เตรสนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๒๕–๑๘๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๒๒ ในชาดกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เตรสนิปาตชาตกํ
๑ อมฺพชาตกํ
เตรสนิบาตชาดก
๑. อัมพชาดก
มนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต อัมพชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อหาสิ เม อมฺพผลานิ ปุพฺเพ
อณูนิ ถูลานิ จ พฺรหฺมจารี
เตเหว มนฺเตหิ นทานิ ตุยฺหํ
ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม ฯ
ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ก่อน ท่านได้นำเอาผลมะม่วงทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้เรา ดูกรพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏด้วยมนต์เหล่านั้นของท่านเลย.
นกฺขตฺตโยคํ ปฏิมานยามิ$
ขณํ มุหุตฺตญฺจ มนฺเตน ปสฺสํ ๑
นกฺขตฺตโยคญฺจ ขณญฺจ ลทฺธา
อทฺธา หริสฺสมฺพผลํ พหุกํ ๒ ฯ
ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่งนักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ด้วยมนต์ก่อน ครั้นได้ฤกษ์และยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมาถวายพระองค์เป็นแน่.
นกฺขตฺตโยคํ น ปุเร อภาณิ
ขณํ มุหุตฺตํ น ปุเร อสํสิ
อถาหริ อมฺพผลํ ปหุตํ ๓
วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตํ ฯ
แต่ก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์ ไม่ได้เอ่ยถึงขณะและครู่ ทันใดนั้น ท่านก็นำเอาผลมะม่วงเป็นอันมาก อันประกอบด้วยสีกลิ่น และรสมาให้เราได้.
มนฺตาภิชปฺเปน ปุเรปิ ๔ ตุยฺหํ
ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม
สฺวาชฺช น วาเทสิ ๕ ชปฺปมฺปิ มนฺตํ ๖
อยํ โส โก นาม ตวชฺช ธมฺโม ฯ
๑ สี. ยุ. ขณํ มุหุตฺตํ น มํ โตสยนฺติ ฯ ๒ สี. ยุ. อถาหริสฺสมฺพผลํ ปหูตํ ฯ
๓ ม. สยํ หรี อมฺพผลํ ปหูตํ ฯ ๔ ม. ปุเร หิ ฯ สี. ยุ. ปุรสฺส ฯ
๕ สี. ม. ปาเรสิ ฯ ๖ สี. ยุ. ชปมฺปิ มนฺเต ฯ
ดูกรพราหมณ์ แม้เมื่อก่อน ผลไม้ทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยการร่ายมนต์ของท่าน วันนี้ แม้ท่านจะร่ายมนต์ก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้ สภาพของท่านเป็นอย่างไร?
จณฺฑาลปุตฺโต มม สมฺปทาสิ
ธมฺเมน มนฺเต ปกติญฺจ สํสิ
มา จสฺสุ เม ปุจฺฉิโต นามโคตฺตํ
คุยฺหิตฺโถ มา ตํ วิชเหยฺยุ มนฺตา ๑ ฯ
บุตรแห่งคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้แก่ข้าพระบาทโดยธรรม และได้สั่งกำชับข้าพระบาทว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อ และโคตรของเราแล้วเจ้าอย่าปกปิด มนต์ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า.
โสหํ ชนินฺเทน ชนมฺหิ ปุฏฺโฐ
มกฺขาภิภูโต อลิกํ อภาณึ
มนฺตา อิเม พฺราหฺมณสฺสาติ มิจฺฉา
ปหีนมนฺโต กปโณ รุทามิ ฯ
ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชนถามถึงอาจารย์อันความลบหลู่ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของพราหมณ์ ข้าพระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือนคนกำพร้า ร้องไห้อยู่.
เอรณฺฑา ปุจิมนฺทา วา อถ วา ปาลิภทฺทกา
มธธ มธุตฺถิโก วินฺเท โส หิ ตสฺส ทุมุตฺตโม ฯ
บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นแล เป็นต้นไม้สูงสุดของบุรุษนั้น.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา
ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย โส หิ ตสฺส นรุตฺตโม ฯ
บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยากเยื่อก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษนั้น.
อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ ทตฺวา
คเล คเหตฺวา พลยาถ ๒ ชมฺมํ
โย อุตฺตมตฺถํ กสิเรน ลทฺธํ
มานาติมาเนน วินาสยิตฺถ ฯ
ท่านทั้งหลายจงลงอาชญา และเฆี่ยนตีมาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ไสคอออกไปเสีย มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้นให้พินาศเพราะความเย่อหยิ่งจองหอง.
ยถา สมํ มญฺญมาโน ปเตยฺย
โสพฺภํ คุหํ นรกํ ปูติปาทํ
รชฺชูติ วา อกฺกเม กณฺหสปฺปํ
อนฺโธ ยถา โชติมธิฏฺฐเหยฺย
เอวมฺปิ ตฺวํ มํ ขลิตํ สปญฺญ
ปหีนมนฺตสฺส ปุน สมฺปทาหิ ๑ ฯ
๑ ม. อตฺถํ วิชเหยฺย มนฺโต ฯ ๒ ม. ขลยาถ ฯ
บุคคลผู้สำคัญว่า ที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุมที่มีรากไม้ผุฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่า เชือก พึงเหยียบงูเห่า พึงเหยียบไฟ ฉันใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว ก็ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์อันเสื่อมแล้วอีกสักครั้งหนึ่งเถิด.
ธมฺเมน มนฺเต ๒ ตว สมฺปทาสึ
ตฺวมฺปิ ธมฺเมน ปริคฺคเหสิ
ปกติมฺปิ เต อตฺตมโน อสํสิ ๓
ธมฺเม ฐิตํ ตํ น ชเหยฺย มนฺโต ฯ
เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่ายท่านก็ได้เรียนมนต์โดยธรรม หากว่าท่านมีใจดีรักษาปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
โส ๔ พาล มนฺตํ กสิเรน ลทฺธํ
ยํ ทุลฺลภํ อชฺช มนุสฺสโลเก
กิจฺฉา ลทฺธํ ชีวิตํ อปฺปปญฺโญ ๕
วินาสยี อลิกํ ภาสมาโน ฯ
ดูกรคนพาล มนต์อันใด ที่จะพึงได้ในมนุษยโลก มนต์อันนั้น ท่านก็จะได้ในวันนี้โดยลำบาก ท่านผู้ไม่มีปัญญากล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่าเสมอด้วยชีวิต ที่ได้กันโดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว.
พาลสฺส มุฬฺหสฺส อกตญฺญุโน จ
มุสา ภณนฺตสฺส อสญฺญตสฺส
มนฺเต มยํ ตาทิสเก น เทม
กุโต มนฺตา คจฺฉ น มยฺหํ รุจฺจสีติ ฯ
อมฺพชาตกํ ปฐมํ ฯ
___________
๑ ม. ปุนปฺปทาหิ ฯ สี. ยุ. ปุนปฺปสีท ฯ ๒ ม. มนฺตํ ฯ ๓ ม. อสํสึ ฯ
๔ ม. โย ฯ ๕ สี. กิจฺฉา ลทฺธํ ชิวิกํ อปฺปญฺโญ ฯ ม กิญฺจาปิ ลทฺธา ชีวิตต.
อปฺปญฺโญ ฯ ยุ. กจฺฉาปิ ลทฺธา ชีวิกํ อปฺปญฺญ ฯ
เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็นพาล หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ.
จบ อัมพชาดกที่ ๑.
๒ ผนฺทนชาตกํ
๒. ผันทนชาดก
การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต ผันทนชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กุฐาริหตฺโถ ปุริโส วนโมคฺคยฺห ติฏฺฐสิ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เฉตุมิจฺฉสิ ฯ
ท่านเป็นบุรุษถือขวานมาสู่ป่า ยืนอยู่ ดูกรสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ.
อีโส ๑ วนานิ จรสิ สมานิ วิสมานิ จ
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบ และที่โปร่ง ดูกรสหาย เราถามเจ้าขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี?
เนว สาโล น ขทิโร นาสฺสกณฺโณ กุโต ธโว
รุกฺโข จ ๒ ผนฺทโน นาม ตํ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่าแต่ว่า ต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
กีทิสานิสฺส ปตฺตานิ ขนฺโธ วา ปน กีทิโส
ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ผนฺทนํ ฯ
ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็นอย่างไร ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร?
