เอกาทสกนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๙๓–๑๖๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๒๒ ในชาดกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เอกาทสนิปาตชาตกํ
๑ มาตุโปสกชาตกํ
เอกาทสกนิบาตชาดก
๑. มาตุโปสกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต มาตุโปสกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ตสฺส นาคสฺส วิปฺปวาเสน
วิรูฬฺหา สลฺลกิโย จ กุฏชา ๑
กุรุวินฺทกรวรา ภิสสามา ๒ จ
นิวาเต ปุปฺผิตา จ กณฺณิการา ๓ ฯ
ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้วเพราะพญาช้างนั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์ทั้งหลายที่เชิงเขาก็เผล็ดดอกบาน.
โกจิเทว สุวณฺณกายุรา
นาคราชํ ภรนฺติ ปิณฺเฑน
ยตฺถ ราชา ราชกุมาโร วา
กวจมภิเหสฺสติ อสมฺภิโต ๔ ฯ
พระราชา หรือพระราชกุมาร ประทับนั่งบนคอพญาช้างใด เป็นผู้ไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัดเสียซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์อันงดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว.
คณฺหาหิ นาค กพลํ มา นาค กิสโก ภว
พหูนิ ราชกิจฺจานิ ตานิ ๕ นาค กริสฺสสิ ฯ
ดูกรพญาช้างตัวประเสริฐ เชิญพ่อรับเอาคำข้าวเถิด อย่าผ่ายผอมเลยราชกิจมีเป็นอันมาก ท่านจะต้องทำราชกิจเหล่านั้น.
สา นูน สา กปณิกา อนฺธา อปรินายิกา ๖
ขาณณ ปาเทน ฆฏฺเฏติ คิรึ จณฺโฑรณํ ปติ ฯ
นางช้างนั้นเป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นำทางคงจะสดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะเป็นแน่.
กานุ เต สา มหานาค อนฺธา อปรินายิกา
ขาณณ ปาเทน ฆฏฺเฏติ คิรึ จณฺโฑรณํ ปติ ฯ
ดูกรพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำทางมิได้ คงจะสดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ.
(เมื่อพราหมณ์เดินทางยืนขออยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่กล่าวควรว่าไป)
มาตา เม สา มหาราช อนฺธา อปรินายิกา
ขาณณ ปาเทน ฆฏฺเฏติ คิรึ จณฺโฑรณํ ปติ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงจะสดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาชื่อจัณโฑรณะนั้น เป็นมารดาของข้าพระองค์.
มุญฺจเถตํ มหานาคํ โยยํ ภรติ มาตรํ
สเมตุ มาตรา นาโค สห สพฺเพหิ ญาติภิ ฯ
๑ ม. สลฺลกี จ กุฏชา จ ฯ ๒ ม. กุรุวินฺทุกรวีรา ติสสามา จ ฯ
๓ ม. กณิการา ฯ ๔ ม. อฉมฺภิโต ฯ ๕ สี. ยุ. ยานิ ฯ ๖ ม. อปริณายิกา ฯ
เอวมุปริปิ ฯ
พญาช้างนี้ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่านทั้งหลายจงปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิดพญาช้างตัวประเสริฐจงอยู่ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิด.
มุตฺโตว พนฺธนา นาโค กาสิราเชน เปสิโต ๑
มุหุตฺตํ อสฺสสิตฺวาน ๒ อคมา เยน ปพฺพโต
ตโต โส นิลินํ ๓ คนฺตฺวา สีตํ กุญฺชรเสวิตํ
โสณฺฑาย อุทกมาหิตฺวา มาตรํ อภิสิญฺจถ ฯ
พญาช้างอันพระเจ้ากาสีทรงปล่อยแล้ว พอหลุดจากเครื่องผูก พักอยู่ครู่หนึ่ง ได้ไปยังภูเขา จากนั้นเดินไปสู่สระบัวอันเย็นที่เคยซ่องเสพมาแล้วดูดน้ำด้วยงวงมารดมารดา.
โกยํ อนริโย เทโว อกาเลน ปวสฺสติ
คโต เม อตฺรโช ปุตฺโต โย มยฺหํ ปริจารโก ฯ
ฝนอะไรนี้ไม่ประเสริฐเลย ย่อมตกโดยกาลที่ไม่ควรตก บุตรเกิดในตนของเราเป็นผู้บำรุงเรา ไปเสียแล้ว.
อุฏฺเฐหิ อมฺม กึ เสสิ อาคโต ตฺยาหมตฺรโช
มุตฺโตมฺหิ กาสิราเชน เวเทเหน ยสสฺสินา ฯ
เชิญท่านลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่ทำไม ฉันผู้เป็นลูกของแม่มาแล้วพระเจ้ากาสีผู้ทรงพระปรีชาญาณ มีบริวารยศใหญ่หลวงทรงปล่อยมาแล้ว.
จิรํ ชีวตุ โส ราชา กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
โย เม ปุตฺตํ ปโมเจสิ สทา วุฑฺฒาปจายิกนฺติ ฯ
มาตุโปสกชาตกํ ปฐมํ ฯ
พระราชาพระองค์ใดทรงปล่อยลูกของเราผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญทุกเมื่อ ขอพระราชาพระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน ทรงบำรุงแคว้นกาสีให้เจริญรุ่งเรืองเถิด.
จบ มาตุโปสกชาดกที่ ๑.
