จัตตาฬีสนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๓๘–๒๕๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๒๒ ในชาดกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จตฺตาลีสนิปาตชาตกํ
๑ เตสกุณชาตกํ
จัตตาฬีสนิบาตชาดก
๑. เตสกุณชาดก
ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จัตตาฬีสนิบาต เตสกุณชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
เวสฺสนฺตรนฺตํ ปุจฺฉามิ สกุณ ภทฺทมตฺถุ เต
รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
เราขอถามเจ้าเวสสันดร ดูกรนก ขอความเจริญจงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติกระทำแล้ว เป็นกิจประเสริฐ?
จิรสฺสํ วต มํ ตาโต กํโส พาราณสิคฺคโห
ปมตฺโต อปฺปมตฺตํ มํ ปิตา ปุตฺตํ อโจทยิ ๑ ฯ
นานนักหนอ พระเจ้ากังสราชพระบิดาเรา ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาท ได้ตรัสถามเราผู้บุตรซึ่งหาความประมาทมิได้.
ปฐเมเนว วิตถํ โกธํ หาสํ นิวารเย
ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ตํ วตํ อาหุ ขตฺติย ฯ
ยํ ตฺวํ ตาต ตเป กมฺมํ ปุพฺเพ กตมสํสยํ
รตฺโต ทุฏฺโฐ จ ยํ กยิรา น ตํ กยิรา ตโต ปุน ฯ
ขตฺติยสฺส ปมตฺตสฺส รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน
สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ
สิรี จ ๒ ตาต ลกฺขี จ ปุจฺฉิตา เอตทพฺรวว
อุฏฺฐาเน วีริเย โปเส รมามหํ อนุสุยฺยเก ฯ
อุสฺสุยฺยเก ทุหทเย ปุริเส กมฺมทุสฺสเก
กาฬกณฺณี มหาราช รมติ จกฺกภญฺชนี ฯ
โส ตฺวํ สพฺเพสํ ๓ สุหทโย สพฺเพสํ รกฺขิโต ภว
อลกฺขึ นูท มหาราช ลกฺขฺยา ภว นิเวสนํ ฯ
สลกฺขี ธีติสมฺปนฺโน ปุริโส หิ มหคฺคโต
อมิตฺตานํ กาสิปติ มูลํ อคฺคญฺจ ฉินฺทติ ฯ
สกฺโกปิ หิ ภูตปติ อุฏฺฐาเน นปฺปมชฺชติ
ส กลฺยาเณ ธิตึ กตฺวา อุฏฺฐาเน กุรุเต มโน ฯ
คนฺธพฺพา ปิตโร เทวา สาชีวา ๑ โหนฺติ ตาทิโน
อุฏฺฐหโต อปฺปมชฺชโต อนุติฏฺฐนฺติ เทวตา ฯ
โส อปฺปมตฺโต อกุทฺโธ ๒ ตาต กิจฺจานิ การย
วายมสฺสุ สกิจฺเจสุ ๓ นาลโส วินฺทเต สุขํ ฯ
ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี
อลํ มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺตานํ ทุขาย จ ฯ
๑ อโพธยีติปิ ปาโฐ ฯ ๒ จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ สพฺเพสุ ฯ
ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชาควรทรงห้ามมุสาวาท ความโกรธและความร่าเริงก่อนทีเดียว แต่นั้นพึงรับสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวมานั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นวัตรของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่และเกลียดชังแล้วพึงทรงทำกรรมใดกรรมนั้นที่พระองค์ทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อนโดยไม่ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรมนั้นอีก. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประมาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นย่อมพินาศ ข้อนั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อศิริ และชื่อลักขีถูกสูจิบริวารเศรษฐีถามได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดีในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียรไม่มีความริษยา.
ข้าแต่พระมหาราชา คนกาลกรรณีผู้ทำลายจักร ย่อมยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน. ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์จงทรงเป็นผู้มีพระทัยดีต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศรี จงเป็นผู้มีคนที่มีราศรีเป็นที่พึ่งเถิด. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษผู้มีราศรีสมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ ย่อมตัดโคน และยอดของศัตรูทั้งหลายได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน จริงอยู่ ถึงท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร ท้าวเธอทรงทำความเพียรในกัลยาณธรรม ทำพระทัยในความหมั่นเพียร. คนธรรพ์ พรหม เทวดาเป็นผู้เป็นอยู่ อาศัยพระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรงประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน. ข้าแต่พระบิดาพระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ทรงพระพิโรธแล้ว รับสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรงพยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข. ข้อความที่ข้าพระองค์กล่าวแก้แล้วในปัญหาของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุศาสนี สามารถยังผู้เป็นมิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้นั้นเป็นศัตรูให้ถึงความทุกข์ได้.
