ติงสตินิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๘๕–๒๔๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๖/๒๒ ในชาดกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ตึสตินิปาตชาตกํ
๑ กึฉนฺทชาตกํ
ติงสตินิบาตชาดก
๑. กิงฉันทชาดก
ว่าด้วยโทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต กิงฉันทชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ
กึ ปตฺถยาโน กึ เอสํ เกน อตฺเถน พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร มีความประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร ด้วยต้องการอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียวในเวลาร้อน?
ยถา มหา วาริธโร กุมฺโภ สุปริณาหวา
ตถูปมํ อมฺพปกฺกํ วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ฯ
ตํ วุยฺหมานํ โสเตน ทิสฺวานามลมชฺฌิเม
ปาณีภิ นํ คเหตฺวาน อคฺยายตนมาหรึ ฯ
ตโต กทลิปตฺเตสุ นิกฺขิปิตฺวา สยํ อหํ
สตฺเถน นํ วิกปฺเปตฺวา ขุปฺปิปาสํ อหาสิ เม ฯ
โสหํ อเปตทรโถ พฺยนฺตีภูโต ทุกฺขกฺขโม
อสฺสาทํ นาธิคจฺฉามิ ผเลสฺวญฺเญสุ เกสุจิ ฯ
โสสิตฺวา นูน มรณํ ตํ มมํ อาวหิสฺสติ
อมฺพํ ยสฺส ผลํ สาทุํ มธุรคฺคํ มโนรมํ ฯ
ยมุทฺธรึ วุยฺหมานํ อุทธิสฺมา มหณฺณเว
อกฺขาตํ เต มยา สพฺพํ ยสฺมา อุปวสามหํ ฯ
รมฺมํ ปติ นิสินฺโนสฺมิ ปุถุโลมายุตา ปุถุ
ตญฺจ โข เมว อกฺขาหิ อตฺตานมปลายินี ฯ
กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กิสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม
รูปปฏฺฏปฺลมฏฺฐีว ๑ พฺยคฺฆีว คิริสานุชา ฯ
ยา สนฺติ นาริโย เทเวสุ เทวานํ ปริจาริกา
ยา จ มนุสฺสโลกสฺมึ รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ฯ
รูเปน เต สทิสี นตฺถิ เทวคนฺธพฺพมานุเส ๒
ปุฏฺฐาสิ เม จารุปุพฺพงฺคี พฺรูหิ นามญฺจ พนฺธเว ฯ
หม้อน้ำใหญ่มีรูปทรงงดงาม ฉันใด ผลมะม่วงสุกอันมีสีกลิ่นและรสอย่างดีเยี่ยม ก็มีอุปมัย ฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอยมาในท่ามกลางแม่น้ำ ได้เอามือทั้งสองหยิบมาวางไว้ในเรือนไฟ.
แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเองแล้วฉัน ความหิวและความกระหายของเราหายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมดเราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความพอใจในผลไม้ไรๆอื่น. ผลมะม่วงซึ่งมีรสอร่อยหวานจับใจ ลอยมาในห้วงน้ำใหญ่ เราก็เก็บขึ้นมาจากแม่น้ำ จักทำให้เราซูบผอม นำความตายมาให้เราเป็นแน่เราได้บอกเหตุที่เราหิวกระหายแก่ท่านหมดสิ้นแล้ว. เรานั่งอยู่ที่แม่น้ำน่ารื่นรมย์กว้างใหญ่ มีปลาโลมาขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุยืนอยู่เฉพาะหน้า มีร่างกายงดงามเอวกลมดี เกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบและเหมือนนางพยัคฆีที่สัญจรอยู่ตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือว่าท่านมา ณ ที่นี้เพื่ออะไร ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด? นางเทพนารีในเทวโลก ที่เป็นบริจาริกาแห่งทวยเทพทั้งหลายก็ตาม สตรีที่มีรูปงดงามในมนุษยโลกก็ตาม ที่จะมีรูปงามเสมอด้วยท่านไม่มี ท่านผู้มีขางาม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์เถิด?
ยํ ตฺวํ ปติ นิสินฺโนสิ รมฺมํ พฺราหฺมณ โกสิกึ
สาหํ ภูสาลยา วุตฺถา วรวาริวโหฆสา ฯ
นานาทุมคณากิณฺณา พหุกา คิริกนฺทรา
มเมว ปมุขา โหนฺติ อภิสนฺทนฺติ ปาวุเส ฯ
อโถ พหู วนโตทา นีลวาริวหินฺธรา
พหุกา นาคจิตฺโตทา อภิสนฺทนฺติ วารินา ฯ
ตา อมฺพชมฺพุลพุชา นิปาตาลมุทุมฺพรา ๓
พหูนิ ผลชาตานิ อาวหนฺติ อภิณฺหโส ฯ
ยงฺกิญฺจิ อุภโต ตีเร ผลํ ปตติ อมฺพุนิ
อสํสยนฺตํ โสตสฺส ผลํ โหติ วสานุคํ ฯ
เอตทญฺญาย เมธาวี ปุถุปญฺญ สุโณหิ เม
มา โรจย อภิสงฺคํ ปฏิเสธ ชนาธิป ฯ
น วาหํ วฑฺฒวํ มญฺเญ ยํ ตฺวํ รฏฺฐาภิวฑฺฒน
อาเจยฺยมาโน ราชิสิ มรณํ อภิกงฺขสิ ฯ
ตสฺส ชานนฺติ ปิตโร คนฺธพฺพาว ๔ สเทวกา
เย จาปิ อิสโย โลเก สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน
อสํสยนฺเตปิ ชานนฺติ ปฏฺฐภูตา ๑ ยสสฺสิโน ฯ
๑ ม. รุปฺปปฏฺฏปลิมฏฺฐีว ฯ ๒ ม. เทเวสุ คนฺธพฺพมนุสฺสโลเก ฯ
๓ ม. นิปา ตาลา จุทุมฺพรา ฯ ๔ ม. คนฺธพฺพา จ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านนั่งอยู่ที่แม่น้ำใด ชื่อว่าโกสิกี น่ารื่นรมย์ ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น อันมีกระแสไหลเชี่ยว. มีลำห้วยและลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรงมารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแสเชี่ยวสีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาคกระทำให้มีสีวิจิตรต่างๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผลมะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อเป็นอันมากมาเนืองๆ ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำแล้วย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งกระแสน้ำของข้าพเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ท่านรู้อย่างนี้แล้วจงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่าชอบใจความข้องด้วยตัณหาเลย จงห้ามเสียเถิด.
ดูกรพระราชฤาษี ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร เมื่อท่านซูบผอม รอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์เทวดา และฤาษีทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะเริ่มตั้งความเพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหา โดยไม่ต้องสงสัยเลย.
เอวํ วิทิตฺวา วิทู สพฺพธมฺมํ
นิทฺธํสนํ จวนํ ชีวิตสฺส
น จียตี ตสฺส นรสฺส ปาปํ
สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ฯ
อิสิปูคสมญฺญาเต เอวํ โลกฺยา วิทิตา ปติ ๒
อนริยํ ปริสมฺภาเส ปาปกมฺมํ ชิคึสสิ ฯ
สเจ อหํ มริสฺสามิ ตีเร เต ปุถุสุสฺโสณิ
อสํสยนฺตํ อสิโลโก มยิ เปเต อาคมิสฺสติ ฯ
ตสฺมาหิ ปาปกํ กมฺมํ รกฺขสฺสุ จ ๓ สุมชฺฌิเม
มา ตฺวํ ๔ สพฺโพ ชโน ปจฺฉา ปกฺวกฺขาสิ มยี ๕ มเต ฯ
บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ความสลาย และความเคลื่อนแห่งชีวิตอย่างนี้ ชื่อว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง. ถ้านรชนนั้นไม่คิดฆ่าคนอื่น. ดูกรท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันดีแล้ว ผู้กล่าวคำอันงดงาม ท่านปรากฏว่าทำประโยชน์ให้แก่โลกอย่างนี้ ไฉนจึงแสวงหาบาปกรรมให้แก่ตน? ดูกรท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำของท่าน เมื่อเราตายแล้วความติเตียนก็จะมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้มีสะเอวกลมกลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวงติเตียนท่านได้ภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.
อญฺญาตเมตํ อวิสยฺหสาหิ
อตฺตานมมฺพญฺจ ททามิ เต ตํ
โย ๖ ทุจฺจเช กามคุเณ ปหาย
สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ อธิฏฺฐิโตสิ ฯ
โย หิตฺวา ปุพฺพสญฺโญคํ ปจฺฉาสญฺโญชเน ฐิโต
อธมฺมญฺเจว จรติ ปาปญฺจสฺส ปวฑฺฒติ ฯ
เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว
อุปานยามิ สีตสฺมึ วิหราหิ อนุสฺสุโก ฯ
ตํ ปุปฺผรสมตฺเตหิ วงฺกงฺเคหิ อรินฺทม
โกญฺจา มยูรา ทิวิยา โกยฏฺฐิมธุสาลิยา ๑
กูชิตา หํสปูเคภิ โกกิเลตฺถ ปโพธเร ฯ
อมฺเพตฺถ วิปฺปสูนคฺคา ๒ ปลาลขลสนฺนิภา
โกสุมฺพสลฬานีปา ๓ ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ฯ
๑ สี. ยุ. วทฺธภูตา ฯ ๒ ม. สติ ฯ ๓ ม. รกฺขสฺเสว ฯ ๔ ม. ตํ ฯ
๕ ม. ปกุฏฺฐาสิ มยิ ฯ ๖ ม. โส ฯ
เหตุนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตนและให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่งความสงบ และสุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อน แล้วตั้งอยู่ในสังโยชน์ในภายหลัง ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมพอกพูนแก่บุคคลนั้น. มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง แต่ท่านจะต้องมีความขวนขวายน้อย ข้าพเจ้าจะนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายอยู่เถิด. ดูกรท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูงนกเขาซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วงในสวนนั้นดกเป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสนต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.
มาลี ติรีฏี กายุรี องฺคที จนฺทนุสฺสโท ๔
รตฺตึ ตฺวํ ปริจาเรสิ ทิวา เวเทสิ เวทนํ ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ยา เตมา ปริจาริกา
เอวํ มหานุภาโวสิ อพฺภูโต โลมหํสโน ฯ
กึ กมฺมมกริ ปุพฺเพ ปาปํ อตฺตทุขาวหํ
ยํ กริตฺวา มนุสฺเสสุ ปิฏฺฐิมํสานิ ขาทสิ ฯ
ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืน หญิง ๑๖,๐๐๐ คน เป็นบริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวัน ท่านเสวยทุกขเวทนา ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยปรากฏมี ท่านขนลุกขนพอง. เมื่อก่อนท่านได้ทำบาปกรรมอะไรอันนำทุกข์มาให้แก่ตน ในมนุษยโลก ท่านจึงต้องกินเนื้อของตนอยู่ ในบัดนี้?
อชฺเฌนานิ ปฏิคฺคยฺห กาเมสุ คิทฺธิโต ๕ อหํ
อจรึ ทีฆมทฺธานํ ปเรสํ อหิตายหํ ฯ
โย ปิฏฺฐิมํสิโก โหติ เอวํ อุกฺกจฺจ ขาทติ
ยถาหมชฺช ขาทามิ ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโนติ ฯ
กึฉนฺทชาตกํ ปฐมํ ฯ
ข้าพเจ้าเรียนไตรเพทจบแล้ว หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดกาลนาน. ผู้ที่กินเนื้อหลังของคนอื่นย่อมควักเนื้อข้างหลังตนเองกิน เหมือนข้าพเจ้ากินเนื้อหลังของตนอยู่ทุกวันนี้ ฉะนั้นแล.
จบ กิงฉันทชาดกที่ ๑.
๒ กุมฺภชาตกํ
๒. กุมภชาดก
ว่าด้วยโทษของสุรา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต กุมภชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
โก ปาตุราสี ติทิวา นภมฺหิ
โอภาสยํ สํวรึ จนฺทิมาว
คตฺเตหิ เต รสฺมิโย นิจฺฉรนฺติ
สเตรตา ๑ วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ
โส ฉินฺนวาตํ กมสิ อฆมฺหิ
เวหายสํ คจฺฉสิ ติฏฺฐสิ จ
อิทฺธี นุ เต วตฺถุกตา สุภาวิตา
อนทฺธคูนมสิ เทวตานํ ฯ
เวหายสํ กมฺมาคมฺม ๒ ติฏฺฐสิ
กุมฺภํ กิณาถาติ ยเมตมตฺถํ
โก วา ตุวํ กิสฺส วตายํ ๓ กุมฺโภ
อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ ฯ
๑ ม. โกลฏฺฐิมธุสาฬิกา ฯ ๒ ม. วิปฺปสาขคฺคา ฯ ๓ ม. โกสมฺพสฬลา นีปา ฯ
๔ สี. จนฺทนสฺสโท ฯ ๕ ม. คธิโต ฯ สี. ยุ. คถิโต ฯ
ท่านเป็นใคร มาจากไตรทิพย์หรือ จึงเปล่งรัศมีสว่างไสวอยู่ในนภากาศเหมือนพระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน ฉะนั้น? ท่านเหยียบลมหนาวในอากาศได้ เดินและยืนในอากาศได้ ฤทธิ์ของเทวดาทั้งหลาย ผู้ไม่ต้องเดินทางไกล ท่านทำให้เป็นที่ตั้ง และให้เจริญดีแล้วเป็นไฉน?
ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ในอากาศร้องขายหม้ออยู่ หรือว่าหม้อของท่านนี้เพื่อประโยชน์อะไร ดูกรพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด?
น สปฺปิกุมฺโภ นปิ เตลกุมฺโภ
น ผาณิตสฺส น มธุสฺส กุมฺโภ
กุมฺภสฺส วชฺชานิ อนปฺปกานิ
โทเส พหู กุมฺภคเต สุณาถ ฯ
คเลยฺย ยํ ปิตฺวา ปเต ปปาตํ
โสพฺภํ คุหํ จนฺทนิโยลิคลฺลํ
พหหปิ ภุญฺเชยฺย อโภชเนยฺยํ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ ปิตฺวา ๔ จิตฺตสฺมึ อเนสมาโน
อาหิณฺฑติ โคริว ภกฺขสารี ๕
อนาถมาโน อุปคายติ นจฺจติ จ่
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิวิตฺวา อเจโลว นคฺโค
จเรยฺย คาเม วิสิขนฺตรานิ
สมฺมุฬฺหจิตฺโต อติเวลสายี
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ ปิตฺวา อุฏฺฐาย ปเวธมาโน
สีสญฺจ พาหุญฺจ ปจาลยนฺโต
โส นจฺจตี ทารุกฏลฺลโกว
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิวิตฺวา อคฺคิทฑฺฒา สยนฺติ
อโถ สิคาเลหิปิ ขาทิตาเส
พนฺธํ ๑ วจนํ โภคชานิญฺจุเปนฺติ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ ปิตฺวา ภาเสยฺย อภาสเนยฺยํ
สภายมาสีโน อเปตวตฺโถ
สมฺมกฺขิโต วนฺตคโต พฺยสนฺโน
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิวิตฺวา อุกฺกฏฺโฐ อาวิลกฺโข
มเมว สพฺพา ปฐวีติ มญฺเญ ๒
น เม สโม จาตุรนฺโตปิ ราชา
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
มานาติมานา กลหานิ เปสุณี
ทุพฺพณฺณินี นคฺคยินี ปลายินี
โปราณธุตฺตาน ๑ คตี นิเกโต
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
อิทฺธานิ ผีตานิ กุลานิ อสฺสุ
อเนกสาหสฺสธนานิ โลเก
อุจฺฉินฺนทายชฺชกตานิมาย
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ
เขตฺตํ ควํ ยตฺถ วินาสยนฺติ
อุจฺเฉทนี วิตฺตคตํ ๒ กุลานํ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา ทิตฺตรูโปว ๓ โปโส
อกฺโกสติ ปิตรํ มาตรญฺจ
สสฺสสปิ คเณฺหยฺย อโถปิ สุณฺหํ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา ทิตฺตรูปาว นารี
อกฺโกสติ สสฺสุรํ สามิกญฺจ
ทาสมฺปิ คเณฺห ปริจาริกมฺปิ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ๑ ปิตฺวาน หเนยฺย โปโส
ธมฺเม ฐิตํ สมณํ พฺราหฺมณํ วา
คจฺเฉ อปายํปิ ตโตนิทานํ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา ทุจฺจริตํ จรนฺติ
กาเยน วาจาย จ เจตสา จ
นิรยํ วชนฺติ ทุจฺจริตํ จริตฺวา
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ ยาจมานา น ลภนฺติ ปุพฺเพ
พหุํ หิรญฺญํปิ ปริจฺจชนฺตา
โส ตํ ปิวิตฺวา อลิกํ ภณาติ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา เปสเน เปสิยนฺโต
อจฺจายิเก กรณียมฺหิ ชาเต
อตฺถมฺปิ โส นปฺปชานาติ วุตฺโต
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
หิรีมนาปิ อหิรีกภาวํ
ปาตุํ กโรนฺติ มทนาย ๒ มตฺตา
ธีราปิ สนฺตา พหุกํ ภณนฺติ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา เอกถูปา สยนฺติ
อนาสกา ถณฺฑิลทุกฺขเสยฺยํ
ทุพฺพณฺณิยํ อายสกฺยญฺจุเปนฺติ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา ปตฺตกฺขนฺธา สยนฺติ
คาโว กูฏหตาริว ๑ น หิ วารุณิยา
เวโค นเรน สุสฺสโหริว
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ * มนุสฺสา วิวชฺชนฺติ สปฺปํ
โฆรวิสมิว ตํ โลเก วิสสมานํ
โก นโร ปาตุมรหติ *
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ๒ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา อนฺธกเวณฺฑปุตฺตา
สมุทฺทตีเร ปริจารยนฺตา
อุปกฺกมม มุสเลหญฺญมญฺญํ
ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ
ยํ เว ปิตฺวา ปุพฺพเทวา ปมตฺตา
ติทิวา จุตา สสฺสติยา สมายา ๓
ตํ ตาทิสํ มชฺชมิมํ นิรตฺถกํ
ชานํ มหาราช กถํ ปิเวยฺย ฯ
นยิมสฺมิ กุมฺภสฺมึ ทธิ [๑] มธุ วา
เอวํ อภิญฺญาย กิณาหิ ราช
เอวญฺหิ มํ กุมฺภคตา มยา เต
อกฺขาตรูปํ ตว สพฺพมิตฺตา ฯ
๑ สี. สเตริตา ฯ ๒ ม. คมฺมมาคมฺม ฯ ๓ ม. กิสฺส วา ตาย ฯ
๔ สี. ยํ เว ปิตฺวา ฯ ๕ สี. ภกฺขสาที ฯ
๑ ม. วธํ ฯ ๒ สี. มญฺญติ ฯ
๑ ม. โจราน ธุตฺตาน ฯ ๒ ม. วิตฺตวตํ ฯ ๓ สี. ทุฏฺฐรูโปว ฯ
๑ ยุ. ยญฺจ ฯ ๒ ยุ. มทิราย ฯ
๑ ม. กุฏหตาว ฯ
* * ม. ยํ มนุสฺสา วิวชฺเชนฺติ สปฺปํ โฆรวิสมฺมิว
ตํ โลเก วิสสมานํ โก นโร ปาตุมหรติ ฯ
๒ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๓ ม. สมาย ฯ
หม้อใบนี้ ไม่ใช่หม้อเนยใส ไม่ใช่หม้อน้ำมัน ไม่ใช่หม้อน้ำอ้อย ไม่ใช่หม้อน้ำผึ้ง โทษของหม้อใบนี้มีน้อย ท่านจงฟังโทษเป็นอันมากที่มีอยู่ในหม้อใบนี้. บุคคลดื่มสุราแล้วเดินโซเซล้มไปยังบ่อ ถ้ำ หลุมน้ำครำ และหลุมโสโครก พึงบริโภคของที่ไม่ควรบริโภคแม้มากได้ ท่านจงช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้ บุคคลดื่มสุราแล้ว ไม่เป็นใหญ่ในใจย่อมเที่ยวไปเหมือนโคกินกากสุรา ฉะนั้น หาที่พึงมิได้ ย่อมฟ้อนรำขับร้องได้ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว แก้ผ้าเปลือยกายเที่ยวไปตามตรอกตามถนนในบ้านเหมือนชีเปลือย มีจิตลุ่มหลง นอนตื่นสาย ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้นไว้.