๒ ชุณฺหชาตกํ
๒. ชุณหชาดก
ว่าด้วยการคบบัณฑิตและคบคนพาล
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต ชุณหชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สุโณหิ มยฺหํ วจนํ ชนินฺท
อตฺเถน ชุณฺหมฺหิ อิธานุปตฺโต
น พฺราหฺมเณ อทฺธิเก ติฏฺฐมาเน
คนฺตพฺพมาหุ ทฺวิปทานเสฏฺฐ ๔ ฯ
๑ สี. มุตฺโต ทามาตุ กุญฺชโร ฯ ม. มุตฺตมาทาย กุญฺชโร ฯ ๒ สี. วิสฺสมิตฺวาน ฯ
ม. อสฺสาสยิตฺวา ฯ ๓ สี. ม. นลินึ ฯ ๔ ม. ทฺวิปทินฺท เสฏฺฐ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอพระองค์ทรงสดับคำของข้าพระองค์ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์เดินทางยืนขออยู่บัณฑิตทั้งหลายไม่กล่าวว่า ควรไป.
สุโณมิ ติฏฺฐามิ วเทหิ พฺรเหฺม
เยนาปิ ๑ อตฺเถน อิธานุปตฺโต
กํ วา ตฺวมตฺถํ มยิ ปตฺถยาโน
อิธาคมา พฺรเหฺม ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟังอยู่ ท่านมาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอกประโยชน์อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไรในข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอกมาเถิด.
ททาหิ เม คามวรานิ ปญฺจ
ทาสีสตํ สตฺต ควํสตานิ
ปโรสหสฺสญฺจ สุวณฺณนิกฺเข
ภริยา จ เม สาทิสี เทฺว ททาหิ ฯ
ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบลแก่ข้าพระองค์ ทาสี๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ทองเนื้อดี ๑๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยาผู้พริ้มเพราแก่ข้าพระองค์ ๒ คน.
ตโป นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูโป
มนฺตา นุ เต พฺราหฺมณ จิตฺตรูปา
ยกฺขา นุ ๒ เต อสฺสวา สนฺติ เกจิ
อตฺถํ วา เม อภิชานาสิ กตฺตํ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้าของท่านมีอยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือว่ายักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่าท่านยังจำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา?
น เม ตโป อตฺถิ น จาปิ มนฺตา
ยกฺขาปิ เม อสฺสวา นตฺถิ เกจิ
อตฺถํปิ เต นาภิชานามิ กตฺตํ
ปุพฺเพว โข ๓ สงฺคติมตฺตมาสิ ฯ
ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์ของข้าพระองค์ก็มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึงประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้วแก่พระองค์ ก็แต่ว่า เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง.
ปฐมํ อิทํ ทสฺสนํ ชานโต เม
น ตาภิชานามิ อิโต ปุรตฺถา
อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ
กทา กุหึ วา อหุ สงฺคโม โน ฯ
๑ ม. เยนาสิ ฯ ๒ สี. ยุ. ยกฺขาว ฯ ๓ ม. ปุพฺเพ จ โข ฯ
ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็นครั้งแรก นอกจากนี้ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันในครั้งใดเลย ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าว่า เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน?
คนฺธารราชสฺส ปุรมฺหิ รมฺเม
อวสิมฺหเส ตกฺกสิลาย เทว
ตตฺถนฺธการมฺหิ ติมิสฺสกายํ ๑
อํเสน อํสํ สมฆฏฺฏยิมฺหา
เต ตตฺถ ฐตฺวาน อุโภ ชนินฺท
สาราณิยํ วีติสาริมฺห ๒ ตตฺถ
สาเยว โน สงฺคติมตฺตมาสิ
ตโต น ปจฺฉา น ปุเร กทาจิ ๓ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์และข้าพระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกสิลา อันเป็นเมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์กับข้าพระองค์ได้กระทบไหล่กันในความมืด มีหมอกทึบในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่ตรงนั้น เจรจาปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรงนั้นแล เป็นการพบกันแห่งพระองค์และข้าพระองค์ ภายหลังจากนั้นมิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี.
ยทากทาจิ มนุเชสุ พฺรเหฺม
สมาคโม สปฺปุริเสน โหติ
น ปณฺฑิตา สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ วินาสยนฺติ ฯ
ดูกรพราหมณ์ การสมาคมกับสัปบุรุษย่อมมีในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่กระทำไว้แล้วในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป.
พาลา จ โข สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ วินาสยนฺติ
พหหปิ พาเลสุ กตํ วินสฺสติ
ตถาหิ พาลา อกตญฺญุรูปา ฯ
ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะมากมายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลายเป็นคนอกตัญญู.
ธีรา จ โข สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ น นาสยนฺติ
อปฺปํปิ ธีเรสุ กตํ น นสฺสติ
ตถาหิ ธีรา สุกตญฺญุรูปา
ททามิ เต คามวรานิ ปญฺจ
ทาสีสตํ สตฺต ควํสตานิ
ปโรสหสฺสญฺจ สุวณฺณนิกฺเข
ภริยา จ เต สาทิสี เทฺว ททามิ ฯ
๑ ม. ติมีสิกายํ ฯ ๒ ม. วีติสารยิมฺห ฯ ๓ ม. อโหสิ ฯ
ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์ทั้งหลาย ถึงจะน้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่านักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้มีความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะให้บ้านส่วย ๕ ตำบลแก่ท่าน ทาสี๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ทองเนื้อดี ๑๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒คน มีชาติและตระกูลเสมอกัน แก่ท่าน.
เอวํ สตํ โหติ สเมจฺจ ราช
นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ
อาปูรตี กาสิปตี ยถา อหํ ๑
ตยา หิ ๒ เม สงฺคโม อชฺช ลทฺโธติ ฯ
ชุณฺหชาตกํ ทุติยํ ฯ
ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษย่อมเป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาสิกรัฐ ข้าพระองค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น เหมือนพระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย ฉะนั้นการสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้าพระองค์ได้แล้วในวันนี้เอง.
จบ ชุณหชาดกที่ ๒.
