเว้นบาปทั้งหลายประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ มีปัญญาเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน นรชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ที่เป็นคนมียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง นรชนเหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตัว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริด้วยพระองค์เถิด

ข้าแต่พระจอมชน พระสนม (ผู้ทรงโฉมงดงาม) ปานดังนางเทพอัปสรผู้ประดับประดาคลุมกายด้วยร่างแหทองเหล่านี้ พระองค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร พระนางรุจาราชกัญญา ทรงยังพระเจ้าอังคติราชพระชนกนาถให้ทรงยินดี พระราชกุมารีผู้มีวัตรอันดีงามทรงกราบทูลทางสุคติแก่พระชนกนาถ ดังหนึ่งบอกทางให้แก่คนหลงทางและได้ทรงกราบทูลข้อธรรมถวายโดยนัยต่างๆ ดังนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถาคมา พฺรหฺมโลกา นารโท มานุสึ ปถํ

ชมฺพูทีปํ อเวกฺขนฺโต อทฺทส ๑ ราชานมงฺคตึ ฯ

ตโต ปติฏฺฐ ปาสาเท เวเทหสฺส ปุรกฺขโต ๒

ตญฺจ ทิสฺวา อนุปฺปตฺตํ รุจา อิสิมวนฺทถ ฯ

ฉบับหลวง

ในกาลนั้น นารทมหาพรหมตรวจดูชมพูทวีป ได้เห็นพระเจ้าอังคติราชผู้ทรงมีความเห็นผิด จึงมาจากพรหมโลกถึงถิ่นมนุษย์ ลำดับนั้น นารทมหาพรหมได้ยืนอยู่ที่ปราสาทเบื้องพระพักตร์แห่งพระเจ้าวิเทหราช ก็พระนางรุจาราชธิดาเห็นนารทฤาษีนั้นมาถึง จึงนมัสการ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถาสนมฺหา โอรุยฺห ราชา พฺยมฺหิตมานโส ๓

นารทํ ปริปุจฺฉนฺโต อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

กุโต นุ อาคจฺฉสิ เทววณฺณี

โอภาสยํ สพฺพทิสา ๔ จนฺทิมา ว

อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต นามโคตฺตํ

กถนฺนุ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น พระราชาทรงหวาดพระทัย เสด็จลงจากราชอาสน์เมื่อจะตรัสถามนารทฤาษี ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ท่านมีผิวพรรณงามดังเทวดา ส่องรัศมีสว่างจ้าไปทั่วทิศดังพระจันทร์ท่านมาจากไหนหนอ ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกนามและโคตรแก่ข้าพเจ้า คนในมนุษยโลกย่อมรู้จักท่านอย่างไรหนอ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อหญฺหิ เทวโต อิทานิ เอมิ

โอภาสยํ สพฺพทิสา ๔ จนฺทิมา ว

อกฺขามิ เต ปุจฺฉิโต นามโคตฺตํ

ชานนฺติ มํ นารโท กสฺสโป จาติ ฯ

ฉบับหลวง

อาตมภาพมาจากเทวโลกเดี๋ยวนี้เอง ส่องรัศมีสว่างจ้าไปทั่วทิศดังพระจันทร์ มหาบพิตรตรัสถามแล้ว อาตมภาพขอถวายพระพรนามและโคตรให้ทรงทราบ คนทั้งหลายเขารู้จักอาตมภาพโดยนามว่านารทะ และโดยโคตรว่ากัสสปะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อจฺฉริยรูปํ ๕ ตว ยาทิสญฺจ

เวหายสํ คจฺฉสิ ติฏฺฐสิ จ

ปุจฺฉามิ ตํ นารท เอตมตฺถํ

อถ เกน วณฺเณน ตวายมิทฺธิ ฯ

๑ ม. อทฺทา ฯ ๒ ม. ปุรตฺถโต ฯ ๓ ม. พฺยถิตมานโส ฯ ๔ สี. ยุ. สํวรึ ฯ

๕ ม. อจฺเฉรรูปํ ฯ

ฉบับหลวง

สัณฐาณของท่านและการที่ท่านเหาะไปและยืนอยู่บนอากาศได้น่าอัศจรรย์ ดูกรท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เออเพราะเหตุอะไรท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สจฺจญฺจ ธมฺโม จ ทโม จ จาโค