บุคคลดื่มสุราแล้ว ลุกขึ้นเซไปมา โคลงศีรษะ และยกแขนขึ้นรำ เหมือนรูปหุ่นไม้ ฉะนั้น ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว นอนจนถูกไฟไหม้ และกินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ ย่อมถึงการถูกจองจำ ถูกฆ่า และความเสื่อมแห่งโภคะ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว พูดคำที่ไม่ควรพูดได้เปลือยกายนั่งในที่ประชุมได้ เปรอะเปื้อนจมอยู่ในอาเจียนของตน ถึงความพินาศ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้ บุคคลดื่มสุราแล้ว ฮึกเหิม นัยน์ตาแดงกล่ำ สำคัญใจว่า แผ่นดินทั้งหมดเป็นของเราเท่านั้น พระราชาแม้มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบขัณฑสีมา
ก็ไม่เสมอเรา ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว ถือตัวจัด ก่อความทะเลาะวิวาท ส่อเสียด กล่าวร้าย เปลือยกายวิ่งไป คลุกคลีหมกอยู่กะพวกนักเลงเก่า ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. สุรานี้ทำตระกูลทั้งหลายในโลกนี้ อันมั่นคงบริบูรณ์มีเงินทองตั้งหลายพัน ให้ขาดทายาทได้ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง ไร่ นา โค กระบือในสกุลใดย่อมพินาศไป ตระกูลที่มั่งมีทั้งหลาย ขาดสูญไปเพราะดื่มสุราท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว เป็นคนหยาบช้า ด่าบิดามารดาได้ แม้ถึงเป็นพ่อผัวก็พึงหยอกลูกสะใภ้ได้ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้ หญิงดื่มสุราแล้ว เป็นคนหยาบช้า ด่าพ่อผัวแม่ผัว และสามีได้ แม้เป็นทาส เป็นคนใช้พึงรับเป็นสามีของตนได้ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้.
บุคคลดื่มสุราแล้ว พึงประหารสมณะ หรือพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมได้พึงไปสู่อบายอันมีกรรมนั้นเป็นเหตุ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และใจ ครั้นแล้ว ต้องไปตกนรก ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้. ชนทั้งหลาย แม้จะยอมสละเงินเป็นอันมาก มาอ้อนวอนบุรุษใดผู้ยังไม่ได้ดื่มสุราก่อนให้พูดเท็จ ย่อมไม่ได้ บุรุษดื่มสุรานั้นแล้วย่อมพูดเท็จได้ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว ถูกใช้ไปในกรณียกิจรีบร้อนเกิดขึ้น ถูกซักถามก็ไม่รู้เนื้อความท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้.
บุคคลแม้จะมีใจละอายครั้นเมาสุราแล้ว ก็ย่อมจะทำความไม่ละอายให้ปรากฏได้ แม้จะเป็นคนหนักแน่นอยู่บ้าง ก็อดพูดมากไม่ได้ ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้ว นอนดังลูกสุกรอดอาหาร ย่อมถึงความนอนเป็นทุกข์ที่พื้นดิน เขาต้องถึงความมีผิวพรรณทราม และความติเตียน ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. บุคคลดื่มสุราแล้วย่อมนอนคอตก หาเป็นเหมือนโคที่ถูกลงประตักฉะนั้นไม่ ฤทธิ์สุราย่อมทำให้คนอดทนได้ (ไม่กินข้าวกินน้ำ) ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. มนุษย์ทั้งหลายย่อมเว้นสุราอันเปรียบด้วยงูมีพิษร้าย ใครคนไหนในโลก ควรจะดื่มสุราอันเสมอด้วยพิษงู
ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. โอรสทั้งหลายของท้าวอันธกเวณฑะ ดื่มสุราแล้วพาหญิงไปบำเรออยู่ริมฝั่งสมุทร ประหารกันและกันด้วยสาก ท่านช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มด้วยสุรานั้นไว้. พวกอสูรดื่มสุราแล้ว เมาจนถึงจุติจากไตรทิพย์ สำคัญตัวว่าเที่ยง มีมารยา ข้าแต่พระมหาราชา เมื่อรู้ว่าสุราเช่นนั้นเป็นน้ำเมา หาประโยชน์มิได้ จะดื่มทำไม? ในหม้อนี้ไม่มีเนยข้น หรือน้ำผึ้ง พระองค์รู้อย่างนี้แล้ว จงขายเสีย ข้าแต่ท่านสรรพมิตร สิ่งที่อยู่ในหม้อนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบทูลแก่พระองค์แล้ว ด้วยประการฉะนี้.
น เม ปิตา วา อถวาปิ มาตา
เอตาทิโส ยาทิสโก ตุวํสิ
หิตานุกมฺปี ปรมตฺถกาโม
โสหํ กริสฺสํ วจนํ ตวชฺช ฯ
ททามิ เต คามวรานิ ปญฺจ
ทาสีสตํ สตฺต ควํสตานิ
อาชญฺญยุตฺเต จ รเถ ทส อิเม
อาจริโย โหสิ มมตฺถกาโม ฯ
ท่านมิใช่เป็นบิดา หรือมารดาของข้าพเจ้า ท่านเป็นคนชนิดใดชนิดหนึ่งมีความอนุเคราะห์ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล ปรารถนาประโยชน์อย่างยิ่งตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้าจักทำตามคำของท่าน. ข้าพเจ้าขอให้บ้านส่วย ๕ตำบล ทาสี ๑๐๐ โค ๗๐๐ รถเทียมด้วยม้าอาชาไชย ๑๐ คัน แก่ท่านขอท่านผู้ปรารถนาประโยชน์ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าเถิด.
ตเวว ทาสีสตมตฺถุ ราช
คามา จ คาโว จ ตเวว โหนฺตุ
อาชญฺญยุตฺตา จ รถา ตเวว
สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท ฯ
มํโสทนํ สปฺปิปายาสํ ๒ ภุญฺช
ขาทสฺสุ จ ตฺวํ มธุมาสปูเว
เอวํ ตุวํ ธมฺมรโต ชนินฺท
อนินฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานนฺติ ฯ
กุมฺภชาตกํ ทุติยํ ฯ
๑ ม. วา ฯ ๒ สี. สปฺปิปายญฺจ ฯ
ข้าแต่พระราชา ทาสี บ้านส่วย โค และรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนยจงเป็นของพระองค์ตามเดิมเถิด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะจอมเทพ ชาวไตรทิพย์. พระองค์จงเสวยพระกระยาหาร เนยใส และข้าวปายาสพึงเสวยขนมกุมมาสอันโอชารส ดูกรพระองค์ผู้เป็นจอมประชาชนพระองค์ยินดีในธรรม ไม่ถูกใครๆ ติเตียนด้วยอาการอย่างนี้แล้ว จงเข้าถึงสัคคสถาน.
จบ กุมภชาดกที่ ๒.
๓ ชยทฺทิสชาตกํ
๓. ชัยทิศชาดก
ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต ชัยทิศชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช
ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล
กุโตสิ โก วาสิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสิ ฯ
ในเวลาที่เราบริโภคอาหารในวันที่ ๗ ภักษาหารเป็นอันมากเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในวันนี้ นานนักหนอ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ขอเชิญท่านบอกขอท่านจงบอกถึงชาติตระกูลตามที่รู้กันเถิด?
ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ
ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต
จรามิ กจฺฉานิ วนานิ จาหํ
ปสทํ อิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจ ฯ
เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิศ ถ้าท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จักเราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตามข้างภูเขา และป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด ขอจงปล่อยเราเสียในวันนี้เถิด.
เสเนว ตฺวํ ปณสิ สยฺหมาโน ๑
มเมส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ
ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ
ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโล ฯ
พระองค์ เอาของของข้าพระองค์เองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กินพระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ในภายหลัง เวลานี้ ไม่ใช่เวลาขอร้อง.
น จตฺถิ โมกฺโข มม นิกฺกเยน ๒
คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปเญฺห
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
๑ สี. ม. สสฺสมาโน ฯ ๒ สี. วิกฺกเยน ฯ
ถ้าความพ้นของเราย่อมไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผลัดไว้แก่พราหมณ์ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์กลับมาหาท่านอีก.
กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปเต ตํ
ปตฺตํ สมีปํ มรณสฺส ราช
อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ
อนุชายิตุํ อาคมนาย ปเญฺห ฯ
ดูกรพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัสบอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์อาจจะอนุญาตให้เสด็จกลับไปก่อนได้?
กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา
ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะเราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษาคำสัตย์กลับมาหาท่านอีก.
ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา
ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย
สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ
ความหวังในทรัพย์ พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาอีกเถิด.
มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา
คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี
ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย
อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ๑ ฯ
อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ ๒
ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ ๓ จาปิ
อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ
คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๑ ฯ
๑ ม. -สตตํ ฯ ๒ ม. อภิสิญฺจยสฺสุ ฯ ๓ ม. ธมฺมํ จร เสสุ ปเรสุ - ฯ
ก็พระเจ้าชัยทิศนั้น หลุดพ้นจากเงื้อมมือของโปริสาท แล้วรีบเสด็จกลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ ได้รับสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่าอลีนสัตตุ ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมา ในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมา และในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของเจ้า เราจะไปในสำนักโปริสาท.
กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท ๒
นาราธยึ ตํ ตทิจฺฉามิ โสตุํ
ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ
รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺย ๓ ตยา วินาหํ ฯ
ขอเดชะ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรในใต้ฝ่าพระบาทข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติเว้นจากใต้ฝ่าพระบาทเลย.
น กมฺมุนา วา วจสา จ ๔ ตาต
อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ
สทฺธิญฺจ ๕ กตฺวา ปุริสาทเกน
สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสํ ฯ
ลูกรัก พ่อไม่ได้นึกถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลยแต่พ่อได้ทำความตกลงไว้กับโปริสาท พ่อรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก.
อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ
นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข
สเจ ตุวํ คจฺฉสิเยว ราช
อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหม ฯ
ข้าพระบาทจักไปแทนเอง ขอใต้ฝ่าพระบาท จงประทับอยู่ ณ ที่นี้ การที่จะรอดชีวิตหลุดพ้นจากสำนักนายโปริสาทนั้นไม่มีเลย ข้าแต่พระราชบิดาถ้าใต้ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปจริงๆ แม้ข้าพระบาทก็จะตามเสด็จไปด้วยเราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม
มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส
กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจิตฺวา
ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเล ฯ
ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษโดยแท้จริง แต่เมื่อไร นายโปริสาทข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่นเป็นความด่างพร้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเสียอีก.
ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ
มา ตฺวํ อคา โปริสาทสฺส ญนฺเต ๖
เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ
ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วณฺเณมิ ๑ ฯ
๑-๖ ม. ญตฺเต ฯ ๒ ม. ปาว ฯ ๓ ม. นิจฺเฉยฺยํ ฯ ๔ ม. ว ฯ ๕ ม. สนฺธิญฺจ ฯ
ข้าพระบาท ขอเอาชีวิตของข้าพระบาทแลกพระชนมชีพของใต้ฝ่าพระบาทไว้ ใต้ฝ่าพระบาทอย่าเสด็จไปในสำนักของโปริสาทเลย ข้าพระบาทจะขอเอาชีวิต ของข้า พระบาท แลกพระชนมชีพ ใต้ฝ่า พระบาทนี้ แหละไว้เพราะฉะนั้น ข้าพระบาทขอยอมตายแทนใต้ฝ่าพระบาท พระเจ้าข้า.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต
วนฺทิตฺวา มาตุญฺจ ปิตุญฺจ ๒ ปาเท ฯ
ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ๓ ปฐพฺยา
ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทติ ฯ
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคลบาทพระชนกชนนี พระชนนีทรงเสียพระทัยล้มลง ณ พื้นปฐมพี พระชนกทรงยกพระพาหาทั้ง ๒ คร่ำครวญอยู่.
ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา
ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก
โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา
ปชาปตี จนฺทิมา สูริโย จ
เอเตหิ คุตฺโต ปุริสาทกมฺหา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ
พระชนกทรงทราบว่า พระโอรสเสด็จล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทรงประคองอัญชลีกราบไหว้เทวดาทั้งหลายทรงอ้อนวอนว่า ขอโสมราชา วรุณราชาพระปชาบดี พระจันทร์ และพระอาทิตย์ช่วยคุ้มครองเจ้า ขอให้เจ้าได้รับอนุญาตจากสำนักของนายโปริสาทกลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก.
ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส ๔ มาตา
รามสฺสกาสิ โสตฺถานํ สุคุตฺตา
ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ
มารดาของบุรุษชื่อว่ารามะ ผู้ไปสู่นครของพระเจ้าทัณฑกิราชได้คุ้มครองทำความสวัสดีแก่บุรุษผู้เป็นบุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้าได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกเอ๋ย.
อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ
นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ภาตา ๑ ฯ
๑ สี. วเรมิ ฯ ๒ สี. ยุ. วนฺทิตฺถ มาตุจฺจ ปิตุจฺจ ฯ ม. - มาตุ จ ปิตุ จ ฯ
๓ ม. นิปตา ฯ ๔ ยุ. - ทณฺฑการญฺญคตสฺส ฯ
ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า เคยคิดร้ายในที่แจ้ง หรือในที่ลับในพระเชฏฐาอลีนสัตตุ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้พระเชฏฐาได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด.
ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ
น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ
เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา
อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามิ ฯ
ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย ฉะนั้นจึงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วยใจจริง ด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้พระองค์ได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด.
พฺรหา อุชู จารุมุโข กุโตสิ
น มํ ปชานาสิ วเน วสนฺตํ
ลุทฺทํ มํ ญตฺวา ปุริสาทโกติ
โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ฯ
ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมาจากที่ไหน ท่านไม่รู้จักเราผู้ดุร้าย ซึ่งอยู่ในป่านี้มีนามว่าโปริสาทดอกหรือ ใครที่ไม่รู้จักความสวัสดีของตนดอก จึงได้มา ณ ที่นี้?
ชานามิ ลุทฺท ปุริสาทโก ตฺวํ
น ตํ น ชานามิ วเน วสนฺตํ
อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิสสฺส
มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
ดูกรท่านพราน เรารู้ว่าท่านเป็นผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร แต่ไม่รู้ว่าท่านอยู่ในป่านี้ เราเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิศ วันนี้ ท่านจงกินเราแทนเพื่อปลดเปลื้องพระชนกให้พ้นไป.
ชานามิ ปุตฺโตสิ ๒ ชยทฺทิสสฺส
ตถาหิ โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ
สุทุกฺกรญฺเจว ๓ กตํ ตเวทํ
โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิศ พระพักตร์และผิวพรรณของท่านทั้ง ๒ คล้ายๆ กัน กรรมที่ท่านผู้ยอมตายแทนเพื่อปลดเปลื้องพระชนกให้พ้นไปทำแล้วนี้ เป็นของทำได้ยากยิ่งนัก.
น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ
โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา
มาตู จ เหตู ปรโลกคมฺยา ๔
สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโต ฯ
๑ ม. ภาติก ฯ ๒ ม. ปุตฺโตติ ฯ ๓ ม. สุทุกฺกรญฺเญว ฯ ๔ ม. มาตุ จ
เหตุ ปรโลกคนฺตฺวา ฯ
กรรมที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดาในโลกนี้ เป็นเหตุให้ไปสู่ปรโลก ทั้งจะเพรียบพร้อมด้วยความสุขและอารมณ์อันงามเลิศ เราไม่เห็นว่าจะทำได้ยากสักน้อยเลย.
อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปกฺริยํ
อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ
สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ
ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถ ฯ
ขาทชฺช มํทานิ มหานุภาว
กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ
รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา
ฉาทมาโน ๑ มยฺหํ ตวมเทสิ มํสํ ฯ
เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อตนเองทั้งในที่แจ้ง และที่ลับ เพราะว่า เราเป็นผู้มีชาติและมรณะอันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเรา ฉันใด ในปรโลก ก็ฉันนั้น. ดูกรท่านผู้มีอานุภาพมาก เชิญท่านกินเนื้อเรา ในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้วเราจะทำเป็นพลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใดๆ ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้นๆ ของเราเถิด.
อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต
จเชสิ ๒ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา
ตสฺมาติห ๓ ตฺวํ ตรมานรูโป
สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคึ ฯ
ดูกรพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง ท่านจึงสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต
ทารุํ สมาหตฺว มหนฺตมคฺคึ
สนฺทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺถ
อาทีปิโตทานิ มหายมคฺคิ ฯ
ลำดับนั้น พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ ได้ก่อไปเสร็จแล้ว.
ขาทชฺช มํทานิ ปสยฺหการี
กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม
ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ
ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน ๑ อเทสิ ฯ
๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. ยุ. จชาสิ ฯ ๓ ม. ตสฺมา หิ โส ฯ
เมื่อกี้นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้ ทำไมหวาดเกรงเรามองดูอยู่บ่อยๆ เราได้ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญกินเสียซิท่าน.
โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเย
ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญญ
มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย สตฺตธา
โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้นก็จะพึงแตกออก ๗ เสี่ยง.
อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน
สโส อวาเสสิ สเก สรีเร
เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต
สสฏฺฐโก ๒ กามทุหชฺช ยกฺข ฯ
ดูกรยักษ์ สสบัณฑิตสำคัญท้าวสักกะนี้ว่า เป็นพราหมณ์ จึงยอมให้พักอยู่เพื่อจะให้สรีระของตน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีภาพกระต่ายปรากฏสมประสงค์ของโลกอยู่ทุกวันนี้.