๓ ธมฺมเทวปุตฺตชาตกํ ๓
๓. ธรรมเทวปุตตชาดก
ว่าด้วยเรื่องธรรมชนะอธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต ธรรมเทวปุตตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ยโสกโร ปุญฺญกโรหมสฺมิ
สทตฺถุโต ๔ สมณพฺราหฺมณานํ
มคฺคารโห เทวมนุสฺสปูชิโต
ธมฺโม อหํ เทหิ อธมฺม มคฺคํ ฯ
ดูกรอธรรมเทพบุตร ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ค้ายศ ไม่ค้าบุญ สมณะและพราหมณ์สรรเสริญทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีธรรม อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วคู่ควรแก่หนทาง ท่านจงให้หนทางแก่เรา.
อธมฺมยานํ ทฬฺหมารุหิตฺวา
อสนฺตสนฺโต พลวาหมสฺมิ
ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ
มคฺคํ อหํ ธมฺม อทินฺนปุพฺพํ ฯ
ดูกรธรรมเทพบุตร เราผู้ชื่อว่าอธรรมขึ้นสู่ยามแห่งอธรรมอันมั่นคง ไม่เคยกลัวใคร มีกำลังเข้มแข็ง เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใครแก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า?
ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพฎ
ปจฺฉา อธมฺโม อุทปาทิ โลเก
เชฏฺโฐ จ เสฏฺโฐ จ สนนฺตโน จ
อุยฺยาหิ เชฏฺฐสฺส กนิฏฺฐ มคฺคา
๑ ม. ตถาหํ ฯ ๒ ม. ตยาปิ ฯ ๓ สี. ยุ. ธมฺมชาตกํ ฯ ๔ ม. สทาตฺถุโต ฯ่
ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้นในโลก เราเป็นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย.
น ยาจนาย นปิ ปาฏิรูปา
น อรหตฺตา ๑ เตหํ ทเทยฺย ๒ มคฺคํ
ยุทฺธญฺจ โน โหตุ อุภินฺนมชฺช
ยุทฺธสฺมิ โย ชิสฺสติ ๓ ตสฺส มคฺโค ฯ
เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการขอร้องหรือเพราะความเป็นผู้สมควรในวันนี้เราทั้งสองจงมารบกัน แล้วหนทางจะเป็นของผู้ชนะในการรบ.
สพฺพา ทิสา อนุวิสฺสโฏหมสฺมิ
มหพฺพโล อมิตยโส อตุโลฺย
คุเณหิ สพฺเพหิ อุเปตรูโป
ธมฺโม อธมฺม ตฺวํ กถํ วิเชสฺสสิ ฯ
เราผู้ชื่อว่าธรรม เป็นผู้ฤาชาปรากฏไปทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่านจักชนะได้อย่างไร?
โลเหน เว หญฺญติ ชาตรูปํ
น ชาตรูเปน หนนฺติ โลหํ
สเจ อธมฺโม หญฺญติ ธมฺมมชฺช
อโย สุวณฺณํ วิย ทสฺสเนยฺยํ ฯ
เขาเอาฆ้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทองตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเราผู้ชื่อว่าอธรรม ฆ่าท่านผู้ชื่อว่าธรรมในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดู น่าชมเหมือนทองคำ ฉะนั้น.
สเจ ตุวํ ยุทฺธพโล อธมฺม ๔
น ตุยฺห วุฑฺฒา จ ครู จ อตฺถิ
มคฺคญฺจ เต ทมฺมิ ปิยาปฺปิเยน
วาจาทุรุตฺตานิปิ เต ขมามิ ฯ
ดูกรอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่ และครูของท่านมิได้มี เราจะย่อมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการอันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะขออดทนถ้อยคำชั่วๆ ของท่าน.
อิทญฺจ สุตฺวา วจนํ อธมฺโม
อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท
ยุทฺธตฺถิโกเว ๑ น ลภามิ ยุทฺธํ
เอตฺตาวตา โหติ หโต อธมฺโม ฯ
๑ ม. อรหตา ฯ สี. ยุ. น อรหติ ฯ ๒ ม. ทเทยฺยํ ฯ ๓ ม. เชสฺสติ ฯ
๔ สี. ยุทฺธพโลสิธมฺม ฯ ยุ. ยุทฺธพโลสธมฺม ฯ
อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็นผู้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องสูง ตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่าเราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพบุตรถูกตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ขนฺตีพโล ยุทฺธพลํ วิเชตฺวา
หนฺตฺวา อธมฺมํ นิหนิตฺว ภูมฺยา
ปายาสิ จิตฺโต ๒ อภิรุยฺห สนฺทนํ
มคฺเคเนว อติพโล สจฺจนิกฺกโม ฯ
ธรรมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิตเที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบ ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตรฝังเสียในแผ่นดินแล้ว ขึ้นสู่รถของตนไปโดยหนทางนั่นเทียว.
มาตา ปิตา สมณพฺราหฺมณา จ
อสมฺมานิตา ยสฺส สเก อคาเร
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ เต
ยถา อธมฺโม ปติโต อวํสิโร ฯ
มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ไม่ได้รับความนับถือในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมต้องพากันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรผู้มีศีรษะลงในเบื้องต่ำตกไปแล้วฉะนั้น.
มาตา ปิตา สมณพฺราหฺมณา จ
สุสมฺมานิตา ยสฺส สเก อคาเร
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ เต
ยถาปิ ธมฺโม อภิรุยฺห สนฺทนนฺติ ฯ8
ธมฺมเทวปุตฺตชาตกํ ตติยํ ฯ
____________
๑ ม. ...เจ ฯ ๒ ม. วิตฺโต ฯ
มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ได้รับความนับถือเป็นอย่างดีในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมพากันไปสุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของตนไปสู่เทวโลกฉะนั้น.
จบ ธรรมเทวปุตตชาดกที่ ๓.