คุณา มเมเต ปกตา ปุราณา

เตเหว ธมฺเมหิ สุเสวิเตหิ

มโนชโว เยนกามํ คโตสฺมิ ฯ

ฉบับหลวง

คุณธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑ ธรรม ๑ ทมะ ๑จาคะ ๑ อาตมภาพได้ทำไว้แล้วในภพก่อน เพราะคุณธรรมที่อาตมภาพเสพมาดีแล้วนั้นแล อาตมภาพจึงไปไหนๆ ได้ตามความปรารถนา เร็วทันใจ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อจฺฉริยมาจิกฺขสิ ๑ ปุญฺญสิทฺธึ

สเจ หิ ๒ เอวํ ยถา ตฺวํ วเทสิ

ปุจฺฉามิ ตํ นารท เอตมตฺถํ

ปุฏฺโฐ จ เม สาธุ วิยากโรหิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อท่านบอกความสำเร็จแห่งบุญ ชื่อว่าท่านบอกความอัศจรรย์ ถ้าแลเป็นจริงอย่างท่านกล่าว ดูกรท่านนารทะข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงพยากรณ์ให้ดี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุจฺฉสฺสุ มํ ราช ตเวส อตฺโถ

ยํ สํสยํ กุรุเต ภูมิปาล

อหนฺตํ นิสฺสํสยตํ คเมมิ

นเยหิ ญาเยหิ จ เหตุภิ จ ฯ

ฉบับหลวง

ขอถวายพระพร ข้อใดพระองค์ทรงสงสัย เชิญมหาบพิตรตรัสถามข้อนั้นกะอาตมภาพเถิด อาตมภาพจะถวายวิสัชนาให้มหาบพิตรทรงสิ้นสงสัย ด้วยนัย ด้วยญายธรรม และด้วยเหตุทั้งหลาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุจฺฉามิ ตํ นารท เอตมตฺถํ

ปุฏฺโฐ จ เม นารท มา มุสา ภณิ

อตฺถิ นุ เทวา ปิตโร นุ อตฺถิ

โลโก ปโร อตฺถิ ชโน ยมาห ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านถูกถามแล้ว อย่าได้กล่าวมุสาแก่ข้าพเจ้า ที่คนเขาพูดกันว่าเทวดามี มารดาบิดามี ปรโลกมีนั้น เป็นจริงหรือ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺเถว เทวา ปิตโร จ อตฺถิ

โลโก ปโร อตฺถิ ชโน ยมาห

กาเมสุ คิทฺธา จ นรา ปมุฬฺหา

โลกํ ปรํ น วิทู โมหยุตฺตา ฯ

๑ ม. อจฺเฉร- ฯ ๒ ม. สเจ หิ เอเตหิ ยถา วเทสิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่คนเขาพูดกันว่าเทวดามี มารดาบิดามี และปรโลกมีนั้นเป็นจริงทั้งนั้น แต่นรชนผู้หลงงมงายใคร่ในกามทั้งหลายจึงไม่รู้ปรโลก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถีติ เจ นารท สทฺทหาสิ

นิเวสนํ ปรโลเก มตานํ

อิเธว เม ปญฺจสตานิ เทหิ

ทสฺสามิ เต ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านนารทะ ถ้าท่านเชื่อว่าปรโลกมีจริง สถานที่อยู่ในปรโลกของเหล่าสัตว์ผู้ตายไปแล้วก็ต้องมี ขอท่านจงให้ทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะแก่ข้าพเจ้าในโลกนี้ ข้าพเจ้าจะใช้ให้ท่านพันหนึ่งในปรโลก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทชฺเชมุ โข ปญฺจสตานิ โภโต