สกฺขิ ตุวํ กุณฺฑลินิ มญฺญสิ ขตฺตพนฺธุนิ ๔
รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
ดูกรนางนกกุณฑลินี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของนกมีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ กิจอะไร เล่าที่ผู้มุ่งจะครอบครองสมบัติกระทำแล้วเป็นกิจประเสริฐ?
เทฺวว ตาต ปทกานิ ยตฺถ สพฺพํ ปติฏฺฐิตํ
อลทฺธสฺส จ โย ลาโภ ลทฺธสฺส จานุรกฺขนา ฯ
อมจฺเจ ตาต ชานาหิ ธีเร อตฺถสฺส โกวิเท
อนกฺขากิตเว ตาต อโสณฺเฑ อวินาสเก ฯ
โย จ ตํ ตาต รกฺเขยฺย ธนํ ยญฺเจว เต สิยา
สูโตว รถํ สงฺคเณฺห โส เต กิจฺจานิ การเย
สุสงฺคหีตนฺตชโน สยํ วิตฺตํ อเวกฺขิย
นิธิญฺจ อิณทานญฺจ น กเร ปรปตฺติยา ฯ
สยํ อายํ วยํ ชญฺญา สยํ ชญฺญา กตากตํ
นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ฯ๔
สยํ ชานปทํ อตฺถํ อนุสาส รเถสภ
มา เต อธมฺมิกา ยุตฺตา ธนํ รฏฺฐญฺจ นาสยุํ ฯ
มา จ เวเคน กิจฺจานิ กาเรสิ ๑ การเยสิ วา
เวคสา หิ กตํ กมฺมํ มนฺโท ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
มา เต อธิสเร มุจฺจ สุพาฬฺหมธิโกปิตํ ๒
โกธสา หิ พหู ผีตา กุลา อกุลตํ คตา ฯ
มา ตาต อิสฺสโรมฺหีติ อนตฺถาย ปตารยิ
อิตฺถีนํ ปุริสานญฺจ มา เต อาสิ ทุกฺขุทฺรโย ฯ
อเปตโลมหํสสฺส รญฺโญ กามานุสาริโน
สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ
ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี
ทกฺขสฺสุทานิ ปุญฺญกโร อโสณฺโฑ อวินาสโก
สีลวสฺสุ มหาราช ทุสฺสีโล วินิปาติโก ฯถ
๑ ยุ. สญฺชีวา ฯ ๒ ยุ. อกฺกุฏฺโฐ ฯ ๓ ม. จ กิจฺเจสุ ฯ ๔ ยุ. ขตฺติยพนฺธุนี ฯ
ข้าแต่พระบิดา ประโยชน์ทั้งปวงตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒ ประการเท่านั้น คือความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑. พระองค์จงทรงทราบอำมาตย์ทั้งหลายผู้เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในประโยชน์ ไม่แพร่งพรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้เสื่อมเสีย. อำมาตย์ผู้ใดพึงรักษาพระราชทรัพย์ของพระองค์ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถียึดรถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำกิจทั้งหลายของพระองค์พระราชาพึงเป็นผู้มีอันโตชนอันสงเคราะห์ดีแล้ว พึงตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัดการทรัพย์และการกู้หนี้ โดยทรงไว้วางพระทัยในคนอื่น. ควรทรงทราบรายได้รายจ่ายด้วยพระองค์เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้วและยังไม่ทำด้วยพระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่มยกย่องคนที่ควรยกย่อง. ข้าแต่พระองค์ผู้จอมพลรถ
พระองค์จงทรงพร่ำสอนเหตุผล แก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษีอากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราชทรัพย์และรัฐสีมาของพระองค์ให้พินาศ. อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้คนอื่นให้ทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงานที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลยคนเขลาย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อยพระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่าสกุลที่มั่นคงเป็นอันมากได้ถึงความไม่เป็นสกุลเพราะความโกรธ. พระองค์อย่าทรงนึกว่าเราเป็นใหญ่ แล้วยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไรคือความทุกข์อย่าได้มีแก่หญิงและชายของพระองค์เลย. โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชาผู้ปราศจากความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูลในปัญหาของพระองค์นั้น เป็นวัตตบท นี่แหละเป็นอนุศาสนี ข้าแต่พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์ยังทรงขยันบำเพ็ญกุศลไม่ทรงเป็นนักเลง ไม่ทรงทำให้ราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรงศีล เพราะว่าคนทุศีลย่อมตกนรก.
