พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหานิบาต
๖. ภูริทัตชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๗–๗๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในมหานิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๖ ภูริทตฺตชาตกํ
๖. ภูริทัตชาดกที่ ๖
พระเจ้าภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต ภูริทัตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
ยงฺกิญฺจิ รตนมตฺถิ ธตรฏฺฐนิเวสเน
สพฺพานิ เต อุปยนฺตุ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ
รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในนิเวศน์ของท้าวธตรฐ รัตนะทั้งหมดนั้นจงมาสู่พระราชนิเวศน์ของพระองค์ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดประทานพระราชธิดาแก่พระราชาของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
น โน วิวาโห นาเคหิ กตปุพฺโพ กุทาจนํ
ตํ วิวาหํ อสํยุตฺตํ กถํ อเมฺห กโรมเส ฯ
พวกเราไม่เคยทำการวิวาห์กับนาคทั้งหลาย ในกาลไหนๆ เลย พวกเราจะทำการวิวาห์อันไม่สมควรนั้นได้อย่างไรเล่า.
ชีวิตํ นูน เต จตฺตํ รฏฺฐํ วา มนุชาธิป
น หิ นาเค กุปฺปิตมฺหิ จิรํ ชีวนฺติ ตาทิสา ฯ
โย ตฺวํ เทว มนุสฺโสสิ อิทฺธิมนฺตํ อนิทฺธิมา
วรุณสฺส นิยํ ปุตฺตํ ยามุนํ อติมญฺญสิ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ พระองค์จำต้องทรงสละพระชนม์ชีพหรือแว่นแคว้นเสียเป็นแน่ เพราะเมื่อนาคโกรธแล้ว คนทั้งหลาย เช่นพระองค์จะมีชีวิตอยู่นานไม่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์เป็นมนุษย์ไม่มีฤทธิ์ มาดูหมิ่นพระยานาคธตรฐผู้มีฤทธิ์ ผู้เป็นบุตรของท้าววรุณนาคราช เกิดภายใต้แม่น้ำยมุนา.
นาติมญฺญามิ ราชานํ ธตรฏฺฐํ ยสสฺสินํ
ธตรฏฺโฐ หิ นาคานํ พหูนมปิ อิสฺสโร ฯ
อหิ มหานุภาโวปิ น เม ธีตรมารโห
ขตฺติโย จ วิเทหานํ อภิชาตา สมุทฺทชา ฯ
เราไม่ได้ดูหมิ่นท้าวธตรฐผู้เรืองยศ ก็ท้าวธตรฐเป็นใหญ่กว่านาคแม้ทั้งหมด ถึงจะเป็นพระยานาคผู้มีอานุภาพมาก ก็ไม่สมควรกะธิดาของเราเราเป็นกษัตริย์ของชนชาววิเทหรัฐ และนางสมุททชาธิดาของเราก็เป็นอภิชาต.
กมฺพลสฺสตรา อุฏฺเฐนฺตุ สพฺเพ นาเค นิเวทย
พาราณสึ ปวชฺชนฺตุ มา จ กญฺจิ ๒ วิเหฐยุํ ฯ
๑ ม. อวตฺตถาติ ฯ ๒ สี. ยุ. กิญฺจิ ฯ
พวกนาคเหล่ากัมพลอัสสดรจงเตรียมตัว จงไปบอกให้นาคทั้งปวงรู้กันจงพากันไปเมืองพาราณสี แต่อย่าได้เบียดเบียนใครๆ เลย.
นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ
รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพนฺตุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ
อหมฺปิ สพฺพเสเตน มหตา สุมหํ ปุรํ
ปริกฺขิปิสฺสํ โภเคหิ กาสีนํ ชนยํ ภยํ ฯ
นาคทั้งหลาย จงแผ่พังพานห้อยอยู่ที่บ้านเรือน ในสระน้ำ ที่ทางเดินที่ทาง ๔ แพร่ง บนยอดไม้ และบนเสาระเนียด แม้เราก็จะนิรมิตตัวให้ใหญ่ขาวล้วน วงล้อมเมืองใหญ่ด้วยขนดหาง ยังความกลัวให้เกิดแก่ชนชาวกาสี.
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุรคาเนกวณฺณิโน
พาราณสึ ปวชฺชึสุ น จ กญฺจิ วิเหฐยุํ ฯ
นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ
รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพึสุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ
เอเต ทิสฺวาน ลมฺพนฺเต ปูถู กนฺทึสุ นาริโย
นาเค โสณฺฑิกเต ทิสฺวา ปสฺสสนฺเต มหุํ มหุํ ๑ ฯ
พาราณสี สพฺยาธิตา ๒ อาตุรา สมปชฺชถ
พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ
นาคทั้งหลายได้ฟังคำของท้าวธตรฐแล้ว แปลงเพศเป็นหลายอย่าง พากันเข้าไปยังพระนครพาราณสี แต่มิได้เบียดเบียนใครๆ เลย แผ่พังพานห้อยอยู่ที่บ้านเรือน ในสระน้ำ ที่ทางเดิน ที่ทาง ๔ แพร่ง บนยอดไม้พวกสตรีเป็นอันมากได้เห็นนาคเหล่านั้น แผ่พังพานห้อยอยู่ตามที่ต่างๆหายใจฟู่ๆ ก็พากันคร่ำครวญ ชาวเมืองพาราณสีมีความสะดุ้งกลัวเดือดร้อนก็พากันไปประชุมกอดอกร้องทุกข์ว่า ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระราชธิดาแก่พญานาคเถิด พระเจ้าข้า.
ปุปฺผาภิหารสฺส วนสฺส มชฺเฌน
โก โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส ๓
กา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา
ติฏฺฐนฺติ นาริโย ทส วนฺทมานา ฯ
โก ตฺวํ พฺรหาพาหุ วนสฺส มชฺเฌ
วิโรจสิ ฆตสิตฺโต ว อคฺคิ
มเหสกฺโข อญฺญตโรสิ ยกฺโข
อุทาหุ นาโคสิ มหานุภาโว ฯ
๑ ม. มุหุํ มุหุํ ฯ ๒ ม. ปพฺยธิตา ฯ ๓ ม. วิตตนฺตรํโส ฯ
ท่านชื่ออะไร มีนัยน์ตาแดง อกผาย นั่งอยู่ท่ามกลางป่าอันเต็มไปด้วยดอกไม้ สตรี ๑๐ คนเป็นใคร ทรงเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำ นุ่งผ้างาม ยืนเคารพอยู่ ท่านเป็นใคร มีแขนใหญ่ รุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางป่าเหมือนไฟอันลุกโชนด้วยเปรียง ท่านคงเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ คนใดคนหนึ่งเป็นยักษ์หรือเป็นนาคผู้มีอานุภาพมาก.
นาโคหมสฺมิ อิทฺธิมา เตชสี ๑ ทุรติกฺกโม
ฑํเสยฺยํ เตชสา กุทฺโธ ผีตํ ชนปทํ อปิ ฯ
สมุทฺทชา หิ เม มาตา ธตรฏฺโฐ จ เม ปิตา
สุทสฺสนกนิฏฺโฐสฺมิ ภูริทตฺโตติ มํ วิทู ฯ
เราเป็นนาคผู้มีฤทธิ์เดช ยากที่ใครๆ จะล่วงได้ ถ้าแม้เราโกรธแล้ว พึงขบชนบทที่เจริญให้แหลกได้ด้วยเดช มารดาของเราชื่อสมุททชา บิดาของเราชื่อว่าธตรฐ เราเป็นน้องของสุทัสสนะ คนทั้งหลายเรียกเราว่าภูริทัต.
ยํ คมฺภีรํ สทาวฏฺฏํ รหทํ เภสฺมํ ๒ เปกฺขสิ
เอโส ทิโพฺย มมาวาโส อเนกสตโปริโส ฯ
มยูรโกญฺจาภิรุทํ นีโลทํ วนมชฺฌโต
ยมุนํ ปวิส มา ภีโต เขมํ วตฺตวตึ ๓ สิวํ ฯ
ท่านเพ่งดูห้วงน้ำลึกวนอยู่ทุกเมื่อ น่ากลัวห้วงน้ำนั้นเป็นที่อยู่อันรุ่งเรืองของเรา ลึกหลายร้อยชั่วบุรุษ ท่านอย่ากลัวเลย จงเข้าไปยังแม่น้ำยมุนาเป็นแม่น้ำมีสีเขียวไหลจากกลางป่า กึกก้องด้วยเสียงนกยูงและนกกระเรียน เป็นที่เกษมสำราญของผู้มีอาจารวัตร.
ตตฺถ ปตฺโต สานุจโร สห ปุตฺเตน พฺราหฺมณ
ปูชิโต มยฺหํ กาเมหิ สุขํ พฺราหฺมณ วจฺฉสิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านพร้อมด้วยบุตรและภรรยา ไปถึงนาคพิภพแล้ว เราจะบูชาท่านด้วยกามทั้งหลาย ท่านจักอยู่เป็นสุข.
สมา สมนฺตปริโต ปหุตตครา ๔ มหี
อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา โสภติ หริตุตฺตมา ฯ
รมฺมานิ วนเจตฺยานิ รมฺมา หํสุปกูชิตา
โอปุปฺผปทุมา ติฏฺฐนฺติ โปกฺขรญฺญา ๕ สุนิมฺมิตา ฯ
อฏฺฐํสา สุกตา ถมฺภา สพฺเพ เวฬุริยามยา
สหสฺสถมฺภา ปาสาทา ปูรา กญฺญาหิ โชตเร ฯ
วิมานํ อุปปนฺโนสิ ทิพฺพํ ปุญฺเญหิ อตฺตโน
อสมฺพาธํ สิวํ รมฺมํ อจฺจนฺตสุขสญฺหิตํ ฯ
มญฺเญ สหสฺสเนตฺตสฺส วิมานํ นาภิกงฺขสิ
อิทฺธิ หิ ตฺยายํ วิปุลา สกฺกสฺเสว ชุตีมโต ฯ
๑ ม. เตชสฺสี ฯ ๒ ม. ภิสฺมํ ฯ ๓ ม. วตฺตวตํ ฯ ๔ ม. ปหูตตครา ฯ สี. ยุ.
พหุกา ตตฺครา ฯ ๕ ม. โปกฺขรญฺโญ ฯ
แผ่นดินมีพื้นอันราบเรียบ ประกอบด้วยต้นกฤษณาเป็นอันมาก ดารดาษด้วยหมู่แมลงค่อมทอง มีหญ้าเขียวชะอุ่มงามอุดม หมู่ไม้อันน่ารื่นรมย์สระโบกขรณีที่สร้างไว้สวยงาม ระงมด้วยเสียงหงส์ มีดอกปทุมร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด มีปราสาท ๘ มุม มีเสาพันเสาอันขัดเกลาดีแล้วทุกเสาสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ เรืองจรูญด้วยเหล่านางนาคกัญญา พระองค์เป็นผู้บังเกิดในวิมานทิพย์อันกว้างใหญ่ เป็นวิมานเกษมสำราญรื่นรมย์ มีสุขหาอันใดจะเปรียบปานมิได้ ด้วยบุญของพระองค์ พระองค์เห็นจะไม่ทรงหวังวิมานของพระอินทร์ เพราะฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ไพบูลย์ของพระองค์นี้ ก็เหมือนของท้าวสักกะผู้รุ่งเรือง ฉะนั้น.
มนสาปิ น ปตฺตพฺโพ อานุภาโว ชุตีมโต
ปริจาริยมานานํ อินฺทานํ ๑ วสวตฺตินํ ฯ
อานุภาพของคนรับใช้ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของท้าวสักกเทวราชผู้รุ่งเรือง ใครๆ ไม่พึงถึงแม้ด้วยใจ.