ชญฺญามุ เจ สีลวนฺตํ วทญฺญญ

ลุทฺทนฺตํ โภนฺตํ นิรเย วสนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

อิเธว โย โหติ อธมฺมสีโล ๑

ปาปาจาโร อลโส ลุทฺทกมฺโม

น ปณฺฑิตา ตสฺมึ อิณํ ททนฺติ

น หิ อาคโม โหติ ตถาวิธมฺหา ฯ

ทกฺขญฺจ โปสํ มนุชา วิทิตฺวา

อุฏฺฐานกํ สีลวนฺตํ วทญฺญญ

สยเมว โภเคหิ นิมนฺตยนฺติ

กมฺมํ กริตฺวา ปุนมาหเรสิ ฯ

ฉบับหลวง

ถ้าอาตมภาพรู้ว่ามหาบพิตรทรงมีศีล ทรงรู้ความประสงค์ของสมณพราหมณ์ อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรทรงยืมสักห้าร้อย แต่มหาบพิตรหยาบช้า ทรงจุติจากโลกนี้แล้ว จะต้องไปอยู่ในนรก ใครจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลกเล่าผู้ใดในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว เกียจคร้านมีกรรมอันหยาบช้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้หนี้ในผู้นั้นเพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น ส่วนบุคคลผู้ขยันหมั่นเพียร มีศีล รู้ความประสงค์ คนทั้งหลายรู้แล้ว ย่อมเอาโภคทรัพย์มาเชื้อเชิญเอง ด้วยคิดว่า ผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้ว พึงนำมาใช้ให้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อิโต จุโต ๒ ทกฺขสิ ตตฺถ ราช

กาโกลสงฺเฆหิ วิกสฺสมานํ ๓

ตํ ขชฺชมานํ นิรเย วสนฺตํ

กาเกหิ คิชฺเฌหิ จ โสณเกหิ ๔

สญฺฉินฺนคตฺตํ รุหิรํ สวนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

๑ ยุ. อกมฺมสีโล ฯ ๒ สี. ยุ. คโต ฯ ๓ สี. ยุ. กาโกฬสงฺเฆหิปิ กฑฺฒมานํ ฯ

๔ ม. เสนเกหิ ฯ

ฉบับหลวง

ขอถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จไปจากที่นี่แล้ว จักทอดพระเนตรเห็นพระองค์เองอยู่ในนรกนั้น ซึ่งถูกฝูงการุมยื้อแย่งฉุดคร่าอยู่ ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลกกะมหาบพิตรผู้ตกอยู่ในนรก ถูกฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงสุนัขรุมกัดกิน ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนฺธตมํ ตตฺถ น จนฺทสุริยา

นิรโย สทา ตุมุโล โฆรรูโป

สา เนว รตฺติ น ทิวา ปญฺญายติ

ตถาวิเธ โก วิจเร ธนตฺถิโก ฯ

ฉบับหลวง

ในโลกันตนรกนั้นมืดที่สุด ไม่มีพระจันทร์และพระอาทิตย์โลกันตนรกมืดตื้ออยู่ทุกเมื่อ น่ากลัว กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ผู้ต้องการทรัพย์คนไรเล่า จะพึงเที่ยวไปในสถานที่เช่นนั้นได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สวโล จ สาโม จ ทุเว สุวาณา

ปวฑฺฒกายา พลิโน มหนฺตา

ขาทนฺติ ทนฺเตหิ อโยมเยหิ

อิโต ปนุณฺณํ ปรโลเก ปตนฺตํ ๑ ฯ

ตํ ขชฺชมานํ นิรเย วสนฺตํ

ลุทฺเทหิ วาเฬหิ อฆมฺมิเคหิ

สญฺฉินฺนคตฺตํ รุหิรํ สวนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ในโลกันตนรกนั้นมีสุนัข ๒ เหล่า คือ ด่างเหล่า ๑ ดำเหล่า ๑ ล้วนมีร่างกายกำยำล่ำสันแข็งแรง ย่อมพากันมากัดกินผู้ที่จุติจากมนุษยโลกนี้ ไปตกอยู่ในโลกันตนรก ด้วยเขี้ยวเหล็ก ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง

ในปรโลก กะมหาบพิตรผู้ตกอยู่ในนรก ถูกสุนัขอันทารุณร้ายกาจ นำทุกข์มาให้ รุมกัดกินตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้.