อปุจฺฉิมฺหา โกสิยโคตฺตํ กุณฺฑลินึ ตเถว จ
ชมฺพุก ตฺวํทานิ วเทหิ พลานํ พลมุตฺตมํ ฯ
พ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตรและเจ้ากุณฑลินีมาเช่นเดียวกันแล้ว บัดนี้ เจ้าจงบอกกำลังอันอุดมกว่ากำลังทั้งหลาย.
พลํ ปญฺจวิธํ โลเก ปุริสสฺมึ มหคฺคเต
ตตฺถ พาหุพลํ นาม จริมํ วุจฺจเต พลํ
โภคพลญฺจ ทีฆาวุ ทุติยํ วุจฺจเต พลํ ฯ
อมจฺจพลญฺจ ทีฆาวุ ตติยํ วุจฺจเต พลํ
อภิชจฺจพลญฺเจว ตํ จตุตฺถํ อสํสยํ
ยานิ เจตานิ สพฺพานิ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ฯ
ตํ พลานํ พลํ เสฏฺฐํ อคฺคํ ปญฺญาพลํ วรํ
ปญฺญาพเลนุปตฺถทฺโธ อตฺถํ วินฺทติ ปณฺฑิโต ฯ
อปิ เจ ลภติ มนฺโท ผีตํ ธรณิมุตฺตมํ
อกามสฺส ปสยฺหํ วา อญฺโญ ตํ ปฏิปชฺชติ ฯ
อภิชาโตปิ เจ โหติ รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย
ทุปฺปญฺโญ หิ กาสิปติ สพฺเพนปิ น ชีวติ ฯ
ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ปญฺญา (กิตฺติ) สิโลกวฑฺฒนี
ปญฺญาสหิโต นโร อิธ (อปิ) ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ฯ
ปญฺญญฺจ โข อสุสฺสูสํ น โกจิ อธิคจฺฉติ
พหุสฺสุตํ อนาคมฺม ธมฺมฏฺฐํ อวินิพฺภชํ ๑ ฯ
โย จ ธมฺมวิภงฺคญฺญู ๒ กาลุฏฺฐายี อตนฺทิโต
อนุฏฺฐหติ กาเลน กมฺมผลํ ตสฺส อิชฺฌติ ฯ
อนายตนสีลสฺส อนายตนเสวิโน
น นิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ
อชฺฌตฺตญฺจ ปยุตฺตสฺส ตถายตนเสวิโน
อนิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ
โยคปฺปโยคสงฺขาตํ สมฺภตสฺสานุรกฺขนํ
ตานิ ตฺวํ ตาต เสวสฺสุ มา อกมฺมาย รนฺธยิ
อกมฺมุนา หิ ทุมฺเมโธ นฬาคารํว สีทติ ฯ
๑ ม. กโรสิ ฯ ๒ ม. โกธิตํ ฯ
๑ ม. อวินิพฺภุชํ ฯ ๒ ยุ. โย ธมฺมญฺจ วิภาคญฺญู ฯ
กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการนั้น กำลังแขน บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังต่ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่ ๒. กำลังอำมาตย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่ ๓ กำลังคือมีชาติยิ่งใหญ่เป็นกำลังที่ ๔ โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอากำลังทั้งหมดนี้ไว้ได้. กำลังปัญญาบัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่าบัณฑิตอันกำลังปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ความเจริญ. ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอันสมบูรณ์ เมื่อเขาไม่ปรารถนา คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มขี่แย่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย.
ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี ถ้าบุคคลแม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยข้อความที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ย่อมได้รับสุข. ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูต ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ได้บรรลุปัญญาแล
อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาลผลการงานของผู้นั้นย่อมสำเร็จประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้มีศีลมิใช่บ่อเกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด (ลาภยศสุข) ผู้มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ. ส่วนประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้ประกอบธรรมอันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิดอย่างนั้นไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ดผลโดยชอบ. ข้าแต่พระบิดาขอพระองค์ทรงเสวนะปัญญา อันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียรเป็นเครื่องตามรักษาทรัพย์ที่รวบรวมไว้ และเหตุ ๒ ประการข้างต้นที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ทรงทำลายทรัพย์เสียด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอันไม่สมควร ดังเรือนไม้อ้อฉะนั้น.
ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯย
ธมฺมญฺจ มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา ๑ เทวา สพฺรหฺมกา
สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโท ๒ ฯ
ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี
สปฺปญฺญเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทูติ ฯ
เตสกุณชาตกํ ปฐมํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม ในพระราชมารดาพระราชบิดา ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์ ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกาย ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคม ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจัดเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในเนื้อและนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเพราะธรรมที่บุคคลประพฤติแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชาขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม เพราะว่าพระอินทร์ ทวยเทพพร้อมทั้งพราหมณ์ ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมอันตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย. ข้อความที่ข้าพระองค์กล่าวแล้วในปัญหาของพระองค์นั้นเป็นวัตตบท ข้อนี้แลเป็นอนุศาสนีขอพระองค์จงทรงคบหาสมาคมกับผู้มีปัญญา จงมีคุณอันงามทรงทราบข้อนั้นด้วยพระองค์แล้ว จงทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด
จบ เตสกุณชาดกที่ ๑.
๒ สรภงฺคชาตกํ
๒. สรภังคชาดก
สรภังคดาบสเฉลยปัญหา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จัตตาฬีสนิบาต สรภังคชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา
เวฬุริยมุตฺตาถรุขคฺคพนฺธา
รเถสภา ติฏฺฐถ เก นุ ตุเมฺห
กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ท่านทั้งหลายผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่งห่มผ้างดงาม เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และแก้วมุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่เป็นใครกันหนอ ชนทั้งหลายในมนุษยโลกจะรู้จักท่านทั้งหลายอย่างไร?
อหมฏฺฐโก ภีมรโถ ปนายํ
กาลิงฺคราชา ปน อุคฺคโตยํ
สุสญฺญตานํ อิสีนํ ๓ ทสฺสนาย
อิธาคตา ปุจฺฉิตาเยมฺห ปเญฺห ฯ
ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ชื่อว่าอัฏฐกะ ส่วนท่านผู้นี้ คือ พระเจ้าภีมรถะและท่านผู้นี้ คือพระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดช ฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยมท่านฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถามปัญหา.
เวหายสํ ติฏฺฐสิ ๔ อนฺตลิกฺเข
ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท
ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ
กถนฺตํ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ท่านเหาะลอยอยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าในวัน ๑๕ ค่ำ ฉะนั้น ดูกรเทพเจ้า อาตมภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ชนทั้งหลายในมนุษยโลกจะรู้จักท่านอย่างไร?
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ
มฆวาติ ตํ อาหุ มนุสฺสโลเก
ส เทวราชา อิทมชฺช ปตฺโต
สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย ฯ
๑ ม. สอินฺทา ฯ ๒ ยุ. ปมาโท ฯ ๓ ยุ. สุสญฺญตานิสินํ ฯ ๔ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ
ในเทวโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่าท้าวมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือ ท้าวเทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้วด้วยดี.
ทูเร สุตา โน อิสโย สมาคตา
มหิทฺธิกา อิทฺธิคุณูปปนฺนา
วนฺทามิ เต อยิเร ปสนฺนจิตฺโต
เย ชีวโลเกตฺถ มนุสฺสเสฏฺฐา ฯ
ฤาษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์มาก ประกอบด้วยอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้ว ปรากฏไปในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ในชีวโลกนี้.
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๑
กายา จุโต คจฺฉติ มาลุเตน
อิโต ปฏิกฺกมฺม สหสฺสเนตฺต
คนฺโธ อิสีนํ อสุจิ เทวราช ฯ
กลิ่นแห่งฤาษีทั้งหลายผู้บวชมานาน ย่อมออกจากกายฟุ้งไปตามลมได้ดูกรท้าวสหัสสเนตร เชิญมหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูกรท้าวเทวราชกลิ่นของฤาษีทั้งหลายไม่สะอาด.
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๒
กายา จุโต คจฺฉตุ มาลุเตน
วิจิตฺรปุปฺผํ สุรภึว มาลํ
คนฺธญฺจ เอตํ ปฏิกงฺขาม ภนฺเต
นเหตฺถ เทวา ปฏิกฺกูลสญฺญิโน ฯ
กลิ่นแห่งฤาษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออกจากกายฟุ้งไปตามลมเถิดข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผาชาติอันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.
ปุรินฺทโท ภูตปตี ยสสฺสี
เทวานมินฺโท [๓] มฆวา สุชมฺปติ
ส เทวราชา อสุร (คณ) ปฺปมทฺทโน
โอกาสมากงฺขติ ปญฺห ปุจฺฉิตุํ ฯ
โก เนวิเมสํ อิธ ปณฺฑิตานํ
ปเญฺห ปุฏฺโฐ นิปุเณ พฺยากริสฺสติ
ติณฺณญฺจ รญฺญํ มนุชาธิปานํ
เทวานมินฺทสฺส จ วาสวสฺส ฯ
๑-๒ ม. จิรทิกฺขิตานํ ฯ ๓ ม. สกฺโก ฯ
ท้าวมฆวาฬสุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา. บรรดาฤาษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใครเล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของพระราชา ๓ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ และของท้าววาสวะผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้?