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต
วิโรจเต ปณฺณรเสว ภาณุมา ๓
เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต
วิโรจ กปิลฺเล ๔ มหานุภาว
อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ
สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโข ฯ
พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นแล้วจากปากแห่งราหู ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญ ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้น หลุดพ้นไปจากเราผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระทัยจงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต
กตญฺชลี ปคฺคยฺห ๕ โปริสาทํ
อนุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค
ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโต ฯ
๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. สตตฺถุโต ฯ ปสตฺถุโตติปิ ฯ ม. สสตฺถุโต ฯ
๓ สี. ยุ. ภานุมา ฯ ๔ ม. กปิเล ฯ สี. ยุ. กมฺปิลฺล ฯ ๕ ม. ปริยาย ฯ
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุผู้มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับอนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้เสด็จกลับมายังกบิลรัฐ.
ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ
หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ
นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมม
นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ
ชยทฺทิสชาตกํ ตติยํ ฯ
ชาวนิคมชนบทถ้วนหน้า ทั้งพลช้าง พลรถ และพลเดินเท้าต่างพากันมาถวายบังคมพระราชโอรสนั้น พร้อมกันกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายขอถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงทำกิจซึ่งยากที่ทรงทำได้.
จบ ชัยทิศชาดกที่ ๓.
__________๓
๔ ฉทฺทนฺตชาตกํ
๔. ฉัททันตชาดก
ว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต ฉัททันตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กินฺนุ โสจสินุจฺจงฺคี ปณฺฑุสี ๑ วรวณฺณินี
มิลายสิ วิสาลกฺขี มาลาว ปริมทฺทิตา ฯ
ดูกรพระน้องนาง ผู้มีอวัยวะงามอร่ามดังทอง มีผิวพรรณเหลืองงามเลิศพระเนตรทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงเศร้าโศกซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น?
โทหโฬ เม มหาราช สุปินนฺเตนุปจฺจคา ๒
น โส สุลภรูโปว ยาทิโส มม โทหโฬ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้พระครรภ์ โดยการแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย.
เยเกจิ มานุสา กามา อิธ โลกสฺมิ นนฺทเน
สพฺเพ เต ปจุรา มยฺหํ อหนฺเต ทมฺมิ โทหฬํ ฯ
กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ และในสวนนันทนวันกามสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นของฉันทั้งสิ้น ฉันจะให้แก่เธอได้ทั้งนั้น.
ลุทฺทา เทว สมายนฺตุ เยเกจิ วิชิเต ตว
เอเตสํ อหมกฺขิสฺสํ ยาทิโส มม โทหโฬ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพรานป่าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในแว่นแคว้นของพระองค์จงมาประชุมพร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุที่แพ้พระครรภ์ของหม่อมฉันให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ.
อิเม เต ลุทฺทกา เทวิ กตหตฺถา วิสารทา
วนญฺญู จ มิคญฺญู จ มมตฺเถ ๓ จตฺตชีวิตา ฯ
ดูกรพระเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้าชำนาญป่า รู้จักชนิดของเนื้อ ย่อมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้.
ลุทฺทปุตฺตา นิสาเมถ ยาวนฺเตตฺถ สมาคคา
ฉพฺพิสาณํ คชํ เสตํ อทฺทสํ สุปิเน อหํ ฯ
ตสฺส ทนฺเตหิ เม อตฺโถ อลาเภ นตฺถิ ชีวิตํ ฯ
๑ ม. ปณฺฑูสิ ฯ ๒ ม. -ปชฺฌคา ฯ ๓ ยุ. มม เต ฯ
ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อแถวของนายพราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟังฉัน ฉันฝันเห็นช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาช้างคู่นั้นเมื่อไม่ได้ชีวิตก็หาไม่.
น โน ปิตูนํ น ปิตามหานํ
ทิฏฺโฐ สุโต กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ
ยมทฺทส ๑ สุปิเน ราชปุตฺตี
อกฺขาหิ โน ยาทิโส หตฺถินาโค ฯ
บิดาหรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ทั้งหลายก็ยังไม่เคยได้ เห็นทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า พญาช้างที่มีงา มีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้างมีลักษะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มีลักษณะเช่นนั้นแก่พระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
กตมํ ทิสํ ติฏฺฐติ นาคราชา
ยมทฺทส ๒ สุปิเน ฉพฺพิสาณํ ฯ
ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๑ เบื้องล่าง ๑ ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์ทรงฝันเห็นพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการอยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า.?
อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ
อติกฺกมฺม โส สตฺต คิรี พฺรหนฺเต
สุวณฺณปสฺโส นาม คิริ อุฬาโร
สํปุปฺผิโต ๓ กึปุริสานุจิณฺโณ ฯ
อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ
โอโลกย ปพฺพตปาทมูลํ
อถ ทกฺขสี เมฆสมานวณฺณํ
นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ๔ ฯ
ตตฺถจฺฉติ กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ
สพฺพเสโต ทุปฺปสโห ปเรภิ
รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา
อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ
ติฏฺฐนฺติ เต ตุมูลมสฺสสนฺตา ๑
กุปฺปนฺติ วาตสฺสปิ เอริตสฺส
มนุสฺสภูตํ ปน ตตฺถ ทิสฺวา
ภสฺมํ กเรยฺยุํ นาสฺส รโชปิ ตสฺส ฯ
๑-๒ ม. ยมทฺทสา ฯ ๓ ม. สุปุปฺผิโต ฯ ๔ ม. อถ สหสฺสปาทํ ฯ
จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก ภูเขาใหญ่ชื่อสุวรรณปัสมีพรรณไม้ผลิดอกอยู่ไสว มีฝูงกินนรเที่ยววิ่งเล่นอยู่ ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนรทั้งหลายแล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทรใหญ่ที่มีสีเทียมเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อยอยู่.
ที่โคนต้นไทรนั้น มีพญาช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการอาศัยอยู่ยากที่คนอื่นจะจับได้ มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือกล้วนมีงางอนงาม วิ่งไล่ประหารเร็วดังลมพัด รักษาพญาช้างนั้นอยู่. ช้างเหล่านั้นย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัว ย่อมโกรธแม้ต่อลมที่พัดถูกตัว ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้นเป็นต้องขยี้เสียให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ถูกต้องพญาช้างได้เลย.
พหู หิ เม ราชกุลมฺหิ สนฺติ
ปิลนฺธนา ชาตรูปสฺส เทวิ
มุตฺตา มณี เวฬุริยามยา จ
กึ กาหสิ ทนฺตปิลนฺธเนน
มาเรตุกามา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ
อุทาหุ ฆาเตสฺสสิ ลุทฺทปุตฺเต ฯ
ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วยเงิน แก้วมุกดา แก้วมณีและแก้วไพฑูรย์มีอยู่ในราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้าจึงทรงประสงค์เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระแม่เจ้าทรงปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการเสีย หรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถวของนายพรานเสียกระมัง?
สา อิสฺสิตา ทุกฺขิตา จสฺมิ ลุทฺท
อุทฺธญฺจ สุสฺสามิ อนุสฺสรนฺตี
กโรหิ เม ลุทฺทก เอตมตฺถํ
ทสฺสามิ เต คามวรานิ ปญฺจ ฯ
ดูกรนายพราน ฉันริษยาด้วย เสียใจด้วย เพราะนึกถึงความหลังก็ตรอมใจ ขอท่านจงทำตามความประสงค์ของฉัน ฉันจักให้บ้านส่วยแก่ท่าน ๕ ตำบล.
กตฺถจฺฉติ กตฺถมุเปติ ฐานํ
วีถิสฺส กา นฺหานคตสฺส โหติ
กถญฺหิ โส นฺหายติ นาคราชา
กถํ วิชาเนมุ คตึ คชสฺส ฯ
พญาช้างนั้นอยู่ที่ไหน ยืนที่ไหน ทางไหนที่พญาช้างไปอาบน้ำ พญาช้างอาบน้ำด้วยประการอย่างไร ข้าพระองค์จะรู้จักคติแห่งพญาช้างได้อย่างไร?
ตตฺเถว สา โปกฺขรณี อวิทูเร ๒
รมฺมา สุติตฺถา จ มโหทกา ๓ จ
สํปุปฺผิตา ภมรคณานุจิณฺณา
เอตฺถ หิ โส นฺหายติ นาคราชา ฯ
สีสํ นหาโต อุปฺปลมาลธารี ๑
สพฺพเสโต ปุณฺฑริกตจงฺคี
อาโมทมาโน คจฺฉติ สนฺนิเกตํ
ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพภทฺทํ ฯ
๑ ม. ตุมูลํ ปสฺสสนฺตา ฯ ๒ ม. อทูเร ฯ ๓ ม. มโหทิกา ฯ
ในที่ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ใกล้ๆ น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบน้ำมากมาย สะพรั่งไปด้วยพรรณไม้ดอก มีหมู่ภมรมาคลึงเคล้า พญาช้างนั้น ลงอาบที่สระนั้นแหละ ชำระศีรษะแล้วห้อยพวงดอกอุบล มีร่างกายเผือกผ่องดังดอกบัวขาบ บันเทิงใจให้มเหสีชื่อว่าสรรพภัททา เดินหน้ากลับไปยังที่อยู่ของตน.
ตตฺเถว โส อุคฺคเหตฺวาน วากฺยํ
อาทาย ตูณิญฺจ ธนุญฺจ ลุทฺโท
วิตุริยติ สตฺต คีรี พฺรหนฺเต
สุวณฺณปสฺสนฺนาม คิรึ อุฬารํ ฯ
อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ
โอโลกยิ ปพฺพตปาทมูลํ
ตตฺถทฺทสา เมฆสมานวณฺณํ
นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ฯ
ตตฺถทฺทสา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ
สพฺพเสตํ ทุปฺปสหํ ปเรภิ
รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา
อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ
ตตฺถทฺทสา โปกฺขรณึ อวิทูเร ๒
รมฺมํ สุติตฺถญฺจ มโหทกญฺจ ๓
สํปุปฺผิตํ ภมรคณานุจิณฺณํ
ยตฺถ หิ โส นฺหายติ นาคราชา ฯ
ทิสฺวาน นาคสฺส คตึ ฐิตญฺจ
วีถิสฺส ยา นฺหานคตสฺส โหติ
โอปาตมาคจฺฉิ อนริยรูโป
ปโยชิโต จิตฺตวสานุคาย ฯ
๑ ม. นหาตุปฺปลมาลภารี ฯ ๒ ม. อทูเร ฯ ๓ ม. มโหทิกญฺจ ฯ
นายพรานนั้น ยึดเอาพระราชดำรัสของพระนางซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นเองแล้วถือเอาแล่งลูกธนูข้ามภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ลูกไปจนถึงลูกที่ชื่อสุวรรณปัสอันสูงโดด. ขึ้นไปถึงภูเขาอันเป็นที่อยู่ของหมู่กินนรแล้ว มองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่มีสีเทียมเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อยอยู่ ณ ที่นั้น ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก ล้วนแต่มีงางอนงามวิ่งไล่เร็วดุจลมพัด รักษาพญาช้างอยู่. และได้เห็นสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบน้ำมากมายมีพรรณไม้ดอกบานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่ แลเห็นที่ที่พญาช้างลงอาบน้ำ. จนกระทั้งที่ๆ พญาช้างเดิน ยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลงอาบนั้นก็แลเห็น นายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททาผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตทรงใช้มา ก็มาตระเตรียมหลุม.
ขณิตฺวาน กาสุํ ผลเกหิ ฉาทยิ
อตฺตานโมธาย ธนุญฺจ ลุทฺโท
ปสฺสาคตํ ปุถุสลฺเลน นาคํ
สมปฺปยิ ทุกฺกฏกมฺมการี ฯ
วิทฺโธ จ นาโค โกญฺจมนาทิ โฆรํ
สพฺเพว ๑ นาคา นินฺนาทุ ๒ โฆรรูปํ
ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ รณํ ๓ กโรนฺตา
ธาวึสุ เต อฏฺฐ ทิสา สมนฺตโต ฯ
วธิสฺสเมนนฺติ ๔ ปรามสนฺโต
กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ
ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺสุทปาทิ สญฺญา
อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโป ฯ
นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอากระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูเข้าไว้ เอาลูกธนูลูกใหญ่ยิงพญาช้างซึ่งมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.
พระยาช้างถูกยิงแล้วก็ร้องก้องโกญจนาท ช้างทุกๆ เชือกพากันบันลืออื้ออึงวิ่งไปทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้เป็นจุณไป. พญาช้างฉัททันต์เอาเท้ากระชุ่นดินด้วยคิดว่า จักฆ่ามันเสีย แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของฤาษี ทั้งที่ได้รับความทุกข์ ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยแห่งพระอรหันต์อันสัตบุรุษไม่พึงทำลาย.
อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทหิสฺสติ ๕
อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ
โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต
อุเปโต ทมสจฺเจน สเว กาสาวมรหติ ฯ
๑ ม. สพฺเพ จ ฯ ๒ ม. นินฺนทุํ ฯ ๓ สี. ยุ. จุณฺณํ ฯ ๔ ม. วธิสฺสเมตนฺติ ฯ
๕ สี. ยุ. ปริทเหสฺสติ ฯ
ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. ส่วนผู้ใดคลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นย่อมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะแท้.
สมปฺปิโต ปุถุสลฺเลน นาโค
อทุฏฺฐจิตฺโต ลุทฺทกํ อชฺฌภาสิ
กิมตฺถิยํ ๑ กิสฺส วา สมฺม เหตุ
มมํ วธี กสฺส วายํ ปโยโค ฯ
พญาช้างถูกลูกศรใหญ่เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านประสงค์อะไร เพราะเหตุไร หรือว่าใครใช้ให้ท่านมาฆ่าเรา?
กาสิสฺส รญฺโญ มเหสี ภทนฺเต
สา ปูชิตา ราชกุเล สุภทฺทา
สา ๒ ตํ อทฺทส ๓ สา จ มมํ อสํสิ
ทนฺเตหิ อตฺโถติ มมํ ๔ อโวจ ฯ
ดูกรพญาช้างผู้เจริญ พระนางสุภัททาพระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราชอันประชาชนสักการะบูชาอยู่ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่านและได้โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน.
พหู หิ เม ทนฺตยุคา อุฬารา
เย เม ปิตูนญฺจ ปิตามหานํ
ชานาติ สา โกธนา ราชปุตฺตี
วธตฺถิกา เวรมกาสิ พาลา ฯ
อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ลุทฺท ขรํ คเหตฺวา
ทนฺเต อิเม ฉินฺท ปุรา มรามิ
วชฺชาสิ ตํ โกธนํ ราชปุตฺตึ
นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ฯ
ที่จริง พระนางสุภัททาทรงทราบอยู่ว่างางามๆ แห่งบิดาและปู่ทวดของเรามีอยู่เป็นอันมาก แต่พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะฆ่าเรา. ดูกรนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อยมาตัดงาคู่นี้เถิดประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจงกราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตายแล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด.
อุฏฺฐาย โส ลุทฺโท ขรํ คเหตฺวา
เฉตฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส
วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา
อาทาย ปกฺกามิ ตโต หิ ขิปฺปํ ฯ
๑ ม. กิมตฺถยํ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ม. อทฺทสา ฯ ๔ ม. - จ มํ ฯ
นายพรานนั้น ลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้างทั้งคู่อันงดงามหาที่เปรียบมิได้ในพื้นปฐพีแล้ว รีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป.
ภยฏฺฏิตา ๑ นาควเธน อฏฺฏา
เย เต นาคา อฏฺฐ ทิสา วิธาวว
อทิสฺวาน ๒ โปสํ คชปจฺจมิตฺตํ
ปจฺจาคมม เยน โส นาคราชา ฯ
ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะพญาช้างถูกยิงพากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็นปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของพญาช้าง.
เต ตตฺถ กนฺทิตฺวา โรทิตฺวาน ๓ นาคา
สีเส สเก ปํสุกํ โอกิริตฺวา
อาคมึสุ เต สพฺเพ สกํ นิเกตํ
ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพภทฺทํ ฯ
ช้างเหล่านั้นพากันคร่ำครวญร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างสูบเอาฝุ่นพ่นขึ้นบนกระพองของตนๆ ยกนางสรรพภัททาผู้เป็นมเหสีให้เป็นหัวหน้า พากันกลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.
อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส
วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา
สุวณฺณราชีหิ สมนฺตโมทเร
โส ลุทฺทโก กาสิปุรํ อุปาคมิ
อุปเนสิ โส ราชกญฺญาย ทนฺเต
นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ฯ
นายพรานนั้น ถือเอางาพญาช้างทั้งคู่อันงดงาม หาที่เปรียบในพื้นปฐพีมิได้ซึ่งแผ่รัศมีดุจสีทองไปรอบๆ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่เข้าไปถวายพระนางสุภัททากราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอเชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.
ทิสฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส
ภตฺตุ ปิยสฺส ๔ ปุริมาย ชาติยา
ตตฺเถว ตสฺสา หทยํ อผาลิ
เตเนว สา กาลมกาสิ พาลา ฯ
๑ สี. ยุ. ภยทฺทิตา ฯ ๒ สี. ยุ. อทิสฺวา ฯ ๓ สี. ยุ. โรทิตฺวา ฯ ๔ ม.
ภตฺตุปฺปิยสฺส ฯ
พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตรงาพญาช้างทั้งคู่ ผู้เป็นสามีที่รักในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางก็แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง เพราะ
เหตุนั้นเอง พระนางจึงได้สวรรคต.
สมฺโพธิปตฺโต จ ๑ มหานุภาโว
สีตํ อกาสี ๒ ปริสาย มชฺเฌ
ปุจฺฉึสุ ภิกฺขู สุวิมุตฺตจิตฺตา
นาการเณ ปาตุกโรนฺติ พุทฺธา ฯ
ยมทฺทสาถ ทหรึ กุมารึ
กาสาววตฺถํ อนคาริยํ จรนฺตึ
สา โข ตทา ราชกญฺญา อโหสิ
อหํ ตทา นาคราชา อโหสึ ฯ
อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส
วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา
โย ลุทฺทโก กาสิปุรํ อุปาคมิ
โส โข ตทา เทวทตฺโต อโหสิ ฯ
อนาวสูรํ จิรรตฺตสํสิตํ
อุจฺจาวจํ จริตมิทํ ปุราณํ
วีตทฺทโร วีตโสโก วิสลฺโล
สยํ อภิญฺญาย อภาสิ พุทฺโธ ฯ
อหํ โว เตน กาเลน อโหสึ ตตฺถ ภิกฺขโว
นาคราชา ตทาโหสึ ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ
ฉทฺทนฺตชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. ส ฯ ๒ ม. สิตํ อกาสิ ฯ ๓ ม. ตทา โหมิ ฯ
พระศาสดาได้บรรลุสัมโพธิญาณแล้ว มีพระอานุภาพมาก ได้ทรงทำการแย้มในท่ามกลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากันทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ เมื่อไม่มีเหตุ?