๔ อุทยชาตกํ
๔. อุทยชาดก
ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต อุทยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
เอกา นิสินฺนา สุจิ สญฺญตูรุ ๑
ปาสาทมารุยฺห อนินฺทิตงฺคี
ยาจามิ ตํ กินฺนรเนตฺตจกฺขุ
อิเมกรตฺตึ อุภโย วเสม ฯ
ดูกรพระนาง ผู้มีพระวรกายงามหาที่ติมิได้ มีช่วงพระเพลากลมกล่อมทรงวัตถาภรณ์อันสะอาด เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่งอยู่พระองค์เดียวดูกรพระนางผู้มีพระเนตรงามดังเนตรนางกินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนาง เราทั้งสองควรอยู่ร่วมกันตลอดคืนหนึ่งนี้.
โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺฐกํ
รกฺขิตํ ขคฺคหตฺเถหิ ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ฯ
ทหรสฺส ยุวิโน จาปิ อาคโม จ น วิชฺชติ
อถ เกน นุ วณฺเณน สงฺคมํ อิจฺฉเส มยา ฯ
นครนี้มีคูรายรอบ มีป้อมแลซุ้มประตูมั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษายากที่ใครๆ จะเข้าได้. ทหารของนักรบหนุ่มก็ไม่มีมาเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ.
ยกฺโขหมสฺมิ กลฺยาณิ อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก ๒
ตฺวํ มํ นนฺทสฺสุ ๓ ภทฺทนฺเต ปุณฺณกํสํ ททามิ เต ฯ
ดูกรพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรมาในตำหนักของพระนางดูกรพระนางผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดทอง อันเต็มด้วยเหรียญทองแก่นาง.
เทวํ เว ยกฺขํ อถวา มนุสฺสํ
น ปตฺถเย อุทยมติจฺจ อญฺญํ
คจฺเฉว ตฺวํ ยกฺข มหานุภาว
มา จสฺสุ คนฺตฺวา ปุนราวชิตฺถ ฯ
นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนาเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูกรเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับมาอีกเลย.
ยา สา รตี อุตฺตมา กามโภคินํ
ยํเหตุ สตฺตา วิสมํ จรนฺติ
มา ตํ รตึ ชียิ ตุวํ สุจิมฺหิ เต
ททามิ เต รูปิยกํสปูรํ ฯ
๑ ม. สญฺญตูรู ฯ ๒ สี. ยุ. ตวนฺติกํ ฯ ๓ ม. นนฺทย ฯ
ความยินดีอันใดเป็นที่สุดของผู้บริโภคกาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควร เพราะเหตุแห่งความยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดความยินดีในทางอันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาดเงิน อันเต็มด้วยเหรียญเงินแก่พระนาง.
นารึ นโร นิชฺฌปยํ ธเนน
อุกฺกํสตี ยตฺถ กโรติ ฉนฺนํ ๑
วิปจฺจนีโก ตว เทวธมฺโม
ปจฺจกฺขโต โถกตเรน เอสิ ฯ
ธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเอออวยด้วยทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้นจนให้พอใจ ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาโดยลดลงดังที่เห็นประจักษ์อยู่.
อายุ จ วณฺโณ จ ๒ มนุสฺสโลเก
นิหิยฺยติ มนุชานํ สุคตฺเต
เตเนว วณฺเณน ธนํปิ ตุยฺหํ
นิหิยฺยติ ชิณฺณตราสิ อชฺช ฯ
เอวํ เม เปกฺขมานสฺส ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ
หายเต วต เต ๓ วณฺโณ อโหรตฺตานมจฺจเย
อิมินาว ตฺวํ วยสา ราชปุตฺติ สุเมธเส
พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาสิ ภิยฺโย วณฺณวตี สิยา ฯ
ดูกรพระนางผู้มีพระวรกายงาม อายุและวรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลกย่อมเสื่อมลง ด้วยเหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน. ดูกรพระราชบุตรีผู้มีพระยศ เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไปๆ ดูกรพระราชบุตรีผู้มีปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียวันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้นอีก.
เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา
คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ
ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ ๔
กถนฺนุ เทวาน ๕ สรีรเทโห ฯ
เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือ ดูกรเทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมากร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไร?
เทวา น ชีรนฺติ ยถา มนุสฺสา
คตฺเตสุ เตสํ วลิโย น โหนฺติ
สุเว สุเว ภิยฺยตโรว เตสํ
ทิพฺโพ จ วณฺโณ วิปุลา จ โภคา ฯ
๑ สี. ม. ฉนฺทํ ฯ ๒ สี. ยุ. อายุํ จ วณฺณํ จ ฯ ๓ ม. หายเตว ตว... ฯ
๔ ม. มหานุภาว ฯ ๕ ยุ. กถํ น เทวานํ ฯ
เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณอันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุกๆวัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.
กึสูธ ภีตา ชนตา อเนกา
มคฺโค จ เนกายตนปฺปวุตฺโต
ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาว
กตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย ฯ
หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรเล่าจึงไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปเทวโลกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูกรเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน จึงจะไม่กลัวปรโลก?
วาจํ มนญฺจ ปณิธาย สมฺมา
กาเยน ปาปานิ อกุพฺพมาโน
พหุนฺนปานํ ฆรมาวสนฺโต
สทฺโธ มุทู สํวิภาคี วทญฺญู
สงฺคาหโก สขิโล สณฺหวาโจ
เอตฺถ ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย ฯ
บุคคลผู้ตั้งวาจา และใจไว้โดยชอบ ไม่กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อม อ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัวปรโลก.
อนุสาสสิ มํ ยกฺข ยถา มาตา ยถา ปิตา
อุฬารวณฺณ ปุจฺฉามิ โก นุ ตฺวมสิ สุพฺรหา ฯ
ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนมารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงามยิ่ง ข้าพเจ้าขอถาม ท่านเป็นใครหนอ มีร่างกายสง่างาม?