ตํ วิมานํ อภิชฺฌาย อมรานํ สุเขสินํ
อุโปสถํ อุปวสนฺโต เสมิ วมฺมิกมุทฺธนิ ฯ
เราปรารถนาวิมานของเทวดาทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในความสุขนั้น จึงไปรักษาอุโบสถอยู่บนจอมปลวก.
อหญฺจ มิคเมสาโน สปุตฺโต ปาวิสึ วนํ
เต ๒ มํ มตํ วา ชีวํ วา นาภิเวเทนฺติ ญาตกา ฯ
อามนฺตเย ภูริทตฺตํ กาสิปุตฺตํ ยสสฺสินํ
ตยา โน สมนุญฺญาตา อปิ ปสฺเสมุ ญาตเก ฯ
ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรเข้าไปสู่ป่าแสวงหาเนื้อ ญาติเหล่านั้นไม่รู้ว่าข้าพระองค์ตายหรือเป็น ข้าพระองค์ขอทูลลาพระภูริทัตผู้เรืองยศ โอรสแห่งกษัตริย์แคว้นกาสี พระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ข้าพระบาทก็จะได้ไปเยี่ยมญาติ.
เอโส หิ วต เม ฉนฺโท ยํ วเสสิ มมนฺติเก
น หิ เอตาทิสา กามา สุลภา โหนฺติ มานุเส ฯ
สเจ ตฺวํ นิจฺฉเส วตฺถุํ มม กาเมหิ ปูชิโต
มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ ญาตเก ฯ
การที่ท่านได้มาอยู่ในสำนักของเรานี้ เป็นความพอใจของเราหนอ แต่ว่ากามารมณ์เช่นนี้ เป็นของหาไม่ได้ง่ายในมนุษย์ ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะอยู่ เราจะบูชาท่านด้วยกามารมณ์ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ท่านไปเยี่ยมญาติได้โดยสวัสดี.
ธารยิมํ มณึ ทิพฺยํ ปสุํ ปุตฺเต จ วินฺทสิ
อโรโค สุขิโต โหหิ ๓ คจฺเฉวาทาย พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เมื่อท่านทรงทิพยมณีนี้อยู่ ย่อมได้ปศุสัตว์และบุตรทั้งหลายตามปรารถนา ท่านจงถือเอาทิพยมณีไป ปราศจากโรคภัยเป็นสุขเถิด.
กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว
ปพฺพชิสฺสามิ ชิณฺโณสฺมิ น กาเม อภิปตฺถเย ฯ
ข้าแต่ภูริทัต พระดำรัสของพระองค์หาโทษมิได้ ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักข้าพระองค์แก่แล้วจักบวช ไม่ปรารถนากามทั้งหลาย.
พฺรหฺมจริยสฺส เจ ภงฺโค โหติ โภเคหิ การิยํ
อวิกปฺปมาโน เอยฺยาสิ พหุํ ทสฺสามิ เต ธนํ ฯ
ถ้าหากพรหมจรรย์มีการแตกหัก กิจที่ต้องทำด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายเกิดขึ้น ท่านอย่าได้มีความหวั่นใจ ควรมาหาเรา เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านมากๆ.
กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว
ปุนปิ อาคมิสฺสามิ สเจ อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ
๑ ม. สอินฺทานํ ฯ ๒ ม. ตํ ฯ ๓ ม. โหติ ฯ
ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์หาโทษมิได้ ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก ข้าพระองค์จักกลับมาอีก ถ้าจักมีความต้องการ.
อิทํ วตฺวา ภูริทตฺโต เปเสสิ จตุโร ชเน
เอถ คจฺฉถ อุฏฺเฐถ ขิปฺปํ ปาเปถ พฺราหฺมณํ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุฏฺฐาย จตุโร ชนา
เปสิตา ภูริทตฺเตน ขิปฺปํ ปาเปสุํ พฺราหฺมณํ ฯ
พระภูริทัตตรัสดำรัสนี้แล้ว จึงใช้ให้นาคมาณพ ๔ ตนไปส่งว่า ท่านทั้งหลายจงมา เตรียมตัวพาพราหมณ์ไปส่งให้ถึงโดยเร็ว นาคมาณพ๔ ตนที่ภูริทัตตรัสใช้ให้ไปส่ง ฟังรับสั่งของภูริทัต เตรียมตัวแล้ว พาพราหมณ์ไปส่งให้ถึงโดยเร็ว.
มณึ ปคฺคยฺห มงฺคลฺยํ สาธุ วิตฺตํ ๑ มโนรมํ
เสลํ พฺยญฺชนสมฺปนฺนํ โก อิมํ มณิมชฺฌคา ฯ
แก้วมณีที่สมมติกันว่าเป็นมงคล เป็นของดี เป็นเครื่องปลื้มรื่นรมย์ใจเกิดแต่หิน สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ที่ท่านถืออยู่นี้ใครได้มาไว้.
โลหิตกฺขิสหสฺสาหิ สมนฺตา ปริวาริตํ
อชฺช กาลํ ปถํ ๒ คจฺฉํ อชฺฌคาหํ มณึ อิมํ ฯ
แก้วมณีนี้ พวกนางนาคมาณวิกาประมาณพันหนึ่งล้วนมีตาแดง แวดล้อมอยู่โดยรอบในกาลวันนี้ เราเดินทางไปได้แก้วมณีนั้นมา.
สุปจิณฺโณ อยํ เสโล อจฺจิโต มหิโต สทา
สุธาริโต สุนิกฺขิตฺโต สพฺพตฺถมภิสาธเย ฯ
อุปจารวิปนฺนสฺส นิกฺเขเป ธารณาย วา
อยํ เสโล วินาสาย ปริจิณฺโณ อโยนิโส ฯ
นยิมํ อกุสโล ทิพฺยํ มณึ ธาเรตุมารโห
ปฏิปชฺช สตํ นิกฺขํ เทหิมํ รตนํ มม ฯ
แก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้ ที่หามาได้ด้วยดี อันบุคคลเคารพบูชา ประดับประดาเก็บรักษาไว้ด้วยดีทุกเมื่อ ยังประโยชน์ทั้งปวงให้สำเร็จได้ เมื่อบุคคลปราศจากการระวังในการเก็บรักษา หรือในการประดับประดาแก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้ ที่บุคคลหามาได้โดยไม่แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ คนผู้ไม่มีกุศลไม่ควรประดับแก้วมณีอันเป็นทิพย์นี้ เราจักให้ทองคำร้อยแท่ง ขอท่านจงให้แก้วมณีนี้แก่เราเถิด.
เนว มายํ ๓ มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา
เสโล พฺยญฺชนสมฺปนฺโน เนว เกยฺโย มณิ มม ฯ
แก้วมณีของเรานี้ ไม่ควรแลกเปลี่ยนด้วยโคหรือรัตนะ เพราะแก้วมณีอันเกิดแต่หิน บริบูรณ์ด้วยลักษณะ เราจึงไม่ขาย.
โน เจ ตยา มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา
อถ เกน มณิ เกยฺโย ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ถ้าท่านไม่แลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยโคหรือรัตนะ เมื่อเช่นนั้น ท่านจะแลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยอะไร เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เรา.
โย เม สํเส มหานาคํ เตชสึ ทุรติกฺกมํ
ตสฺส ทชฺชํ อิมํ เสลํ ชลนฺตริว ๑ เตชสา ฯ
๑ ยุ. สาธุจิตฺตํ ฯ ๒ สี. ยุ. ปทํ ฯ ๓ ม. น จ มยายํ ฯ
ผู้ใดบอกนาคใหญ่ผู้มีเดช ยากที่บุคคลจะล่วงเกินได้ เราจะให้แก้วมณีอันเกิดแต่หิน อันรุ่งเรืองด้วยรัศมี.
โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน สุปณฺโณ ปตตํ วโร
นาคํ ชิคึสมเนฺวติ ๒ อเนฺวสํ ภกฺขมตฺตโน ฯ
ครุฑผู้ประเสริฐหรือไรหนอ แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาแสวงหานาคประสงค์จะนำไปเป็นอาหารของตน.
นาหํ ทิชาธิโป โหมิ น ทิฏฺโฐ ครุโฬ มยา
อาสีวิเสน วิตฺโตสฺมิ ๓ เวชฺโช พฺราหฺมณ มํ วิทู ฯ
ดูกรพราหมณ์ เรามิได้เป็นครุฑ เราไม่เคยเห็นครุฑ เราเป็นผู้สนใจด้วยงูพิษ ชนทั้งหลายรู้จักเราว่าเป็นหมองู.
กึ นุ ตุยฺหํ พลํ อตฺถิ กึ สิปฺปํ วิชฺชเต ตว
กิสฺมึ วา ตฺวํ ปรตฺถทฺโธ อุรคํ นาปจายสิ ฯ
ท่านมีกำลังอะไร มีศิลปอะไร ท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งผลอันพิเศษในอะไรจึงไม่ยำเกรงนาค.
อารญฺญิกสฺส อิสิโน จิรํ รตฺตํ ตปสฺสิโน
สุปณฺโณ โกสิยสฺสกฺขา วิสวิชฺชํ อนุตฺตรํ ฯ
ตํ ภาวิตตฺตญฺญตรํ สมฺมนฺตํ ปพฺพตนฺตเร
สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ
โส ตทา ปริจิณฺโณ เม วตฺตํ วา พฺรหฺมจาริยํ ๔
ทิพฺยํ ปาตุกริ มนฺตํ กามสา ภควา มมํ ฯ
ตฺยาหํ มนฺเต ปรตฺถทฺโธ นาหํ ภายามิ โภคินํ
อาจริโย วิสฆาตานํ อาลมฺพายโนติ ๕ มํ วิทู ฯ
ครุฑมาบอกวิชาหมองูอย่างสูง แก่ฤาษีโกสิยโคตรผู้อยู่ในป่า ประพฤติตบะอยู่สิ้นกาลนาน เราเข้าไปหาฤาษีตนหนึ่งซึ่งนับเข้าในพวกฤาษีผู้บำเพ็ญตนอาศัยอยู่ในระหว่างภูเขา ได้บำรุงท่านโดยเคารพ มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญวัตรและพรหมจรรย์เป็นผู้มีโชค เมื่อได้สมาคมกับเรา จึงสอนมนต์ทิพย์ให้แก่เราด้วยความรัก เราทรงไว้ซึ่งผลอันวิเศษในมนต์นั้น จึงไม่กลัวต่อนาค เราเป็นอาจารย์ของพวกหมอฆ่าพิษ ชนทั้งหลายรู้จักเราว่าอาลัมพายน์.
คณฺหามเส มณึ ตาต โสมทตฺต วิชานาหิ
มา ทณฺเฑน สิรึ ปตฺตํ กามสา ปชหามเส ๖ ฯ
เราทั้งหลายจงรับแก้วไว้สิ ดูกรพ่อโสมทัต เจ้าจงรู้ไว้ เราทั้งหลายอย่าละสิริอันมาถึงตนด้วยท่อนไม้ตามชอบใจสิ.
สกํ นิเวสนํ ปตฺตํ โย ตํ พฺราหฺมณ ปูชยิ
เอวํ กลฺยาณการิสฺส กึ โมหา ทุพฺภิมิจฺฉสิ ฯ
สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ ๒
ตเมว คนฺตฺวา ยาจสฺสุ พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
๑ ม. ชลนฺตมิว ฯ ๒ ม. ชิคี - ฯ ๓ จิตฺโตสฺมีติปิ ปาโฐ ฯ ม. วิตฺโตติ ฯ
๔ ม. วตฺตวา พฺรหฺมจริยวา ฯ ๕ ม. อลมฺปาโนติ ฯ สี. ยุ. อาลมฺพาโนติ ฯ
๖ ม. ปชหิมฺเส ฯ
ข้าแต่พ่อผู้เป็นพราหมณ์ ภูริทัตนาคราชบูชาคุณพ่อผู้ไปถึงที่อยู่ของตนเพราะเหตุไร คุณพ่อจึงปรารถนาประทุษร้ายต่อผู้กระทำดีเพราะความหลงอย่างนี้ ถ้าคุณพ่อปรารถนาทรัพย์ ภูริทัตนาคราชก็คงจักให้ คุณพ่อไปขอท่านเถิด ภูริทัตนาคราชคงจักให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่คุณพ่อ.