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูนางกุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติอนาคาริยวัตร นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททาในกาลนั้น เราตถาคตเป็นพญาช้างในกาลนั้น. นายพรานถือเอางาทั้งคู่อันงดงามของพญาช้าง หาที่เปรียบในพื้นปฐพีมิได้ กลับมายังพระนครกาสีในกาลนั้น เป็นพระเทวทัต. พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากความกระวนกระวาย ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็นของเก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ ซึ่งพระองค์ท่องเที่ยวไปแล้วตลอดกาลนาน เป็นบุรพจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างฉัททันต์อยู่ที่สระฉัททันต์
นั้น ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ฉันทันตชาดกที่ ๔.
๕ สมฺภวชาตกํ
๕. สัมภวชาดก
ว่าด้วยคนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต สัมภวชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺมา อาธิปจฺจํ สุจีรต
มหนฺตํ ๑ ปตฺตุมิจฺฉามิ วิเชตุํ ปฐวึ อิมํ ฯ
ธมฺเมน โน อธมฺเมน อธมฺโม เม น รุจฺจติ
กิจฺโจว ธมฺโม จริโต รญฺโญ โหติ สุจีรต ฯ
อิธ เจวานินฺทิตา เยน เปจฺจ เยน อนินฺทิตา
ยสํ เทวมนุสฺเสสุ เยน ปปฺโปมุ พฺราหฺมณ ฯ
โยหํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉามิ พฺราหฺมณ
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ดูกรท่านอาจารย์สุจีรตะ เราทั้งหลายได้ราชสมบัติ และความเป็นใหญ่แล้ว ยังปรารถนาจะได้บุตรคนใหญ่ เพื่อครองแผ่นดินนี้ โดยธรรมไม่ใช่โดยอธรรม อธรรมเราไม่พอใจ การประพฤติธรรมเป็นกิจของพระราชาแท้. เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาในโลกนี้ และในโลกหน้าด้วยเหตุใดและจะได้รับเกียรติยศ ในเทวดาและมนุษย์ด้วยเหตุใด. ขอท่านจงบอกเหตุนั้นๆ แก่เรา ดูกรท่านพราหมณ์ เราปรารถนาจะปฏิบัติตามอรรถและธรรม เราถามท่านแล้วขอจงบอกอรรถ และธรรมนั้นด้วยเถิด?
นาญฺญตฺร วิธุรา ราช ตทกฺขาตุมรหติ
ยํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉสิ ขตฺติย ฯ
ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงปรารถนาจะทรงปฏิบัติตามอรรถและธรรมใดนอกจากวิธูรพราหมณ์แล้ว ไม่มีใครสมควรที่จะชี้แจงซึ่งอรรถและธรรมนั้นได้.
เอหิ โข ปหิโต คจฺฉ วิธุรสฺส อุปนฺติกํ
นิกฺขญฺจิมํ ๒ สุวณฺณสฺส หรํ คจฺฉ สุจีรต
อภิหารํ อิมํ ทชฺช ๓ อตฺถธมฺมานุสิฏฺฐิยา ฯ
ดูกรท่านอาจารย์สุจีรตะ มาเถิดท่าน เราจะส่งท่านไปยังสำนักของวิธูรพราหมณ์ ท่านจงนำเอาทองคำแท่งนี้ไปมอบให้ เพื่อรับคำอธิบายอรรถและธรรม.
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช วิธุรสฺส อุปนฺติกํ
ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา อสมานํ สเก ฆเร ฯ
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงสำนักของวิธูรพราหมณ์แล้วเห็นท่านกำลังบริโภคอาหารอยู่ในเรือนของตน.
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ วิธุรกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราให้เป็นทูตมา พระเจ้ายุธิฏฐิละได้ตรัสถามอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ท่านอาจารย์วิธูรข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอได้กรุณาบอกอรรถและธรรมนั้นด้วย.
คงฺคํ เม ปิทหิสฺสนฺติ น ตํ สกฺโกมิ พฺราหฺมณ
อปิเธตุํ มหาสินฺธธ ตํ กถํ โส ภวิสฺสติ
น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ
ภทฺรกาโร จ เม ปุตฺโต โอรโส มม อตฺรโช
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
๑ ม. มหตฺตํ ฯ ๒ สี. นิกฺขํ รตฺต... ฯ ยุ. นิกฺขมิมํ ฯ ๓ ม. ทชฺชา ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราคิดว่า จักกั้นแม่น้ำคงคา แต่ไม่อาจจะกั้นแม่น้ำใหญ่นั้นได้ เพราะเหตุนั้น โอกาสนั้นจักมีได้อย่างไร? เมื่อท่านถามถึงอรรถและธรรม เราจึงไม่อาจจะบอกได้. แต่ภัทรการะผู้เป็นบุตรเกิดแต่อกของเรามีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด พราหมณ์.
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช ภทฺรการสฺส สนฺติกํ ๑
ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ เวสฺมนิ ฯ
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงสำนักของภัทรการะ เห็นท่านกำลังนั่งอยู่ในเรือนของตน.
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ภทฺรการ ปพฺรูหิ ๒ เม ฯ
พระเจ้าโกรัพยาราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราเป็นทูตมาพระเจ้ายุธิฏฐิละได้ตรัสถามอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูกรภัทรการมาณพขอได้กรุณาบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย.
มํสกาชํ ๓ อวหาย โคธํ อนุปตามหํ
น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ
สญฺชโย ๔ นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อแล้ววิ่งตามเหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรมก็ไม่อาจจะบอกแก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้าชื่อว่าสญชัยมีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด.
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สญฺชยสฺส อุปนฺติกํ
ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ ปริสติ ๕ ฯ
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงยังสำนักของสญชัยกุมารได้เห็นสญชัยกุมารกำลังนั่งอยู่ในบริษัทของตน.
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สญฺชยกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราเป็นทูตมา พระเจ้ายุธิฏฐิละได้ตรัสถามอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูกรสญชัยกุมารขอได้กรุณาบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย.
สทา มํ คิลเต มจฺจุ สายํ ปาโต สุจีรต
น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ
สมฺภโว นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
๑ ม. ภทฺรการสฺสุปนฺติกํ ฯ ๒ สี. ยุ. พฺรวีหิ ฯ ๓ ยุ. มํสกาจํ ฯ ๔ ม.
สญฺจโย ฯ ๕ ม. เวสฺมนิ
ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราชย่อมกลืนกินข้าพเจ้าทั้งเช้าและเย็นถึงข้าพเจ้าถูกถาม ก็ไม่อาจจะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้. แต่ว่าน้องชายของข้าพเจ้าชื่อว่าสัมภวะมีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด.
อพฺภูโต วต โภ ธมฺโม นายํ อสฺมาก รุจฺจติ
ตโย ชนา ปิตาปุตฺตา เต ๑ สุ ปญฺญาย โน วิทู ฯ
น ตํ สกฺโกถ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิตา
กถํ นุ ทหโร ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญ ธรรมนี้น่าอัศจรรย์จริงหนอย่อมไม่พอใจเรา ชนทั้ง ๓ คือบิดาและบุตร ๒ คน ไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้เลย. ถูกถามแล้ว ก็ไม่อาจจะบอกอรรถและธรรมได้ เด็กถูกถามอรรถและธรรมแล้ว จะรู้ได้อย่างไรหนอ?
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ ๒ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา
สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ
เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ยถาปิ รมฺมโก มาโส คิมฺหานํ โหติ พฺราหฺมณ
อเตวญฺเญหิ มาเสหิ ทุมปุปฺเผหิ โสภติ ฯ
เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ยถาปิ หิมวา พฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน
นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มหาภูตคณาลโย
โอสเธหิ จ ทิพฺเพหิ ทิสา ภาติ ปวาติ จ ฯ
เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ยถาปิ ปาวโก พฺรเหฺม อจฺจิมาลี ยสสฺสิมา
ชลมาโน วเน คจฺเฉ ๑ อนโล กณฺหวตฺตนี ฯ
ฆตาสโน ธูมเกตุ อุตฺตมาเหวนนฺทโห
นิสฺสิเว ๒ ปพฺพตคฺคสฺมึ พหุเตโช วิโรจติ ฯ
เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ชเวน ภทฺรํ ชานนฺติ พลิพทฺธญฺจ ๓ วาหิเย
โทเหน เธนน ชานนฺติ ภาสมานญฺจ ปณฺฑิตํ ฯ
เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ
ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
๑ ม. เตสุ ฯ ๒ ม. อุญฺญาสิ เอวมุปริปิ ฯ
ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด. สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ดูกรท่านพราหมณ์ เดือนห้าในคิมหันตฤดูย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่นๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ ฉันใด. สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา
ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้ ดูกรท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพตชื่อว่าคันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่างๆ พรรณ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไปทั่วทิศด้วยทิพยโอสถ ฉันใด. สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา
ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็กท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรืองไหม้ลามไปในป่า ไม่อิ่มมีแนวทางดำคุเรื่อยไปมีเปรียงเป็นอาหาร มีควันเป็นธง ไหม้แนวไพรสูงๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชนอยู่บนยอดภูเขาฉันใด. สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ม้าดีจะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจาฉันใด. สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอยังเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สมฺภวสฺส อุปนฺติกํ
ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา กีฬมานํ พหีปุเร ฯ
มหาพราหมณ์ภวรทวาชโคตรนั้น ได้ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอกบ้าน จึงกล่าวว่า.
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล
ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สมฺภวกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
๑ ยุ. จรํ กจฺเฉ ฯ ๒ ม. นิสีเถ ฯ ๓ ม. พลิพทฺทญฺจ ฯ
พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราเป็นทูตมา พระเจ้ายุธิฏฐิละได้ตรัสถามอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูกรสัมภวกุมารท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.
ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา
ราชา จ โข ตํ ชานาติ ยทิ กาหติ วา น วา ฯ
เชิญฟัง ข้าพเจ้าจักแก้ปัญหาแก่ท่านอย่างนักปราชญ์ พระราชาย่อมทรงทราบอรรถและธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ?
อชฺช สุเวติ สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต
มา กตฺวา อวสี ราชา อตฺเถ ชาเต ยุธิฏฺฐิโล
อชฺฌตฺตญฺเญว สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต
กุมฺมคฺคํ น นิเวเสยฺย ยถา มุโฬฺห อเจตโส ฯ
อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร
อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยา ฯ
โย จ เอตานิ ฐานานิ กตฺตุํ ชานาติ ขตฺติโย
สทา โส วฑฺฒเต ราชา สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา ฯ
ญาตีนญฺจ ปิโย โหติ มิตฺเตสุ จ วิโรจติ
กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ
สมฺภวชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระราชาตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ให้ทำในวันพรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละอย่าได้ทรงทำตาม ในเมื่อประโยชน์เกิดขึ้น ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลถูกพระราชาตรัสถามพึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จไปยังหนทางผิด ดุจคนโง่ไม่มีความคิดฉะนั้น. กษัตริย์ไม่พึงทรงลืมพระองค์ ไม่พึงทรงประพฤติธรรม ไม่พึงทรงข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวนขวายในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์. กษัตริย์พระองค์ใด ทรงทราบว่าควรจะทำฐานะเหล่านี้กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมทรงพระเจริญทุกเมื่อ ดังพระจันทร์ในสุกรปักษ์ฉะนั้น. ย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตรด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อสวรรคตแล้ว ย่อมเข้า
ถึงโลกสวรรค์.
จบ สัมภวชาดกที่ ๕.
๖ มหากปิชาตกํ
๖. มหากปีชาดก
ผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต มหากปิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
พาราณสฺยํ ๑ อหุ ราชา กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
มิตฺตามจฺจปริพฺยูโฬฺห อคมาสิ มิคาชินํ ๒ ฯ
ตตฺถ พฺราหฺมณมทฺทกฺขิ เสตํ จิตฺรํ กิลาสินํ
วิทฺธสฺตํ โกวิฬารํว กีสํ ธมนิสนฺถตํ ฯ
ปรมการุญฺญตํ ปตฺตํ ทิสฺวา กิจฺฉคตํ นรํ
อวจ พฺยมฺหิโต ราชา ยกฺขานํ กตโม นุสิ ฯ
หตฺถปาทา จ เต เสตา ตโต เสตตรํ สิโร
คตฺตํ กมฺมาสวณฺณนฺเต กิลาสพหุโล จสิ ฯ
วฏฺฏนาวลิสงฺกาสา ปิฏฺฐิ เต นินฺนตุนฺนตา
กาฬปพฺพา จ เต องฺคา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ
อุคฺฆฏฺฐปาโท ตสิโต กีโส ธมนิสนฺถโต
ฉาโต อติตฺตรูโปสิ กุโตสิ กตฺถ คจฺฉสิ ฯ
ทุทฺทสี อปฺปกาโรสิ ทุพฺพณฺโณ ภีมทสฺสโน
ชเนตฺติ ยาปิ เต มาตา น ตํ อิจฺเฉยฺย ปสฺสิตุํ ฯ
กึ กมฺมมกรา ๑ ปุพฺเพ กึ ๒ อวชฺฌํ อฆาตยิ
กิพฺพิสํ ยํ กริตฺวาน อิทํ ทุกฺขํ อุปาคมิ ฯ
๑ สี. ยุ. พาราณสฺสํ ฯ ๒ สี. มิคาชิรํ ฯ ยุ. มิคาจิรํ ฯ
มีพระราชาแห่งชนชาวกาสีผู้ครองรัฐสีมา ในพระนครพาราณสี ทรงแวดล้อมด้วยมิตรและอำมาตย์ ได้เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน. ณ ที่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ซึ่งเป็นโรคเรื้อนด่าง เป็นจุดตามตัวมากไปด้วยกลากเกลื้อนเรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บาน ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. ครั้นทอด-พระเนตรเห็นคนถึงความลำบากน่าสงสารยิ่งนักแล้ว ทรงหวาดพระทัยจึงตรัสถามว่า ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหนในจำพวกยักษ์ทั้งหลาย? อนึ่งมือและเท้าของท่านขาว ยิ่งกว่านั้นศีรษะก็ขาวโพลน ตัวของท่านก็ด่างพร้อย มากไปด้วยเกลื้อนกลาก. หลังของท่านก็เป็นปุ่มเป็นปมดุจเถาวัลย์อันยุ่ง อวัยวะของท่านดุจเถาวัลย์ข้อดำ ดูไม่เหมือนกับคนอื่น.
เท้าเปรอะเปื้อนน่าหวาดเสียว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น หิวระหายร่างกายซูบซีด ท่านมาจากไหน และจะไปไหน? ดูน่าเกลียดรูปร่างไม่น่าดู ผิวพรรณทราม ดูน่ากลัว แม้มารดาบังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่ปรารถนาจะเหลียวแลเสียเลย. ในชาติก่อนท่านได้ทำกรรมอะไร ได้เบียดเบียนผู้ที่ไม่ควรเบียดเบียนไว้อย่างไร ได้เข้าถึงทุกข์อันนี้เพราะทำกรรมอันหยาบช้าอันใดไว้?
ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา
สจฺจวาทึ หิ โลกสฺมึ ปสํสนฺตีธ ปณฺฑิตา ฯ
เอโก จรํ โคคเวโส มูโฬฺห อจฺจสรึ วเน
อรญฺเญ อีริเณ วิวเน นานากุญฺชรเสวิเต ฯ
วาฬมิคานุจริเต วิปฺปนฏฺโฐสฺมิ กานเน
อจรึ ตตฺถ สตฺตาหํ ขุปฺปิปาสสมปฺปิโต ฯ
ตตฺถ ติณฺฑุกมทฺทกฺขึ วิสมฏฺฐํ พุภุกฺขิโต
ปปาตมภิลมฺพนฺตํ สมฺปนฺนผลธารินํ ฯ
วาตสฺสิตานิ ภกฺเขสึ ตานิ รุจฺจึสุ เม ภุสํ
อติตฺโต รุกฺขมารุยฺห ๑ ตตฺถ เหสฺสามิ อสฺสิโต ๒ ฯ
เอกํ เม ภกฺขิตํ อาสิ ทุติยํ อภิปตฺถิตํ
ตโต สา ภญฺชถ สาขา ฉินฺนา ผรสุนา วิย ฯ
โสหํ สหาว สาขาหิ อุทฺธํปาโท อวํสิโร
อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ คิริทุคฺคสฺมิ ปาปตํ ฯ
ยสฺมา จ วาริ คมฺภีรํ ตสฺมา น สมปชฺชิสํ ๓
ตตฺถ เสสึ นิรานนฺโท อนูนา ๔ ทสรตฺติโย ฯ
อเถตฺถ กปิ มาคจฺฉิ โคนงฺคุโล ทรีจโร
สาขาหิ สาขํ วิจรนฺโต ขาทมาโน ทุมปฺผลํ
โส มํ ทิสฺวา กีสํ ปณฺฑฑ การุญฺญมกรํ มยิ ฯ
อมฺโภ โก นาม โส เอตฺถ เอวํ ทุกฺเขน อฏฺฏิโต
มนุสฺโส อมนุสฺโส วา อตฺตานมฺเม ปเวทย ฯ
ตสฺสญฺชลึ ปณาเมตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ
มนุสฺโสหํ พฺยสมฺปตฺโต สา เม นตฺถิ อิโต คติ
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ตฺวญฺจ เม สรณํ ภว ฯ
ครุํ สิลํ คเหตฺวาน วิจรี ปพฺพเต กปิ
สิลาย โยตฺตํ กตฺวาน นิสโภ เอตทพฺรวิ ฯ
เอหิ เม ปิฏฺฐิมารุยฺห คีวํ คณฺหาหิ พาหุหิ
อหนฺตํ อุทฺธริสฺสามิ คิริทุคฺคต เวคสา ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา วานรินฺทสฺส สิรีมโต
ปิฏฺฐิมารุยฺห ธีรสฺส คีวํ พาหาหิ อคฺคหึ ฯ
โส มํ ตโต สมุฏฺฐาสิ เตชสี พลวา กปิ
วิหญฺญมาโน กิจฺเฉน คิริทุคฺคต เวคสา ฯ
อุทฺธริตฺวาน มํ สนฺโต นิสโภ เอตทพฺรวิ
อิงฺฆ มํ สมฺม รกฺขสฺสุ ปสฺสุปิสฺสํ มุหุตฺตกํ ฯ
สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย
เต มํ ปมตฺตํ หึเสยฺยุํ เต ตฺวํ ทิสฺวา นิวารย ฯ
เอวํ เม ปริตฺตาตูน ปสฺสุปิ โส มุหุตฺตกํ
ตทาหํ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏิลจฺฉึ อโยนิโส ฯ
ภกฺโข อยํ มนุสฺสานํ ยถา จญฺเญ วเน มิคา
ยนฺนูนิมํ วธิตฺวาน ฉาโต ขาเทยฺย วานรํ ฯ
อสิโต จ คมิสฺสามิ มํสมาทาย สมฺพลํ
กนฺตารํ นิตฺถริสฺสามิ ปาเถยฺยํ เม ภวิสฺสติ ฯ
ตโต สิลํ คเหตฺวาน มตฺถกํ สนฺนิตาฬยึ
มม ภตฺตกิลนฺตสฺส ๑ ปหาโร ทุพฺพโล อหุ ฯ
โส จ เวเคนุทปฺปตฺโต กปิ รุหิรมกฺขิโต
อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺโต มํ อุทิกฺขติ ฯ
มายฺโย มํ กริ ภทฺทนฺเต ตฺวญฺจ นาเมทิสํ กริ
ตฺวญฺจ โข นาม ทีฆาวุ ๒ อญฺเญ ๓ วาเรตุมรหสิ ฯ
อโห วต เร ปุริส ตาว ทุกฺกรการก
เอทิสา วิสมา ทุคฺคา ปปาตา อุทฺธโต มยา ฯ
อานีโต ปรโลกาว ทุพฺเภยฺยํ มํ อมญฺญถ
ตนฺเตน ปาปธมฺเมน ปาปํ ปาเปน จินฺติตํ ฯ
มา เหว ตฺวํ อธมฺมฏฺฐ เวทนํ กฏกํ ผุสิ
มา เหว ปาปกมฺมนฺตํ ผลํ เวฬฬว ตํ วธิ ฯ
ตยิ เม นตฺถิ วิสฺสาโส ปาปธมฺม อสญฺญต
เอหิ เม ปิฏฺฐิโต คจฺฉ ทิสฺสมาโนว สนฺติเก ฯ
มุตฺโตสิ หตฺถา วาฬานํ ปตฺโตสิ มานุสึ ปทํ
เอส มคฺโค อธมฺมฏฺฐ เตน คจฺฉ ยถาสุขํ ฯ
อิทํ วตฺวา คิริจโร รุหิรํ ๑ ปกฺขลฺย มตฺถกํ
อสฺสูนิ สมฺปมชฺชิตฺวา ตโต ปพฺพตมารุหิ ฯ
โสหํ เตนาภิสตฺโตสฺมิ ปริฬาเหน อฏฺฏิโต
ฑยฺหมาเนน คตฺเตน วารึ ปาตุํ อุปาคมึ ฯ
อคฺคินา วิย สนฺตตฺโต รหโท รุหิรมกฺขิโต
ปุพฺพโลหิตสงฺกาโส สพฺโพ เม สมปชฺชถ ฯ
ยาวนฺโต อุทพินฺทูนิ กายสฺมึ นิปตึสุ เม
ตาวนฺโต คณฺฑุ ๒ ชาเยถ อฑฺฒเวลุวสาทิสา ฯ
ปภินฺนา ปคฺฆรึสุ เม กุณปา ปุพฺพโลหิตา
เยน เยเนว คจฺฉามิ คาเมสุ นิคเมสุ จ ฯ
ทณฺฑหตฺถา นิวาเรนฺติ อิตฺถิโย ปุริสา จ มํ
โอกฺกิตา ปูติคนฺเธน มาสฺสุ โอเรน อาคมา ฯ
เอตาทิสํ อิทํ ทุกฺขํ สตฺตวสฺสานิทานิ เม
อนุโภมิ สกํ กมฺมํ ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ
ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
มาสฺสุ มิตฺตาน ทุพฺภิตฺโถ มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ
กุฏฺฐี กิลาสี ภวติ โย มิตฺตานีธ ทุพฺภติ
กายสฺส เภทา มิตฺตทุพฺภี นิรยํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ
มหากปิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. กมฺมมกรํ ฯ ๒ ม. กํ ฯ
๑ ม. รุกฺขมารูหึ ฯ ๒ ม. ยุ. อาสิโต ฯ ๓ สี. สมปชฺชสึ ฯ ยุ. สมภชฺชิสํ ฯ
๔ ยุ. อนาโถ ฯ
๑ ม. คตฺตคิลนฺตสฺส ฯ ยุ. หตฺถ ... ฯ ๒ ยุ. ฑีฆายุ ฯ ๓ ยุ. อญฺญํ ฯ
๑ ม. รหเท ฯ ๒ สี. ยุ. คณฺฑู ฯ
ขอเชิญพระองค์ทรงสดับ ข้าพระองค์จักกราบทูลอย่างคนที่ฉลาดทูลเพราะว่าบัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญคนที่พูดจริง. ข้าพระองค์ผู้เดียวเที่ยวตามหาโคได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์แสนจะกันดารเงียบสงัด อันหมู่กุญชรต่างๆ อาศัยอยู่. ข้าพระองค์ได้หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่มฤคร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวกระหายเที่ยวไปในป่านั้นตลอด ๗ วัน ณ ป่านั้นข้าพระองค์กำลังหิวจัด ได้เห็นต้นมะพลับต้นหนึ่งตั้งอยู่หมิ่นเหม่ เอนไปทางปากเหวมีผลดกดื่น. จึงเก็บเอาผลที่ลมพัดหล่นมากินผลเหล่านั้นพอใจข้าพระองค์ยิ่งนัก เมื่อยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจว่ากินให้สบายบนต้นนั้น ข้าพระองค์กินผลที่หนึ่งแล้ว
ก็ปรารถนาจะกินผลที่สองต่อไป ทันใดนั้น กิ่งนั้นก็หักลงดุจถูกขวานฟันฉะนั้น. ข้าพระองค์ศีรษะปักลง เท้าชี้ฟ้า ตกลงไปในเหวซึ่งไม่มีที่ยึดที่เกาะเลย พร้อมด้วยกิ่งไม้นั่นเอง. ข้าพระองค์หยั่งไม่ถึงเพราะน้ำลึก ต้องไปนอนไร้ความเพลิดเพลินอยู่ในเหวนั้น ๑๐ราตรีเต็มๆ. ภายหลังมีลิงตัวหนึ่งมีหางดังหางโค เที่ยวไปตามซอกเขาเที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้หาผลไม้กิน ได้มาถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระองค์ผอมเหลือง ก็เกิดความสงสารในข้าพระองค์ขึ้น. จึงถามว่า พ่อชื่อไรทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรือมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำตนให้ข้าพเจ้าทราบด้วย? ข้าพระองค์จึงได้ประนมอัญชลีไหว้ลิงตัวนั้นแล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ผู้ถึงซึ่งความหายนะ เราไม่มีหนทางที่จะไปจากที่นี้ได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงขอบอกให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอท่านจงเป็นที่พึ่งพาของเราด้วย. ลิงผู้ตัวองอาจเที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ในภูเขามา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหินร้องบอกว่า. มาเถิดท่านขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือทั้ง ๒ กอดคอไว้ข้าพเจ้าจักพาท่านกระโดดขึ้นจากเหวทันที. ข้าพระองค์ได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ผู้ตัวมีศิรินั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลังเอามือทั้ง ๒ โอบคอไว้.
ลำดับนั้น พญาวานรผู้ตัวมีเดชกำลัง ก็พาข้าพระองค์กระโดดขึ้นจากเหวโดยความยากลำบากทันที. ครั้นขึ้นมาได้แล้วพญาวานรผู้ตัวองอาจได้ขอร้องข้าพระองค์ว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงช่วยคุ้มครองข้าพเจ้าข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย. ราชสีห์ เสือโคร่ง หมีและเสือดาว พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าผู้ตัวหลับไป. ท่านเห็นพวกมันแล้วจงป้องกันไว้. เพราะข้าพระองค์ช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่งในกาลครั้งนั้น ข้าพระองค์ก็ไม่มีความคิด กลับได้ความเห็นอันเลวทรามว่า ลิงนี้ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนเนื้อในป่าเหล่าอื่นเช่นกัน ถ้ากระไร เราพึงฆ่าลิงนี้กินแก้หิวเถิด.
อนึ่ง อิ่มแล้วจักจักถือเอาเนื้อไปเป็นสะเบียงเดินทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็นสะเบียงของเรา. ทันใดนั้น ข้าพระองค์จึงหยิบเอาหินมาทุ่มศีรษะลิง การประหารของข้าพระองค์ผู้ลำบากเพราะอดอาหาร มีกำลังน้อย. ด้วยกำลังก้อนหินที่ข้าพระองค์ทุ่มลง ลิงนั้นผลุดลุกขึ้นทั้งๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร้องไห้น้ำตาไหลพรู มองดูข้าพระองค์. พลางก็กล่าวขึ้นว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ ก็แลท่านมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น. แน่ะท่านผู้ทำกรรมอันยากที่บุคคลจะทำลงได้ น่าอดสูใจจริงๆข้าพเจ้าช่วยให้ท่านขึ้นมาจากเหวลึกซึ่งยากที่จะขึ้นมาได้. ท่านดุจว่าเรานำมาจากปรโลก ยังสำคัญข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว. เวทนาอันเผ็ดร้อนอย่าได้ต้องท่านผู้ตั้งอยู่ในอธรรมเลย อนึ่ง บาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่านอย่างขุยไผ่เลย.
แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิด ท่านจงเดินไปห่างๆ เรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น. ท่านพ้นจากเงื้อมมือแห่งสัตว์ร้าย ถึงทางเดินของมนุษย์แล้ว แน่ะท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม นี่ทาง ท่านจงไปตามสบายโดยทางนั้นเถิด. วานรครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ล้างเลือดที่ศีรษะเช็ดน้ำตาเสร็จแล้ว กระโดดขึ้นไปยังภูเขา. ข้าพระองค์เป็นผู้อันวานรนั้นอนุเคราะห์แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน มีตัวอันร้อน ได้ลงไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ. ห้วงน้ำก็เดือดพล่านดุจต้มด้วยไฟนองไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือด น้ำหนอง ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระองค์นั้น.
หยาดน้ำซึ่งตกถูกที่กายของข้าพระองค์มีเท่าใดฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก. น้ำเลือดน้ำหนองก็ไหลออกจากแผลฝีของข้าพระองค์ซึ่งแตกแล้ว ข้าพระองค์จะเดินไปทางไหนในคามนิคมทั้งหลาย. พวกหญิง และชายพากันถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระองค์ ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่าเข้ามาข้างนี้นะ บัดนี้ ข้าพระองค์ได้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปางก่อน. เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายเท่าที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้ายต่อมิตร เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลว.
ในโลกนี้ ผู้ที่ประทุษร้ายต่อมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน เกลื้อนกลากเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก.
จบ มหากปิชาดกที่ ๖.
๗ ทกรกฺขสชาตกํ
๗. ทกรักขสชาดก
ว่าด้วยผีเสื้อน้ำ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต ทกรักขสชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สเจ โว วุยฺหมานานํ สตฺตนฺนํ อุทกณฺณเว
มนุสฺสพลิเมสาโน นาวํ คเณฺหยฺย รกฺขโส
อนุปุพฺพํ กถํ ทตฺวา มุญฺเจสิ ทกรกฺขสา ฯ
ถ้าผีเสื้อน้ำผู้ตนแสวงหาเครื่องเซ่น ด้วยมนุษย์พึงจับเรือของพระนางสลากเทวีพระราชชนนีพระนางนันทาเทวีอัครมเหสี พระติขินนกุมารราชอนุชา ธนุเสขกุมารผู้สหาย เกวัฏพราหมณ์ปุโรหิต มโหสถบัณฑิต และพระองค์รวมเป็น ๗ ผู้แล่นเรือไปในทะเล พระองค์จะพระราชทานใครอย่างไร ให้ตามลำดับแก่ผีเสื้อน้ำ พระเจ้าข้า.
มาตรํ ปฐมํ ทชฺชํ ภริยํ ทตฺวาน ภาตรํ
ตโต สหายํ ทตฺวาน ปญฺจมํ ทชฺช พฺราหฺมณํ
ฉฏฺฐาหํ ทชฺชมตฺตานํ เนว ทชฺชํ มโหสธํ ฯ
ข้าพเจ้าจะให้พระราชมารดาก่อน ให้มเหสี ให้กนิษฐาภาดา ต่อแต่นั้นไปก็จะให้สหาย ให้พราหมณ์ปุโรหิตเป็นลำดับที่ ๕ ให้ตนเองเป็นที่ ๖มโหสถให้ไม่ได้เลย.
โปเสตา เต ชเนตฺตี จ ทีฆรตฺตานุกมฺปิกา
ฉพฺภิ ตยิ ปทุฏฺฐสฺมึ ๑ ปณฺฑิตา อตฺถทสฺสินี
อญฺญํ อุปนิสํ กตฺวา วธา ตํ ปริโมจยิ
ตํ ตาทิสึ ปาณททึ โอรสํ คพฺภธารินึ
มาตรํ เกน โทเสน ทชฺชาสิ ทกรกฺขิโน ฯ
๑ ม. ปทุสฺสติ ฯ
ก็พระราชชนนีของพระองค์ เป็นผู้บำรุงเลี้ยงทรงอนุเคราะห์ตลอดราตรีนาน เมื่อฉัพภิพราหมณ์ประทุษร้ายในพระองค์ พระราชมารดาเป็นผู้ฉลาด ทรงเห็นประโยชน์ ทำรูปเปรียบอื่น ปลดเปลื้องพระองค์จากการถูกปลงพระชนม์ พระองค์จะพระราชทานพระชนนีผู้มีพระทัยคงที่ประทานพระชนม์ชีพให้ ทรงให้เจริญ ณ ระหว่างพระทรวง ทรงพระครรภ์นั้นแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
ทหรา วิยลงฺการํ ธาเรติ อปิลนฺธนํ
โทวาริเก อนีกฏฺเฐ อติเวลํ ปชคฺฆติ
อโถปิ ปฏิราชูนํ สยํ ทูตานิ สาสติ
มาตรํ เตน โทเสน ทชฺชาหํ ทกรกฺขิโน ฯ
พระราชมารดาทรงเป็นเหมือนหญิงสาวทรงเครื่องประดับซึ่งไม่สมควรจะประดับ ตรัสสรวลเสเฮฮากะพวกรักษาประตูและพวกฝึกหัดม้า จนเกินเวลาอันควร อนึ่ง พระราชมารดาของเรา ย่อมสั่งทูตทั้งหลายถึงอริราชศัตรูเอง ข้าพเจ้าจะให้พระราชมารดาแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอันนั้น.
อิตฺถีคุมฺพสฺส ปวรา อจฺจนฺตํ ปิยภาณินี ๑
อนุพฺพตา ๒ สีลวตี ฉายาว อนุปายินี
อกฺโกธนา ปุญฺญวตี ๓ ปณฺฑิตา อตฺถทสฺสินี
อุพฺพรึ เกน โทเสน ทชฺชาสิ ทกรกฺขิโน ฯ
พระนางอุพพรีเทวีผู้ประเสริฐกว่าหมู่สนมนารี มีพระเสาวนีย์น่ารักยิ่งนักทรงประพฤติตาม ทรงมีศีลาจารวัตร ดุจเงามีปกติไปตาม ไม่ทรงพิโรธง่ายๆ ทรงมีบุญบารมี เฉลียวฉลาด ทรงเห็นประโยชน์ พระองค์จะพระราชทานพระราชเทวีแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
ขิฑฺฑารติสมาปนฺนํ อนตฺถวสมาคตํ
สา มํ สกาน ปุตฺตานํ อยาจํ ยาจเต ธนํ
โสหํ ททามิ สารโต พหุํ อุจฺจาวจํ ธนํ
สุทุจฺจชํ จชิตฺวาน ปจฺฉา โสจามิ ทุมฺมโน
อุพฺพรึ เตน โทเสน ทชฺชาหํ ทกรกฺขิโน ฯ
นางอุพพรีนั้นรู้ว่า ข้าพเจ้า ถึงพร้อมด้วยความยินดีในการเล่นอันกระทำความพินาศ ก็ขอทรัพย์ที่ข้าพเจ้าให้แก่บุตรธิดาของตนและชายาอื่นๆข้าพเจ้ามีความกำหนัดมากก็ให้ทรัพย์ทั้งประณีตและทรามเป็นอันมากครั้นสละสิ่งที่สละได้ยากแล้ว ภายหลังก็เศร้าโศกเสียใจ ข้าพเจ้าจะให้นางอุพพรีแก่ผีเสื้อน้ำโดยโทษนั้น.
เยโนจิตา ชานปทา อานีตา จ ปฏิคฺคหํ
อาภฏํ ปรรชฺเชภิ อภิฏฺฐาย พหุธนํ ๔
ธนุคฺคหานํ ปวรํ สูรํ ติขิณมนฺตินํ
ภาตรํ เกน โทเสน ทชฺชาสิ ทกรกฺขิโน ฯ
๑ สี. ยุ. อจฺจนฺตปิยวาทินี ฯ ๒ ม. อนุคฺคตา ฯ ๓ ม. ปญฺญวตี ฯ ๔ ม. พหุํ ธนํ ฯ
พระกนิษฐาภาดา ทรงบำรุงชาวนาชนบททั้งหลาย ให้เจริญรุ่งเรือง เชิญพระองค์ผู้ประทับอยู่ ณ ประเทศอื่นมาสู่พระนครนี้ ทรงอนุเคราะห์พระองค์ ครอบงำพระราชาทั้งหลาย เอาทรัพย์เป็นอันมากมาแต่ราชสมบัติอื่น เป็นผู้ประเสริฐกว่านายขมังธนูทั้งหลาย ทรงกล้าหาญกว่าผู้มีความคิดหลักแหลมทั้งหลาย พระองค์จะพระราชทานพระกนิษฐภาดาแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอะไร.
เยโนจิตา ๑ ชานปทา อานีตา จ ปฏิคฺคหํ
อาภฏํ ปรรชฺเชภิ อภิฏฺฐาย พหุธนํ
ธนุคฺคหานํ ปวโร สูโร ติขิณมนฺติ จ
มยายํ ๒ สุขิโต ราชา อิติ มญฺญติ ทารโก
อุปฏฺฐานํปิ เม อยฺเย น โส เอติ ยถาปุเร
ภาตรํ เตน โทเสน ทชฺชาหํ ทกรกฺขิโน ฯ
กนิษฐภาดาของข้าพเจ้าดูหมิ่นข้าพเจ้าว่า ชาวชนบททั้งหลาย เจริญก็เพราะเขา ข้าพเจ้ากลับมาได้ก็เพราะเขา อนุเคราะห์ข้าพเจ้าครอบงำพระราชาทั้งหลาย นำเอาทรัพย์เป็นอันมากมาแต่ราชสมบัติอื่น เป็นเลิศกว่านายขมังธนูทั้งหลาย กล้าหาญกว่าผู้มีความคิดหลักแหลมทั้งหลายข้าพเจ้านี้เป็นพระราชาเด็กๆ ได้ความสุขก็เพราะเขา อนึ่ง เมื่อก่อนเขามาบำรุงข้าพเจ้าแต่เช้า แต่บัดนี้เขาไม่มาอย่างก่อน ข้าพเจ้าจะให้กนิษฐภาดาแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น.