อุทโยหมสฺมิ กลฺยาณิ สงฺกรตฺถายิธาคโต ๑
อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ มุตฺโตสฺมิ ตว สงฺกรา ฯ
ดูกรพระนางผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าอุทัย มาในที่นี้เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้าบอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อผูกพันของพระนางแล้ว.
สเจ โข ตฺวํ อุทโยสิ สงฺกรตฺถายิธาคโต ๑
อนุสาส มํ ราชปุตฺต ยถาสฺส ปุน สงฺคโม ฯ
ข้าแต่พระลูกเจ้า ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัยเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพันไซร้ ข้าแต่พระราชบุตร ขอเชิญพระองค์จงโปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้งสองจะได้พบกันอีกใหม่เถิด เพค๊ะ.
อติปตติ ๒ วโย ขโณ ตเถว
ฐานํ นตฺถิ ธุวํ จวนฺติ สตฺตา
ปริชียติ อธุวํ สรีรํ
อุทเย มา ปมาท จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ
กสิณา ปฐวี ธนสฺส ปูรา
เอกสฺเสว สิยา อนญฺญเธยฺยา
ตํ วาปิ ชหาติ ๑ อวีตราโค
อุทเย มา ปมาท จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ
มาตา ปิตา จ ภาตโร จ ภคินี
ภริยา สามิโก สธเนน โหติ ๒
เต วาปิ ชหนฺติ อญฺญมญฺญํ
อุทเย มา ปมาท จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ
กาโย ปรโภชนนฺติ วิทิตฺวา ๓
สํสาเร สุคตี จ ทุคฺคตี จ ๔
อิตฺตรวาโสติ ชานิตฺวา ๕
อุทเย มา ปมาท จรสฺสุ ธมฺมํ ฯ
๑ ม. สงฺกรตฺตา อิธาคโต ฯ สี. ยุ. สงฺกรตฺถา อิธาคโต ฯ ๒ สี. ยุ. อธิปตตี ฯ
วัยล่วงไปเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มีสัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูกรพระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม. พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าพึงเป็นของๆ พระราชาพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึงกระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดก็ต้องทิ้งสมบัตินั้นไป ดูกรพระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม. มารดาบิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ภรรยาและสามี พร้อมทั้งทรัพย์แม้เขาเหล่านั้นต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูกรพระนางอุทัย เธออย่าประมาทจงประพฤติธรรม. ดูกรพระนางอุทัยเธอพึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ พึงทราบว่าสุคติและทุคติในสงสารเป็นที่พักชั่วคราวเธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม.
สาธุ ภาสติ ๖ ยํ ยกฺโข อปฺปํ มจฺจาน ชีวิตํ
กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ
สาหํ เอกา ปพฺพชิสฺสามิ หิตฺวา กาสึ สุรุนฺธนนฺติ ฯ
อุทยชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
___________
๑ ม. ตํ จาปิ ชหติ ฯ ๒ ม. ภริยา ยาปิ ธเนน โหติ กีตา ฯ ๓ ม. ญตฺวา ฯ
๔ ม. ... สุคติญฺจ ทุคฺคติญฺจ ฯ ๕ ม. ชานิยาน ฯ ๖ สี. ยุ. ภาสตยํ ฯ
เทพบุตรพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อย ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อยทั้งประกอบไปด้วยทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุธนนครแคว้นกาสีออกบวชอยู่ลำพังผู้เดียว.
จบ อุทยชาดกที่ ๔.
๕ ปานียชาตกํ
๕. ปานียชาดก
ว่าด้วยการทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต ปานียชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
มิตฺโต มิตฺตสฺส ปานียํ อทินฺนํ ปริภุญฺชิสํ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
อาตมภาพเป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้บริโภคน้ำของมิตรที่เขาไม่ได้ให้เพราะเหตุนั้นภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้กระทำบาปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.
ปรทารญฺจ ทิสฺวาน ฉนฺโท เม อุปปชฺชถ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ความพอใจบังเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็นภรรยาของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้กระทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงออกบวช.
ปิตรํ เม มหาราช โจรา อคฺคณฺหุ กานเน
เตสาหํ ปุจฺฉิโต ชานํ อญฺญถา นํ วิยากรึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจรทั้งหลายจับโยมบิดาของอาตมภาพไว้ในป่า อาตมภาพถูกโจรเหล่านั้นถาม รู้อยู่ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้นเป็นอย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงออกบวช.
ปาณาติปาตมกรุํ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต
เตสาหํ สมนุญฺญาสึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
เมื่อพลีกรรมชื่อโสมยาคะปรากฏขึ้นแล้ว มนุษย์ทั้งหลายก็พากันกระทำปาณาติบาต อาตมภาพได้ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้นภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้วอย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.
สุราเมรยมธุกา เย ชนา ปฐมาสุ โน
พหุนฺนํ เต อนตฺถาย มชฺชปานมกปฺปยุํ
เตสาหํ สมนุญฺญาสึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้านของอาตมภาพ สำคัญสุราและเมรัยว่าเป็นน้ำหวานจึงได้พากันดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมากอาตมภาพยอมอนุญาตให้แก่เขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่าเราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช.
ธิรตฺถุสุ พหุกาเม ๑ ทุคฺคนฺเธ พหุกณฺฏเก
เย อหํ ปฏิเสวนฺโต นาลภึ ตาทิสํ สุขํ ฯ
น่าติเตียนแท้ ซึ่งกามเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราส้องเสพอยู่ ไม่ได้รับความสุขเช่นนั้น.
มหสฺสาทา สุขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ สุขํ
เย กาเม ปฏิเสวนฺติ สคฺคนฺเต อุปปชฺชเร ฯ
กามทั้งหลายมีความพอใจมาก สุขอื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดส้อง
เสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงสวรรค์.
อปฺปสฺสาทา ทุขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ
เย กาเม ปฏิเสวนฺติ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร ฯ
กามทั้งหลายมีความพอใจน้อย ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดส้องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก.