ยสฺส สาขา ปลมฺพนฺติ นมนฺติ น จ ภญฺชเร
โส รุกฺโข ผนฺทโน นาม ยสฺส มูเล อหํ ฐิโต ฯ
กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อมน้อมลงด้วย แต่ไม่หักต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่.
อรานํ จกฺกนาภีนํ อีสาเนมิรถสฺส จ
สพฺพสฺส เต กมฺมนิโย อยํ เหสฺสติ ผนฺทโน ฯ
ต้นไม้นี้แหละชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอน และกงรถ.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เทวตา ๓ อชฺฌภาสถ
มยฺหมฺปิ วจนํ อตฺถิ ภารทฺวาช สุโณหิ เม ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง.
อิมสฺส ๔ อุปกฺขนฺธมฺหา อุกฺกจฺจ จตุรงฺคุลํ
เตน เนมึ ปริหเรสิ ๕ เอวํ ทฬฺหตรํ สิยา ฯ
ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนังหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เวรํ กปฺเปสิ เทวตา ๖
ชาตานญฺจ อชาตานํ อีสานํ ทุกฺขมาวหิ ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.
อิจฺเจวํ ๗ ผนฺทโน อีสํ อีโส จ ปน ผนฺทนํ
อญฺญมญฺญํ วิวาเทน อญฺญมญฺญมฆาตยุํ ฯ
๑ ม. สพฺพตฺถ อิสฺโส ฯ สี. อิโส ฯ ๒ สี. ยุ. รุกฺโขว ฯ ๓ ม. ตาวเท ฯ
๔ ม. อิสฺสสฺส ฯ ๕ ม. ปสาเรสิ ฯ ๖ ม. อปฺเปสิ ตาวเท ฯ ๗ สี. ยุ. อิจฺเจว ฯ
ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้.
เอวเมว มนุสฺเสสุ ๑ วิวาโท ยตฺถ ชายติ
มยูรนจฺจํ นจฺจนฺติ ยถา เต อีสผนฺทนา ฯ
ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
สมฺโมทถ มา วิวทิตฺถ ๒ มา โหถ อีสผนฺทนา ฯ
เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตรทั้งหลายจงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย.
สามคฺยเมว ๓ สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ
สามคฺยรโต ๔ ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสตีติ ฯ
ผนฺทนชาตกํ ทุติยํ ฯ
ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ.
จบ ผันทนชาดกที่ ๒.
๓ ชวนหํสชาตกํ
๓. ชวนหังสชาดก
รักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต ชวนหังสชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อิเธว หํส นิปต ปิยํ เม ตว ทสฺสนํ
อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ
ดูกรหงส์ เชิญเกาะที่ตั่งทองนี้เถิด การได้เห็นท่านชื่นใจฉันจริง ท่านเป็นอิสระในสถานที่นี้ ท่านมาถึงแล้ว รังเกียจสิ่งใดที่มีอยู่ในนิเวศน์นี้จงบอกสิ่งนั้นให้ทราบเถิด.
สวเนน เอกสฺส ปิยา ภวนฺติ
ทิสฺวา ปเนกสฺส วิเนติ ๕ ฉนฺโท
ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ปิยา ภวนฺติ
กจฺจิ นุ โข เม ปิยสิ ทสฺสเนน ฯ
คนบางพวก ย่อมเป็นที่รักของบุคคลบางพวกเพราะได้ฟัง อนึ่ง ความรักของบุคคลบางพวก ย่อมหมดสิ้นไปเพราะได้เห็น คนบางพวกย่อมเป็นที่รักเพราะได้เห็น และเพราะได้ฟัง ท่านรักใคร่ฉันเพราะได้เห็นบ้างไหม?
สวเนน ปิโย เมสิ ภิยฺโย จาคมฺม ทสฺสนํ
เอวํ ปิยทสฺสโน สมาโน ๖ วส หํส มม สนฺติเก ๗ ฯ
ท่านเป็นที่รักของฉันเพราะได้ฟัง และเป็นที่รักของฉันยิ่งนัก เพราะอาศัยการเห็น ดูกรพญาหงส์ ท่านน่ารักน่าดูอย่างนี้ เชิญอยู่ในสำนักของฉันเถิด.
วเสยฺยาม ตวาคาเร นิจฺจํ สกฺกตปูชิตา
มตฺโต จ เอกทา มชฺชํ ๘ หํสราชํ ปจนฺตุ เม ฯ
๑ ม. มนุสฺสานํ ฯ ๒ ม. วิวทถ ฯ ๓ ม. สามคฺคิเมว ๔ ม. สามคฺคิรโต ฯ
๕ ม. วิเยติ ฯ ยุ. วิเหติ ฯ ๖ ม. เม ฯ ๗ ม - มมนฺติเก ฯ ๘ ม. วชฺเช ฯ
สี. ยุ. วชฺชา ฯ
ข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับการสักการบูชาแล้วเป็นนิตย์ พึงอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แต่บางครั้ง พระองค์ทรงเมาน้ำจัณฑ์แล้ว จะพึงตรัสสั่งว่า จงย่างพญาหงส์ให้ฉันที.
ธิรตฺถุ ตํ มชฺชปานํ ยํ เม ปิยตรํ ตยา
น จาปิ มชฺชํ ปิวิสฺสามิ ๑ ยาว เม วจฺฉสี ฆเร ฯ
การดื่มน้ำเมา ซึ่งเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าท่าน ฉันติเตียนการดื่มน้ำเมานั้นเอาเถอะ ตลอดเวลาที่ท่านยังอยู่ในนิเวศน์ของฉัน ฉันจักไม่ดื่มน้ำเมาเลย.
สุวิชานํ สิคาลานํ สกุณานญฺจ ๒ วสฺสิตํ ฯ
มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุพฺพิชานตรํ ตโต ฯ
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายก็ดี ของนกทั้งหลายก็ดีรู้ได้ง่าย แต่เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากกว่านั้น.
อปิ เจ มญฺญตี โปโส ญาติ มิตฺโต สขาติ วา
โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโส ฯ
อนึ่ง ผู้ใด เมื่อก่อน เป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า เป็นญาติเป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลัง ผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้.
ยสฺมึ มโน นิวิสติ อวิทูเร สหาปิ โส
สนฺติเกปิ หิ โส ทูเร ยสฺมา วิวสเต ๓ มโน ฯ
ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ไกลก็เหมือนกับอยู่ใกล้ ใจเหินห่างจากบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ใกล้ก็เหมือนกับอยู่ไกล.
อนฺโตปิ เจ ๔ โหติ ปสนฺนจิตฺโต
ปารํ สมุทฺทสฺส ปสนฺนจิตฺโต
อนฺโตปิ โส โหติ ปทุฏฺฐจิตฺโต
ปารํ สมุทฺทสฺส ปทุฏฺฐจิตฺโต ฯ
ถ้ามีจิตเลื่อมใสรักใคร่กัน ถึงแม้จะอยู่คนละฝั่งสมุทร ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีจิตคิดประทุษร้ายกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน ก็เหมือนกับอยู่กันคนละฝั่งสมุทร.
สํวสนฺตา วิวสนฺติ เย ทิสา เต รเถสภ
อารา สนฺโต สํวสนฺติ มนสา รฏฺฐวฑฺฒน ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คนที่เป็นศัตรูกันถึงจะอยู่ร่วมกัน ก็เหมือนกับอยู่ห่างไกลกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ คนที่รักกันถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกัน ก็เหมือนกับอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ.
อติจิรํ นิวาเสน ปิโย ภวติ อปฺปิโย
อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ ๕ ปุรา เต โหมิ อปฺปิโย ๖ ฯ
ด้วยการอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรักกันย่อมกลายเป็นคนไม่รักกันก็ได้ข้าพระองค์ขอทูลลาพระองค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็นผู้ไม่เป็นที่รักของพระองค์.
เอวํ เจ ยาจมานานํ อญฺชลึ นาวพุชฺฌสิ
ปริจารกานํ สนฺตานํ ๗ วจนํ น กโรสิ โน
เอวนฺตํ อภิยาจาม ปุน กยิราสิ ปริยายํ ฯ
เมื่อเราวิงวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าท่านมิได้รู้ถึงความนับถือของเรา ท่านก็มิได้ทำตามคำวิงวอนของเรา ซึ่งจะเป็นผู้ปรนนิบัติท่าน เมื่อเป็นอย่างนี้ เราขอวิงวอนท่านว่า ท่านพึงหมั่นมาที่นี่บ่อยๆ นะ.