บาลี (สยามรัฐ)

อุสูหิ สตฺตีหิ [๒] สุนิสฺสิตาหิ

หนนฺติ วิชฺฌนฺติ จ ปจฺจามิตฺตา

กาลูปกาลา นิรยมฺหิ โฆเร

ปุพฺเพ นรํ ทุกฺกฏกมฺมการึ ฯ

ตํ หญฺญมานํ นิรเย วชนฺตํ

กุจฺฉิสฺมึ ปสฺสสฺมึ วิปฺผาลิตูทรํ

สญฺฉินฺนคตฺตํ รุหิรํ สวนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

๑ ม. ปรโลกปตฺตํ ฯ ๒ ม. จ ฯ

ฉบับหลวง

และในนรกอันร้ายกาจ พวกนายนิรยบาลชื่อกาลูปกาละ ผู้เป็นข้าศึกพากันเอาดาบและหอกอันคมกริบมาทิ่มแทงนรชนผู้กระทำกรรมชั่วไว้ในภพก่อน ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรผู้ถูกทิ่มแทงที่ท้อง ที่สีข้าง พระอุทรพรุนวิ่งวุ่นอยู่ในนรก ตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้.

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺตี อุสู โตมรภิณฺฑิวาลา

วิวิธาวุธํ วสฺสติ ตตฺถ เทโว

ปตนฺติ องฺคารมิวจฺจิมนฺโต

สีลาสนี วสฺสติ ลุทฺทกมฺเม ฯ

อุโณฺห จ วาโต นิรยมฺหิ ทุสฺสโห

น ตมฺหิ สุขํ ลภติ ๑ อิตฺตรํปิ

ตนฺตํ วิธาวนฺตมเลนมาตุรํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ในโลกันตนรกนั้น มีห่าฝนต่างๆ ชนิด คือ หอก ดาบ แหลม หลาวมีประกายวาวดังถ่านเพลิง ตกลงบนศีรษะ สายอัสนีศิลาอันแดงโชนตกต้องสัตว์นรกผู้มีกรรมหยาบช้า และในนรกนั้นมีลมร้อนยากที่จะทนได้ สัตว์ในนรกนั้น ย่อมไม่ได้รับความสุขแม้แต่น้อย ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรซึ่งทรงกระสับกระส่ายวิ่งไปมาหาที่ซ่อนเร้นมิได้.

บาลี (สยามรัฐ)

สนฺธาวมานํปิ ๒ รเถสุ ยุตฺตํ

สญฺโชติภูตํ ปฐวึ กมนฺตํ

ปโตทลฏฺฐีหิ สุโจทยนฺตํ ๓

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครเล่า จะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรผู้ถูกเทียมในรถวิ่งไปวิ่งมา ต้องเหยียบแผ่นดินอันลุกโพลง ถูกแทงด้วยประตักอยู่ได้.

บาลี (สยามรัฐ)

ตมารุหนฺตํ ขุรสญฺจิตํ คิรึ

วิภึสนํ ปชฺชลิตํ ภยานกํ

สญฺฉินฺนคตฺตํ รุหิรํ สวนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครเล่า จะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรซึ่งทนไม่ได้วิ่งไปขึ้นภูเขาอันดาดไปด้วยขวากกรด ลุกโชนน่าสยดสยองอย่างยิ่ง ตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้.