หตฺถคตํ ปตฺตคตํ นิกฺกิณฺณํ ขาทิตุํ วรํ
มา โน สนฺทิฏฺฐิโก อตฺโถ โสมทตฺต อุปจฺจคา ฯ
ดูกรโสมทัต การกินของที่ถึงมือ ถึงภาชนะ หรือที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าเป็นความประเสริฐ ประโยชน์ที่เห็นประจักษ์ อย่าได้ล่วงเราไปเสียเลย.
ปจฺจติ นิรเย โฆเร มหิมสฺส วินฺทฺรียติ ๓
มิตฺตทุพฺภี หิตจฺจาคี ชีวเร วาปิ สุสฺสติ ๔ ฯ
สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ
มญฺเญ อตฺตกตํ เวรํ น จิรํ เวทยิสฺสสิ ฯ
คนประทุษร้ายมิตร สละความเกื้อกูล จะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายแรง แผ่นดินย่อมสูบผู้นั้น หรือเมื่อผู้นั้นมีชีวิตอยู่ก็ซูบซีด ถ้าคุณพ่อปรารถนาทรัพย์ ภูริทัตนาคราชก็คงจักให้ ผมเข้าใจว่า คุณพ่อจักต้องได้ประสบเวรที่ตนทำไว้ในไม่ช้า.
มหายญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สุชฺฌนฺติ พฺราหฺมณา
มหายญฺญํ ยชิสฺสาม เอวํ โมกฺขาม ปาปกา ฯ
พราหมณ์ทั้งหลายบูชายัญแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ได้ เราจักบูชามหายัญ ก็จักพ้นจากบาปด้วยการบูชายัญอย่างนี้.
หนฺททานิ อปายามิ นาหํ อชฺช ตยา สห
ปทเมกํ ๕ น คจฺเฉยฺยํ เอวํ กิพฺพิสการินา ฯ
เชิญเถิด ผมจะขอแยกไป ณ บัดนี้ วันนี้ผมจะไม่ขออยู่ร่วมกับคุณพ่อจะไม่ขอเดินทางร่วมกับคุณพ่อผู้ทำกรรมหยาบอย่างนี้สักก้าวเดียว.
อิทํ วตฺวาน ปิตรํ โสมทตฺโต พหุสฺสุโต
อุชฺฌาเปตฺวาน ภูตานิ ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ
โสมทัตผู้ได้ยินได้ฟังมามาก ครั้นกล่าวกะบิดา และประกาศกะเทวดาทั้งหลายอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไปจากที่นั้น
คณฺหาเหตํ มหานาคํ อาหเรตํ มณึ มม
อินฺทโคปกวณฺณาภา ๖ ยสฺส โรหิตโก สิโร ฯ
กปฺปาสปิจุราสีว เอโส กาโย ปทิสฺสติ ๗
วมฺมิกคฺคคโต เสติ ตํ ตฺวํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ
ท่านจงจับเอานาคใหญ่นั่น จงส่งแก้วมณีนั้นมาให้เรา นาคใหญ่นั่นมีรัศมีดังสีแมลงค่อมทอง ศีรษะแดง ตัวปรากฏดังกองปุยนุ่น นอนอยู่บนจอมปลวกนั่น ท่านจงจับเอาเถิดพราหมณ์.
อโถสเธหิ ทิพฺเพหิ ชปฺปํ มนฺตปทานิ จ
เอวนฺตํ อสกฺขิ ผุฏฺฐุํ ๘ กตฺวา ปริตฺตมตฺตโน ฯ
๑ สี. ยุ. สเจ หิ ฯ ๒ ม. ปทสฺสติ ฯ ๓ ม. มหิสฺสมปิ วิวรติ ฯ สี. ยุ.
มหิสฺสมว ทียติ ฯ ๔ สี. ยุ. ชีวเร จาปิ สุสฺสเร ฯ ๕ ม. ปทมฺเปกํ ฯ
๖ ม. ...วณฺณาโภ ฯ ๗ สี. ยุ. กายสฺส ทิสฺสติ ฯ ๘ ม. สตฺถุํ ฯ สี. ยุ. สฏฺฐุํ ฯ
อาลัมพายน์เอาทิพยโอสถทาตัว และร่ายมนต์ทำการป้องกันตัวอย่างนี้จึงสามารถจับพญานาคนั้นได้.
มมํ ทิสฺวาน อายนฺตํ สพฺพกามสมิทฺธินํ
อินฺทฺริยานิ อหฏฺฐานิ สาวํ ชาตํ มุขํ ตว ฯ
ปทุมํ ยถา หตฺถคตํ ปาณินา ปริมทฺทิตํ
สาวํ ชาตํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน เอทิสํ ฯ
เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้ให้สำเร็จ สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงมาเฝ้าแล้ว อินทรีย์ของพระแม่เจ้าไม่ผ่องใส พระพักตร์พระแม่เจ้าก็เกรียมดำ เพราะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์เช่นนี้ พระพักตร์พระแม่เจ้าเกรียมดำ เหมือนดอกบัวอยู่ในมือถูกขยี้ ฉะนั้น.
กจฺจิ นุ เต นาภิสฺสสิ กจฺจิ เต อตฺถิ เวทนา
เยน สาวํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน อาคตํ ฯ
ใครว่าล่วงเกินพระแม่เจ้าหรือ หรือพระแม่เจ้ามีเวทนาอะไร เพราะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้มาเฝ้า พระพักตร์ของพระแม่เจ้าเกรียมดำเพราะเหตุไร.
สุปินํ ตาต อทฺทกฺขึ อิโต มาสํ อโธคตํ
ทกฺขิณํ วิย เม พาหุํ เฉตฺวา รุหิรมกฺขิตํ
ปุริโส อาทาย ปกฺกามิ มม โรทนฺติยา สติ ฯ
ยโตหํ สุปินมทฺทกฺขึ สุทสฺสน วิชานาหิ
ตโต ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ เม โนปลพฺภติ ฯ
พ่อสุทัสสนะลูกรักเอ๋ย แม่ได้ฝันเห็นล่วงมาเดือนหนึ่งแล้วว่า (มี) ชายมาตัดแขนของแม่ดูเหมือนข้างขวา พาเอาไปทั้งที่เปื้อนเลือด เมื่อแม่กำลังร้องไห้อยู่ ตั้งแต่แม่ได้ฝันเห็นแล้ว เจ้าจงรู้เถิดว่าแม่ไม่ได้ความสุขทุกวันทุกคืน.
ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ กญฺญา รุจิรวิคฺคหา
เหมชาลปฏิจฺฉนฺนา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ
ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ เนตฺตึสวรธาริโน
กณิการาว สมฺผุลฺลา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ
หนฺททานิ คมิสฺสาม ภูริทตฺตนิเวสนํ
ธมฺมฏฺฐํ สีลสมฺปนฺนํ ปสฺสาม ตว ภาตรํ ฯ
แต่ก่อนนางกัญญาทั้งหลาย ผู้มีร่างกายอันสวยสดงดงาม ปกคลุมด้วยตาข่ายทอง พากันบำเรอภูริทัตใด บัดนี้ภูริทัตนั้นย่อมไม่ปรากฏ แต่ก่อนเสนาทั้งหลายผู้ถือดาบอันคมกล้า งามดังกรรณิการ์ พากันห้อมล้อมภูริทัตใด บัดนี้ภูริทัตนั้นย่อมไม่ปรากฏ เอาละเราจักไปยังนิเวศน์แห่งภูริทัตเดี๋ยวนี้ จักไปเยี่ยมน้องของเจ้า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล.
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ภูริทตฺตสฺส มาตรํ
พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ภูริทตฺตสฺส ภริยาโย ฯ
ปุตฺตนฺเตยฺเย น ชานาม อิโต มาสํ อโธคตํ
มตํ วา ยทิ วา ชีวํ ภูริทตฺตํ ยสสฺสินํ ฯ
๑ สี. ยุ. ปริจารึสุ ฯ
ภริยาทั้งหลายของภูริทัต เห็นพระมารดาของภูริทัตเสด็จมา ต่างพากันประคองแขนคร่ำครวญว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันทั้งหลายไม่ทราบเกล้า ล่วงมาเดือนหนึ่งแล้วว่า ภูริทัตผู้เรืองยศ โอรสของพระแม่เจ้าสิ้นชีพเสียแล้วหรือว่ายังดำรงชนม์อยู่.
สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ
จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ
กุรุรี หตจฺฉาปาว ๑ สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ
จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ
สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก
จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ
กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ
เอวํ ฌายามิ โสเกน ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ
เราไม่เห็นภูริทัต จักตรอมตรมด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน ดังนางนกพลัดพรากจากลูกเห็นแต่รังเปล่า เราไม่เห็นภูริทัต จักตรอมตรมด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน ดังนางหงส์ขาวพลัดพรากจากลูกอ่อน เราไม่เห็นภูริทัต จักตรอมตรมด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน ดังนางนกจากพรากในเปือกตมอันไม่มีน้ำเป็นแน่ เราไม่เห็นภูริทัตจักตรอมตรมด้วยความโศก เปรียบเหมือนเบ้าของช่างทอง เกรียมไหม้ในภายใน ไม่ออกไปภายนอก ฉะนั้น.
สาลาว สมฺปมทฺทิตา ๒ มาลุเตน ปมทฺทิตา
เสนฺติ ปุตฺตา จ ทารา จ ภูริทตฺตนิเวสเน ฯ
บุตรธิดาและชายาในนิเวศน์ของภูริทัต ล้มนอนระเนระนาด ดังต้นรังอันลมฟาดหักลง ฉะนั้น.
เตสํ สุตฺวาน นิคฺโฆสํ ภูริทตฺตนิเวสเน
อริฏฺโฐ จ สุโภโค ๓ จ ปธาวึสุ ๔ อนนฺตรา
อมฺม อสฺสาส มา โสจิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน
จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ เอสาสฺส ปริณามตา ฯ
อริฏฐะและสุโภคะ ได้ฟังเสียงอันกึกก้องของบุตรธิดาและชายาของภูริทัตเหล่านั้นในนิเวศน์ของภูริทัต จึงวิ่งไปในระหว่าง ช่วยกันปลอบมารดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัยอย่าเศร้าโศกไปเลย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมมีความตายและความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอย่างนี้ การตายและการเกิดขึ้นนี้ เป็นความแปรของสัตว์โลก.
อหํปิ ตาต ชานามิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน
โสเกน จ ปเรตสฺมึ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี
อชฺช เจ เม อิมํ รตฺตึ สุทสฺสน วิชานาหิ
ภูริทตฺตํ อปสฺสนฺตี มญฺเญ หิสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
ดูกรพ่อสุทัสสนะ ถึงแม้รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ก็แต่ว่าแม่เป็นผู้อันความเศร้าโศกครอบงำแล้ว ถ้าเมื่อแม่ไม่ได้เห็นภูริทัตคืนวันนี้ เจ้าจงรู้ว่า แม่ไม่ได้เห็นภูริทัต เห็นจะต้องละชีวิตไปแน่.
อมฺม อสฺสาส มา โสจิ อานยิสฺสาม ภาตรํ
ทิโสทิสํ คมิสฺสาม ภาตุปริเยสนํ จรํ
ปพฺพเต คิริทุคฺเคสุ คาเมสุ นิคเมสุ จ
โอเรน สตฺตรตฺตสฺส ๑ ภาตรํ ปสฺส อาคตํ ฯ
๑ ม. กุรรี หตฉาปาว ฯ ๒ ม. สมฺปมถิตา ฯ ๓ สี. ยุ. สุภโค ฯ ๔ สี. ยุ.