เอวํ เจ โน วิหรตํ อนฺตราโย น เหสฺสติ
ตุยฺหํ วาปิ ๑ มหาราช มยฺหํ วา ๒ รฏฺฐวฑฺฒน
อปฺเปวนาม ปสฺเสม อโหรตฺตานมจฺจเยติ ฯ
ชวนหํสชาตกํ ตติยํ ฯ
๑ ม. ปิสฺสามิ ฯ สี. ยุ. ปายามิ ฯ ๒ สี. ยุ. สกุนฺตานญฺจ ฯ ๓ ม. ยสฺมึ
นาวิสเต ฯ ๔ ม. โส ฯ ๕ ม. คจฺฉาม. ๖ ม. โหม อปฺปิยา ฯ
๗ ม. สตํ ฯ ยุ. สตฺตานํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ ถ้าเรายังอยู่กันเป็นปกติอย่างนี้อันตรายจักยังไม่มีทั้งแก่พระองค์และแก่ข้าพระองค์ เป็นอันแน่นอนว่าเราทั้งสองคงได้พบเห็นกัน ในเมื่อวันคืนผ่านไปเป็นแน่.
จบ ชวนหังสชาดกที่ ๓.
๔ จุลฺลนารทกสฺสปชาตกํ ๓
๔. จุลลนารทกัสสปชาดก
ว่าด้วยพิษเหวเปือกตมและอสรพิษ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต จุลลนารทกัสสปชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ
อคฺคิปิ เต น หาสิโต ๔ กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ
ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักเอามา แม้กองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอเจ้าจึงเป็นเหมือนคนโง่เขลานอนซบเซาอยู่?
น อุสฺสเห วเน วตฺถุํ กสฺสปามนฺตยามิ ตํ
ทุกฺโข วาโส อรญฺญสฺมึ รฏฺฐํ อิจฺฉามิ คนฺตเว ฯ
ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ในป่าลำบาก ผมจะขอลาคุณพ่อไปการอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนาจะไปสู่บ้านเมือง.
ยถา อหํ อิโต คนฺตฺวา ยสฺมึ ชนปเท วสํ
อาจารํ พฺรเหฺม สิกฺเขยฺย ตํ ธมฺมํ อนุสาส มํ ฯ
ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออกจากป่านี้ไปอยู่ ณ ชนบทใดๆจะพึงศึกษาขนบธรรมเนียมที่ชาวชนบทเขาประพฤติกันอย่างไร ขอคุณพ่อจงพร่ำสอนขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด?
สเจ อรญฺญํ หิตฺวาน วนมูลผลานิ จ
รฏฺเฐ โรจยเส วาสํ ตํ ธมฺมํ นิสาเมหิ เม ฯ
ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า พึงพอใจอยู่ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของชนบทนั้นของเราไว้.
วิสํ มา ปฏิเสวิตฺถ ๕ ปปาตํ ปริวชฺชย
ปงฺเก จ มา วิสีทิตฺโถ ยตฺโต อาสีวิเส ๖ จเร ฯ
เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหวโดยเด็ดขาด อย่าจมอยู่ในเปือกตมในที่ใกล้อสรพิษ จงเตรียมตัวให้พร้อม.
กินฺนุ วิสํ ปปาโต วา ปงฺโก วา พฺรหฺมจารินํ
กํ ตฺวํ อาสีวิสํ พฺรูหิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ เป็นเหว เป็นเปือกตมเป็นอสรพิษของพรหมจรรย์ ผมถามแล้ว ขอคุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผมเถิด?
อาสโว ตาต โลกสฺมึ สุรา นาม ปวุจฺจติ
มนุญฺญา ๗ สุรภี วคฺคู มธุขุทฺทรสูปมา ๘
วิสํ ตทาหุ อริยา [๙] พฺรหฺมจริยสฺส นารท ฯ
๑ ม. จาปิ ฯ ๒ ม. จ ฯ ๓ ม. จูฬนารทชาตกํ ฯ ๔ ม. หาปิโต ฯ
๕ ม. ปฏิเสวิตฺโถ ฯ ๖ ม. จาสีวิเส ฯ ๗ ม. มนุญฺโญ ฯ ๘ ม. สาทุ -- ฯ
๙ ม. เส ฯ
ดูกรพ่อนารทะ น้ำดองในโลกเขาเรียกชื่อว่าสุรา สุรานั้นทำใจให้ฮึกเหิมมีกลิ่นหอม ทำให้พูดมาก มีรสหวานแหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะทั้งหลายกล่าวสุรานั้นว่า เป็นพิษของพรหมจรรย์.
อิตฺถิโย ตาต โลกสฺมึ ปมตฺตํ ปมเถนฺติ ตา
ผรนฺติ มุนิโน ๑ จิตฺตํ ตูลํ ภฏฺฐํว มาลุโต
ปปาโต เอส อกฺขาโต พฺรหฺมจริยสฺส นารท ฯ
ดูกรพ่อนารทะ หญิงในโลกย่อมย่ำยีบุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้นย่อมจูงจิตของบุรุษไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้นนี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเหวของพรหมจรรย์.
ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร ปูชา ปรกุเลสุ จ
ปงฺโก เอโสว ๒ อกฺขาโต พฺรหฺมจริยสฺส นารท ฯ
ดูกรพ่อนารทะ ลาภ สรรเสริญ สักการะ และการบูชาในตระกูลอื่นๆ นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเปือกตมของพรหมจรรย์.
มหนฺตา ๓ ตาต ราชาโน อาวสนฺติ มหึ อิมํ
เต ตาทิเส มนุสฺสินฺเท มหนฺเต ตาต นารท ฯ
ดูกรพ่อนารทะ พระราชาผู้เป็นใหญ่ครอบครองแผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้เป็นใหญ่ เป็นจอมมนุษย์เช่นนั้น.
อิสฺสรานํ อธิปตีนํ น เตสํ ปาทโต จเร
อาสีวิโสติ ๔ อกฺขาโต พฺรหฺมจริยสฺส นารท ฯ
ดูกรพ่อนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้บาทมูลแห่งพระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระและเป็นอธิบดีเหล่านั้น พระราชนั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นอสรพิษของพรหมจรรย์.
ภตฺตตฺโถ ภตฺตกาเล จ ยํ เคหํ อุปสงฺกเม
ยเทตฺถ กุสลํ ชญฺญา ตตฺถ ฆาเสสนํ จเร ฯ
ปวิสิตฺวา ปรกุลํ ปานตฺโถ ๕ โภชนาย วา
มิตํ ขาเท มิตํ ภุญฺเช น จ รูเป มนํ กเร ฯ
บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไปใกล้เรือนใด พึงรู้กุศลคือ อโคจร ๕ ที่ควรเว้นในสกุลนั้น แล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น. บุคคลเข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะ หรือโภชนะแล้ว พึงรู้จักประมาณบริโภคแต่พอควร และไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง.
คุฏฺฐํ มชฺชํ กิราสญฺจ ๖ สภานิกิรณานิ ๗ จ
อารกา ปริวชฺเชหิ ยานีว วิสมํ ปถนฺติ ฯ
จุลฺลนารทกสฺสปชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
____________
๑ ม. หรนฺติ ยุวิโน ฯ ๒ ม. เอโส จ ฯ ๓ ม. มหตฺตา ฯ ๔ สี. ยุ.
อาสีวิโส โส ฯ ๕ ม. ปานตฺถํ ฯ ๖ ม. โคฏฺฐํ มชฺชํ กิราฏญฺจ ฯ
๗ สภาธิ. กรณานีติปิ ฯ
เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค ร้านขายสุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย เหมือนบุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบ ฉะนั้น.
จบ จุลลนารทกัสสปชาดกที่ ๔.
๕ ทูตชาตกํ
๕. ทูตชาดก
ว่าด้วยการบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต ทูตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ทูเต เต พฺรเหฺม ปาเหสึ คงฺคาตีรสฺมิ ฌายโต
เตสํ ปุฏฺโฐ น พฺยากาสิ ทุกฺขํ ตุยฺหํ มตํ ๑ นุ เต ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายเพื่อท่านผู้เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคาทูตเหล่านั้นถามท่าน ท่านก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ?
สเจ เต ทุกฺขมุปฺปชฺเช กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒน
มา โข นํ ตสฺส อกฺขาหิ โย ตํ ทุกฺขา น โมจเย ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้เจริญ ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ผู้ใดไม่พึงเปลื้องพระองค์จากทุกข์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอกความทุกข์นั้นแก่ผู้นั้น.