เอกรตฺเตน อุภโย ตฺวญฺเจว ธนุเสขวา ๓
อุโภ ชาเตตฺถ ปญฺจาลา สหายา สุสมาวยา
จริยา ตํ อนุพนฺธิตฺโถ เอกทุกฺขสุโข ตว
อุสฺสุกฺโก เต ทิวารตฺตึ สพฺพกิจฺเจสุ ปาวโฏ ๔
สหายํ เกน โทเสน ทชฺชาสิ ทกรกฺขิโน ฯ
พระองค์ประสูติวันเดียวกันกับธนุเสขกุมาร ทั้งสองพระองค์เป็นชาวปัญจาลนคร เกิดในกรุงปัญจาละ เป็นสหายมีวัยเสมอกัน ธนุเสขกุมารเป็นผู้ติดตามพระองค์ โดยเสด็จจาริกไปยังชนบทร่วมสุขร่วมทุกข์กับพระองค์ ขวนขวายจัดแจงในกิจทุกอย่างของพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืน พระองค์จะพระราชทานพระสหายแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
จริยา มํ อยํ อยฺเย สญฺชคฺฆิตฺโถ ๕ มยา สห
อชฺชาปิ เตน วณฺเณน อติเวลํ สญฺชคฺฆติ ๖
อุพฺพริยาปิหํ อยฺเย มนฺตยามิ รโหคโต
อนามนฺโต ปวิสติ ปุพฺเพ อปฺปฏิเวทิโต
ลทฺธทฺวาโร กโตกาโส อหิรีกํ อนาทรํ
สหายํ เตน โทเสน ทชฺชาหํ ทกรกฺขิโน ฯ
ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ธนุเสขกุมารนี้ เป็นผู้หัวร่อต่อกระซิกกับข้าพเจ้า ด้วยความประพฤติมาแต่ก่อน แม้วันนี้ เขาก็ยังซิกซี้เฮฮาเกินเวลาด้วยกิริยานั้นอีก ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะปรึกษาหารือกันในที่ลับกับนางอุพพรีเทวีบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทันเรียกก็เข้ามา มิให้ข้าพเจ้ารู้ตัวก่อน ถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ไม่กำจัดเวลาและโอกาสก็ตาม ข้าพเจ้าจะให้สหายผู้ไม่มีความละอายแก่ใจ หาความเอื้อเฟื้อมิได้ แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น.
กุสโล สพฺพนิมิตฺตานํ รุทญฺญู ๗ อาคตาคโม
อุปฺปาเท ๘ สุปิเน ยุตฺโต นิยฺยาเน จ ปเวสเน
ปฏฺโฐ ภุมฺมนฺตลิกฺขสฺมึ นกฺขตฺตปทโกวิโท
พฺราหฺมณํ เกน โทเสน ทชฺชาสิ ทกรกฺขิโน ฯ
๑ สี. อโยจิตา ฯ ยุ. มยาจิตา ฯ ๒ สี. ยุ. มยา โส ฯ ๓ ม. ธนุเสข จ ฯ
๔ ม. พฺยาวโฏ ฯ ๕ ม. ปชคฺฆิตฺโถ ฯ ๖ ม. ปชคฺฆติ ฯ ๗ ม. รุตญฺญู ฯ
๘ ม. อุปฺปาเต ฯ
เกวัฏปุโรหิตเป็นผู้ฉลาดในนิมิตทุกอย่าง รู้เสียงร้องทุกชนิด รู้จบไตรภพเป็นผู้ฉลาด ในจันทรุปราคาเป็นต้นที่จะเกิดขึ้น รู้ทำนายความฝัน รู้การถอยทัพ หรือการรุกเข้าไปต่อสู้ เป็นผู้สามารถรู้โทษหรือคุณในภูมิภาคและอากาศ เป็นผู้รอบรู้ในโคจรแห่งนักษัตร พระองค์จะพระราชทานเกวัฏพราหมณ์แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
ปริสายํปิ เม อยฺเย อุมฺมิลิตฺวา อุทิกฺขติ
ตสฺมา อจฺจภมม ลุทฺทํ ทชฺชาหํ ทกรกฺขิโน ฯ
ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า อาจารย์เกวัฏลืมตาทั้ง ๒ เพ่งดูข้าพเจ้าแม้ในบริษัทเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงจะให้อาจารย์เกวัฏผู้ร้ายกาจดุจมีคิ้วอันเลิกขึ้นแก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น.
สสมุทฺทปริยายํ มหึ สาครกุณฺฑลํ
วสุนฺธรํ อาวสสิ อมจฺจปริวาริโต
จาตุรนฺโต มหารฏฺโฐ วิชิตาวี มหพฺพโล
ปฐพฺยา เอกราชาสิ ยโส เต วิปุลํ คโต
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา
นานาชนปทา นารี เทวกญฺญูปมา สุภา
เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺนํ สพฺพกามสมิทฺธินํ
สุขิตานํ ปิยํ ทีฆํ ชีวิตํ อาหุ ขตฺติย
อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา
ปณฺฑิตํ อนุรกฺขนฺโต ปาณํ จชสิ ทุจฺจชํ ฯ
พระองค์เป็นผู้อันอำมาตย์แวดล้อม ทรงครอบครองพสุนธรมหิดล มีสมุทรเป็นขอบเขตดุจกุณฑลแห่งสาคร พระองค์มีมหารัฐซึ่งมีสมุทรทั้ง ๔เป็นขอบเขต ทรงชนะสงครามเสร็จแล้ว มีพระกำลังมาก เป็นเอกราชในปฐพี มีพระอิสริยยศ ถึงความไพบูลย์ พระสนมนารีจากชนบทต่างๆ๑๖,๐๐๐ นาง สวมใส่กุณฑลแก้วมณี งามดังเทพกัญญา ดูกรขัตติยราชนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตอันสมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวง อันสำเร็จด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง อันยืนนานอย่างนี้ ของชนทั้งหลายผู้ถึงความสุขว่าเป็นที่รัก เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ตามรักษามโหสถบัณฑิตยอมทรงสละพระชนมชีพซึ่งแสนยากจะพึงสละได้ ด้วยเหตุหรือว่ากรณีอะไร.
ยโตปิ อาคโต อยฺเย มม หตฺถํ มโหสโธ
นาภิชานามิ ธีรสฺส อณุมตฺตํปิ ทุกฺกฏํ
สเจปิ กิมฺหิจิ กาเล มรณํ เม ปุเร สิยา
ปุตฺเต จ เม ๑ ปปุตฺเต จ สุขาเปยฺย มโหสโธ
อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ สพฺพมตฺถํ วิปสฺสติ ๒
อนาปราธกมฺมนฺตํ น ทชฺชํ ทกรกฺขิโน ฯ
ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า จำเดิมแต่มโหสถมาอยู่กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าไม่เห็นมโหสถผู้มีปัญญาทำชั่ว แม้แต่สักเล็กน้อยเลย ถ้าแม้ความตายจะพึงมีแก่ข้าพเจ้าเสียก่อนในเวลาหนึ่งมโหสถก็จะพึงยังเหล่าโอรส และนัดดาทั้งหลายของข้าพเจ้าให้เป็นสุขได้ เพราะมโหสถย่อมมองเห็นประโยชน์ทั้งปวง ทั้งอนาคต ปัจจุบันและอดีต โดยไม่ผิด ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงจะไม่ให้มโหสถผู้มีการงานอันหาความผิดมิได้แก่ผีเสื้อน้ำ.
อิทํ สุณาถ ปญฺจาลา จูฬเนยฺยสฺส ภาสิตํ
ปณฺฑิตํ อนุรกฺขนฺโต ปาณํ จชติ ทุจฺจชํ
มาตุ ภริยาย ภาตุ จ สขิโน พฺราหฺมณสฺส จ
อตฺตโน จาปิ ปญฺจาโล ฉนฺนํ จชติ ชีวิตํ
เอวํ มหิทฺธิยา ๑ ปญฺญา นิปุณา สาธุจินฺตินี
ทิฏฺฐธมฺมหิตตฺถาย สมฺปรายสุขาย จาติ ฯ
ทกรกฺขสชาตกํ สตฺตมํ ฯ
๑ ม. โส เม ปุตฺเต ฯ ๒ ม. สพฺพมตฺถมฺปิ ปสุสติ ฯ
ท่านทั้งหลายชาวปัญจาลนคร จงฟังราชภาษิตของพระเจ้าจุฬนีพรหมทัตนี้พระองค์ทรงตามรักษามโหสถบัณฑิตถึงกับสู้สละพระชนมชีพ ซึ่งแสนยากที่จะสละได้ คือ พระเจ้าปัญจาลราชทรงสละชีวิตแห่งชนทั้ง ๖ คือพระราชชนนี พระอัครมเหสี พระกนิษฐภาดา พระสหาย และพราหมณ์ กับทั้งพระองค์เองแก่ผีเสื้อน้ำ ปัญญามีประโยชน์ใหญ่หลวงละเอียดลออมีปกติคิดยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ทกรักขสชาดกที่ ๗.
๘ ปณฺฑรกชาตกํ ๒
๘. ปัณฑรกชาดก
ไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต ปัณฑรกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
วิกิณฺณวาจํ อนิคุยฺหมนฺตํ
อสญฺญตํ อปริจกฺขิตารํ
ภยนฺตมเนฺวติ สยํ อโพธํ
นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ
โย คุยฺหมนฺตํ ปริรกฺขเนยฺยํ
โมหา นโร สํสติ หาสมาโน ๓
ตํ ภินฺนมนฺตํ ภยมเนฺวติ ขิปฺปํ
นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ
นานุมิตฺโต ครุํ อตฺถํ คุยฺหํ เวทิตุมรหติ
สุมิตฺโต จ อสมฺพุทฺธํ สมฺพุทฺธํ วา อนตฺถวา ฯ
วิสฺสาสมาปชฺชิมหํ อเจลํ ๔
สมโณ อยํ สมฺมโต ภาวิตตฺโต
ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตีตมตฺโถ กปณํ ๑ รุทามิ ฯ
ตสฺสาหํ ปรมํ พฺรเหฺม คุยฺหํ
วาจญฺหิมํ นาสกฺขึ ๒ สํยเมตุํ
ตปฺปกฺขโต หิ ภยมาคตํ มม
อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ
โย เว นโร สุหทํ มญฺญมาโน
คุยฺหมตฺถํ สํสติ ทุกฺกุลีเน
โทสา ภยา อถวา ราครตฺโต ๓
ปลฺลิตฺถิโต ๔ พาโล อสํสยํ โส ฯ
ติโรกฺขวาโจ อสตํ ปวิฏฺโฐ
โย สงฺคตีสุ มุทิเรติ วากฺยํ
อาสีวิโส ทุมฺมุโขตฺยาหุ ตํ นรํ
อารา อารา สํยเม ตาทิสมฺหา ฯ
อนฺนํ ปานํ กาสิกจนฺทนญฺจ
มนาปิตฺถิโย มาลมุจฺฉาทนญฺจ
โอหาย คจฺฉามเส สพฺพกาเม
สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตฺยมฺหา ฯ
๑ มหตฺถิยาติปิ ฯ ม. มหตฺถิกา ฯ ๒ ม. ปญฺฑรนาคชาตกํ ฯ ๓ ยุ. ภาสมาโน ฯ
๔ สี. ยุ. อเจโล ฯ
ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อยๆ ไม่ปิดบังความรู้ หาความระวังมิได้ ไม่มีการพิจารณา เหมือนครุฑตามถึงเราผู้ปัณฑรกนาคฉะนั้น. นรชนใดยินดีบอกมนต์ลับที่ตนควรจะรักษา เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้นผู้มีมนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลันเหมือนครุฑตามถึงเราผู้ปัณฑรกนาคราชฉะนั้น. มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญอันลึกลับ ถึงมิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน. เราได้ถึงความคุ้นเคยกับชีเปลือยด้วยเข้าใจว่า สมณะนี้โลกเขานับถือ มีตนอันอบรมแล้ว ได้บอกเปิดเผยความลับแก่มัน จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้าฉะนั้น. ดูกรพญาครุฑผู้ตัวประเสริฐ เราไม่อาจจะระวังวาจาลับอย่างยิ่งนี้แก่มันได้ ภัยได้มาถึงเราจากสำนักของมัน เราจึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้าฉะนั้น นรชนใดสำคัญว่าผู้นี้มีใจดี บอกความลับกะคนสกุลทราม นรชนนั้นเป็นคนโง่เขลาทรุดโทรมลงโดยไม่ต้องสงสัย เพราะโทสาคติ ภยาคติ หรือเพราะฉันทาคติ.
ผู้ใดปากบอนนับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมชนนักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ผู้มีปากชั่วร้ายคล้ายอสรพิษ บุคคลควรระมัดระวังคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล. เราได้ละทิ้งข้าวน้ำ ผ้าแคว้นกาสีและจรุณจันทน์ สตรีที่เจริญใจ ดอกไม้และเครื่องชะโลมทา ซึ่งเป็นส่วนกามารมณ์ทั้งปวงไปหมดแล้ว ดูกรพญาครุฑ เราขอถึงท่านเป็นสรณะตลอดชีวิต.
โกนีธ ติณฺณํ ครหํ อุเปติ
อสฺมึธ โลเก ปาณภู นาคราช
สมโณ สุปณฺโณ อถวา ตฺวเมว
กึการณา ปณฺฑรก คหิโต ฯ
๑ ยุ. กปโณ ฯ ๒ ยุ. นาสกฺขิ ฯ ๓ ม. ราครตฺตา ฯ ๔ ม. ปสฺลตฺถโต ฯ
ยุ. ปลฺลิตฺโถ ฯ
ดูกรบัณฑรกนาคราช บรรดาสัตว์ทั้ง ๓ จำพวก คือ สมณะ ครุฑและนาค ใครหนอควรจะได้รับความติเตียนในโลกนี้ ที่จริงตัวท่านแหละควรจะได้รับ ท่านถูกครุฑจับเพราะเหตุไร?
สมโณ หิ เม สมฺมตตฺโต อโหสิ
ปิโย จ เม มนสา ภาวิตตฺโต
ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ
ชีเปลือยเป็นผู้มีอัตภาพที่เรายกย่องว่าเป็นสมณะ เป็นที่รักของเรา ทั้งเป็นผู้อันเรายกย่องด้วยใจจริง เราจึงบอกเปิดเผยความลับแก่มัน เราเป็นคนล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้าฉะนั้น.
น จตฺถิ สตฺโต อมโร ปฐพฺยา
ปญฺญาวิธา นตฺถิ น นินฺทิตพฺพา
สจฺเจน จ ๑ ธมฺเมน ธิติยา ทเมน
อลพฺภมพฺยาหรตี นโร อิธ ฯ
มาตาปิตา ปรมา พนฺธวานํ
นาสฺส ตติโย อนุกมฺปกตฺถิ
เตสมฺปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ
มาตาปิตา ภคินีภาตโร จ
สหายา วา ยสฺส โหนฺติ สปกฺขา
เตสมฺปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ
ภริยา เจ ปุริสํ วชฺชา โกมารี ปิยภาณินี
ปุตฺตรูปยสูเปตา ญาติสงฺฆปุรกฺขตา
ตสฺสาปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ
๑ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ
แท้จริง สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีเลยในแผ่นดิน ธรรมชาติเช่นกับปัญญาไม่ควรติเตียน คนในโลกนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้ เพราะสัจจธรรมปัญญา และทมะ. มารดาบิดาเป็นยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์ คนที่สามชื่อว่ามีความอนุเคราะห์แก่บุคคลนั้น เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญแม้แก่มารดาบิดานั้น. เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตกก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญแม้แก่มารดา บิดา พี่สาว น้องสาว พี่ชายน้องชาย สหาย หรือพวกพ้องเลย. ถ้าภรรยาสาวพูดเพราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา รูปและยศ ห้อมล้อมด้วยหมู่ญาติ พึงกล่าวอ้อนวอนสามีให้บอกความลับ เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญแม้แก่ภรรยานั้น.
น คุยฺหมตฺถํ วิวเรยฺย รกฺเขยฺย นํ ยถา นิธึ
น หิ ปาตุกโต สาธุ คุโยฺห อตฺโถ ปชานตา ฯ
ถิยา คุยฺหํ น สํเสยฺย อมิตฺตสฺส จ ปณฺฑิโต
โย จามิเสน สํหีโร หทยตฺเถโน จ โย นโร ฯ
คุยฺหมตฺถมสมฺพุทฺธํ สมฺโพธยติ โย นโร
มนฺตเภทภยา ตสฺส ทาสภูโต ติติกฺขติ ฯ
ยาวนฺโต ปุริสสฺสตฺถํ คุยฺหํ ชานนฺติ มนฺตินํ
ตาวนฺโต ตสฺส อุพฺเพคา ตสฺมา คุยฺหํ น วิสฺสเช ฯ
วิวิจฺจ ภาเสยฺย ทิวา รหสฺสํ
รตฺตึ คิรํ นาติเวลํ ปมุญฺเจ
อุปสฺสุติกา หิ สุณนฺติ มนฺตํ
ตสฺมา มนฺโต ขิปฺปมุเปติ เภทํ ฯ
บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์ไว้ฉะนั้น ความลับอันบุคคลอื่นรู้เข้า ทำให้แพร่งพรายแล้วไม่ดีเลย. บัณฑิตไม่ควรบอกความลับแก่สตรี ศัตรู คนมุ่งอามิส และคนผู้มุ่งหมายล้วงดวงใจ. คนใดให้คนโง่เขลารู้ความลับ ถึงแม้คนโง่เขลานั้นจะเป็นทาสของตน ก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะกลัวความคิดจะแตก. คนมีประมาณเท่าใดรู้ความลับที่ปรึกษากันของบุรุษ คนประมาณเท่านั้น ย่อมขู่ให้บุรุษนั้นหวาดเสียวได้ เพราะเหตุนั้นจึงไม่ควรขยายความลับ กลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ควรพูดเปิดเผยความลับในที่สงัดไม่ควรเปล่งวาจาให้ล่วงเวลา เพราะคนที่คอยแอบฟังก็จะได้ยินข้อความที่ปรึกษากัน เพราะเหตุนั้น ข้อความที่ปรึกษากัน ก็จะถึงความแพร่งพรายทันที.
ยถาปิ อโยนครํ ๑ มหนฺตํ
อทฺวารกํ อายสํ ภทฺทสาลํ ๒
สมนฺตขาตาปริขาอุเปตํ
เอวมฺปิ เม เต อิธ คุยฺหมนฺตา ฯ
เย คุยฺหมนฺตา อวิกิณฺณวาจา
ทฬฺหา สทตฺเถสุ นรา ทุชิวฺหา
อารา อมิตฺตา พฺยวชนฺติ เตหิ
อาสีวิสา วาริว สตฺตสงฺฆา ๑ ฯ
๑ ม. อสฺส นครํ ฯ ๒ ภณฺฑสาลนฺติปิ ฯ
ผู้มีความคิดอันลี้ลับในโลกนี้ ย่อมปรากฏแก่เรา เปรียบเหมือนนครอันล้วนแล้วด้วย เหล็กใหญ่โต ไม่มีประตู เจริญด้วยเรือนโรง ล้วนแต่เหล็ก ประกอบด้วยคูอันขุดไว้โดยรอบฉะนั้น. ดูกรนาคราช ผู้มีความคิดอันลี้ลับต้องไม่พูดแพร่งพราย มั่นคงในประโยชน์ของตน ย่อมหลีกจากศัตรูเหล่านั้นแต่ไกล เหมือนหมู่มนุษย์หลีกจากอสรพิษแต่ไกลฉะนั้น.