อุปธาวึสุ ฯ
ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัย อย่าเศร้าโศกไปเลย ลูกทั้ง ๓ จักเที่ยวแสวงหาภูริทัตไปตามทิศน้อยทิศใหญ่ ที่ภูเขา ซอกเขา บ้าน และนิคมแล้วจักนำท่านพี่ภูริทัตมา พระแม่เจ้าจักได้ทรงเห็นท่านพี่ภูริทัตมาภายใน ๗ วัน.
หตฺถา ปมุตฺโต อุรโค ปาเท เต นิปติ ภุสํ
กจฺจิ นุ ฑํสิโต ๒ ตาต มา ภายิ สุขิโต ภว ฯ
นาคหลุดพ้นจากมือ ไปฟุบลงที่เท้าของท่านคุณพ่อ มันกัดเอากระมังหนอ คุณพ่ออย่ากลัวเลย จงถึงความสุขเถิด.
เนว มยฺหํ อยํ นาโค อลํ ทุกฺขาย กายจิ
ยาวตตฺถิ อหิคฺคาโห มยา ภิยฺโย น วิชฺชติ ฯ
นาคตัวนี้ ไม่สามารถจะทำความทุกข์อะไรๆ แก่เราเลย หมองูมีอยู่เท่าใด ก็ไม่ดียิ่งไปกว่าเรา.
โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน ทตฺโต ๓ ปริสมาคโต
อวฺหายตุ ๔ สุยุทฺเธน สุณาตุ ๕ ปริสา มม ฯ
คนเซอะอะไรหนอ แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาท้ารบในที่ประชุมชน ขอบริษัทจงฟังเรา.
ตฺวํ มํ นาเคน อาลมฺพ อหํ มณฺฑูกฉาปิยา
โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ
ดูกรหมองู ท่านจงต่อสู้กับเราด้วยนาค เราจักต่อสู้กับท่านด้วยลูกเขียดในการรบของเรานั้น เราทั้งสองจงมาพนันกันด้วยเดิมพัน ๕๐๐๐.
อหญฺหิ วสุมา อฑฺโฒ ตฺวํ ทลิทฺโทสิ มาณว
โก นุ เต ปาฏิโภคตฺถิ อุปชูตญฺจ กึ สิยา ฯ
อุปชูตญฺจ เม อสฺส ปาฏิโภโค จ ตาทิโส
โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ
ดูกรมาณพ เราเท่านั้นเป็นคนมั่งคั่งด้วยทรัพย์ ท่านเป็นคนจนใครจะเป็นคนรับประกันท่าน และอะไรเป็นเดิมพันของท่าน เดิมพันของเรามีและคนรับประกันเช่นนั้นก็มี ในการรบของเราทั้งสอง เราทั้งสองมาพนันกันด้วยเดิมพัน ๕๐๐๐.
สุโณหิ เม มหาราช วจนํ ภทฺทมตฺถุ เต
ปญฺจนฺนํ เม สหสฺสานํ ปาฏิโภโค หิ กิตฺติม ฯ
ดูกรมหาบพิตรผู้ทรงเกียรติ เชิญสดับคำของอาตมภาพ ขอความเจริญจงมีแก่มหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงรับประกันทรัพย์ ๕๐๐๐ ของอาตมภาพเถิด.
เปตฺติกํ วา อิณํ โหติ ยํ วา โหติ สยํ กตํ
กึ ตฺวํ เอวํ พหุํ มยฺหํ ธนํ ยาจสิ พฺราหฺมณ ฯ
ข้าแต่ดาบส หนี้เป็นของบิดา หรือว่าเป็นหนี้ที่ท่านทำเอง เพราะเหตุไรท่านจึงขอทรัพย์มากมายอย่างนี้ต่อข้าพเจ้า.
อาลมฺพายโน ๖ หิ นาเคน มมํ อภิชิคึสติ
อหํ มณฺฑูกฉาปิยา ฑํสยิสฺสามิ พฺราหฺมณํ ฯ
ตํ ตฺวํ ทฏฺฐุํ มหาราช อชฺช รฏฺฐาภิวฑฺฒน
ขคฺค ๑ สงฺฆปริพฺยูโฬฺห นียาหิ อหิทสฺสนํ ๒ ฯ
๑ สี. ยุ. ทสรตฺตสฺส ฯ ๒ สี. กจฺจิ ตํ นุ ฑํสี ฯ ม. กจฺจิ นุ ตํ ฑํสี ฯ
ยุ. กจฺจิตานุฑสี ฯ ๓ ม. ทิตฺโต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. อวฺหายนฺตุ ฯ
๕ ม. สุณนฺตุ ฯ ๖ ม. อลมฺพาโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
เพราะนายอาลัมพายน์ ปรารถนาจะต่อสู้กับอาตมภาพด้วยนาค อาตมภาพจักให้ลูกเขียดกัดนายอาลัมพายน์ ดูกรมหาบพิตรผู้ผดุงรัฐ ขอเชิญพระองค์ผู้มีหมู่ทหารดาบเป็นกองทัพเสด็จไปทอดพระเนตรนาคในวันนี้.
เนว ตํ อติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน มาณว
อติมตฺโตสิ สิปฺเปน อุรคํ นาปจายสิ ฯ
ข้าแต่ดาบส เราไม่ได้ดูหมิ่นท่านโดยทางศิลปศาสตร์เลย ท่านมัวเมาด้วยศิลปศาสตร์มากไป ไม่ยำเกรงนาค.
อหมฺปิ นาติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน พฺราหฺมณ
อวิเสน จ นาเคน ภุสํ วญฺจยเส ชนํ ฯ
เอวญฺเจตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ
น ตฺวํ ลภสิ อาลมฺพ ถุสมุฏฺฐึ ๓ กุโต ธนํ ฯ
ดูกรพราหมณ์ แม้อาตมาก็ไม่ได้ดูหมิ่นท่านในทางศิลปศาสตร์ แต่ว่าท่านล่อลวงประชาชนนักด้วยนาคอันไม่มีพิษ ถ้าชนพึงรู้ว่านาคของท่านไม่มีพิษ เหมือนอย่างอาตมารู้แล้วท่านก็จะไม่ได้แกลบสักกำมือหนึ่งเลยจักได้ทรัพย์แต่ที่ไหนเล่าหมองู.
ขราชิโน ชฏี รุมฺมี ๔ ทตฺโต ปริสมาคโต
โย ตฺวํ เอวํ คตํ นาคํ อวิโส อติมญฺญสิ
อาปชฺช โข นํ ชญฺญาสิ ปุณฺณํ อุคฺคสฺส เตชสา ๕
มญฺเญ ตํ ภสฺมราสึว ขิปฺปเมโส กริสฺสติ ฯ
ท่านผู้นุ่งหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เกล้าชฎารุ่มร่าม เหมือนคนเซอะเข้ามาในประชุมชน ดูหมิ่นนาคเช่นนี้ว่าไม่มีพิษ ท่านเข้ามาใกล้แล้วก็จะพึงรู้ว่านาคนั้นเต็มไปด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุด ข้าพเจ้าเข้าใจว่านาคตัวนี้จักทำท่านให้แหลกเป็นเหมือนเถ้าไปโดยฉับพลัน.
สิยา วิสํ สิลุตฺตสฺส ทุฑฺฑุภสฺส ๖ สิลาภุโน
เนว โลหิตสีสสฺส วิสํ นาคสฺส วิชฺชติ ฯ
พิษของงูเรือน งูปลา งูเขียว พึงมี แต่พิษของนาคมีศีรษะแดง ไม่มีเลยทีเดียว.
สุตเมตํ อรหตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ
อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา
ชีวนฺโต เทหิ ทานานิ ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ
อยํ นาโค มหิทฺธิโก เตชสี ทุรติกฺกโม
เตน ตํ ฑํสยิสฺสามิ โส ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ
๑ ม. ขตฺต- ฯ ๒ สี. ยุ. อภิทสฺสนํ ฯ ๓ ม. ภุสมุฏฺฐึ ฯ สี. ยุ. สตฺตุมุฏฺฐึ ฯ
๔ ม. ทุมฺมี ฯ ๕ ม. เตชโส ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. เทฑฺฑุภสฺส ฯ
ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้สำรวม ผู้มีตบะมาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านมีชีวิตอยู่ จงให้ทานเสียเถิด ถ้าท่านมีสิ่งของที่ควรจะให้ นาคนี้มีฤทธิ์มาก มีเดช ยากที่ใครๆ จะก้าวล่วงได้ เราจะให้นาคนั้นกัดท่าน มันก็จักทำท่านให้เป็นเถ้าไป.
มยาเปตํ สุตํ สมฺม สญฺญตานํ ตปสฺสินํ
อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา
ตฺวเมว เทหิ ชีวนฺโต ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ
อยํ อจฺจิมุขี ๑ นาม ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา
ตาย ตํ ฑํสยิสฺสามิ สา ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ
ยา ธีตา ธตรฏฺฐสฺส เวมาตา ภคินี มม
สา ฑํสตุ อจฺจิมุขี ๒ ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา ฯ
ดูกรสหาย แม้เราก็ได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้สำรวม ผู้มีตบะมาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านนั่นแหละเมื่อมีชีวิตอยู่ จงให้ทานเสีย ถ้าท่านมีสิ่งของที่ควรจะให้ ลูกเขียดชื่อว่าอัจจิมุขีนี้ เต็มด้วยเดชเหมือนของนาคอันสูงสุด เราจักให้ลูกเขียดนั้นกัดท่าน ลูกเขียดนั้นจักทำท่านให้เป็นเถ้าไป นางเป็นธิดาของท้าวธตรฐเป็นน้องสาวต่างมารดาของเรา นางอัจจิมุขีผู้เต็มไปด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุดนั้นจงกัดท่าน.
ฉมายญฺเจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ
ติณลตานิ โอสโธฺย อุสฺสุสฺเสยฺยุํ อสํสยํ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักหยดพิษลงบนแผ่นดิน มหาบพิตรจงทรงทราบเถิด ต้นหญ้าลดาวัลย์ และต้นยาทั้งหลาย พึงเหี่ยวแห้งไปโดยไม่ต้องสงสัย.
อุทฺธญฺเจ ปาตยิสฺสามิ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ
สตฺต วสฺสานิ ยํ เทโว น วสฺเส น หิมํ ปเต ฯ
ดูกรมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักขว้างพิษขึ้นไปบนอากาศ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า ฝนและน้ำค้างจะไม่ตกตลอด ๗ ปี
อุทเก เจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ
ยาวนฺโตทกชา ปาณา มเรยฺยุํ มจฺฉกจฺฉปา ฯ
ดูกรมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักหยดพิษลงในน้ำ มหาบพิตรจงทราบเถิด สัตว์น้ำมีประมาณเท่าใด ทั้งปลาและเต่าก็พึงตายหมด.
โลกฺยํ สชนฺตํ อุทกํ ปยาคสฺมึ ปติฏฺฐิตํ
โก มํ อชฺโฌหรี ภูโต โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ ฯ
น้ำที่โลกสมมติว่าสามารถลอยบาปได้ มีอยู่ที่ท่าปยาคะ ภูตผีอะไรฉุดเราลงสู่แม่น้ำยมุนาอันลึก.
ยเทส โลกาธิปตี ยสสฺสี
พาราณสึ ปกีรหรี ๓ สมนฺตโต
ตสฺสาห ปุตฺโต อุรคูสภสฺส
สุโภโคติ มํ พฺราหฺมณ เวทยนฺติ ฯ
นาคราชใด เป็นใหญ่ในโลก เรืองยศ พันเมืองพาราณสีไว้โดยรอบเราเป็นลูกของนาคราชผู้ประเสริฐนั้น ดูกรพราหมณ์ นาคทั้งหลายเรียกเราว่า สุโภคะ.