อสิ ยถา สุนิสิโต เนตฺติโสว ๒ สุปายิโก
สตฺตีว อุรสี ขิตฺตา กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ
เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งปักอก (เจ็บปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.
องฺคารานํว ชลิตํ กาสุํ สาธิกโปริสํ
ผาลํว ทิวสนฺตตฺตํ กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ
หลุมถ่านเพลิงลุกโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่ตลอดวัน(ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.
วิสํ ยถา หลาหลํ เตลํ ปกฺกุฏฺฐิตํ ๓ ยถา
ตมฺพโลหํ วิลีนํว กามา ทุกฺขตรา ตโตติ ฯ
ปานียชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.
จบ ปานียชาดกที่ ๕.
๖ ยุธญฺชยชาตกํ ๔
๖. ยุธัญชยชาดก
ว่าด้วยการผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต ยุธัญชยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
มิตฺตามจฺจปริพฺยุฬฺหํ อหํ วนฺเท รเถสภ
ปพฺพชิสฺสามหํ ราช ๕ ตํ เทโว อนุมญฺญตุ ฯ
หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นจอมทัพมีมิตรและอำมาตย์แวดล้อมแน่นขนัด ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักบวช ขอได้โปรดทรงพระอนุญาตเถิด.
สเจ เต อูนํ กาเมหิ อหํ ปริปูรยามิ เต
โย ตํ หึสติ วาเรมิ มา ปพฺพชฺช ยุธญฺชย ๖ ฯ
๑ ม. ธิรตฺถุ สุพหู กาเม ฯ ๒ ม. เนตฺตึ โสว ฯ ๓ สี. ยุ. อุกฺกฏฺฐิตํ ฯ
๔ ม. ยุธญฺจยชาตกํ ฯ ๕ สี. ยุ. ปพฺพชิสฺสํ มหาราช ฯ ๖ ม. ปพฺพช
ยุธญฺจย ฯ ยุ. ปพฺพชิ ยุวญฺชย ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ถ้าเธอยังบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ฉันจะเพิ่มเติมให้เต็ม ผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันจักห้ามปราม พ่อยุธัญชัยอย่าเพิ่งบวชเลย.
น มตฺถิ อูนํ กาเมหิ หึสนฺโต เม น วิชฺชติ ๑
ทีปญฺจ กตฺตุมิจฺฉามิ ยํ ชรา นาภิกีรติ ฯ
หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้งหลายเลย ไม่มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันปรารถนาจะทำที่พึ่ง ที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า.
ปุตฺโต วา ปิตรํ ยาเจ ปิตา วา ปุตฺตโมรสํ
เนคโม ยาจเต ๒ ตาต มา ปพฺพชฺช ยุธญฺชย ฯ
พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระราชบิดาหรือก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส พ่อเอ๋ย ชาวนิคมพากันวิงวอนว่า ข้าแต่พระยุธัญชัยอย่าทรงผนวชเลย.
มา มํ ตาต ๓ นิวาเรสิ ปพฺพชนฺตํ รเถสภ
มาหํ กาเมหิ สมฺมตฺโต ชราย วสมนฺวคู ฯ
ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าทรงห้ามหม่อมฉันผู้จะบวชเลย อย่าให้หม่อมฉันมัวเมาอยู่ด้วยกามทั้งหลาย เป็นไปตามอำนาจชราเลย พระเจ้าข้า.
อหํ ตํ ตาต ยาจามิ อหํ ปุตฺต นิวารเย
จิรํ ตํ ทฏฺฐุมิจฺฉามิ มา ปพฺพชฺช ยุธญฺชย ฯ
ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องเธอ แม่ขอห้ามเธอ แม่ปรารถนาจะเห็นเธอนานๆอย่าบวชเสียเลยนะพ่อยุธัญชัย.
อุสฺสาโวว ติณคฺคมฺหิ สุริยสฺสุคฺคมนํ ๔ ปติ
เอวมายุ มนุสฺสานํ มา มํ อมฺม นิวารเย ฯ
น้ำค้างบนยอดหญ้า พระอาทิตย์ขึ้นก็ตกไปฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ขอทูลกระหม่อมแม่อย่าห้ามฉันเลย พระเจ้าข้า.
ตรมาโน ๕ อิมํ ยานํ อาโรเปตุ ๖ รเถสภ
มา เม มาตา ตรนฺตสฺส อนฺตรายกรา อหุ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเสนา ขอได้โปรดรีบตรัสให้พระมารดาเสด็จขึ้นสู่ยานนี้เสียเถิด พระมารดาอย่าได้ทรงทำอันตรายแก่หม่อมฉันผู้กำลังรีบด่วนเสียเลย.
อภิธาวถ ภทฺทนฺเต สุญฺญํ เหสฺสติ รมฺมกํ
ยุธญฺชโย อนุญฺญาโต สพฺพทตฺเตน ราชินา ฯ
ท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอความเจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยวเสียแล้ว พ่อยุธัญชัยพระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้วละ.
โยหุ เสฏฺโฐ มนุสฺสานํ ๗ ยุวา กญฺจนสนฺนิโภ
โสยํ กุมาโร ปพฺพชิโต กาสายวสโน พลี ฯ
เจ้าชายองค์ใดเป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่นเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ เจ้าชายองค์นั้นมีกำลังแข็งแรง มีผ้านุ่งห่มย้อมฝาดบวชแล้ว.