หิตฺวา ฆรํ ปพฺพชิโต อเจโล
นคฺโค มุณฺโฑ จรติ ฆาสเหตุ
ตมฺหิ นุโข วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตฺถา จ ธมฺมา จ อปคตมฺหา ฯ
กถํกโร โหติ สุปณฺณราช
กึสีโล เกน วเตน วตฺตํ
สมโณ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
กถํกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
อเจลกชีเปลือย ละเรือนออกบวช มีศีรษะโล้น เที่ยวไปเพราะเหตุแห่งอาหาร เราได้ขยายความลับแก่มันซิหนอ เราจึงเป็นผู้ปราศจากประโยชน์และธรรม. ดูกรพญาครุฑ บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช มีการทำอย่างไร มีศีลอย่างไร ประพฤติพรตอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้นมีการทำอย่างไร จึงจะเข้าถึง
แดนสวรรค์?
หิริยา ติติกฺขาย ทเมน ขนฺติยา ๒
อกฺโกธโน เปสุณิยํ ปหาย
สมโณ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
เอวํกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
บุคคลผู้สละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช ต้องประกอบด้วยความละอาย ความอดกลั้น ความฝึกตน ความอดทนไม่โกรธง่าย ละวาจาส่อเสียด จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้นมีการทำ
อย่างนี้ จึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์.
มาตาว ปุตฺตํ ตรุณํ ตนุชฺชํ
สมฺผสฺสตา ๓ สพฺพคตฺตํ ผเรติ
เอวมฺปิ เม ตฺวํ ปาตุรหุ ทิชินฺท
มาตาว ปุตฺตํ อนุกมฺปมาโน ฯ
๑ ม. สตฺตุสงฺฆา ฯ ๒ ม. ทเมนุเปโต ฯ ๓ สี. ยุ. สมฺปสฺส ตํ ฯ
ข้าแต่พญาครุฑ ขอท่านจงปรากฏแก่ข้าพเจ้าเหมือนมารดาที่กกกอดลูกอ่อนที่เกิดแต่ตน แผ่ร่างกายทุกส่วนปกป้องหรือดุจมารดาผู้เอ็นดูบุตรฉะนั้นเถิด.
หนฺทชฺช ตฺวํ มุจฺจ วธา ทุชิวฺห
ตโย หิ ปุตฺตา นหิ อญฺโญ อตฺถิ
อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จ
รชสฺสุ ๑ ปุตฺตญฺญตโร เม อโหสิ ฯ
ดูกรนาคราช เอาเถอะ ท่านจงพ้นจากการถูกฆ่าในวันนี้ ก็บุตรมี ๓ จำพวกคือ ศิษย์ ๑ บุตรบุญธรรม ๑ บุตรตัว ๑ บุตรอื่นหามีไม่ ท่านยินดีจะเป็นบุตรจำพวกไหนของเรา.
อิจฺเจว วากฺยํ วิสชฺชิ สุปณฺโณ
ภูมฺยํ ปติฏฺฐาย ทิโช ทุชิวฺหํ
มุตฺตชฺช ตฺวํ สพฺพภยาติวตฺโต
ถลูทเก โหหิ มยาภิคุตฺโต ฯ
อาตงฺกินํ ยถา กุสโล ภิสกฺโก
ปิปาสิตานํ รหโทว สีโต
เวสฺมํ ยถา หิมสีตฏฺฏิตานํ ๒
เอวมฺปิ เต สรณมหํ ภวามิ ฯ
พญาครุฑจอมทิชาชาติ กล่าวอย่างนี้โผลงจับที่แผ่นดินแล้วปล่อยพญานาคไปด้วยกล่าวว่า วันนี้ ท่านรอดพ้นแล้วจากสรรพภัย จงเป็นผู้อันเราคุ้มครองแล้วทั้งทางบกและทางน้ำ. หมอผู้ฉลาดเป็นที่พึ่งของคนไข้ได้ฉันใด ห้องน้ำอันเย็นเป็นที่พึ่งของคนหิวกระหาย ฉันใด สถานที่พักเป็นที่พึ่งของคนเดินทาง ฉันใด เราจะเป็นที่พึ่งของท่านฉันนั้น.
สทฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน อณฺฑเชน ชลาพุช
วิวริย ทาฐํ ปสฺสสิ ๓ กุโต ตํ ภยมาคตํ ฯ
แน่ะท่านผู้ชลาพุชชาติ ท่านแยกเขี้ยวมองดูดังจะทำกับศัตรูผู้อัณฑชชาติภัยนี้มีมาแต่ไหน.
สงฺเกเถว อมิตฺตสฺมึ มิตฺตสฺมึปิ น วิสฺสเส
อภยา ภยมุปฺปนฺนํ อปิ มูลานิ กนฺตติ ฯ
กถํ นุ วิสฺสเส ตฺยมฺหิ เยนาสิ กลโห กโต
นิจฺจยตฺเตน ฐาตพฺพํ โส ทิสพฺภิ น รชฺชติ ฯ
วิสฺสาสเย น จ นํ วิสฺสเสยฺย
อสงฺกิโต สงฺกิโต จ ภเวยฺย
ตถา ตถา วิญฺญู ปรกฺกเมยฺย
ยถา ยถา ภาวํ ปโร น ชญฺญา ฯ
๑ ม. รชฺชสฺสุ ฯ ๒ ยุ. หิมสิสริฏฺฏิตานํ ฯ ๓ ม. เสสิ ฯ
บุคคลพึงรังเกียจในศัตรูทีเดียว แม้ในมิตรก็ไม่ควรไว้วางใจ ภัยเกิดขึ้นได้จากที่ที่ไม่มีภัย มิตรย่อมตัดโค่นรากได้ จะพึงไว้วางใจในบุคคลที่ทำการทะเลาะกันมาแล้วอย่างไรได้เล่า ผู้ใดดำรงอยู่ด้วยการเตรียมตัวเป็นนิตย์ผู้นั้นย่อมไม่ยินดีกับศัตรูของตน บุคคลพึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจของคนอื่นแต่ไม่ควรจะไว้วางใจคนอื่นเกินไป ตนเองอย่าให้คนอื่นรังเกียจได้แต่ควรรังเกียจเขา วิญญูชนพึงพากเพียรไปด้วยอาการอันลึกซึ้ง ซึ่งฝ่ายอื่นจะล่วงรู้ไม่ได้.
เต เทววณฺณา ๑ สุขุมาลรูปา
อุโภ สมา สุชยา ปุญฺญกฺขนฺธา
อุปาคมม กรมฺปิยํ ๒ อเจลํ
มิสฺสีภูตา อสฺสวาหาว นาคา ฯ
สัตว์ทั้ง ๒ ผู้มีเพศพรรณดุจเทวดา สุขุมาลชาติเช่นเดียวกัน บริสุทธิ์ดุจกองบุญ เคล้าคลึงกันไปดุจม้าเทียมรถ ได้จับมือพากันเข้าไปหากรัมปิยอเจลก.
ตโต หเว ปณฺฑรโก อเจลํ
สยเมวุปาคมฺม อิทํ อโวจ
มุตฺตชฺชหํ สพฺพภยาติวตฺโต
น หิ นูน ตุยฺหํ มนโส ปิยมฺหา ฯ
ลำดับนั้น ปัณฑรกนาคราช เข้าไปหาชีเปลือยแต่ลำพังตนเท่านั้น แล้วได้กล่าวว่า วันนี้เรารอดพ้นจากความตายล่วงภัยทั้งปวง แล้วคงไม่เป็นที่รักที่พอใจท่านเสียเลยเป็นแน่.
ปิโย หิ เม อาสิ สุปณฺณราชา
อสํสยํ ปณฺฑรเกน สจฺจํ
โส ราครตฺโต จ อกาสิ เอตํ ๓
ปาปกมฺมํ สมฺปชาโน น โมหา ฯ
พญาครุฑเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าปัณฑรกนาคราชอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสงสัย เรามีความรักใคร่ในพญาครุฑ ทั้งที่รู้ก็ได้ทำกรรมอันลามก ไม่ใช่ทำเพราะความหลุ่มหลงเลย.
น เม ปิยํ อปฺปิยํ วาปิ โหติ
สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ
สุสญฺญตานญฺหิ วิยญฺชเนน
อสญฺญโต โลกมิมํ จราสิ ฯ
อริยาวกาโสสิ อนริโยว โหสิ ๔
อสญฺญโต สญฺญตสนฺนิกาโส
กณฺหาภิชาติโก ๑ อนรียรูโป
ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ อจาริ ฯ
๑ ยุ. เทววณฺณี ฯ ๒ สี. กาทมฺพิยํ ฯ ยุ. การมฺพิยํ ฯ ๓ ม. -รตฺโตว
อกาสิเมตํ ฯ ๔ ม. อนริโยวาสิ ฯ
ความถือว่าสิ่งนี้เป็นที่รัก หรือว่าไม่เป็นที่รักของเรา ย่อมไม่มีแก่บรรพชิตผู้พิจารณาเห็นโลกนี้ และโลกหน้า ก็ท่านเป็นคนไม่สำรวม แต่ประพฤติลวงโลกด้วยเพศของผู้สำรวมดีทั้งหลาย ไม่ได้เป็นอริยะเลย แต่ปลอมตัวเป็นอริยะ ไม่ใช่คนสำรวม แต่ทำคล้ายคนสำรวม ท่านเป็นคนชาติเลวทราม มิใช่คนประเสริฐได้ประพฤติบาปทุจริตเป็นอันมาก.
อทุฏฺฐสฺส ตุวํ ทุพฺภิ ทุพฺภี จ ปิสุโณ จสิ
เอเตน สจฺจวชฺเชน มุทฺธา เต ผลตุ สตฺตธา ฯ
แน่ะเจ้าคนเลวทราม เจ้าประทุษร้ายต่อผู้มิได้ประทุษร้ายทั้งเป็นคนส่อเสียดด้วยคำสัตย์นี้ ขอศีรษะของเจ้าจงแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง.
ตสฺมา หิ มิตฺตานํ น ทุพฺภิตพฺพํ
มิตฺตทุพฺภา หิ ๒ ปาปิโย นตฺถิ อญฺโญ
อาสิตฺตสตฺโต นิหโต ปฐพฺยา
อินฺทสฺส วาเกฺยน หิ สํวโร หโตติ ฯ
ปณฺฑรกชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
เพราะเหตุนั้นแล บุคคลไม่พึงประทุษร้ายต่อมิตร เพราะผู้ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นคนเลวทรามที่สุด จะหาคนอื่นที่เลวกว่าเป็นไม่มี ชีเปลือยถูกอสรพิษกำจัดในแผ่นดิน ทั้งที่ได้ปฏิญาณว่าเรามีสังวร ก็ได้ถูกทำลายแล้วด้วยถ้อยคำของนาคราช
จบ ปัณฑรกชาดกที่ ๘.
๙ สมฺพุลาชาตกํ
๙. สัมพุลาชาดก
ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต สัมพุลาชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กา เวธมานา คิริกนฺทรายํ
เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สญฺจิตูรุ ๓
ปุฏฺฐาสิ เม ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ
อกฺขาหิ เม นามญฺจ พนฺธเว จ ฯ
โอภาสยํ วนํ รมฺมํ สีหพฺยคฺฆนิเสวิตํ
กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม
อภิวาเทมิ ตํ ภทฺเท ทานวาหํ นมตฺถุ เต ฯ
ดูกรนางผู้มีลำขาอันอวบอิ่ม เธอเป็นใครมายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธารเขาดูกรนางผู้มีกลางตัวอันน่าลูบคลำด้วยฝ่ามือ เราถามท่านแล้ว จงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์แก่เรา. ดูกรนางผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้งดงามทำให้ป่าน่ารื่นรมย์ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง สว่างไสวอยู่ ดูกรนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่งขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.
โย ปุตฺโต กาสิราชสฺส โสตฺถิเสโนติ ตํ วิทู
ตสฺสาหํ สมฺพุลา ภริยา เอวํ ชานาหิ ทานว
อภิวาเทมิ ภทฺทนฺเต ๑ สมฺพุลาหํ นมตฺถุ เต ฯ
เวเทหปุตฺโต ภทฺทนฺเต วเน วสติ อาตุโร
ตมหํ โรคสมฺมตฺตํ เอกา เอกํ อุปฏฺฐหํ ๒ ฯ
อหญฺจ วนมุญฺฉาย มธุมํสํ มิคาพิลํ
ยทาหรามิ ตํภกฺโข ตสฺส นูนชฺช นาธติ ฯ
๑ ม. -ชาติโกสิ ฯ ๒ ม. หิสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ ม. สํหิตูรุ ฯ สี. ยุ. สญฺญตูรุ ฯ
คนทั้งหลายรู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีว่า มีนามโสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลาเป็นชายาของโสตถิเสนกุมารนั้น ข้าแต่อสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ดูกรท่านผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลาขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านดูกรท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทหราชเดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลเธอผู้ถูกโรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว เราเที่ยวแสวงหารวงผึ้งและเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเราก็ได้เสวยอาหารอย่างนั้น วันนี้ เธอคงจะหิวเป็นแน่.
กึ วเน ราชปุตฺเตน อาตุเรน กริสฺสสิ
สมฺพุเล ปริจิณฺเณน อหํ ภตฺตา ภวามิ เต ฯ
โสกฏฺฏาย ทุรตฺตาย กึ รูปํ วิชฺชเต มม
อญฺญํ ปริเยส ภทฺทนฺเต อภิรูปตรํ มยา ฯ
เอหิมํ คิริมารุยฺห ภริยา มยฺหํ ๓ จตุสฺสตา
ตาสํ ตฺวํ ปวรา โหติ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ
นนุ ตารกวณฺณาเภ ๔ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ
สพฺพนฺตํ ปจุรํ มยฺหํ รมสฺสุชฺช ๕ มยา สห ฯ
โน เจ ตุวํ มเหเสยฺยํ สมฺพุเล การยิสฺสสิ
อลํ ตฺวํ ปาตราสาย ปเญฺห ภกฺขา ภวิสฺสสิ ฯ
ตญฺจ สตฺตชโฏ ลุทฺโท กฬาโร ปุริสาทโก
วเน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ อคฺคหี ภุเช ฯ
อธิปนฺนา ปิสาเจน ลุทฺเทนามิสจกฺขุนา
สา จ สตฺตุวสมฺปตฺตา ปติเมวานุโสจติ ฯ
น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส
ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ
น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูน
น หิ นูน สนฺติ อิธ โลกปาลา
สหสา กโรนฺตานมสญฺญตานํ
น หิ นูน สนฺติ ปฏิเสธิตาโร ฯ
๑ ม. ตํ ภนฺเต ฯ ๒ สี. อุปฏฺฐหึ ฯ ๓ ม. เม ฯ ๔ ยุ. หาฏกวณฺณาเภ ฯ
๕ ม. รมสฺสุวชฺช ฯ
ดูกรนางสัมพุลา เธอจักทำประโยชน์อะไรด้วยราชบุตรผู้เดือดร้อนที่เธอบำเรออยู่ในป่า เราจะเป็นผัวของเธอ.
ดูกรท่านผู้เจริญ รูปของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่างงามกว่าเราเถิด.
มาเถิดเธอ เชิญขึ้นยังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเราจะสำเร็จความประสงค์ทุกอย่าง ดูกรนางผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวงดาวเธอปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในใจมิใช่หรือ สิ่งนั้นของเรามีทุกอย่างมากมายเชิญมารื่นรมย์กับเราในวันนี้เถิด ดูกรนางสัมพุลา ถ้าเธอจักไม่ยอมเป็นภรรยาเรา เธอก็จักต้องเป็นภักษาหารของเราในเวลาเช้าพรุ่งนี้เป็นแม่นมั่น
ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบช้า เขี้ยวออกนอกปาก กินคนเป็นอาหารได้จับแขนนางสัมพุลาผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า. นางสัมพุลาถูกปีศาจผู้หยาบช้ามุ่งอามิสครอบงำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระสวามีเท่านั้น. รำพันว่า แม้ยักษ์จะพึงกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่าพระหฤทัยของทูลกระหม่อม ของเราจักทรงเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป. เทพเจ้าทั้งหลายคงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าวโลกบาลก็คงไม่มีในโลกนี้เป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวมทำด้วยอาการหยาบช้าจะหาผู้ช่วยห้ามกันไม่มีเลย.
อิตฺถีนเมสา ปวรา ยสสฺสินี
สนฺตา สมา อคฺคิริวุคฺคเตชา
ตญฺเจ ตุวํ รกฺขสาเทสิ กญฺญํ
มุทฺธา จ หิ สตฺตธา เต ผเลยฺย
มา ตฺวํ ทหิ มุญฺจ ปติพฺพตาย ๑ ฯ
หญิงนี้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยมเรียบร้อยมีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออก ๗ เสี่ยงเจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะนางเป็นหญิงปฏิบัติสามี.
สา จ อสฺสมมาคจฺฉิ ปมุตฺตา ปุริสาทกา
นิฑฺฑํ ผลีนสกุณีว ๒ คตสิงฺคํว อาลยํ
สา ตตฺถ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี
สมฺพุลา อุตุมตฺตกฺขา วเน นาถํ อปสฺสนฺตี ฯ
สมเณ พฺราหฺมเณ วนฺเท สมฺปนฺนจรเณ อิเส
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท สีเห จ พฺยคฺเฆ จ เย จ อญฺเญ วเน มิคา
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
ติณาลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท อินฺทิวรีสามํ รตฺตินกฺขตฺตมาลินึ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท ภาคีรถึ คงฺคํ สวนฺตีนํ ปฏิคฺคหํ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท อหํ ปพฺพตราช (เสฏฺฐํ) หิมวนฺตํ สิลุจฺจยํ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
๑ สี. ปติพฺพตา สา ฯ ยุ. ปติพฺพตา ยา ฯ ๒ ม. นีฬํ ปฬินํ สกุณีว ฯ
พระนางสัมพุลานั้นหลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคน กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกซึ่งมีลูกอ่อนเป็นอันตรายบินมายังรัง หรือดังแม่โคนมมายังที่อยู่อันว่างเปล่าจากลูกน้อย ฉะนั้นพระนางสัมพุลาราชบุตรผู้มียศ เมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งในป่า ก็มีพระเนตรพร่าเพราะความร้อน ร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้นเมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้สมณพราหมณ์และฤาษีทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายว่าเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติและที่เนาอยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพเจ้าผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาวให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพเจ้าอันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภคีรสี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี ดิฉันขอวอนไหว้เทพเจ้าซึ่งสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วนแล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
อติสายํ วตาคจฺฉิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี
เกน นุชฺช สมาคจฺฉิ โก เต ปิยตโร มยา ฯ
ดูกรพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสียจนค่ำทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครเป็นที่รักของเจ้ายิ่งกว่าเรา.