บาลี (สยามรัฐ)

ตมารุหนฺตํ ปพฺพตสนฺนิกาสํ

องฺคารราสึ ชลิตํ ภยานกํ

สนฺทฑฺฒคตฺตํ ๑ กปณํ รุทนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

๑ ม. ลพฺภติ ฯ ๒ สี. ยุ. สนฺธาวมานํ ตํ ฯ ๓ สี. ยุ. สุโจทิยนฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครเล่า จะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรซึ่งต้องวิ่งขึ้นเหยียบถ่านเพลิงกองเท่าภูเขา ลุกโพลงน่ากลัว มีตัวถูกไฟไหม้ทนไม่ไหว ร้องครวญครางอยู่ได้.

บาลี (สยามรัฐ)

อพฺภกูฏสมา อุจฺจา กณฺฏกาหิ จิตา ๒ ทุมา

อโยมเยหิ ติกฺเขหิ นรโลหิตปายิภิ ฯ

ตมารุหนฺติ นาริโย นรา จ ปรทารคู

โจทิตา สตฺติหตฺเถหิ ยมนิทฺเทสการิภิ ฯ

ตมารุหนฺตํ นิรเย สิมฺพลึ รุหิรมกฺขิตํ

วิททฺธกายํ ๓ วิตจํ อาตุรํ คาฬฺหเวทนํ ฯ

ปสฺสสนฺตํ มุหุํ อุณฺหํ ปุพฺพกมฺมาปราธิกํ

ทุมฺมคฺเค วิตจํ คตฺตํ โก ตํ ยาเจยฺย ตํ ธนํ ฯ

ฉบับหลวง

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยหนามเหล็กคมกริบ กระหายเลือดคนหญิงผู้ประพฤติล่วงสามี และชายผู้หากระทำชู้ภรรยาผู้อื่น ถูกนายนิรยบาลผู้ทำตามสั่งของพระยายม ถือหอกไล่ทิ่มแทงให้ขึ้นต้นงิ้วนั้นใครเล่าจะไปทวงทรัพย์จำนวนนั้น กะมหาบพิตร ซึ่งต้องขึ้นต้นงิ้วในนรกเลือดไหลเปรอะเปื้อน มีกายเหี้ยมเกรียมหนังปอกเปิก กระสับกระส่าย เสวยเวทนาอย่างหนัก ใครเล่าจะไปขอทรัพย์จำนวนเท่านั้นกะพระองค์ผู้หอบแล้วหอบอีก อันเป็นโทษของบุรพกรรม หนังปอกเปิกเดินทางผิดได้.

บาลี (สยามรัฐ)

อพฺภกูฏสมา อุจฺจา อสิปตฺตจิตา ทุมา

อโยมเยหิ ติกฺเขหิ นรโลหิตปายิภิ ฯ

ตมารุหนฺตํ อสิปตฺตปาทปํ

อสีหิ ติกฺเขหิ จ ฉิชฺชมานํ

สญฺฉินฺนคตฺตํ รุหิรํ สวนฺตํ

โก โจทเย ปรโลเก สหสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยใบเหล็กคมกริบดังดาบ กระหายเลือดคนใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรซึ่งขึ้นอยู่บนต้นงิ้วนั้น ก้าวไปเหยียบใบเหล็กอันคมดังดาบ ก็ถูกใบงิ้วอันคมนั้นบาด มีตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้.

บาลี (สยามรัฐ)

ตโต นิกฺขนฺตมตฺตนฺตํ อสิปตฺตนิรยา ๔ ทุมา ๕

สมฺปติตํ เวตรณึ โก ตํ ยาเจยฺย ตํ ธนํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์จำนวนนั้น กะมหาบพิตรซึ่งเดินหนีออกจากขุมนรกไม้งิ้ว มีใบเป็นดาบ ไปพลัดตกลงในแม่น้ำเวตรณีได้.