อุโภ กุมารา ปพฺพชิตา ยุธญฺชโย ยุธิฏฺฐิโล
ปหาย มาตาปิตโร สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโนติ ฯ
ยุธญฺชยชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ หึสิ กาเม น วิชฺชตีติปิ ปาโฐ ฯ ม. หึสิตา ฯ ๒ ม. เนคโม ตํ ยาเจ ... ฯ
๓ ม. เทว ฯ ๔ ม. สูริยุคฺคมนํ ฯ ๕ สี. ยุ. ตรมานา ฯ ๖ สี. ยุ. อาโรเปนฺตุ ฯ
๗ ม. สหสฺสสฺส ฯ
เจ้าชายทั้งสององค์ คือยุธัญชัยกับยุธิฏฐิละทรงละทิ้งพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้ว ทางตัดเครื่องข้องแห่งมัจจุราช เสด็จออกผนวชแล้ว.
จบ ยุธัญชยชาดกที่ ๖.
๗ ทสรถชาตกํ
๗. ทสรถชาดก
ว่าด้วยผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต ทสรถชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
เอถ ลกฺขณสีตา จ อุโภ โอตรโถทกํ
เอวายํ ภรโต อาห ราชา ทสรโถ มโต ฯ
มานี่แน่ะ เจ้าลักษณ์และนางสีดาทั้งสองจงมาลงน้ำ พระภรตนี้กล่าว
อย่างนี้ว่า พระเจ้าทสรถสวรรคตเสียแล้ว.
เกน ราม ปภาเวน โสจิตพฺพํ น โสจสิ
ปิตรํ กาลกตํ สุตฺวา น ตํ ปสหเต ทุขํ ฯ
พี่ราม ด้วยอานุภาพอะไรเจ้าพี่ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์มิได้ครอบงำพี่เพราะได้ทรงสดับว่า พระราชบิดาสวรรคตเล่า?
ยํ น สกฺกา นํ ปาเลตุํ ๑ โปเสน ลปตํ พหุํ
ส กิสฺส วิญฺญู เมธาวี อตฺตานมุปตาปเย ฯ
คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิต ที่คนเป็นอันมากพร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งจะทำตนให้เดือดร้อนเพื่ออะไรกัน?
ทหรา จ หิ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
อทฺธา เจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมีทั้งคนยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น.
ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ
ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็พลันแต่จะตายเป็นแน่ ฉันนั้น.
สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา
ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ
เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเย็นบางคนไม่เห็นกัน เวลาเย็นเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเช้าบางคนไม่เห็นกัน.
ปริเทวยมาโน เจ กิญฺจิทตฺถํ อุทพฺพเห
สมฺมุโฬฺห หึสมตฺตานํ กยิรา ตํ วิจกฺขโณ ฯ
ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงได้รับประโยชน์สักเล็กน้อยไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชาก็จะพึงทำเช่นนั้นบ้าง.
กีโส วิวณฺโณ ภวติ หึสมตฺตานมตฺตโน
น เตน เปตา ปาเลนฺติ นิรตฺถา ปริเทวนา ฯ
ผู้เบียดเบียนตนของตนอยู่ ย่อมซูบผอมปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไปแล้วไม่ได้ช่วยคุ้มครองรักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ประโยชน์.
ยถา สรณมาทิตฺตํ วารินาว นิพฺพาปเย ๒
เอวมฺปิ ธีโร สุตวา เมธาวี ปณฺฑิโต นโร
ขิปฺปมุปฺปติตํ โสกํ วาโต ตูลํว ธํสเย ฯ
๑ ม. นิปาเลตุํ ฯ ๒ ม. วารินา ปรินิพฺพเย ฯ
คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ได้รับการศึกษามาดี มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความโศกที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉันนั้น.
เอโกว มจฺโจ อจฺเจติ เอโกว ชายเต กุเล
สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ ฯ
คนๆ เดียวเท่านั้นตายไป คนเดียวเท่านั้นเกิดในตระกูล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์ มีความเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง.
ตสฺมา หิ ธีรสฺส พหุสฺสุตสฺส
สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ
อญฺญาย ธมฺมํ หทยํ มนญฺจ
โสกา มหนฺตาปิ น ตาปยนฺติ ฯ
เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้จะมากมายก็ไม่ทำจิตใจของนักปราชญ์ ผู้เป็นพหูสูต มองเห็นโลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงธรรมให้เร่าร้อนได้.
โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจ ภริยาปิ ๑ จ ญาตเก
เสสํ สมฺปาลยิสฺสามิ ๒ กิจฺจเมตํ ๓ วิชานโต ฯ
เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควรจะได้ จักทะนุบำรุงภรรยาญาติทั้งหลาย และคนที่เหลือ นี้เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา.
ทสวสฺสสหสฺสานิ สฏฺฐิวสฺสสตานิ จ
กมฺพุคีโว มหาพาหุ ราโม รชฺชมการยีติ ฯ
ทสรถชาตกํ สตฺตมํ ฯ
พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหาใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี.
จบ ทสรถชาดกที่ ๗.
๘ สํวรชาตกํ
๘. สังวรชาดก
ว่าด้วยพระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต สังวรชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ชานนฺโต โน มหาราช ตว สีลํ ชนาธิโป
อิเม กุมาเร ปูเชนฺโต น ตํ เกนจิ มญฺญถ ฯ
ข้าแต่พระมหาราช พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชน ทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย.
ติฏฺฐนฺเต โน มหาราเช อาทู เทเว ทิวงฺคเต
ญาตี ตํ สมนุมญฺญึสุ ๔ สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน ฯ
เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพ ยังทรงพระชนม์อยู่หรือทิวงคตแล้วก็ตามพระประยูรญาติผู้เห็นประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์.
เกน สํวรวตฺเตน สญฺชาเต อภิติฏฺฐสิ
เกน ตํ นาติวตฺตนฺติ ญาติสงฺฆา สมาคตา ฯ
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชฏฐภาดาผู้ทรงร่วมกำเนิดได้ ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหนหมู่พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้?