สเจสิ ปุตฺโต อุรคูสภสฺส
กาสิสฺส ๑ รญฺโญ อมราธิปสฺส
มเหสกฺโข อญฺญตโร ปิตา เต
มจฺเจสุ มาตา ปน เต อตุลฺยา
น ตาทิโส อรหติ พฺราหฺมณสฺส
ทาสํปิ โอหาริตุํ ๒ มหานุภาโว ฯ
๑ ม. อชมุขี ฯ ๒ ม. สา ตํ ฑํสตฺอชมุขี ฯ สี. ยุ. สา ทิสฺสตุ อจฺจิมุขี ฯ
๓ ม. ปกฺริย ฯ สี. ยุ. ปกิรปรี ฯ
ถ้าท่านเป็นโอรสของนาคราชผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระราชาของชนชาวกาสีเป็นอธิบดีอมร พระชนกของท่านเป็นคนใหญ่คนโตผู้หนึ่ง และพระชนนีของท่าน ก็ไม่มีใครเทียบเท่าในหมู่มนุษย์ ผู้มีอานุภาพมากเช่นท่านย่อมไม่สมควรจะฉุดแม้คนเพียงเป็นทาสของพราหมณ์ให้จมน้ำเลย.
รุกฺขํ นิสฺสาย วิชฺฌิตฺโถ เอเณยฺยํ ปาตุมาคตํ
โส วิทฺโธ ทูรมาจริ ๓ สรเวเคน เปกฺขวา ๔ ฯ
ตํ ตฺวํ ปติตมทฺทกฺขิ อรญฺญสฺมึ พฺรหาวเน
ส มํสกาชมาทาย สายํ นิโคฺรธุปาคมิ ฯ
สุวสาลิยสงฺฆุฏฺฐํ ปิงฺคิยํ ๕ สณฺฐตายุตํ
โกกิลาภิรุทํ รมฺมํ ธุวํ หริตสทฺทลํ ฯ
ตตฺถ เต โส ปาตุรหุ อิทฺธิยา ยสสา ชลํ
มหานุภาโว ภาตา เม กญฺญาหิ ปริวาริโต ฯ
โส เตน ปริจิณฺโณ ตฺวํ สพฺพกาเมหิ ตปฺปิโต
อทุฏฺฐสฺส ตุวํ ทุพฺภิ ตนฺเต เวรํ อิธาคตํ ฯ
ขิปฺปํ คีวํ ปสาเรหิ น เต ทสฺสามิ ชีวิตํ
ภาตุ ปริสรํ เวรํ เฉทยิสฺสามิ เต สิรํ ฯ
เจ้าแอบต้นไม้ยิงเนื้อซึ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำ เนื้อถูกยิงแล้วรู้สึกได้ด้วยกำลังลูกศร จึงวิ่งหนีไปไกล เจ้าไปพบมันล้มอยู่ในป่าใหญ่ จึงแล่เนื้อหาบมาถึงต้นไทรในเวลาเย็น อันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกแขกเต้าและนกสาลิกา มีใบเหลืองเกลื่อนกล่นไปด้วยย่านไทร มีฝูงนกดุเหว่าร้องอยู่ระงม น่ารื่นรมย์ใจ ภูมิภาคเขียวไปด้วยหญ้าแพรกอยู่เป็นนิตย์พี่ชายของเราเป็นผู้รุ่งเรืองไปด้วยฤทธิ์และยศ มีอานุภาพมากอันนางนาคกัญญาทั้งหลายแวดล้อม ปรากฏแก่เจ้าผู้อยู่ที่ต้นไทรนั้น ท่านพาเจ้าไปเลี้ยงดู บำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง เป็นคนประทุษร้ายต่อท่านผู้ไม่ประทุษร้าย เวรนั้นมาถึงเจ้าในที่นี้แล้ว เจ้าจงเหยียดคอออกเร็วๆ เถิด เราจักไม่ไว้ชีวิตแก่เจ้า เราระลึกถึงเวรที่เจ้าทำต่อพี่เรา จักตัดศีรษะเจ้าเสีย.
อชฺฌายโก ยาจโยคี อาหุตคฺคิ จ พฺราหฺมโณ
เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ อวชฺโฌ ภวติ ๖ พฺราหฺมโณ ฯ
พราหมณ์ผู้ทรงเวทย์ ๑ ผู้ประกอบในการขอ ๑ ผู้บูชาไฟ ๑ ด้วยฐานะ ๓ประการนี้ พราหมณ์เป็นผู้ที่ใครๆ ไม่ควรจะฆ่า.
ยํ ปุรํ ธตรฏฺฐสฺส โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ
โชตเต สพฺพโสวณฺณํ คิริมาหจฺจ ยามุนํ ฯ
ตตฺถ เต ปุริสพฺยคฺฆา โสทริยา มม ภาตโร
ยถา เต ตตฺถ วกฺขนฺติ ตถา เหสฺสสิ พฺราหฺมณ ฯ
๑ สี. ยุ. กํสสฺส ฯ ๒ สี. ยุ. โอหาตุํ ฯ ๓ ม. ทูรมจริ ฯ สี. ยุ. ทูรมสรา ฯ
๔ ม. สีฆวา ฯ สี. ยุ. เสขวา ฯ ๕ ม. ปิงฺคลํ ฯ ๖ ม. โหติ ฯ
เมืองของท้าวธตรฐอยู่ภายใต้แม่น้ำยมุนา จดหิมวันตบรรพต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลแม่น้ำยมุนาล้วนแล้วไปด้วยทองคำงามรุ่งเรือง พี่น้องร่วมท้องของเรา ล้วนเป็นคนมีชื่อลือชา อยู่ในเมืองนั้น ดูกรพราหมณ์ พี่น้องของเราเหล่านั้นจักว่าอย่างไร เจ้าจักต้องเป็นอย่างนั้น.
อนิตฺตรา อิตฺตรสมฺปยุตฺตา
ยญฺญา จ เวทา จ สุโภค โลเก
ตทคฺครยฺหํ หิ วินินฺทมาโน
ชหาติ วิตฺตญฺจ สตญฺจ ธมฺมํ ฯ
ข้าแต่พี่สุโภคะ ยัญและเวทย์ทั้งหลายในโลกที่พวกพราหมณ์ประกอบขึ้น ไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ผู้ติเตียนพราหมณ์ซึ่งใครๆไม่ควรติเตียน ชื่อว่าย่อมละทิ้งทรัพย์ เครื่องปลื้มใจและธรรมของสัตบุรุษเสีย.
อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา
เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา
อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ
กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ
พวกพราหมณ์ถือการทรงไตรเพท พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดไถนา และพวกศูทรยึดการบำเรอวรรณะทั้ง ๔ นี้ เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาเฉพาะอย่าง ๆ นั้นกล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจจัดไว้.
ธาตา วิธาตา วรุโณ กุเวโร
โสโม ยโม จนฺทิมา วายุ สุริโย
เอเตปิ ยญฺญํ ปุถุโส ยชิตฺวา
อชฺฌายกานํ อถ ๑ สพฺพกาเม ฯ
วิกาสิตา จาปสตานิ ปญฺจ
โย อชฺชุโน พลวา ภีมเสโน
สหสฺสพาหุ อสโม ปฐพฺยา
โสปิ ตทา อาทหิ ๒ ชาตเวทํ ฯ
พระพรหมผู้สร้างโลก ท้าววรุณ ท้าวกุเวร ท้าวโสมะ พระยายมพระจันทร์ พระวายุ พระอาทิตย์ แม้ท่านเหล่านี้ ก็ล้วนบูชายัญมามากแล้ว และบูชาสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างแก่พราหมณ์ผู้ทรงเวทย์ ท้าวอรชุนและท้าวภีมเสน มีกำลังมาก มีแขนนับพัน ไม่มีใครเสมอในแผ่นดินยกธนูได้ ๕๐๐ คัน ก็ได้บูชาไฟมาแต่ก่อน.
โย พฺราหฺมเณ โภชยิ ทีฆรตฺตํ
อนฺเนน ปาเนน ยถานุภาวํ
ปสนฺนจิตฺโต อนุโมทมาโน
สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ
๑ ม. อโถ ฯ ๒ ม. มาทหิ ฯ
ดูกรพี่สุโภคะ ผู้ใดเลี้ยงพราหมณ์ทั้งหลายมานานด้วยข้าว และน้ำตามกำลัง ผู้นั้นมีจิตเลื่อมใสอนุโมทนาอยู่ ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง.
มหาสนํ เทวมโนมวณฺณํ
โย สปฺปินา อสกฺขิ โภเชตุมคฺคึ
โส ยญฺญตนฺตํ วรโต ยชิตฺวา
ทิพฺพํ คตึ มุจลินฺทชฺฌคจฺฉิ ฯ
พระเจ้ามุจลินท์สามารถบูชาเทวดาคือไฟ ผู้กินมาก มีสีไม่ทราม ให้อิ่มหนำด้วยเนยใส ทรงบูชายัญวิธีแก่เทวดา คือไฟผู้ประเสริฐแล้วได้ไปบังเกิดในทิพยคติ.
มหานุภาโว วสฺสสหสฺสขีวี
โย ปพฺพชิ ทสฺสเนยฺโย อุฬาโร
หิตฺวา อปริยนฺตํ รฏฺฐํ ๑ สเสนํ
ราชา ทุทีโปปชฺฌคามิ ๒ สคฺคํ ฯ
พระเจ้าทุทีป มีอานุภาพมาก มีอายุยืน ๑๐๐๐ ปี มีพระรูปงามน่าดูยิ่งนัก ทรงละแว่นแคว้นอันไม่มีที่สุดพร้อมทั้งเสนาเสด็จออกผนวชแล้ว
ได้เสด็จสู่สวรรค์.
โย สาคโร สาครนฺตํ วิชิตฺวา
ยูปํ สุภํ โสวณฺณมยํ ๓ อุฬารํ
อุสฺเสสิ เวสฺสานรมาทหาโน
สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ
ยสฺสานุภาเวน สุโภค คงฺคา
ปวตฺตติ ๔ ทธิสนฺนินฺนํ สมุทฺทํ
โส โลมปาโท ปริจริยมคฺคึ
องฺโค สหสฺสกฺขปุรมชฺฌคจฺฉิ ฯ
ข้าแต่พี่สุโภคะ พระเจ้าสาครราช ทรงปราบแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด รับสั่งให้ตั้งเสายัญอันงานยิ่ง ล้วนแล้วด้วยทอง ทรงบูชาไฟแล้วได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง แม่น้ำคงคา และมหาสมุทร เป็นที่สั่งสมนมส้ม ย่อมเป็นไปด้วยอานุภาพของผู้ใด ผู้นั้น คือ พระเจ้าอังคโลมบาท ทรงบำเรอไฟแล้วเสด็จไปเกิดในพระนครของท้าวสหัสสนัยน์.
มหิทฺธิโก เทววโร ยสสฺสี
เสนาปติ ติทิเว วาสวสฺส
โส โสมยาเคน มลํ วิหนฺตฺวา
สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ
๑ สี. ยุ. รถํ ฯ ๒ ม. ทุทีโปปิ ชคาม ฯ ๓ ม. โสณฺณมยํ ฯ ๔ ม. ปวตฺตถ ฯ
เทวดาผู้ประเสริฐมีฤทธิ์มาก มียศ เป็นเสนาบดีของท้าววาสวะในไตรทิพย์ กำจัดมลทินด้วยโสมยาควิธี (บูชาด้วยการดื่มน้ำโสม) ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง.
อการยิ โลกมิมํ ปรญฺจ
ภาคีรถึ หิมวนฺตญฺจ วิชฺฌํ ๑
โย อิทฺธิมา เทววโร ยสสฺสี
โสปิ ตทา อาทหิ ชาตเวทํ ฯ
มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา ๒
สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓
เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา
จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิ มาหุ ฯ
เทวดาผู้ประเสริฐ มีฤทธิ์ เรืองยศ สร้างโลกนี้โลกหน้า แม่น้ำภาคีรถีขุนเขาหิมวันต์และเขาวิชฌะ ได้บูชาไฟมาก่อน ภูเขามาลาคิริ ขุนเขาหิมวันต์ ภูเขาวิชฌะ ภูเขาสุทัศนะ ภูเขานิสภะ ภูเขากากเวรุภูเขาเหล่านี้ และภูเขาใหญ่อื่นๆ กล่าวกันว่าพวกพราหมณ์ผู้บูชายัญได้ก่อสร้างทำไว้.
อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ
ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๔
ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ
ตํ สาครชฺโฌหริ เตนเปยฺโย ฯ
ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ผู้ทรงเวทย์ ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า ผู้ประกอบในการขอ มหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้น ผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งมหาสมุทร เพราะเหตุนั้น น้ำในมหาสมุทรจึงดื่มไม่ได้.
อายาควตฺถูนิ ปุถู ปฐพฺยา
สํวิชฺชนฺติ พฺราหฺมณา วาสวสฺส
ปุริมํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทกฺขิณุตฺตรํ
สํวิชฺชมานา ชนยนฺติ เวทํ ฯ
วัตถุที่ควรบูชา คือพวกพราหมณ์เป็นอันมากมีอยู่ในแผ่นดินของท้าววาสวะ พราหมณ์ทั้งหลายมีอยู่ในทิศบูรพา ทิศปัจจิมทิศ ทักษิณและทิศอุดร ย่อมยังปีติและโสมนัสให้เกิด.
กลีหิ ธีราน กตํ มคานํ
ภวนฺติ เวทชฺฌคตา อริฏฺฐ
มรีจิธมฺมํ อสเมกฺขิตตฺตา
มายาคุณา นาติวหนฺติ ปญฺญํ ฯ
เวทา น ตาณาย ภวนฺติรสฺส ๑
มิตฺตทฺทุโน ภูนหุโน นรสฺส
น ตายเต ปริจิณฺโณว ๒ อคฺคิ
โทสนฺตรํ มจฺจมนริยกมฺมํ ฯ
สพฺพญฺจ มจฺจา สธนา สโภคา ๓
อาทีปิตํ ทารุ ติเณน มิสฺสํ
ทหํ น ตปฺเป อสมตฺถเตโช
โก ตํ สุภิกฺขํ ทิรสญฺญุ กยิรา ฯ
ยถาปิ ขีรํ วิปริณามธมฺมํ
ทธิ ภวิตฺวา นวนีตํปิ โหติ
เอวํปิ อคฺคิ วิปริณามธมฺโม
เตโช สมารูหติ โยคยุตฺโต ฯ
น ทิสฺสติ อคฺคิมนุปฺปวิฏฺโฐ
สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ
นามตฺถมาโน ๔ อรณีนเรน
นากมฺมุนา ชายติ ชาตเวโท ฯ
สเจ หิ อคฺคิ อนฺตรโต วเสยฺย
สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ
สพฺพานิ สุสฺเสยฺยุํ วนานิ โลเก
สุกฺขานิ กฏฺฐานิ จ ปชฺชเลยฺยุํ ฯ
กโรติ เจ ทารุติเณน ปุญฺญํ
โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ
องฺคาริกา โลณกรา จ สูทา
สรีรทาหาปิ กเรยฺยุ ปุญฺญํ ฯ
อถ เจ หิ เอเตปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ
อชฺเฌนมคฺคึ อิธ ตปฺปยิตฺวา
น โกจิ โลกสฺมึ กโรติ ปุญฺญํ
โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ ฯ
กถํ หิ โลกาปจิโต สมาโน
อมนุญฺญคนฺธํ พหูนํ อกนฺตํ
ยเทว มจฺจา ปริวชฺชยนฺติ
ตทปฺปสฏฺฐํ ทิรสญฺญุ ภุญฺเช ฯ
สิขิญฺหิ ๑ เทเวสุ วทนฺติ เอเก
อาปํ มิลกฺขู ๒ ปน เทวมาหุ
สพฺเพว เอเต วิตถํ ภณนฺติ
อคฺคิ น เทวญฺญตโร น อาโป ฯ
อนินฺทฺริยํ สนฺตมสญฺญกายํ
เวสฺสานรํ กมฺมกรํ ปชานํ
ปริจริยมคฺคึ สุคตึ กถํ วชฺเช
ปาปานิ กมฺมานิ ปกฺรุพฺพมาโน ๑ ฯ
สพฺพาภิภูตาหุธ ชีวิกตฺถา
อคฺคิสฺส พฺรหฺมา ปริจาริโกติ
สพฺพานุภาวี จ วสี กิมตฺถํ
อนิมฺมิโต นิมฺมิตํ วนฺทิตสฺส ฯ
หาสํ ๒ อนิชฺฌานกฺขมํ อตจฺฉํ
สกฺการเหตุ ปริกรึสุ ปุพฺเพ
เต ลาภสกฺกาเร อปาตุภูเต ๓
สนฺธาภิตา ๔ ชนฺตุภิ สนฺติธมฺมํ ฯ
อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา
เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา
อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ
กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ
เอตญฺจ สจฺจํ วจนํ ภเวยฺย
ยถา อิทํ ภาสิตํ พฺราหฺมเณหิ
นาขตฺติโย ชาตุ ลเภถ รชฺชํ
นาพฺราหฺมโณ มนฺตปทานิ สิกฺเข
นาญฺญตฺร เวสฺสา หิ กสึ กเรยฺย
สุทฺโท น มุญฺเจ ปรเปสนาย ๑ ฯ
ยสฺมา จ เอตํ วจนํ อภูตํ
มุสาวิเม โอทริยา ภณนฺติ
ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ
ปสฺสนฺติ ตํ ปณฺฑิตา อตฺตนาว ฯ
ขตฺยา หิ เวสฺสานํ ๒ พลึ หรนฺติ
อาทาย สตฺถานิ จรนฺติ พฺราหฺมณา
ตํ ตาทิสํ สงฺขุภิตํ ปภินฺนํ
กสฺมา พฺรหฺมา น อุชุํ กโรติ โลกํ ฯ
สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก
พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ๓ ปชานํ
กึ สพฺพโลกํ วิทหิ อลกฺขึ
กึ สพฺพโลกํ น สุขึ อกาสิ ฯ
สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก
พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํ
มายา มุสาวชฺชมเทน จาปิ
โลกํ อธมฺเมน กิมตฺถการิ ๔ ฯ
สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก
พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํ
อธมฺมิโก ภูตปตี อริฏฺฐ
ธมฺเม สตี โส วิทหี อธมฺมํ ฯ
กีฏา ปฏงฺคา อุรคา จ เภงฺคา ๑
หนฺตฺวา กิมึ สุชฺฌติ มกฺขิกา จ
เอเต หิ ธมฺมา อนรียรูปา
กมฺโพชกานํ วิตถา พหูนํ ฯ
๑ ม. คิชฺฌํ ฯ ๒ ม. คิชฺโฌ ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ สี. ยุ. กากเนรุ ฯ ๔ ม. ...
โยโคติธาหุ ฯ สี. ยุ. ...ติจาห ฯ
๑ ม. ภวนฺติ ทสฺส ฯ ๒ ม. ...จ ฯ ๓ ม. สธนํ สโภคํ ฯ ๔ สี.ยุ. นามนฺถมาโน ฯ
๑ ม. สิขิมฺหิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิลกฺขา ฯ
๑ ม. ปกุพฺพมาโน ฯ ๒ ม. หสฺสํ ฯ ๓ ม. อปาตุโภนฺเต ฯ ๔ ม. สนฺธาปิตา ฯ
สี. ยุ. สนฺถมฺภิตา ฯ
๑ สี. ยุ. ปรเปสฺสิตาย ฯ ๒ สี. ยุ. ขตฺตา น เวสฺสาน ฯ ๓ ม. พฺราหฺมา็
พหฺภูตปตี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. กิมตฺถมการิ ฯ สี. ยุ. กิมตฺถกาสิ ฯ
ดูกรพ่ออริฏฐะ ความกาลีคือความปราชัยของนักปราชญ์ทั้งหลาย กลับเป็นความมีชัยของคนโง่เขลาผู้ทรงเวทย์ ไตรเพทเป็นเหมือนอาการของพยับแดด เพราะเป็นของไม่เห็นเสมอไป มีคุณทางหลอกลวง พาเอาคนมีปัญญาไปไม่ได้ ไตรเพทมิได้มีเพื่อป้องกันคนผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ล้างผลาญความเจริญเหมือนไฟที่คนบำเรอแล้ว ย่อมป้องกันคนโทสจริตทำกรรมชั่วไม่ได้ ถ้าคนทั้งหลายจะเอาไม้ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติของตน คลุกกับหญ้าให้ไฟเผา ไฟอันมีเดชไม่มีใครเทียมเผาสิ่งนั้นหมดก็ไม่อิ่ม ใครจะพึงทำให้ไฟซึ่งรู้รสสองอย่างให้อิ่มได้นมสดแปรไปได้เป็นธรรมดา คือ แปรเป็นนมส้ม แล้วเป็นเนยข้นฉันใด
ไฟก็มีความแปรเป็นธรรมดา ฉันนั้น ไฟประกอบด้วยความเพียร(ในการสีไฟ) จึงจะเกิดได้ ไม่เคยได้เห็นไฟเข้าไปอยู่ในไม้แห้ง และไม้สด คนสีไฟไม่สี ไฟก็ไม่เกิด ไฟย่อมไม่เกิดเพราะไม่มีคนทำให้เกิดถ้าแหละไฟพึงอยู่ภายในไม้แห้งและไม้สด ป่าทั้งหมดในโลกก็จะพึงแห้งไป และไม้แห้งก็จะพึงลุกโพลง ถ้าคนทำบุญได้โดยเอาไม้และหญ้าให้ไฟกิน คนเผาถ่าน คนหุงเกลือ พ่อครัว และคนเผาศพ ก็พึงทำบุญได้ถ้าแม้พราหมณ์เหล่านี้ทำบุญได้เพราะการเลี้ยงไฟ เพราะเรียนมนต์เพราะเลี้ยงไฟให้อิ่มหนำ ในโลกนี้ใครๆ ผู้เอาของให้ไฟกินจะชื่อว่าทำบุญหาได้ไม่ เพราะเหตุอย่างไรเล่า เพราะไฟเป็นผู้อันโลกยำเกรงรู้รสสองอย่าง
พึงกินได้มากทั้งของไม่มีกลิ่นอันไม่น่าฟูใจ คนเป็นอันมากไม่ชอบ พวกมนุษย์ละเว้น และเป็นของไม่ประเสริฐ คนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา ส่วนพวกมิลักขุนับถือน้ำเป็นเทวดาทั้งหมดนี้พูดผิด ไฟและน้ำไม่ใช่เทพเจ้าตนใดตนหนึ่ง โลกบำเรอไฟซึ่งไม่มีอินทรีย์ ไม่มีกายที่จะรู้สึกได้ ส่องแสงสว่าง เป็นเครื่องทำการงานของประชาชน เมื่อยังทำบาปกรรมอยู่ จะพึงไปสุคติได้อย่างไรพวกพราหมณ์ผู้ต้องการเลี้ยงชีวิตในโลกนี้กล่าวว่า พระพรหมครอบงำได้ทั้งหมด และว่าพระพรหมบำเรอไฟ พระพรหมมีอานุภาพกว่าทุกสิ่งและมีอำนาจไม่มีใครสร้าง กลับไปไหว้ไฟที่ตนสร้างเพื่อประโยชน์อะไรคำของพวกพราหมณ์น่าหัวเราะเยาะ
ไม่ควรแก่การเพ่งเล็ง ไม่เป็นความจริง พวกพราหมณ์ในปางก่อนก่อขึ้นไว้ เพราะเหตุแห่งสักการะพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อลาภและสักการะเกิดขึ้น จึงร้อยกรองยัญพิธีว่าเป็นธรรมสงบระงับ ด้วยการฆ่าสัตว์บูชายัญ พวกพราหมณ์ถือการทรงไตรเพท พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน พวกแพศย์ยึดการไถนา และพวกศูทรยึดการบำเรอ วรรณะทั้ง ๔ นี้ เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาเฉพาะอย่าง ๆ นั้น กล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจจัดไว้ถ้าคำนี้พึงเป็นคำจริงเหมือนดังที่พวกพราหมณ์กล่าวไว้ คนที่ไม่ใช่กษัตริย์ไม่พึงได้ราชสมบัติ ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ไม่พึงศึกษามนต์ คนนอกจากแพศย์ไม่พึงทำการไถเลย และพวกศูทรก็ไม่พึงพ้นจากการรับใช้ผู้อื่น
เพราะคำนี้เป็นคำไม่จริง เป็นคำเท็จ พวกคนหาเลี้ยงท้องกล่าวไว้ คนไม่มีปัญญาหลงเชื่อ บัณฑิตทั้งหลายย่อมเห็นด้วยตนเอง เพราะพวกกษัตริย์ย่อมเก็บส่วนจากพวกแพศย์ พวกพราหมณ์ถือศาตราเที่ยวฆ่าสัตว์ เพราะเหตุไร พระพรหมจึงไม่ทำโลกอันแตกต่างกันเช่นนั้นให้ตรงเสีย ถ้าแหละพระพรหมเป็นใหญ่ เป็นผู้เจริญในโลกทั้งปวง เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์ ทำไมจึงจัดโลกทั้งปวงให้มีความทุกข์ ทำไมจึงไม่ทำโลกทั้งปวงให้มีความสุข ถ้าแหละพรหมนั้นเป็นใหญ่ เป็นผู้เจริญในโลกทั้งปวงเป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์ เหตุไรจึงทำโลกโดยไม่เป็นธรรม คือ มารยาและเจรจาคำเท็จ มัวเมา ถ้าแหละพระพรหมนั้นเป็นใหญ่ เป็นผู้เจริญในโลกทั้งปวง เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์ ก็ชื่อว่าเป็นเจ้าชีวิตอยุติธรรมเมื่อธรรมมีอยู่ พรหมนั้นก็จัดโลกไม่เที่ยงธรรม ตั๊กแตน ผีเสื้อ งูแมลงภู่ หนอน และแมลงวัน ใครฆ่าแล้วย่อมบริสุทธิ์ ธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ของพระอริยะ เป็นธรรมผิดๆ ของชาวกัมโพชรัฐเป็นอันมาก.