อิทํ โขหํ ตทาโวจํ คหิตา เตน สตฺตุนา
น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส
ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ
หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าวคำนี้ว่า ถึงยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์แต่ว่าพระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเราจะเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.
โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ
ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ
ความสัตย์ยากที่จะหาได้ในหญิงโจรผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปของปลาในน้ำฉะนั้น.
ตถา มํ สจฺจํ ปาเลตุ ปาลยิสฺสติ เจ มมํ
ยถาหํ นาภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา
เอเตน สจฺจวชฺเชน พฺยาธิ เต วูปสมฺมตุ ฯ
ถ้าความสัตย์ที่หม่อมฉันไม่รู้สึกว่า รักชายอื่นยิ่งกว่าทูลกระหม่อม เป็นความจริง ขอจงช่วยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับหาย.
เย กุญฺชรา สตฺตสตา อุฬารา
รกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวมุยฺยุตาวุธา
ธนุคฺคหานญฺจ สตานิ โสฬส
กถํวิเธ ปสฺสสิ ภทฺเท สตฺตโว ฯ
แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่มีมากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำ คอยพิทักษ์รักษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนูก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน?
อลงฺกตาโย ปทุมุตฺตรตฺตจา
วิราคิตา ปสฺสติ หํสคคฺครา
ตาสํ สุณิตฺวา มิตคีตวาทิตํ
นทานิ เม ตาต ตถา ยถา ปุเร ฯ
สุวณฺณสงฺกจฺจธรา สุวิคฺคหา
อลงฺกตา มานุสิยจฺฉรูปมา
เสโนปิยา ๑ ตาต อนินฺทิตงฺคิโย
ขตฺติยกญฺญา ปฏิโลภยนฺติ ๒ นํ ฯ
สเจ อหํ ตาต ตถา ยถา ปุเร
ปตึ ตมุญฺฉาย ปุนา วเน ภเร
สมฺมานเย มํ น จ มํ วิมานเย
อิโตปิ เม ตาต ตโต วรํ สิยา ฯ
ยมนฺนปาเน วิปุลสฺมิ โอหิเต
นารี วิมฏฺฐาภรณา อลงฺกตา
สพฺพงฺคุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา
อวชฺฌ ๓ ตสฺสา มรณํ ตโต วรํ ฯ
อปิ เจ ทลิทฺทา กปณา อนาฬิยา ๔
กฏาทุติยา ปติโน จ สา ปิยา
สพฺพงฺคุเปตายปิ อปฺปิยาย
อยเมว เสยฺโย ๑ กปณาปิ ยา ปิยา ฯ
๑ ยุ. เสนูปิยา ฯ ๒ ยุ. ปฏิลาภยนฺติ ฯ ๓ ม. อพชฺฌ ฯ ยุ. อาพชฺฌ ฯ
๔ ม. ยุ. อนาฬฺหิยา ฯ
ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูกเจ้าทรงประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไรเดี๋ยวนี้หาเป็นอย่างนั้นไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารีผู้ประดับตบแต่งมีผิวพรรณดุจเกสรบัว มีร่างกายอันอ้อนแอ้น เสียงเพราะดังหงส์ และเพราะได้ทรงฟังเสียงแย้มหัวและขับกล่อมประโคมของสนมนารีเหล่านั้น.
ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรงเครื่องประดับล้วนทองคำมีร่างกายเฉิดโฉม ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิดดังสาวสวรรค์ในมนุษย์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสนะ มีทรวดทรงหาที่ติมิได้ล้วนเป็นขัตติยกัญญา มาประเล้าประโลมพระเจ้าโสตถิเสนะนั้นอยู่.
ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าพระเจ้าโสตถิเสนะยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉันเคยเที่ยวแสวงหาผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามีในกาลก่อนอีกไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้. หญิงใดอยู่ในเรือนอันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่งไว้เรียบร้อยมีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของหญิงนั้นประเสริฐกว่าการอยู่ครองเรือน. ถ้าแม้หญิงใดเป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ มีเสื่อลำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามีหญิงนั้นประเสริฐเสียกว่าหญิงผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี.
สุทุลฺลภิตฺถี ปุริสสฺส ยา หิตา
ภตฺติตฺถิยา ทุลฺลโภ โย หิโต จ
หิตา จ เต สีลวตี [๒] ภริยา
ชนินฺท ธมฺมํ จร สมฺพุลาย ฯ
ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหาได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยาก็หาได้แสนยาก ดูกรเจ้าผู้จอมชน มเหสีของเจ้าเป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วยมีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรมต่อนางสัมพุลา.
สเจ ตุวํ วิปุเล ลทฺธโภเค
อิสฺสาวติณฺณา มรณํ อุเปสิ
อหญฺจ เต ภทฺเท อิมา ราชกญฺญา
สพฺเพว ๓ เต วจนกรา ภวามาติ ฯ
สมฺพุลาชาตกํ นวมํ ฯ
ดูกรแม่สัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติอันไพบูลย์แล้ว แต่มีความหึงหวงครอบงำจนจะถึงมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญาทั้งหมดนี้ จะทำตามคำของเจ้า.
จบ สัมพุลาชาดกที่ ๙.
๑๐ ภณฺฑุติณฺฑุกชาตกํ ๔
๑๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก
พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต ภัณฑุติณฑุกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อปฺปมาโท อมตํปทํ ๕ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา ฯ
มทา ปมาโท ชาเยถ ปมาทา ชายเต ขโย
ขยา ปโทสา ๖ ชายนฺติ มา มโท ๗ ภรตูสภ ฯ
พหู หิ ขตฺติยา ชีนา อตฺถํ รฏฺฐํ ปมาทิโน
อโถปิ คามิโน คามา อนาคารา ๘ อคาริโน ฯ
ขตฺติยสฺส ปมตฺตสฺส รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน
สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ
เนส ธมฺโม มหาราช อติเวลํ ปมชฺชสิ
อิทฺธํ ผีตํ ชนปทํ โจรา วิทฺธํสยนฺติ นํ ฯ
น เต ปุตฺตา ภวิสฺสนฺติ น หิรญฺญํ น ธานิยํ
รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ สพฺพโภเคหิ ชิยฺยสิ ฯ
สพฺพโภคปริชิณฺณํ ราชานํ วาปิ ขตฺติยํ
ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ น ตํ มญฺญนฺติ มนฺติยํ ๑ ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
ตเมวมุปชีวนฺตา น ตํ มญฺญนฺติ มนฺติยํ ๑ ฯ
อสํวิหิตกมฺมนฺตํ พาลํ ทุมฺมนฺติมนฺตินํ
สิรี ชหติ ทุมฺเมธํ ชิณฺณํว อุรโค ตจํ ฯ
สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ กาลุฏฺฐายึ อตนฺทิตํ
สพฺเพ โภคาภิวฑฺฒนฺติ คาโว สอุสภามิว
อุปสฺสุตึ มหาราช รฏฺเฐ ชนปเท จร
ตตฺถ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ตโต ตํ ปฏิปชฺชสิ ฯ
๑ ม. เสยฺยา ฯ ๒ ม. จ ฯ ๓ ม. สพฺเพ ฯ ๔ ม. คนฺธตินฺทุกชาตกํ ฯ
๕ สี. ยุ. อมตปทํ ฯ ๖ สี. ขยา จ โทสา ฯ ๗ ม. ปมาโท ฯ ๘ ม. อนคารา ฯ
ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตายผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะความประมาทจึงเกิดความเสื่อม เพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูกรท่านผู้มีภาระครอบครองของรัฐ อย่าได้ประมาทเลย. เพราะกษัตริย์เป็นอันมากผู้มีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์และรัฐ อนึ่ง ชาวบ้านมีความประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิตมีความประมาทก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย. ดูกรพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐโภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้ว ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา.
ดูกรพระมหาราชาความประมาทนี้ไม่เป็นธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบทอันบริบูรณ์มั่งคั่ง ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต. พระโอรสของพระองค์ก็จักไม่มี เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อรัฐถูกปล้น พระองค์ก็ย่อมเสื่อมจากโภคสมบัติทุกอย่าง ญาติมิตรและสหายย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่านพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่งโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือในความคิดอ่าน ศิริย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจงการงาน โง่เขลามีความคิดอ่านเลวทรามไร้ปัญญาเหมือนงูลอกคราบเก่าออก ฉะนั้น พระราชาผู้จัดการงานด้วยหมั่นขยันตามกาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวงย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโคที่มีโคผู้ฉะนั้น ดูกรพระมหาราชา พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟังเหตุการณ์ในแว่นแคว้น และในชนบท ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นและได้ทรงสดับแล้วแต่นั้นจึงทรงปฏิบัติราชกิจนั้นๆ เถิด.
เอวํ เวเทตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม สรมปฺปิโต ๒
ยถาหมชฺช เวเทมิ กณฺฏเกน สมปฺปิโต ฯ
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงถูกลูกศรเสียบในสงคราม เสวยทุกขเวทนาเหมือนเราถูกหนามแทงแล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้.
ชิณฺโณ ทุพฺพลจกฺขูสิ น รูปํ สาธุ ปสฺสสิ
กึ ตตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส ยนฺตํ มคฺเคยฺย ๓ กณฺฏโก ฯ
ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไรไม่ถนัด หนามแทงท่านเองในเรื่องนี้พระเจ้าพรหมทัตต์มีความผิดอะไรด้วย.
พเหฺวตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส โยหํ ๔ มคฺคสฺมิ พฺราหฺมณ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺหิ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
เอตาทิเส ภเย ชาเต ๑ ภยฏฺฏา ตาต ๒ มาณวา
นิลฺเลนกานิ กุพฺพนฺติ วเน อาหตฺว กณฺฏกํ ฯ
๑ ม. มานิยํ ฯ ๒ ยุ. สรสมปฺปิโต ฯ ๓ ยุ. มคฺเฆยฺย ฯ ๔ ม. โสหํ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราถูกหนามแทงในหนทางนี้เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตต์มากมายเพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตต์มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอธรรมมากมาย พ่อเอ๋ย เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้นมนุษย์ทั้งหลายอึดอัดเพราะกลัว พากันหาไม้มีหนามในป่ามาทำที่ซุกซ่อน
กทาสฺสุ นาม ยํ ราชา พฺรหฺมทตฺโต มริสฺสติ
ยสฺส รฏฺฐสฺมิ ชิยฺยนฺติ อปฺปติกา กุมาริกา ฯ
ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัตต์ หญิงสาวหาผัวไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไร
พระเจ้าพรหมทัตต์ จักสวรรคตเสียที.
ทุพฺภาสิตญฺหิ เต ชมฺมิ อนตฺถปทโกวิเท
กุหึ ราชา กุมารีนํ ภตฺตารํ ปริเยสติ ฯ
แน่ะยายคนชั่วผู้ไม่ฉลาดในเหตุ แกพูดไม่ดีเลย พระราชาทรงหาผัวให้นางกุมาริกา ที่ไหนกัน.
น เม ทุพฺภาสิตํ พฺรเหฺม โกวิทตฺถปทา อหํ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺหิ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน
ทุชฺชีเว ทุพฺภเร ทาเร กุโต ภตฺตา กุมาริยา ๓ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราไม่ได้พูดไม่ดี เราฉลาดในเหตุผล เพราะชาวชนบทพระเจ้าพรหมทัตต์ มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรมกลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรมในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบากการเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน?
เอวํ สยตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม สตฺติยา หโต
ยถายํ กปโณ เสติ หโต ผาเลน สาลิโย ฯ
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอกแทงต้องนอนกลิ้งอยู่ในสงครามเหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทงนอนอยู่ดังคนกำพร้าฉะนั้น.
อธมฺเมน ตุวํ ชมฺม พฺรหฺมทตฺตสฺส กุชฺฌสิ
โย ตฺวํ สปสิ ราชานํ อปรชฺฌิตฺวาน อตฺตโน ๔ ฯ
เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหมทัตต์ โดยไม่เป็นธรรม เจ้าทำร้ายโคของตนเอง ไฉนจึงมาสาปแช่งพระราชาเล่า.
ธมฺเมน พฺรหฺมทตฺตสฺส อหํ กุชฺฌามิ พฺราหฺมณ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺห โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหริ
ภตฺตหารึ อเปกฺขนฺโต หโต ผาเลน สาลิโย ฯ
๑ สี. ยุ. ตาต ฯ ๒ สี. ยุ. ตาว ฯ ๓ ม. กุมาริโย ฯ ๔ ยุ. อตฺตนา ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้าพรหมทัตต์ โดยชอบธรรมเพราะชาวชนบทพระเจ้าพรหมทัตต์มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรมในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอธรรมมากมาย แม่ครัวคงหุงต้มใหม่อีกเป็นแน่ จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย เรามัวแลดูแม่ครัวมาสั่งข้าวอยู่โคสาลิยะจึงถูกผาลแทงเอา.
เอวํ หญฺญตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม อสินา หโต
ยถาหมชฺช ปหโต ขีรญฺจ เม ปวตฺติตํ ฯ
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกฟันด้วยดาบในสงคราม เดือดร้อนอยู่เหมือนเราถูกแม่โค ถีบในวันนี้จนนมสดของเราหกไปฉะนั้น.
ยํ ปสุ ขีรํ ฉฑฺเฑติ ปสุ ผาลํ ๒ วิหึสติ ๓
กึ ตตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส ยํ โน ครหเต ๔ ภวํ ฯ
การที่แม่โคถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำนมหกไปนั้น เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัตต์ ท่านจึงติเตียนอยู่.
คารโยฺห พฺรเหฺม ปญฺจาโล พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโน
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺหิ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
จณฺฑา อากฑฺฒนา ๕ คาวี ยํ ปุเร น ทุหามเส
ตํทานิ อชฺช โทหาม ขีรกาเมหุปทฺทุตา ฯ
ดูกรพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาลราชควรได้รับความติเตียน เพราะชาวชนบทพระเจ้าพรหมทัตต์ ไม่ได้ทรงพิทักษ์รักษาถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอธรรมมากมาย แม่โคเปรียวดุร้ายเมื่อก่อนเราไม่ได้รีดนมมัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนมประทุษร้าย จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้.
เอวํ กนฺทตุ ปญฺจาโล วิมุตฺโต วิปฺปสุกฺขตุ
ยถายํ กปณา คาวี วิมุตฺตา ปริธาวติ ฯ
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงพลัดพรากจากโอรส วิ่งคร่ำครวญอยู่ เหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูกวิ่งคร่ำครวญอยู่ฉะนั้น.
ยํ ปสุ ปสุปาลสฺส สมฺภเมยฺย ๖ รเวยฺย วา
โกนีธ อปราธตฺถิ พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโน ฯ
ในการที่แม่โคของคนเลี้ยงโคเที่ยววิ่งไปมา หรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัตต์เล่า.
อปราโธ มหาพฺรเหฺม พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโน
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺหิ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน
กถํ โน อสิโกสตฺถา ขีรปา หญฺญเต ปชา ฯ
๑ ยุ. ทฬฺหํ ฯ ๒ ม. ปสุปาลํ ฯ ๓ สี. ปสุปาลญฺจ หึสติ ฯ ยุ. ปสุ ผาลญฺจ
หึสติ ฯ ๔ ยุ. ครหโต ฯ ๕ ม. อฏนกา ฯ ๖ สี. ยุ. ปพฺภเมยฺย ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหมทัตต์มีซิ เพราะชาวชนบทพระเจ้าพรหมทัตต์มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกราชบุรุษกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรม กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกกดขี่ด้วยพลีอันไม่ชอบธรรมในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอธรรมมากมาย ลูกโคของพวกเรายังดื่มนมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตายเพราะต้องการฝักดาบ นั่นอย่างไร.
เอวํ ขชฺชตุ ปญฺจาโล หโต ยุทฺเธ สปุตฺตโก
ยถาหมชฺช ขชฺชามิ คามิเกหิ ๑ อรญฺญโช ฯ
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชพร้อมด้วยราชโอรส ถูกประหารในสนามรบฝูงการุมจิกกินเหมือนเราผู้เกิดในป่าถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้ฉะนั้น.
น สพฺพภูเตสุ วิเธนฺติ รกฺขํ
ราชาโน มณฺฑูก มนุสฺสโลเก
เนตฺตาวตา ราชา อธมฺมจารี
ยํ ตาทิสํ ชีวมเทยฺยุ ธงฺกา ฯ
เฮ้ยกบ พระราชาทั้งหลายในมนุษย์โลก จะทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่เอง พระราชาไม่ชื่อว่าไม่ทรงประพฤติธรรม ด้วยเหตุที่พวกกากินสัตว์เป็นเช่นพวกเจ้าเท่านั้น.
อธมฺมรูโป วต พฺรหฺมจารี
อนุปฺปิยํ ภาสสิ ขตฺติยสฺส
วิลุมฺปมานาย ปุถุปฺปชาย
ปูเชสิ ราชํ ปรมปฺปวาทึ ๒ ฯ
สเจ อิทํ พฺรเหฺม สุรชฺชกํ สิยา
ผีตํ รฏฺฐํ มุทิตํ วิปฺปสนฺนํ
ภุตฺวา พลึ อคฺคปิณฺฑญฺจ กากา
น มาทิสํ ชีวมเทยฺยุ ธงฺกาติ ฯ
ภณฺฑุติณฺฑุกชาตกํ ทสมํ ฯ
____________
ตสฺสุทฺทานํ
กึฉนฺท กุมฺภ ชยทฺทิส ฉทฺทนฺต
อถ ปณฺฑิตสมฺภว สีรกปิ
ทกรกฺขส ปณฺฑรนาควโร
อถ สมฺพุล ติณฺฑุกเทวสุโต ฯ
ตึสตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑ สี. ยุ. คามเกหิ ฯ ๒ สี. ปรมปฺปวาทํ ฯ ม. ปรมปฺปมาทํ ฯ
ท่านเป็นพรหมจารีชาติอธรรมหนอ จึงกล่าวสรรเสริญกษัตริย์อยู่ได้เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้นอยู่ ท่านยังบูชาพระราชา ผู้เป็นที่น่าติเตียนอย่างยิ่ง ดูกรพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้พึงมีพระราชาดี ก็จะมั่งคั่งเบิกบานผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าวที่ดีๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา.
จบ ภัณฑุติณฑุกชาดกที่ ๑๐.
__________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กิงฉันทชาดก ๒. กุมภชาดก
๓. ชัยทิศชาดก ๔. ฉัททันตชาดก
๕. สัมภวชาดก ๖. มหากปิชาดก
๗. ทกรักขสชาดก ๘. ปัณฑรกชาดก
๙. สัมพุลาชาดก ๑๐. ภัณฑุติณฑกชาดก.
จบ ติงสตินิบาตชาดก.
จบ ติงสตินิบาต