น ราชปุตฺต อุสฺสุยฺยามิ ๕ สมณานํ มเหสินํ
สกฺกจฺจนฺเต นมสฺสามิ ปาเท วนฺทามิ ตาทินํ ฯ
๑ ม. โสหํ ทสฺสญฺจ โภกฺขญฺจ ภริสฺสามิ จ ฯ ๒ ม. เสสญฺจ ปาลยิสฺสามิ ฯ
๓ ยุ. กิจฺจเมวํ ฯ ๔ ม. สมนุญฺญึสุ ฯ ๕ ม. อุสูยามิ ฯ
ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไหว้เท้าของท่านผู้คงที่.
เต มํ ธมฺมคุเณ ยุตฺตํ สุสฺสูสมนุสฺสุยฺยกํ
สมณา สมนุสฺสาสนฺติ อิสิธมฺมคุเณ รตา ฯ
สมณะเหล่านั้น ยินดีแล้วในคุณธรรมของท่านผู้แสวงหาคุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา.
เตสาหํ วจนํ สุตฺวา สมณานํ มเหสินํ
น กิญฺจิ อติมญฺญามิ ธมฺเม เม นิรโต มโน ฯ
หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง เหล่านั้นแล้วมิได้ดูหมิ่นสักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม.
หตฺถาโรหา อณีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
เตสํ ๑ นปฺปฏิพนฺธามิ นิวิฏฺฐํ ๒ ภตฺตเวตฺตนํ ฯ
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำนาญของจาตุรงคเสนาเหล่านั้นให้ลดน้อยลง.
มหามตฺตา จ เม อตฺถิ มนฺติโน ปริจาริกา
พาราณสึ โวหรนฺติ พหุมํสํ สุโรทกํ ฯ
อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของหม่อมฉันมีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสีให้มีเนื้อมาก มีน้ำดี.
อโถปิ วาณิชา ผีตา นานารฏฺเฐหิ อาคตา
เตสุ เม วิหิตา รกฺขา เอวํ ชานาหุโปสถ ฯ
อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้วจากรัฐต่างๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรดทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ.
ธมฺเมน กิร ญาตีนํ รชฺชํ กาเรหิ สํวร
เมธาวี ปณฺฑิโต จาสิ ๓ อโถปิ ญาตีนํ หิโต ฯ
ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วยทั้งทรงเกื้อกูลพระประยูรญาติด้วย.
ตํตํ ญาติปริพฺยุฬฺหํ นานารตนโมจิตํ
อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ อินฺทํว อสุราธิโปติ ฯ
สํวรชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ผู้แวดล้อมไปด้วยพระประยูรญาติมองมูลด้วยรัตนะต่างๆ เหมือนจอมอสูร ไม่เบียดเบียนพระอินทร์ฉะนั้น.
จบ สังวรชาดกที่ ๘.
๙ สุปฺปารกชาตกํ
๙. สุปปารกชาดก
ว่าด้วยทะเล ๖ ประการ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เอกาทสกนิบาต สุปปารกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อุมฺมุชฺชนฺติ นิมุชฺชนฺติ มนุสฺสา ขุรนาสิกา
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
๑ ยุ. เตสุ ฯ ๒ สี. ยุ. นิพทฺธํ ฯ ๓ สี. ยุ. จาปิ ฯ
พวกมนุษย์จมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ๑ ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย ขุรมาลีติ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ขุรมาลี.
ยถา อคฺคิ สุริโย จ ๒ สมุทฺโท ปฏิทิสฺสติ
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนกองไฟและพระอาทิตย์ ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย อคฺคิมาลีติ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกว่า อัคคิมาลี.
ยถา ทธิ จ ขีรญฺจ สมุทฺโท ปฏิทิสฺสติ
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
ทะเลนี้ปรากฏเหมือนนมส้มและนมสด พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย ทธิมาลีติ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ทธิมาลี.
ยถา กุโส จ สสฺโส จ สมุทฺโท ปฏิทิสฺสติ
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าวกล้า พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย กุสมาลีติ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า กุสมาลี.
ยถา นโฬ จ เวฬุ จ สมุทฺโท ปฏิทิสฺสติ
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อ และไม้ไผ่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย นฬมาลีติ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี.
มหพฺภโย ภึสนโก สทฺโท สุยฺยติ มานุโส
ยถา โสพฺโภ ปปาโตว สมุทฺโท ปฏิทิสฺสติ
สุปฺปารกนฺตํ ปุจฺฉาม สมุทฺโท กตโม อยํ ฯ
๑ ม. กฺรุกจฺฉา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยถา อคฺคีว สุริโยว ฯ
เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียงอมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและเหว พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร?
ภรุกจฺฉา ปยาตานํ วาณิชานํ ธเนสินํ
นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย พลวามุขีติ ๑ วุจฺจติ ฯ
เมื่อท่านทั้งหลายผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า พลวามุขี.
ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ
นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ เอกปาณมฺปิ หึสิตํ
เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถึ นาวา นิวตฺตตูติ ฯ
สุปฺปารกชาตกํ นวมํ ฯ
___________
ตสฺสุทฺทานํ
สิริ มาตุสุโปสกนาควโร
ปุน ชุณฺหก ธมฺมมุทยวโร
อถ ปานีย ยุธญฺชยโก จ
ทสรถ สํวร ปารคเตน นว ฯ
เอกาทสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
___________
๑ ม. พฬวามุขีติ ฯ สี. ยุ. วฬภามขีติ ฯ
ตั้งแต่ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้สักตัวหนึ่งเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับได้โดยสวัสดี.
จบ สุปปารกชาดกที่ ๙.
______________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มาตุโปสกชาดก ๒. ชุณหชาดก
๓. ธรรมเทวปุตตกชาดก ๔. อุทยชาดก
๕. ปานียชาดก ๖. ยุธัญชยชาดก
๗. ทสรถชาดก ๘. สังวรชาดก
๙. สุปปารกชาดก.
จบ เอกาทสกนิบาต
จบ เอกาทสกนิบาต