สเจ หิ โส สุชฺฌติ โย หนาติ
หโตปิ โส สคฺคมุเปติ ฐานํ
โภวาทิ โภวาทินมารเยยฺยุํ
เย วาปิ เตสํ อภิสทฺทเหยฺยุํ ฯ
เนว มิคา น ปสุโนปิ คาโว
อายาจนฺติ อตฺตวธาย เกจิ
วิปฺผนฺทมานา อิธ ชีวิกตฺถา
ยญฺเญสุ ปาเณ ปสุมารภนฺติ ๒ ฯ
ยูปสฺส เน ๓ ปสุพนฺเธ จ พาลา
จิตฺเรหิ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ
อยนฺเต ยูโป กามทุโห ปรตฺถ
ภวิสฺสติ สสฺสโต สมฺปราเย ฯ
สเจ จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ
ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ
สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ
สเจ ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม
เตวิชฺชสงฺฆาว ปุถู ยเชยฺยุํ
น พฺราหฺมณา ๑ กิญฺจิ น ยาชเยยฺยุํ ฯ
กุโต จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ
ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ
สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ
กุโต ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม ฯ
สฐา จ ลุทฺทา จ ปลุทฺธพาลา ๒
จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ
อาทาย อคฺคึ มม เทหิ วิตฺตํ
ตโต สุขี โหหิสิ สพฺพกาเม ฯ
ตมคฺคิหุตฺตํ สรณํ ปวิสฺส
จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ
โอโรปยิตฺวา เกสมสฺสุํ นขญฺจ
เวเทหิ วิตฺตํ อติคาฬฺหยนฺติ ฯ
กากา อุลูกํว รโห ลภิตฺวา
เอกํ สมานํ พหุกา สเมจฺจ
อนฺนานิ ภุตฺวา กุหกา กุหิตฺวา
มุณฺฑํ กริตฺวา ยญฺญปโถสชนฺติ ๑ ฯ
เอวํ หิ โส วญฺจิโต พฺราหฺมเณหิ
เอโก สมาโน พหุกา สเมจฺจ
เต โยคโยเคน วิลุมฺปมานา
ทิฏฺฐํ อทิฏฺเฐน ธนํ หรนฺติ ฯ
อกาสิยา ราชูหิ วานุสิฏฺฐา
ตทสฺส อาทาย ธนํ หรนฺติ
เต ตาทิสา โจรสมา อสนฺตา
วชฺฌา น หญฺญนฺติ อริฏฺฐ โลเก ฯ
อินฺทสฺส พาหารสิ ทกฺขิณาติ
ยญฺเญสุ ฉินฺทนฺติ ปลาสยฏฺฐึ
ตญฺเจปิ สจฺจํ มฆวา ฉินฺนพาหุ
เกนสฺส อินฺโท อสุเร ชินาติ ฯ
ตญฺเจว ตุจฺฉํ มฆวา สมงฺคี
หนฺตฺวา อวชฺโฌ ปรโม สุเทโว ๒
มนฺตา อิเม พฺราหฺมณา ตุจฺฉรูปา
สนฺทิฏฺฐิกา วญฺจนา เอส โลเก ฯ
มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา
สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓
เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา
จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ
ยถาปการานิ หิ อิฏฺฐกานิ
จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ
น ปพฺพตา โหนฺติ ตถาปการา
อญฺญาทิสา อจลา ทิฏฺฐเสลา ฯ
น อิฏฺฐกา โหนฺติ สิลา จิเรน
น ตตฺถ สญฺชายติ อโย น โลหํ
ยญฺญญฺจ เอตํ ปริวณฺณยนฺตา
จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ
อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ
ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๑
ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ
ตํ สาครชฺโฌหริ ๒ เตนเปยฺโย ฯ
ปโรสหสฺสํปิ สมนฺตเวเท
มนฺตูปปนฺเน นทิโย วหนฺติ
น เตน พฺยาปนฺนรสูทกานิ
กสฺมา สมุทฺโท อตุโล อเปยฺโย ฯฮ
เยเกจิ กูปา อิธ ชีวโลเก
โลณูทกา กูปขเณหิ ขาตา
น พฺราหฺมณชฺโฌหรเณน เตสุ
อาโป อเปยฺโย ทิรสญฺญุราหุ ๑ ฯ
ปุเร ปุรตฺถา กา กสฺส ภริยา
มโน มนุสฺสํ อชเนสิ ปุพฺเพ
เตนาปิ ธมฺเมน น โกจิ หีโน
เอวมฺปิ โวสฺสคฺควิภงฺคมาหุ ฯ
จณฺฑาลปุตฺโตปิ อธิจฺจ เวเท
ภาเสยฺย มนฺเต กุสโล มตีมา ๒
น ตสฺส มุทฺธา วิผเลยฺย สตฺตธา
มนฺตา อิเม อตฺตวธาย กตา ๓ ฯ
วาจา กตา คิทฺธิ กตา คหิตา
ทุมฺโมจยา กาพฺยาปถานุปนฺนา
พาลาน จิตฺตํ วิสเม นิวิฏฺฐํ
ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ ฯ
สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ
น วิชฺชตี โปริสิยํพเลน
มนุสฺสภาโว จ ควํว เปกฺโข
ชาตี หิ เตสํ อสมา สมานํ ๔ ฯ
สเจ จ ราชา ปฐวึ วิชิตฺวา
สชีววา อสฺสวา ปาริสชฺโช
สยเมว โส สตฺตุสงฺฆํ วิเชยฺย
ตสฺสปฺปชา นิจฺจ สุขี ภเวยฺย ฯ
ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา
อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ
เตสญฺจ อตฺถํ อวินิจฺฉินิตฺวา
น พุชฺฌติ โอฆปถํว ฉนฺนํ ฯ
ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา
อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ
ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ
สพฺเพว เตสํ จตุนฺนญฺจ ๑ ธมฺมา ฯ
ยถาปิ อิพฺภา ธนธญฺญเหตุ
กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา
เตวิชฺชสงฺฆาปิ ตเถว อชฺช
กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา ฯ
อิพฺเภหิ เอเต สมกา ภวนฺติ
นิจฺจุสฺสุกา กามคุเณสุ ยุตฺตา
กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา
ตทปฺปปญฺญา ทิรสญฺญุรา เต ฯ
๑ ม. เภกา ฯ ๒ ปสุมาหรนฺตีติปิ ปาโฐ ฯ ๓ สี. ยูปสฺส เต ฯ
๑ ม. อพฺราหฺมณํ ฯ ๒ สี. ยุ. อุปลทธพาลา ฯ ๓ ม. จิตเตหิ ฯ
๑ ม. ...ปโถสฺสชนฺติ ฯ ๒ ม. ส เทโว ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ
๑ ม. ...โยโคติ... ฯ ๒ ม. สาคโรชฺโฌหริ ฯ
๑ ม. ทฺวรสญฺญุมาหุ ฯ ๒ สี.ยุ. มุตีมา ฯ ๓ สี.ยุ. กตฺตา ฯ ๔ ม. สมานา ฯ
ถ้าแหละคนฆ่าเขาแล้วย่อมบริสุทธิ์ และผู้ถูกฆ่าย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์พวกพราหมณ์ก็พึงฆ่าพวกพราหมณ์ด้วยกันเสียซิ หรือพึงฆ่าพวกที่หลงเชื่อถ้อยคำ ของพราหมณ์ด้วยกันเสียซิ พวกเนื้อ ปศุสัตว์และโคตัวไหนๆ ไม่ได้อ้อนวอนเพื่อให้ฆ่าตนเลย ล้วนแต่ดิ้นรนต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ชนทั้งหลายย่อมนำเอาสัตว์และปศุสัตว์เข้าผูกที่เสายัญ พวกคนพาลย่อมยื่นหน้าเข้าไปที่เสาบูชายัญเป็นที่ผูกสัตว์ ด้วยการพรรณนาต่างๆ ว่า เสายัญนี้จะให้สิ่งที่น่าใคร่แก่ท่านในโลกหน้า จะเป็นของยั่งยืนในสัมปรายภพ ถ้าว่าบุคคลพึงได้แก้วมณี สังข์ มุกดา ข้าวเปลือกทรัพย์ เงิน ทองที่เสายัญ ในไม้แห้งและไม้สดไซร้
อนึ่ง เสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงในไตรทิพย์ได้ พราหมณ์เท่านั้นพึงบูชายัญผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ก็จะไม่พึงให้พราหมณ์บูชายัญอะไรๆ เลย แก้วมณีสังข์ มุกดา ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง จักมีที่เสายัญ ที่ไม้แห้งที่ไม้สดที่ไหน เสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงในไตรทิพย์ที่ไหนพราหมณ์เหล่านี้เป็นคนโอ้อวด หยาบช้า โง่เขลา โลภจัด ยื่นหน้าเข้าไปด้วยการพรรณนาต่างๆ ว่า จงถือเอาไฟมา และจงให้ทรัพย์แก่เรา แต่นั้นท่านให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงแล้ว จักมีความสุข พวกที่โกนผมโกนหนวดและตัดเล็บพาพระราชา หรือมหาอำมาตย์เข้าไปยังโรงบูชาไฟยื่นหน้าเข้าไปด้วยการพรรณนาต่างๆ ย่อมถือเอาทรัพย์ด้วยเวท
พวกพราหมณ์ผู้โกหก พอหลอกลวงได้คนหนึ่ง ก็มาประชุมกินกันเป็นอันมากเหมือนฝูงกาตอมนกเค้า หลอกเอาจนเกลี้ยงแล้ว เก็บไว้ที่บริเวณบูชายัญ พวกพราหมณ์ลวงผู้นั้นได้คนหนึ่งอย่างนี้แล้ว ก็พากันมาเป็นอันมาก ใช้ความพยายามล่อหลอกพรรณนา ด้วยสิ่งที่ไม่แลเห็นปล้นเอาทรัพย์ที่แลเห็นไป เหมือนพวกราชบุรุษ ที่พระราชาสอนให้เก็บส่วยเก็บเอาทรัพย์ของพระราชาไป ฉะนั้น