บาลี (สยามรัฐ)

ขรา ขาโรทกา ตตฺตา ทุคฺคา เวตรณี นที

อโยโปกฺขรสญฺฉนฺนา ติกฺขปตฺเตหิ สนฺทติ ฯ

ตตฺถ สญฺฉินฺนคตฺตนฺตํ วุยฺหนฺตํ รุหิรมกฺขิตํ

เวตรญฺเญ อนาลมฺเพ โก ตํ ยาเจยฺย ตํ ธนํ ฯ

๑ ม. สุทฑฺฒคตฺตํ ฯ ๒ ม. กณฺฏกนิจิตา ฯ ๓ ม. วิทฑฺฒกายํ ฯ ๔ ม. อสิปตฺตาจิตา ฯ

๕ สี. ยุ. ทุขา ฯ

ฉบับหลวง

แม่น้ำเวตรณี น้ำเป็นกรด เผ็ดร้อน ยากที่จะข้ามได้ ดาดาษไปด้วยบัวเหล็ก มีใบคมกริบไหลอยู่ ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์นั้นกะมหาบพิตรซึ่งมีตัวขาดกระจัดกระจาย เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ลอยอยู่ในเวตรณีนทีนั้น หาที่เกาะมิได้.

บาลี (สยามรัฐ)

เวธามิ รุกฺโข วิย ฉิชฺชมาโน๐

ทิสํ น ชานามิ ปมุฬฺหสญฺโญ

ภยานุตปฺปามิ มหาว ๑ เม ภยา

สุตฺวาน คาถา ๒ ตว ภาสิตา อิเส ฯ

อาทิตฺเต วาริมชฺฌํ ว ทีปํโวเฆริวณฺณเว ๓

อนฺธกาเรว ปชฺโชโต ตฺวนฺโนสิ สรณํ อิเส ฯ

อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาส มํ อิเส

อตีตมทฺธา อปราธิตํ มยา

อาจิกฺข เม นารท สุทฺธิมคฺคํ

ยถา อหํ โน นิรยํ ปเตยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด ข้าพเจ้าหลงสำคัญผิดจึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาภาษิตของท่านแล้วย่อมร้อนใจ เพราะกลัวมหาภัย ท่านฤาษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ดังหนึ่งน้ำสำหรับแก้กระหายในเวลาร้อน เกาะเป็นที่อาศัยในห้วงมหาสมุทร และประทีปสำหรับส่องสว่างในที่มืดฉะนั้นเถิด ท่านฤาษี ขอท่านจงสอนอรรถและธรรมแก่ข้าพเจ้า ในกาลก่อนข้าพเจ้าได้กระทำความผิดไว้ส่วนเดียวข้าแต่ท่านนารทะ ขอท่านจงบอกทางบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้า โดยที่ข้าพเจ้าจะไม่พึงตกไปในนรกด้วยเถิด.

บาลี (สยามรัฐ)