โย ตสฺส ๒ ทุกฺขชาตสฺส เอกงฺคมปิ ภาคโส ๓
วิปฺปโมเจยฺย ธมฺเมน กามํ ตสฺส ปเวทย ๔ ฯ
ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิดทุกข์ได้ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้โดยแท้.
สุวิชานํ สิคาลานํ สกุนฺตานญฺจ ๕ วสฺสิตํ ฯ
มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุพฺพิชานตรํ ตโต ฯ
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของนกก็ดี รู้ได้ง่ายเสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่านั้น.
อปิ เจ มญฺญตี โปโส ญาติ มิตฺโต สขาติ วา
โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโส ฯ
อนึ่ง ผู้ใด เมื่อก่อน เป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า เป็นญาติเป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลัง ผู้นั้นกลับกลายเป็ฯศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้.
โย อตฺตโน ทุกฺขมนานุปุฏฺโฐ
ปเวทเย ชนฺตุ อกาลรูเป
อนนฺทิโน ๖ ตสฺส ภวนฺติ มิตฺตา ๗
หิเตสิโน ตสฺส ทุกฺขี ภวนฺติ ฯ
ผู้ใดถูกถามเนืองๆ ถึงทุกข์ของตน ย่อมบอกในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวงหาประโยชน์ แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย.
กาลญฺจ ญตฺวาน ตถาวิธสฺส
เมธาวินํ เอกมนํ วิทิตฺวา
อกฺเขยฺย ติปฺปานิ ๘ ปรสฺส ธีโร
สณฺหํ คิรํ อตฺถวตึ ปมุญฺเจ ฯ
๑ ม. คุยฺหมตํ ฯ สี. คุยฺหํ มตํ ฯ ๒ ยุ. โย จ ตถา ฯ ๓ สี. ยุ. เอกนฺตมปิ
ภาสโต ฯ ๔ สี. ปเวทเย ฯ ๕ ม. สกุณานญฺจ ฯ ๖ ม. อานนฺทิโน ฯ ๗ สี. ยุ.
ภวนฺตมิตฺตา ฯ ๘ ม. ติพฺพานิ ฯ
บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบิณฑิต ผู้มีปัญญาว่า มีใจร่วมกันแล้วพึงบอกความทุกข์ทั้งหลายแก่บุคคลผู้เช่นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความทุกข์ร้อนแก่ผู้อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์.
สเจ จ ชญฺญา อวิสยฺหมตฺตโน
น เตหิ มยฺหํ สุขาคมาย ๑
เอโกว ติปฺปานิ สเหยฺย ธีโร
สจฺจํ หิโรตฺตปฺปมเปกฺขมาโน ฯ
อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุขสำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริและโอตตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความทุกข์ร้อนไว้ผู้เดียวเท่านั้น.
อหํ รฏฺฐานิ วิจรนฺโต นิคเม ราชธานิโย
ภิกฺขมาโน มหาราช อาจริยสฺส ธนตฺถิโก ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ต้องการจะหาทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้น นิคม และราชธานีทั้งหลาย.
คหปตี ราชปุริเส มหาสาเล จ พฺราหฺมเณ
อลตฺถํ สตฺต นิกฺขานิ สุวณฺณสฺส ชนาธิป
เต เม นฏฺฐา มหาราช ตสฺมา โสจามหํ ภุสํ ฯ
ขอกะคฤหบดี ราชบุรุษ และพราหมณ์มหาศาลได้ทองคำ ๗ ลิ่ม ทองคำ ๗ลิ่มของข้าพระองค์นั้นหายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกมาก.
ปุริสา เต มหาราช มนสานุวิจินฺติตา
นาลํ ทุกฺขา ปโมเจตุํ ตสฺมา เตสํ น พฺยาหรึ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์เหล่านั้น ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า ไม่สามารถจะปลดเปลื้อง ข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น.
ตฺวญฺจ โข เม มหาราช มนสานุวิจินฺติโต
อลํ ทุกฺขา ปโมเจตุํ ตสฺมา ตุยฺหํ ปเวทยึ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา ส่วนพระองค์ ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า พระองค์สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ.
ตสฺสาทาสิ ปสนฺนจิตฺโต กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
ชาตรูปมเย นิกฺเข สุวณฺณสฺส จตุทฺทสาติ ฯ
ทูตชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
__________
๑ สี. ยุ. นายํ นีติ มยฺห สุขาคมาย ฯ
พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีให้เจริญ มีพระฤหทัยเลื่อมใส ได้พระราชทานทองคำ ๑๔ แท่ง แก่พระโพธิสัตว์นั้น.
จบ ทูตชาดกที่ ๕.
๖ กาลิงฺคโพธิชาตกํ
๖. กาลิงคโพธิชาดก
ว่าด้วยการพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต กาลิงคโพธิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺติ ธมฺเมน ปฐวิมนุสาสิ ๑
อคมาสิ ๒ โพธิสมีปํ นาเคน มหานุภาเวน ฯ
พระเจ้าจักพรรดิทรงพระนามว่ากาลิงคะ ได้ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่ที่ใกล้ต้นโพธิ์ด้วยช้าง ทรงมีอานุภาพมาก.
กาลิงฺโค ภารทฺวาโช จ ราชานํ กาลิงฺคํ สมณโกลญฺญํ
จกฺกวตฺตยโต ปริคฺคเหตฺวา ๓ ปญฺชลี อิทมโวจ ฯ
ภารทวาชปุโรหิตชาวกาลิงครัฐ พิจารณา ดูภูมิภาคแล้ว จึงประคองอัญชลีกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นบุตรแห่งดาบส ชื่อกาลิงคะว่า.
ปจฺโจโรห มหาราช ภูมิภาโค ยถา สมณุคีโต ๔
อิธ อนธิวรา พุทฺธา อภิสมฺพุทฺธา วิโรจนฺติ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา ขอเชิญพระองค์เสด็จลงเถิด ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรงสรรเสริญแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่งมีพระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้.
ปทกฺขิณโต อาวฏฺฏา ติณลตา อสฺมึ ภูมิภาคสฺมึ
ปฐวิยา อยํ ๕ มณฺโฑ อิติ โน สุตํ [๖] มหาราช ฯ
หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้ ม้วนเวียนโดยทักษิณาวัตรภูมิภาคส่วนนี้ เป็นที่ไม่หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน (เมื่อกัลป์จะตั้งขึ้นก็ตั้งขึ้นก่อน เมื่อกัลป์พินาศก็พินาศภายหลัง) ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ได้สดับมาอย่างนี้.
สาครปริยนฺตาย (เมทนิยา) สพฺพภูตธรณิยา
ปฐวิยา อยํ มณฺโฑ โอโรหิตฺวา นโม กโรหิ ฯ
ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดินอันทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญพระองค์เสด็จลง แล้วทรงกระทำการนอบน้อมเถิดพระเจ้าข้า.
เย เต ภวนฺติ นาคา จ อภิชาตา จ กุญฺชรา ๗
เอตฺตาวตา ปเทสํ เต นาคา เนวมุปยนฺติ ๘ ฯ
ช้างกุญชรตัวประเสริฐ เกิดในตระกูลอุโบสถ ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศนั้นเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
อภิชาโต [๙] นาโค กามํ เปเสหิ กุญฺชรํ ทนฺตึ
เอตฺตาวตา ปเทโส จ ๑๐ น สกฺกา นาเคน อุปคนฺตุํ ๑๑ ฯ
ช้างตัวประเสริฐนี้ เป็นช้างเกิดแล้วในตระกูลอุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้นก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัยอยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.
ตํ สุตฺวา ราชา กาลิงฺโค เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวา
สมฺเปเสสิ นาคํ อุยฺยาม ๑๒ มยํ ยถา ๑๓ อิทํ วจนํ ฯ
พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์ว่า เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า จริงหรือไม่จริงนี้แล้ว ทรงไสช้างพระที่นั่งไป.