ดูกรอริฏฐะ พราหมณ์เช่นนั้นเป็นเหมือนโจร ไม่ใช่สัตบุรุษเป็นผู้ควรจะฆ่าเสีย แต่ไม่มีใครฆ่าในโลกพวกพราหมณ์กล่าวว่า ไม้ทองหลางเป็นแขนขวาของพระอินทร์ จึงตัดเอาไม้ทองหลางมาใช้ในยัญนี้ ถ้าคำนั้นเป็นคำจริง พระอินทร์ก็แขนขาดทำไมพระอินทร์จึงชนะพวกอสูรด้วยกำลังแขนนั้นได้ คำนั้นเป็นคำเท็จพระอินทร์ยังมีแขนพร้อม เป็นเทวดาชั้นดีเลิศ ไม่มีใครฆ่าได้ กำจัดอสูรได้ มนต์ของพราหมณ์เหล่านี้เหลวเปล่า หลอกลวงกันให้เห็นได้เฉพาะในโลกนี้ ภูเขามาลาคิรี ขุนเขาหิมวันต์ ภูเขาวิชฌะ ภูเขาสุทัศน์ ภูเขานิสภะ ภูเขากากเวรุ ภูเขาเหล่านี้และภูเขาใหญ่อื่นๆที่กล่าวกันว่า พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญก่อสร้างไว้
ที่กล่าวกันว่าพวกพราหมณ์ผู้บูชายัญเอาอิฐเช่นใดมาสร้างภูเขา อิฐเช่นนั้นก็ไม่ใช่ธรรมชาติของภูเขา ภูเขาเป็นอย่างอื่น ไม่หวั่นไหว เห็นได้ชัดๆ ว่าเป็นหินไม่ใช่อิฐเป็นหินมานมนาน เหล็กและโลหะย่อมไม่เกิดในอิฐ ที่พวกพราหมณ์สรรเสริญยัญกล่าวไว้ว่า ผู้บูชายัญก่อสร้างไว้ ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ผู้ทรงเวท ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า ผู้ประกอบในการขอ มหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้นผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งมหาสมุทร เพราะเหตุนั้น น้ำในมหาสมุทรจึงดื่มไม่ได้ แม่น้ำพัดเอาพราหมณ์ผู้เรียนเวท ทรงมนต์ ไปเกินกว่าพัน เหตุไรน้ำในแม่น้ำจึงมีรสไม่เสีย มหาสมุทรเท่านั้นดื่มไม่ได้
บ่อน้ำทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ที่เขาขุดไว้เกิดเป็นน้ำเค็มก็มี แต่ไม่ใช่เค็มเพราะท่วมพราหมณ์ตาย น้ำในบ่อเหล่านั้นดื่มไม่ได้ เป็นน้ำรู้รสสองอย่าง ครั้นครั้งดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ปฐมกัป ใครเป็นภรรยาใคร ใครได้ให้มนุษย์เกิดขึ้นก่อน โดยธรรมแม้นั้นใครๆ ไม่เลวไปกว่าใคร ท่านกล่าวจำแนกส่วนไว้อย่างนี้ แม้ลูกคนจัณฑาลก็พึงเรียนเวท สวดมนต์ได้ (ถ้า) เป็นคนฉลาดมีความคิดหัวของเขาก็ไม่พึงแตกเจ็ดเสี่ยง มนต์เหล่านี้พวกพรหมสร้างไว้เพื่อฆ่าตน เป็นการสร้างแต่ปาก เป็นการสร้างยึดถือไว้ด้วยความโลภ เปลื้องได้ยาก เข้าถึงคลองด้วยคำของพวกพราหมณ์ผู้แต่งกาพย์กลอน จิตของพวกคนโง่ ยังหลงในทางลุ่มๆ
ดอนๆ คนไม่มีปัญญาเชื่อเอาจริงจังราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง มีกำลังอย่างลูกผู้ชาย พราหมณ์ไม่มีกำลังเช่นนั้นเลย ความเป็นมนุษย์ของพราหมณ์เหล่านั้น พึงเห็นเหมือนของโค ชาติของพราหมณ์เหล่านั้นเท่านั้นไม่มีใครเสมอ สิ่งอื่นๆเสมอกันหมด ถ้าแหละพระราชาทรงชำนะหมู่ศัตรูได้โดยลำพังพระองค์เอง ประชาราษฎร์ของพระราชานั้นพึงมีสุขอยู่เสมอ มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้ มีความหมายเสมอกัน ถ้าไม่วินิจฉัยความแห่งมนต์และไตรเพทนั้นก็ไม่รู้เหมือนทางที่น้ำท่วม มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้มีความหมายเสมอกัน ลาภ ไม่มีลาภ ยศ และไม่มียศ ทั้งหมดเทียว เป็นธรรมดาของวรรณทั้ง ๔ นั้น พวกคฤหบดีใช้คนจำนวนมากให้ทำการงานในแผ่นดิน เพราะเหตุแห่งทรัพย์และข้าวเปลือก ฉันใดแม้พวกพราหมณ์ผู้ทรงไตรเพทก็ฉันนั้น ย่อมใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำการงานในแผ่นดิน ในวันนี้ พราหมณ์เหล่านั้นเสมอกันกับคฤหบดีมีความขวนขวายประกอบในกามคุณเป็นนิตย์ ใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำการงานในแผ่นดินเหมือนกัน พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้รู้รสสองอย่างหาปัญญามิได้.
กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา
ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ๕
กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา
ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
อุกฺกามุเข ปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ
มุขํ จารุริวาภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺส ชมฺโพนทํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ
อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺส องฺคปริคฺคยฺห ๑ วาลวีชนิมุตฺตมํ
อุภโต วรปญฺญสฺส ๒ มุทฺธนิ อุปรูปริ ฯ
กสฺส เปกฺขุณหตฺถานิ จิตฺรานิ จ มุทูนิ จ
สุวณฺณมณิทณฺฑานิ ๓ จรนฺติ อุภโตมุขํ ฯ
ขทิรงฺคารวณฺณาภา อุกฺกามุขปหํสิตา
กสฺเสเต กุณฺฑลา วคฺคู โสภนฺติ อุภโตมุขํ ฯ
กสฺส วาเตน ฉุปิตา สินิทฺธคฺคา ทุมุ กาฬิกา ๔
โสภยนฺติ นลาตนฺตํ นภา วิชฺชุริวุคฺคตา ฯ
กสฺส เอตานิ อกฺขีนิ อายตานิ ปุถูนิ จ
โก โสภติ วิสาลกฺโข กสฺเสตํ อุณฺณชํ มุขํ ฯ
กสฺเสเต ลปนชาตา สุทฺธา สงฺขวรูปมา
ภาสมานสฺส โสภนฺติ ทนฺตา กุปฺปิลสาทิสา ฯ
กสฺส ลาขารสสมา หตฺถปาทา สุเข ฐิตา
โก โส พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน ทิวา สุริโยว โสภติ ฯ
หิมจฺจเย หิมวโต ๕ พฺรหาสาโลว ๖ ปุปฺผิโต
โก โส โอทาตปาวาโร ชยํ อินฺโทว โสภติ ฯ
สุวณฺณปีฬกากิณฺณํ มณิทณฺฑวิจิตฺตกํ
โก โส ปริสโมคฺคยฺห อํเส ๑ ขคฺคํ ปมุญฺจติ ฯ
สุวณฺณวิกตา จิตฺรา สุกตา จิตฺรสิพฺพินี ๒
โก โส โอมุญฺจเต ปาทา นโม กตฺวา มเหสิโน ฯ
๑ สี. ยุ. สพฺเพ เต สพฺเพสํ จตุนฺน ฯ ๒ ม. กโรนฺติ ฯ
๑ ม. องฺคํ ปริคฺคยฺห ฯ สี. ยุ. องฺกํ ... ฯ ๒ สี. ยุ. จรเต วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม.
กาญฺจนมณิทณฺฑานิ ฯ สี. ยุ. ตปญฺญมณิทณฺฑานิ ฯ ๔ ม. นิทฺธนฺตา มุทุกาฬกา ฯ
๕ ม. หิมวติ ฯ ๖ ม. มหาสาโล ว ฯ
กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหรทึกของใคร มาข้างหน้า ทำให้พระราชาจอมทัพทรงหรรษา ใครมีสีหน้าสุกใสด้วยแผ่นทองคำอันหนา มีพรรณดังสายฟ้า ชันษายังหนุ่มแน่น สอดสวมแล่งธนูรุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่นั่นเป็นใคร ใครมีพักตร์ผ่องใสเพียงดังทอง เหมือนถ่านไฟไม้ตะเคียนซึ่งลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้า รุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่ ใครนั่นมีฉัตรทองชมพูนุชมีซี่น่ารื่นรมย์ใจสำหรับกันรัศมีพระอาทิตย์ รุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่ ใครนั่นมีปัญญาประเสริฐ มีพัดวาลวิชนีอย่างดีเยี่ยม อันคนใช้ประคอง ณ เบื้องบนเศียรทั้งสองข้าง คนทั้งหลายถือกำหางนกยูงอันวิจิตรอ่อนสลวย มีด้ามล้วนแล้วด้วยทองและแก้วมณี
จรลีมาทั้งสองข้าง ข้างหน้าของใคร กุณฑลอันกลมเกลี้ยง มีรัศมีดังสีถ่านไม้ตะเคียนซึ่งลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้า งดงามอยู่ทั้งสองข้าง ข้างหน้าของใครเส้นผมของใครต้องลมอยู่ไหวๆ ปลายสนิท ละเอียดดำ งามจดนลาตดังสายฟ้าพุ่งขึ้นจากท้องฟ้า ใครมีเนตรซ้ายขวากว้างและใหญ่ งาม มีพักตร์ผ่องใส ดังคันฉ่องทอง ใครมีโอฐสะอาดเหมือนสังข์อันขาวผ่องเมื่อเจรจา (แลเห็น) ฟันขาวสะอาดงามดังดอกมณฑารพตูม ใครมีมือและเท้าทั้งสองมีสีเสมอด้วยน้ำครั่ง ตั้งอยู่ในที่สบาย มีริมฝีปากเปล่งปลั่งดั่งผลมะพลับ งามดังดวงอาทิตย์ ใครนั่นมีเครื่องปกคลุมขาวสะอาดดังหนึ่งต้นสาละใหญ่ดอกสะพรั่งข้างเขาหิมวันต์ในฤดูหิมะตก งามปานดังพระอินทร์อันได้ชัยชนะ ใครนั่นนั่งอยู่ท่ามกลางบริษัท คล้องพระแสงขรรค์คร่ำทองวิจิตรด้วยด้ามแก้วมณีที่อังสา ใครนั่นสวมสุวรรณปาทุกาอันวิจิตร เย็นเรียบร้อย สำเร็จเป็นอันดี ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อผู้แสวงหาคุณอันใหญ่.
ธตรฏฺฐสฺส เต นาคา ๓ อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน
สมุทฺทชาย อุปฺปนฺนา เอเต นาคา มหิทฺธิกาติ ฯ
ภูริทตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ผู้ที่มาเหล่านี้ เป็นนาคที่มีฤทธิ์ เรืองยศ เป็นลูกแห่งท้าวธตรฐ เกิดแต่นางสมุททชา นาคเหล่านี้มีฤทธิ์มาก.
จบ ภูริทัตชาดกที่ ๖
จบ ๖. ภูริทัตชาดก