ยถา อหุ ธตรฏฺโฐ เวสฺสามิตฺโต จ อฏฺฐโก

ยมทตฺติ ๔ อุสินฺนโร(สิวิราชา ๕) ปริจาริกา ๖ สมณพฺราหฺมณานํ

เอเต จญฺเญ จ ราชาโน เย สคฺควิสยํ ๗ คตา ฯ

อธมฺมํ ปริวชฺเชตฺวา ธมฺมญฺจร มหีปติ

อนฺนหตฺถา จ เต พฺยเมฺห โฆสยนฺตุ ปุเร ตว ฯ

โก ฉาโต โก จ ตสิโต โก มาลํ โก วิเลปนํ

นานารตฺตานํ วตฺถานํ โก นคฺโค ปริทหิสฺสติ ฯ

โก ปนฺเถ ฉตฺตมาเทติ ๑ ปาทุกา จ มุทู สุภา

อิติ สายญฺจ ปาโต จ โฆสยนฺตุ ปุเร ตว ฯ

ชิณฺณํ โปสํ ควสฺสญฺจ มาสฺสุ ยุญฺช ยถา ปุเร

ปริหารญฺจ ทชฺชาสิ อธิการกโต พลี ฯ

๑ ม. มหา จ ฯ ๒ ม. กถา ฯ ๓ ม. ทีปํโวเฆ มหณฺณเว ฯ ๔ สี. ยมตคฺคิ ฯ

ม. ยามตคฺคิ ฯ ๕ ม. อุสินฺทโร จาปิ สิวี จ ราชา ฯ ๖ ม. ปริจารกา ฯ

๗ สี. ยุ. สกฺกวิสยํ ฯ

ฉบับหลวง

พระราชา ๖ พระองค์นี้ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวเวสสามิตระ ท้าวอัฏฐกะท้าวยมทัตติ ท้าวอุสสินนระ ท้าวสีวิราชและพระราชาพระองค์อื่นๆได้ทรงบำรุงสมณพราหมณ์ทั้งหลายแล้วเสด็จไปยังสวรรค์ ฉันใด ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แม้มหาบพิตรก็ฉันนั้น จงทรงเว้นอธรรม แล้วทรงประพฤติธรรม ราชบุรุษทั้งหลายจงถืออาหารไปประกาศภายในพระราชนิเวศน์ และภายในพระนครว่า ใครหิว ใครกระหายใครปรารถนามาลา ใครปรารถนาเครื่องลูบไล้ ใครไม่มีผ้านุ่งห่มจักนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ตามปรารถนา ใครต้องการร่ม ใครต้องการรองเท้า อย่างเนื้ออ่อนอย่างดี ราชบุรุษทั้งหลายจงประกาศดังนี้ในพระนครของพระองค์ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า มหาบพิตรอย่าได้ใช้คนแก่เฒ่า และโคม้าอันแก่ชราเหมือนดังก่อนและจงทรงพระราชทานเครื่องบริหาร แก่บุคคล ที่เป็นกำลังเคยกระทำความดีไว้เท่าเดิมเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กาโย เต รถสญฺญาโต มโนสารถิโก ลหุ