สมฺเปสิโต จ รญฺญา นาโค โกญฺโจว อภินทิตฺวาน
ปฏิสกฺกิตฺวา นิสีทิ ครุภารํ อสหมาโน ฯ
๑ ม. ปถวิมนุสาสํ ฯ ๒ ม. อคมา ฯ ๓ ยุ. ปริเณตฺวา ฯ ๔ ม. สมณุคฺคโต ฯ
๕ ม. นาภิยํ ฯ ๖ ม. มนฺเต ฯ ๗ อภิชาตา มาติโต จ ปิติโต จาติปิ ปาโฐ ฯ
๘ เนวมุสฺสหนฺตีติปิ ฯ ๙ สี. ยุ. เต ฯ ๑๐ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๑๑ ม. สกฺกา
นาเคน มุปคนฺตุํ ฯ ๑๒ สี. ม. อุสฺสาม ฯ ๑๓ ม. ยถิมสฺสิทํ ฯ
ฝ่ายช้างพระที่นั่งนั้น ถูกพระราชาทรงไสไปแล้ว ก็เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอยหลังทรุดคุกลง ดังอดทนภาระหนักไม่ได้.
กาลิงฺโค ภารทฺวาโช นาคํ ขีณายุกํ
วิทิตฺวาน ราชานํ กาลิงฺคํ ตรมาโน
อชฺฌภาสิตฺถ อญฺญํ สงฺกม นาคํ
นาโค ขีณายุโก มหาราช ฯ
ปุโรหิตภารทราชะชาวกาลิงครัฐ รู้ว่า ช้างพระที่นั่งสิ้นอายุแล้ว จึงรีบกราบทูลพระเจ้ากาลิงคะว่า ข้าแต่พระมหาราชา ขอเชิญเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกอื่นเถิด ช้างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุแล้ว พระเจ้าข้า.
ตํ สุตฺวา กาลิงฺโค ตรมาโน
สงฺกมิ นาคํ สงฺกนฺเตว รญฺเญ
นาโค ตตฺเถว ปติ ภูมฺยา
เวยฺยญฺชนิกวโจ ยถา ตถา อหุ นาโค ฯ
พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงรีบเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่ เมื่อพระราชาเสด็จก้าวไปพ้นแล้ว ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง ณ พื้นดินที่นั้นเอง ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญการพยากรณ์เป็นอย่างใด ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น.
กาลิงฺคภารทฺวาชํ กาลิงฺโค ๑ พฺราหฺมณํ อิทมโวจ
ตฺวเมวาสิ สมฺพุทฺโธ สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ฯ
พระเจ้ากาลิงคะได้ตรัสกะพราหมณ์ภารทวาชะชาวกาลิงครัฐอย่างนี้ว่าท่านเป็นสัมพุทธะ รู้เห็นเหตุทั้งปวงโดยแท้.
ตํ อนธิวาเสนฺโต กาลิงฺโค ๒ พฺราหฺมโณ อิทมโวจ
เวยฺยญฺชนิกา หิ มยํ พุทฺธา สพฺพญฺญุโน มหาราช ฯ
กาลิงคพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำสรรเสริญนั้นจึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญการพยากรณ์ ชื่อว่าพุทธะ ผู้รู้เหตุทั้งปวงก็จริง.
สพฺพญฺญู สพฺพวิทู จ พุทฺธา [๓] ลกฺขเณน ชานนฺติ
อาคมพลสา ๔ หิ มยํ พุทฺธา สพฺพํ ปชานนฺติ ฯ
แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นพระสัพพัญญูด้วย เป็นพระสัพพวิทูด้วยย่อมรู้เหตุทั้งปวงด้วยพระญาณเป็นเครื่องกำหนด ข้าพระองค์รู้เหตุทั้งปวงได้ เพราะกำลังแห่งอาคม พระพุทธเจ้าทั้งหลาย รู้เหตุทั้งปวงได้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ.
ปหํสิตฺวาน ๕ สมฺโพธึ นานาตุริเยหิ วิชฺชมาเนหิ
มาลาวิเลปนํ อภิหริตฺวา ๖ ปาการปริกฺเขปํ กาเรสิ
อถ ราชา ปายาสิ ฯ
พระเจ้ากาลิงคะ ทรงนำเอามาลาและเครื่องลูบไล้พร้อมด้วยดนตรีต่างๆไปบูชาพระมหาโพธิ์แล้ว รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อม.
สฏฺฐิวาหสหสฺสานิ ปุปฺผานิ สนฺนิปาตยิ
ปูเชสิ ราชา กาลิงฺโค โพธิมณฺฑมนุตฺตรนฺติ ฯ
กาลิงฺคโพธิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. กาลิงฺโค ราชา กาลิงฺคํ ฯ ๒ กาลิงฺคํ ฯ ๓ ม. น ฯ ๔ ยุ. อาคมปุริสา ฯ
๕ ม. มหยิตฺวา ฯ สี. ยุ. มหายิตฺวาน ฯ ๖ สี. ยุ. มาลาคนฺธวิเลปนํ อาหริตฺรา ฯ
รับสั่งให้เก็บดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียนมาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ แล้วเสด็จกลับ.
จบ กาลิงคโพธิชาดกที่ ๖.
๗ อกิตฺติชาตกํ
๗. อกิตติชาดก
อกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต อกิตติชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อกิตฺตึ ทิสฺวาน สมฺมนฺตํ สกฺโก ภูตปตี พฺรวิ
กึ ปตฺถยํ มหาพฺรหฺเม เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ ฯ
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัสถามว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านปรารถนาสมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง?
ทุกฺโข ปุนพฺภโว สกฺก สรีรสฺส จ เภทนํ
สมฺโมหมรณํ ทุกฺขํ ตสฺมา สมฺมามิ วาสว ฯ
ดูกรท้าวสักกะ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกาย และความตายอย่างหลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
เยน ปุตฺเต จ ทาเร จ ธนธญฺญํ ปิยานิ จ
ลทฺธา นรา น ตปฺปนฺติ โส โลโภ น มยี วเส ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือก และสิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลาย แล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
เขตฺตํ วตฺถุํ หิรญฺญญฺจ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ
เยน ชาเตน ชียนฺติ โส โทโส น มยี วเส ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกร ย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วยโทสะใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
พาลํ น ปสฺเส น สุเณ น จ พาเลน สํวเส
พาเลนลฺลาปสลฺลาปํ น กเร น จ โรจเย ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่ร่วมกับคนพาล ไม่ขอกระทำ และไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับคนพาล.
กินฺนุ เต อกรํ พาโล วท กสฺสป การณํ
เกน กสฺสป พาลสฺส ทสฺสนํ นาภิกงฺขสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล?
อนยํ นยติ ทุมฺเมโธ อธุรายํ นิยุญฺชติ
ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต ปกุปฺปติ
วินยํ โส น ชานาติ สาธุ ตสฺส อทสฺสนํ ฯ
คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
ธีรํ ปสฺเส สุเณ ธีรํ ธีเรน สห สํวเส
ธีเรนลฺลาปสลฺลาปํ ตํ กเร ตญฺจ โรจเย ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพพึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกันกับนักปราชญ์ ขอกระทำ และขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับนักปราชญ์.
กินฺนุ เต อกรํ ธีโร วท กสฺสป การณํ
เกน กสฺสป ธีรสฺส ทสฺสนํ อภิกงฺขสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์?
นยํ นยติ เมธาวี อธุรายํ น ยุญฺชติ
สุนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต น กุปฺปติ
วินยํ โส ปชานาติ สาธุ เตน สมาคโม ฯ
นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระการแนะนำดีเป็นความดีของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่นกล่าวชอบก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากันกับนักปราชญ์นั้นเป็นความดี.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
ตโต รตฺยา วิวสเน ๑ สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ
ทิพฺพา ภกฺขา ปาตุภเวยฺยุํ สีลวนฺโต จ ยาจกา
ททโต เม น ขีเยถ ทตฺวา นานุตเปยฺยหํ
ททํ จิตฺตํ ปสาเทยฺยํ เอตํ สกฺก วรํ วเร ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ เมื่อราตรีสว่างแจ้ง พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหารอันเป็นทิพย์ และยาจกผู้มีศีล พึงปรากฏขึ้น เมื่ออาตมภาพให้ทานอยู่ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป ครั้นให้ทานแล้วขอให้อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตมภาพพึงยังจิตให้เลื่อมใส ดูกรท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควรเป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
วรญฺจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
น มํ ปุน อุเปยฺยาสิ เอตํ สกฺก วรํ วเร ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ มหาบพิตรอย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูกรท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.
พหูหิ วตฺตจริยาหิ นรา จ อถ นาริโย
ทสฺสนํ อภิกงฺขนฺติ กินฺนุ เม ทสฺสเน ภยํ ฯ
นรชาติหญิงชายทั้งหลาย ย่อมปรารถนาจะเห็นโยมด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก เพราะเหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน?
ตํ ตาทิสํ เทววณฺณํ ๒ สพฺพกามสมิทฺธินํ
ทิสฺวา ตโป ปมชฺเชยฺยํ ๓ เอตํ เต ทสฺสเน ภยนฺติ ฯ
อกิตฺติชาตกํ สตฺตมํ ฯ
อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ ผู้สำเร็จด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึงประมาท ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะการเห็นมหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.
จบ อกิตติชาดกที่ ๗.
๘ ตกฺการิยชาตกํ
๘. ตักการิยชาดก
การพูดดีเป็นศรีแก่ตัว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต ตักการิยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโล
เภโกวรญฺเญ อหิมวฺหายมาโน
ตกฺการิเย โสพฺภมิมํ ปตามิ
น กิเรว สาธุ อติเวลภาณี ฯ
๑ ม. วิวสาเน ฯ ๒ ยุ. เทววณฺณึ ฯ ๓ ม. ปมชฺเชยฺย ฯ
ดูกรพ่อตักการิยะ ฉันเองเป็นคนโง่เขลา กล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่าร้องเรียกงูมาให้กินตน ฉะนั้น ฉันน่าจะตกลงไปในหลุมนี้ ได้ยินมาว่าบุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย.
ปปฺโปติ มจฺโจ อติเวลภาณี
พนฺธํ วธํ โสกปริทฺทวญฺจ
อตฺตานเมว ครหาสิ เอตฺถ ๑
อาจริย ตํ นิกฺขณนฺติ ๒ โสพฺเภ ฯ
บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ประสบการจองจำ การถูกฆ่าความเศร้าโศกและความร่ำไห้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงในหลุม เพราะเหตุใด ท่านต้องติเตียนตัวท่านเอง เพราะเหตุนั้น.
กิเมวาหํ ตุณฺฑิลํ อนุปุจฺฉึ
กเรยฺยาสํ ๓ ภาตรํ กาลิกาย
นคฺโควหํ วตฺถยุคญฺจ ชิโน
อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสว ฯ
เราจะซักถามตุณฑิละ เพื่อประโยชน์อะไรเล่า นางกาลีซิควรทำกะน้องชายของเขาเอง เราถูกแย่งผ้าจนเป็นคนเปลือยกาย แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก?
โย ยุชฺฌมานานํ อยุชฺฌมาโน
เมณฺฑนฺตรํ อจฺจุปตี กุลิงฺโค
โส ปึสิโต เมณฺฑสิเรหิ ตตฺถ
อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสว ฯ
นกกะลิงตัวใด มิได้ชนกับเขาด้วย เข้าไปจับอยู่ในระหว่างศีรษะแพะทั้งสองผู้กำลังชนกันอยู่ นกกะลิงตัวนั้น ก็ถูกศีรษะแพะบดขยี้แล้วณ ที่นั้นเอง แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
จตุโร ชนา โปตฺถกมคฺคเหสุํ
เอกญฺจ โปสํ อนุรกฺขมานา
สพฺเพว เต ภินฺนสิรา สยึสุ
อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสว ฯ
คน ๔ คนจะป้องกันคนคนเดียว ช่วยกันจับชายผ้าไว้คนละชาย คนทั้งหมดนั้นก็พากันหัวแตกนอนตายแล้ว แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
อชา ยถา เวฬุคุมฺพสฺมึ พนฺธา
อเวกฺขิปนฺตี ๔ อสิมชฺฌคจฺฉิ
เตเนว ตสฺสา คลกํ วิกนฺตา ๑
อยมฺปิ อตฺโถ พหุ ตาทิโสว ฯ
๑ สี. เอตฺโต ฯ ๒ ม. อาเจร ยํ ตํ นิกฺขณนฺติ ฯ ๓ กเรยฺย สงฺคหนฺติปิ ฯ
ม. กเรยฺย สํ ฯ ๔ ม. อวกฺขิปนฺตี ฯ
นางแพะที่ถูกโจรทั้งหลายผูกไว้ในพุ่มกอไผ่ คึกคะนอง เอาเท้าหลังดีดไปกระทบมีดตกลงมา พวกโจรก็เอามีดนั้นเองเชือดคอนางแพะฉันใดแม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
นยิเม เทวา นาปิ ๒ คนฺธพฺพปุตฺตา
มิคา อิเม อตฺถวสาภตา อิเม ๓
เอกญฺจ นํ สายมาเส ปจนฺตุ
เอกํ ๔ ปุนปฺปาตราเส ปจนฺตุ ฯ
พวกนี้มิใช่เทวดา มิใช่บุตรคนธรรพ์ พวกนี้เป็นเนื้อ พวกนี้ถูกนำมาด้วยอำนาจประโยชน์ เจ้าทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่ง สำหรับอาหารมื้อเย็นอีกตัวหนึ่งสำหรับอาหารมื้อเช้า.
สตํ สหสฺสาน ทุพฺภาสิตานํ ๕
กลมฺปิ นาคฺฆติ สุภาสิตสฺส
ทุพฺภาสิตํ สงฺกมาโน กิเลโส
ตสฺมา ตุณฺหี กึปุริโส ๖ น พาลฺยา ฯ
คำทุพภาษิตตั้งแสนคำ ก็ไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยวของคำสุภาษิต กินนรรังเกียจคำทุพภาษิตจึงเศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น กินนรจึงนิ่งเฉยเสีย ไม่ใช่นิ่งเฉยเพราะความโง่เขลา.
ยา เมสา พฺยากาสิ ๗ ปมุญฺจเถตํ
คิริญฺจ นํ หิมวนฺตํ นยนฺตุ
อิมญฺจ โข เทนฺตุ มหานสาย
ปาโตว นํ ปาตราเส ปจนฺตุ ฯ
กินนรีตัวนี้กล่าวแก้เราได้แล้ว เจ้าทั้งหลาย จงปล่อยกินนรีตัวนั้นไปอนึ่ง จงนำไปส่งให้ถึงเขาหิมพานต์ ส่วนกินนรตัวนี้ เจ้าทั้งหลายจงส่งไปให้โรงครัวใหญ่ จงย่างมันสำหรับอาหารเช้า แต่เช้าทีเดียว.
ปชฺชุนฺนนาถา ปสโว ปสุนาถา อยํ ปชา
ตฺวํนาโถสฺมิ ๘ มหาราช อมฺหนาถา มม ภริยา ๙
ทฺวินฺนมญฺญตรํ ญตฺวา มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา ปศุสัตว์ทั้งหลายพึ่งฝน ประชาชนนี้ก็พึ่งปศุสัตว์พระองค์เป็นที่พึ่งของข้าพระบาท ภรรยาของข้าพระบาท ก็พึ่งข้าพระบาทในระหว่างข้าพระบาททั้งสอง ตัวหนึ่งรู้ว่าอีกตัวหนึ่งตายแล้ว ตนเองพ้นแล้วจากความตาย จึงจะไปสู่บรรพต.
น เว นินฺทา สุปริวชฺชยาถ ๑๐
นานาชนา เสวิตพฺพา ชนินฺท
เยเนว เอโก ลภเต ปสํสํ
เตเนว อญฺโญ ลภเต นินฺทิตารํ ฯ
๑ ม. คลกาวกนฺตํ ฯ ๒ ม. อิเม น เทวา น ฯ ๓ ม. อตฺถวสํ คตา เม ฯ
๔ สี. ยุ. เอกญฺจ นํ ปาตราเส ฯ ๕ ม. สหสฺสานิ ทุภาสิตานิ ฯ ๖ ม. กิมฺปุริสา ฯ
๗ ม. พฺยาหาสิ ฯ ๘ ม. ตฺวํ นาโถสิ ฯ ๙ ม. นาโถหํ ฯ ๑๐ ม. สุปริวชฺชเยถ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ความนินทาทั้งหลายมิใช่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปโดยง่ายเลย ชนทั้งหลายมีฉันทะต่างๆ กัน ซึ่งควรจะซ่องเสพ คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญด้วยคุณธรรมข้อใด คนอื่นได้คนนินทา ด้วยคุณธรรมข้อนั้นเอง.
สพฺโพ โลโก ปรจิตฺเตน ๑ อติจิตฺโต
สพฺโพ โลโก จิตฺตวา สมฺหิ จิตฺเต
ปจฺเจกจิตฺตา ปุถุ สพฺพสตฺตา
กสฺสีธ จิตฺตสฺส วเส น วตฺเต ฯ
โลกทั้งปวงมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น โลกทั้งปวงชื่อว่ามีจิตในจิตของตนสัตว์ทั้งปวง ที่เป็นปุถุชน ต่างก็มีจิตใจต่างกัน สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่พึงเป็นไปในอำนาจแห่งจิตของใคร.