อวิหึสาสาริตกฺโข สํวิภาคปฏิจฺฉโท ฯ

ปาทสญฺญมเนมิโย หตฺถสญฺญมปกฺขโร

กุจฺฉิสญฺญมนพฺภนฺโต วาจาสญฺญมกูชโน ฯ

สจฺจวากฺยสมตฺตงฺโค อเปสุญฺญสุสญฺญโต

คิราสขิลเนลงฺโค มิตภาณิสิเลสิโต ฯ

สทฺธาโลภสุสงฺขาโร นิวาตญฺชลิกุพฺพโร

อถทฺธตานตีสาโก สีลสํวรนทฺธโน ฯ

อกฺโกธนมนุคฺฆาฏี ธมฺมปณฺฑรฉตฺตโก

พาหุสจฺจมุปาลมฺโพ ๒ ฐิติจิตฺตมุปาธิโย ฯ

กาลญฺญุตาจิตฺตสาโร เวสารชฺชติทณฺฑโก

นิวาตวุตฺติโยตฺตงฺโค ๓ อนติมานยุโค ลหุ ฯ

อลีนจิตฺตสนฺถาโร วุฑฺฒิเสวิรโชหโต ๔

สติ ปโตโท ธีรสฺส ธิติ โยโค จ รสฺมิโย ฯ

มโน ทนฺตํ ปถํ เนติ สมทนฺเตหิ วาชิภิ ๕

อิจฺฉา โลโภ จ กุมฺมคฺโค อุชุมคฺโค จ สญฺญโม ฯ

รูเป สทฺเท รเส คนฺเธ วาหนสฺส ปธาวโต

ปญฺญา อาโกฏนี ราช ตตฺถ อตฺตาว สารถิ ฯ

สเจ เอเตน ยาเนน สมจริยา ทฬฺหา ธิติ

สพฺพกามทุโห ราช น ชาตุ นิรยํ วเชติ ฯ

๑ ม. ฉตฺตมาเนติ ฯ ๒ ม. ...มปาลมฺโพ ฯ ๓ ม. ...โยตฺตโก ฯ ๔ วุฑฺฒิเสวี

รโชหโตติปิ ฯ ๕ วาหิภีติปิ ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

มหาบพิตรจงทรงสำคัญพระวรกายของพระองค์ว่าเป็นดังรถ อันมีใจเป็นนายสารถี กระปรี้กระเปร่า (เพราะปราศจากถิ่นมิทธะ)อันมีอวิหิงสาเป็นเพลาที่เรียบร้อยดี มีการบริจาคเป็นหลังคามีการสำรวมเท้าเป็นกง มีการสำรวมมือเป็นกระพอง มีการสำรวมท้องเป็นน้ำมันหยอด มีการสำรวมวาจาเป็นความเงียบสนิท มีการกล่าวคำสัตย์เป็นองค์รถอันบริบูรณ์ มีการไม่กล่าวคำส่อเสียดเป็นการเข้าหน้าไม้สนิท มีการกล่าวคำอ่อนหวานเป็นเครื่องรถอันเกลี้ยงเกลา มีการกล่าวพอประมาณเป็นเครื่องผูกรัด มีศรัทธาและอโลภะเป็นเครื่องประดับ มีการถ่อมตนและกราบไหว้เป็นกูบ มีความไม่กระด้างเป็นงอนรถ มีการสำรวมศีลเป็นเชือกขันชะเนาะ

มีความไม่โกรธเป็นอาการไม่กระเทือน มีกุศลธรรมเป็นเศวตรฉัตร มีพาหุสัจจะเป็นสายทาบ มีการตั้งจิตมั่นเป็นที่มั่น มีความคิดเครื่องรู้จักกาลเป็นไม้แก่น มีความแกล้วกล้าเป็นไม้ค้ำ มีความประพฤติถ่อมตนเป็นเชือกขันแอก มีความไม่เย่อหยิ่งเป็นแอกเบา มีจิตไม่หดหู่เป็นเครื่องลาด มีการเสพบุคคลผู้เจริญเป็นเครื่องกำจัดธุลี มีสติของนักปราชญ์เป็นปฏัก มีความเพียรเป็นสายบังเหียน มีใจที่ฝึกฝนดีแล้วเช่นดังม้าที่หัดไว้เรียบเป็นเครื่องนำทาง ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง ขอถวายพระพร ปัญญาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนม้า ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตรที่กำลังแล่นไปในรูป เสียง กลิ่นรส พระองค์นั้นแลเป็นสารถี ถ้าความประพฤติชอบและความเพียรมั่นมีอยู่ด้วยยานนี้ รถนั้นจะให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง จะไม่นำไปบังเกิดในนรก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อลาโต เทวทตฺโตสิ สุนาโม อาสิ ภทฺทชิ

วิชโย สารีปุตฺโตสิ โมคฺคลฺลาโนสิ วีชโก ฯ

สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต คุโณ อาสิ อเจลโก

อานนฺโท สา รุจา อาสิ ยา ราชานํ ปสาทยิ ฯ

อุรุเวลกสฺสโป ราชา ปาปทิฏฺฐิ ตทา อหุ

มหาพฺรหฺมา โพธิสตฺโต เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ

มหานารทกสฺสปชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ฉบับหลวง

อลาตเสนาบดีเป็นพระเทวทัตต์ สุนามอำมาตย์เป็นพระภัททชิวิชยอำมาตย์เป็นพระสารีบุตร วีชกบุรุษเป็นพระโมคคัลลานะสุนักขัตตะเป็นลิจฉวีบุตร คุณาชีวกเป็นอเจลก พระนางรุจาราชธิดาผู้ทรงยังพระราชาให้เลื่อมใส เป็นพระอานนท์ พระเจ้าอังคติราชผู้มีทิฐิชั่วในกาลนั้นเป็นพระอุรุเวลกัสสปะ มหาพรหมโพธิสัตว์เป็นเราตถาคต ท่านทั้งหลายจงทรงชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แล ฯ

จบมหานารทกัสสปชาดกที่ ๘

จบ ๘. มหานารทกัสสปชาดก