ตุณฺหี อหุ กึปุริโส สภริโย ๒-๔
โยทานิ พฺยากาสิ ภยสฺส ภีโต
โสทานิ มุตฺโต สุขิโต อโรโค
วาจา กิเรวตฺถวตี นรานนฺติ ฯ
ตกฺการิยชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
กินนรพร้อมด้วยกินนรีผู้ภรรยา เป็นผู้นิ่งไม่พูด เป็นผู้กลัวภัย ได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้ กินนรนั้นชื่อว่า พ้นแล้วในบัดนี้ เป็นผู้มีความสุขหาโรคมิได้ เพราะว่าการเปล่งวาจาดี นำมาซึ่งประโยชน์แก่นรชนทั้งหลาย.
จบ ตักการิยชาดกที่ ๘.
๙ รุรุมิคชาตกํ ๓
๙. รุรุมิคชาดก
ว่าด้วยน้ำใจของพญาเนื้อรุรุ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต รุรุมิคชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ตสฺส ๔ คามวรํ ทมฺมิ นาริโย จ อลงฺกตา
โก ๕ เม ตํ มิคมกฺขาสิ มิคานํ มิคมุตฺตมํ ฯ
ใครบอกมฤค ผู้สูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายนั้นแก่เราได้ เราจะให้บ้านส่วยและหญิงที่ประดับประดาแล้วแก่ผู้นั้น.
มยฺหํ คามวรํ เทหิ นาริโย จ อลงฺกตา
อหํ เต มิคมกฺขิสฺสํ มิคานํ มิคมุตฺตมํ ฯ
ขอได้โปรดพระราชทานบ้านส่วย และหญิงที่ประดับประดาแล้วแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ จะกราบทูลมฤคผู้สูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายแก่พระองค์.
เอตสฺมึ วนสณฺฑสฺมึ อมฺพา สาลา จ ปุปฺผิตา
อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโค ฯ
๑ ม. ปริจิตฺโต ฯ ๒ อภาณิโสติปิ ฯ ๓ ม. รุรุมิคราชชาตกํ ฯ ๔ สี. ยุ. กสฺส ฯ
๕ ม. โย ฯ ตํ ยุตฺตตรํ ฯ
ณ ไพรสณฑ์นั้น มีต้นมะม่วง และต้นรังทั้งหลาย ดอกบานสะพรั่งพื้นที่แห่งไพรสณฑ์นั้น ดารดาษไปด้วยติณชาติ มีสีเหมือนแมลงค่อมทอง มฤคตัวนั้นอยู่ที่ไพรสณฑ์นั้น.
ธนน อเทฺวชฺฌํ กตฺวาน อุสุํ สนฺนยฺหุปาคมิ ๑
มิโค จ ทิสฺวา ราชานํ ทูรโต อชฺฌภาสถ
อาคเมหิ มหาราช มา มํ วิชฺฌิ รเถสภ
โก นุ เต อิทมกฺขาสิ เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโค ฯ
พระเจ้าพาราณสี ทรงโก่งธนูสอดใส่ลูกศรไว้ เสด็จเข้าไปแล้ว ส่วนมฤคเห็นพระราชาแล้ว ได้ร้องกราบทูลไปแต่ไกลว่า ข้าแต่พระมหาราชาผู้ประเสริฐ โปรดทรงรอก่อน อย่าเพิ่งทรงยิงข้าพระบาทเสียเลย ใครหนอได้กราบทูลความเรื่องแก่พระองค์ว่า มฤคตัวนี้อยู่ณ ไพรสณฑ์นี้.
เอส ปาปจโร โปโส สมฺม ติฏฺฐติ อารกา
โส หิ ๒ เม อิทมกฺขาสิ เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโค ฯ
ดูกรสหาย บุรุษผู้มีมารยาทอันเลวทราม ยืนอยู่ห่างๆ นั่น บุรุษคนนั้นแหละ ได้บอกความเรื่องนี้แก่เราว่า มฤคตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้.
สจฺจํ กิเรวมาหํสุ นรา เอกจฺจิยา อิธ
กฏฺฐํ นิปาวตํ ๓ เสยฺโย น เตฺวเวกจฺจิโย นโร ฯ
ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ กล่าวความจริงไว้อย่างนี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า คนบางคนไม่ดีเลย.
กินฺนุ รุรุ ครหสิ มิคานํ
กึ ปกฺขินํ กึ ปน มานุสานํ
ภยํ หิ มํ วินฺทตินปฺปรูปํ
สุตฺวาน ตํ มานุสิ ๔ ภาสมานํ ฯ
ดูกรพญามฤค เธอติเตียนพวกไหนแน่ ติเตียนพวกมฤค พวกนกหรือพวกมนุษย์ เรามีความกลัวไม่น้อย เพราะได้ฟังเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้.
ยมุทฺธรึ วาหเน วุยฺหมานํ
มโหทเก สลิเล สีฆโสเต
ตโตนิทานํ ภยมาคตํ มม
ทุกฺโข หเว ราช อสพฺภิ สงฺคโม ฯ
ข้าพระองค์ช่วยยกขึ้นซึ่งบุรุษคนใด ผู้ลอยไปในห้วงน้ำคงคา มีน้ำมากไหลเชี่ยว ภัยมาถึงข้าพระองค์แล้ว เพราะบุรุษผู้นั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระมหาราชา การสมาคมกับอสัตบุรุษทั้งหลาย นำทุกข์มาให้โดยแท้.
โสหํ จตุปฺปตฺตมิมํ วิหงฺคมํ
ตนุจฺฉิทํ หทเย โอสชฺชามิ
หนามิ ตํ มิตฺตทุพฺภึ อกิจฺจการึ
โย ตาทิสํ กมฺมกตํ น ชาเน ฯ
๑ สี. ยุ. สนฺธายุปาคมิ ฯ ๒ ม. โส ยํ ฯ ๓ สี. วิปลาวิตํ ฯ ม. นิปฺลวิตํ ฯ
๔ ม. มานุสี ฯ
เรานั้นจะปล่อยลูกศร ๔ ปีกนี้แหวกไปในอากาศ ให้ไปตัดตรงหัวใจเราจักฆ่ามันผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ไม่ทำกิจที่ควรทำ ไม่รู้จักผู้กระทำคุณให้เช่นท่าน.
ธีรสฺส พาลสฺส หเว ชนินฺท
สนฺโต วธํ นปฺปสํสนฺติ ชาตุ
กามํ ฆรํ คจฺฉตุ ปาปธมฺโม
ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส เทหิ
อหญฺจ เต กามกโร ภวามิ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน สัตบุรุษทั้งหลายไม่สรรเสริญการฆ่าบัณฑิต และคนพาลเลย คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของเขาตามปรารถนาเถิด อนึ่ง ขอได้โปรดพระราชทานค่าจ้าง ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาด้วยเถิด อนึ่ง ข้าพระองค์ ขอทำความปรารถนาของพระองค์.
อทฺธา รุรุ อญฺญตโร สตํ โส
โย ทุพฺภิโน ๑ มานุสสฺส น ทุพฺภี
กามํ ฆรํ คจฺฉตุ ปาปธมฺโม
ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส ทมฺมิ
อหญฺจ เต คามวรํ ททามิ ฯ
ดูกรพญามฤค ท่านผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์ผู้ประทุษร้าย นับเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตบุรุษทั้งหลายเป็นแน่ คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของตนตามความปรารถนา อนึ่ง เราจะให้ค่าจ้างที่เราพูดไว้แก่เขาและเราขอให้บ้านส่วยแก่ท่าน.
สุวิชานํ สิคาลานํ สกุนฺตานญฺจ วสฺสิตํ
มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุพฺพิชานตรํ ตโต
อปิ เจ มญฺญตี โปโส ญาติ มิตฺโต สขาติ วา
โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโส ฯ
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของนกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยาก ยิ่งกว่านั้น อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อน เป็นคนใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า เป็นญาติเป็นมิตร หรือเป็นสหาย ภายหลัง ผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้.
สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา
มิคา ธญฺญานิ ๒ ขาทนฺติ ตํ เทโว ปฏิเสธตุ ฯ
ชาวชนบท และชาวนิคมทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันร้องทุกข์ว่า ฝูงเนื้อพากันมากินข้าว ขอพระองค์จงตรัสห้ามฝูงเนื้อนั้นเสียบ้าง พระเจ้าข้า.
กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ
น เตฺววาหํ รุรุํ ทุพฺเภ ทตฺวา อภย ปกฺขินํ ฯ
๑ ม. ทุพฺภโต ฯ ยุ. ทูภโต ฯ ๒ ม. สสฺสานิ ฯ
ชนบทอย่าได้มี แม้แว่นแคว้นจะพินาศไป ก็ตามทีเถิด เราให้อภัยแก่ฝูงเนื้อและนกยูงแล้ว ไม่ขอประทุษร้ายพญาเนื้อรุรุเป็นอันขาด.
มา เม ชนปโท อาสิ มา มํ ชนปโท อหุ ๑
น เตฺววาหํ มิคราชสฺส วรํ ทตฺวา มุสา ภเณติ ฯ
รุรุมิคชาตกํ นวมํ ฯ
ชาวชนบทของเราจะไม่มีก็ตาม ชาวชนบทจะไม่พูดกะเราก็ตาม เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อไว้แล้ว จะไม่พูดเท็จเป็นอันขาด.
จบ รุรุมิคชาดกที่ ๙.
๑๐ สรภชาตกํ ๒
๑๐. สรภชาดก
ว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เตรสนิบาต สรภชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อาสึเสเถว ๓ ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ
บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น.
อาสึเสเถว ๓ ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ
บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ
บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่าปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น.
วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ
บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
ทุกฺขูปนีโตปิ นโร สปญฺโญ
อาสํ น ฉินฺเทยฺย สุขาคมาย
พหู หิ ผสฺสา อหิตา หิตา จ
อวิตกฺกิตาโร มจฺจุมุปปชฺชนฺติ ๔ ฯ
นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควรตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่าผัสสะอันไม่เกื้อกูลและเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงเลยก็ต้องเข้าถึงความตาย.
อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ
น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา ฯ
๑ ม. รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ ฯ ๒ ม. สรภมิคชาตกํ ฯ ๓ ม. อาสีเสเถว ฯ
๔ ม. อวิตกฺกิตา มจฺจมุปพฺพชนฺติ ฯ
สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิดไว้ย่อมพินาศไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรี หรือบุรุษ จะสำเร็จได้ด้วยความคิดนึกไม่มีเลย.
สรภํ คิริทุคฺคสฺมึ ยํ ตฺวํ อนุสฺสรี ปุเร
อลีนจิตฺตสฺส ตุวํ วิกฺกนฺตมนุชีวสิ ฯ
เมื่อก่อนพระองค์เสด็จติดตามละมั่งตัวใดไปตกเหวที่ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบมาได้ ด้วยความบากบั่นของละมั่งตัวนั้น ผู้มีจิตไม่ท้อแท้.
โย ตํ วิทุคฺคา นรกา สมุทฺธริ
สีลาย โยคฺคํ สรโภ กริตฺวา
ทุกฺขูปนีตํ มจฺจุมุขา ปโมจยิ
อลีนจิตฺตํ ตเมว ๑ วเทสิ ฯ
ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหว ช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้องพระองค์ ผู้เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยูพระองค์กำลังตรัสถึงละมั่งตัวนั้น ผู้มีจิตไม่ท้อแท้.
กึ ตฺวํ นุ ตตฺเถว ตทา อโหสิ
อุทาหุ เต โกจิ ตํ เอตทกฺขา
วิวฏจฺฉโท นุสิ สพฺพทสฺสี
ญาณํ นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูปํ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่านได้อยู่ในที่นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่านเป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่องได้ทั้งปวงละสิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็นปรุโปร่งหรืออย่างไร?
น เจวาหํ ตตฺถ ตทา อโหสึ
น จาปิ เม โกจิ นํ เอตทกฺขา
คาถาปทานญฺจ สุภาสิตานํ
อตฺถํ ตทาเนนฺติ ชนินฺท ธีรา ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เมื่อคราวนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู.
อาทาย ปตฺตํ ๒ ปรวีริยฆาตึ
จาเป สรํ กึ วิจิกิจฺฉเส ตุวํ
นุณฺโณ สโร สรภํ หนฺตุ ขิปฺปํ
อนฺนํ หิ เอตํ วรปญฺญ รญฺโญ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไรอยู่อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้.
อทฺธา ปชานามิ อหํปิ เอตํ
อนฺนํ มิโค พฺราหฺมณ ขตฺติยสฺส
ปุพฺเพ กตญฺจ อปจายมาโน
ตสฺมา มิคํ สรภํ โน หนามิ ฯ
๑ ม. ต มิคํ ฯ ๒ ม. ปตฺตึ ฯ
ดูกรพราหมณ์ แม้เราจะรู้แจ้งชัดความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า เราจะบูชาคุณที่ละมั่งนี้ได้ทำไว้แก่เรา ในครั้งก่อนเพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ฆ่าละมั่งนี้.
เนโส มิโค มหาราช อสุเรโส ทิสมฺปติ
เอตํ หนฺตฺวา มนุสฺสินฺท ภวสฺสุ อมราธิโป ฯ
ข้าแต่พระมหาราชาผู้เป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ นั่นคือท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์จงทรงฆ่าท้าวสักกะเทวราชนั้นเสีย แล้วจะได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ.
สเจ จ ราช วิจิกิจฺฉเส ตุวํ
หนฺตุํ มิคํ สรภํ สหายกํ ๑
สปุตฺตทาโร นรวีรเสฏฺฐ ๒
คนฺตฺวา ๓ ตุวํ เวตรณึ ยมสฺส ฯ
ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่านรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลที่จะฆ่าละมั่งผู้เป็นพระสหาย พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม.
กามํ อหํ ชานปทา จ สพฺเพ
ปุตฺตา จ ทารา จ สหายสงฺฆา
คจฺเฉมุ ตํ เวตรณึ ยมสฺส
น เตฺวว หญฺเญ มม ปาณทสฺส ๔ ฯ
เรา ชาวชนบททั้งหมด ลูก เมียและหมู่สหาย จะพากันไปยังเวตรณีนรกของพญายมนั้นก็ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเรา เป็นอันขาด.
อยํ มิโค กิจฺฉคตสฺส มยฺหํ
เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเร
ตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโต
ชานํ มหาพฺรหฺเม กถํ หเนยฺยํ ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ ทำคุณแก่เราเมื่อคราวถึงความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึกได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า.
มิตฺตาภิราธี จิรเมว ชีว
รชฺชํ อิมํ ธมฺมคุเณ ปสาส
นารีคเณหิ ปริจารยนฺโต ๕
โมทสฺสุ รฏฺเฐ ติทิเวว วาสโว ฯ
๑ สี. ยุ. สหายกํ เม ฯ ๒ สี. ยุ. นรวิริยเสฏฺฐ ฯ ๓ สี. ยุ. คนฺตา ฯ
๔ ม. ปาโท โย ฯ ๕ ม. ปริจาริยนฺโต ฯ
ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรงพระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์จงทรงปกครองราชสมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าววาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ ฉะนั้น.
อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต
สพฺพาติถี ปาหุนเก กริตฺวา ๑
ทตฺวา จ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ
อนินฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานนฺติ ฯ
สรภชาตกํ ทสมํ ฯ
___________
ตสฺสุทฺทานํ
วรมมฺพ ๒ กุฐาริ สหํสวโร
อถรญฺญสฺมึ ทูตกปญฺจมโก
อถ โพธิ อกิตฺติ สุตกฺกรินา
อถ รุรุมิเคน ปโร สรโภ ฯ
เตรสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
___________
๑ ม. สพฺพาติถี ยาจโยโค ภวิตฺวา ฯ ๒ ม. วรอมฺพ ฯ
ขอพระองค์ไม่ทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ทรงกระทำสมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับครั้นทรงบำเพ็ญทาน และเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียนพระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด.
จบ สรภชาดกที่ ๑๐.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัมพชาดก ๒. ผันทนชาดก
๓. ชวนหังสชาดก ๔. จุลลนารทกัสสปชาดก
๕. ทูตชาดก ๖. กาลิงคโพธิชาดก
๗. อกิตติชาดก ๘. ตักการิยชาดก
๙. รุรุมิคชาดก ๑๐. สรภชาดก.
จบ เตรสนิบาตชาดก
จบ เตรสนิบาต