อยํ อิสิ สรภงฺโค ตปสฺสี
ยโต ชาโต วิรโต เมถุนสฺมา
อาเจรปุตฺโต ๑ สุวินีตรูโป
โส เตสํ ปญฺหานิ วิยากริสฺสติ ฯ
ท่านสรภังคฤาษีผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิดมา เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหาของพระราชาเหล่านั้นได้.
โกณฺฑญฺญ ปญฺหานิ วิยากโรหิ
ยาจนฺติ ตํ อิสโย สาธุรูปา
โกณฺฑญฺญ เอโส มนุเชสุ ธมฺโม
ยํ วุฑฺฒมาคจฺฉติ เอส ภาโร ฯ
ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ปัญหา ฤาษีทั้งหลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากันขอร้องท่าน ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วยปัญญา นี่เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์.
กตาวกาสา ปุจฺฉนฺตุ โภนฺโต
ยงฺกิญฺจิ ปญฺหํ มนสาภิปตฺถิตํ
อหํ หิ ตํ ตํ โว วิยากริสฺสํ
ญตฺวา สยํ โลกมิมํ ปรญฺจ ฯ
มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมภาพให้โอกาสแล้ว เชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามพระหฤทัยปรารถนาเถิด ก็อาตมภาพรู้โลกนี้และโลกหน้าเองแล้ว จักพยากรณ์ปัญหานั้นๆ แก่มหาบพิตรทั้งหลาย.
ตโต จ มฆวา สกฺโก อตฺถทสฺสี ปุรินฺทโท
อปุจฺฉิ ปฐมํ ปญฺหํ ยญฺจาสิ อภิปตฺถิตํ ฯ
กึสู วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ
กิสฺสปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ
กสฺสีธ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ
อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ
๑ ยุ. อาจริยปุตฺโต ฯ
ลำดับนั้น ท้าวมฆวาฬสักกเทวราชปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ตรัสตามปัญหาอันเป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิจึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหนๆ ฤาษีทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการละอะไรบุคคลพึงอดทนคำหยาบที่ใครๆ ในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด?
โกธํ วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ
มกฺขปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ
สพฺเพสํ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ
เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหนๆ ฤาษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละความลบหลู่ บุคคลควรอดทนคำหยาบที่ชนทั้งปวงกล่าว สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนี้ว่าสูงสุด.
สกฺกา อุภินฺนํ วจนํ ติติกฺขิตุํ
สทิสสฺส วา เสฏฺฐตรสฺส ๑ วาปิ
กถํ นุ หีนสฺส วโจ ขเมถ
อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ ฯ
บุคคลอาจจะอดทนถ้อยคำของคนทั้ง ๒ พวกได้ คือ คนที่เสมอกัน ๑คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะอดทนถ้อยคำของคนเลวกว่าได้อย่างไรหนอข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด?
ภยา หิ เสฏฺฐสฺส วโจ ขเมถ
สารมฺภเหตุ ปน สาทิสสฺส
โย จีธ หีนสฺส วโจ ขเมถ
เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
บุคคลพึงอดทนถ้อยคำของคนผู้ประเสริฐกว่าได้ เพราะความกลัว พึงอดทนถ้อยคำของคนที่เสมอกันได้ เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ ส่วนผู้ใดในโลกนี้ พึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนของผู้นั้นว่าสูงสุด.
กถํ วิชญฺญา จตุมฏฺฐรูปํ ๒
เสฏฺฐํ สริกฺขํ อถวาปิ หีนํ
วิรูปรูเปน จรนฺติ สนฺโต
ตสฺมา หิ สพฺเพส วโจ ขเมถ ฯ
ไฉนจึงจะรู้จักคนประเสริฐกว่า คนที่เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า ซึ่งมีสภาพอันอิริยาบถทั้ง ๔ ปกปิดไว้ เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปด้วยสภาพของคนชั่วได้ เพราะเหตุนั้นแล จึงควรอดทนถ้อยคำของคนทั้งปวง.
น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา
สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ
ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ
ขนฺติพลสฺสูปสมนฺติ เวรา ฯ
๑ ยุ. เสฏฺฐนรสฺส ฯ ๒ ม. จตุปตฺถรูปํ ฯ
สัตบุรุษผู้มีความอดทน พึงได้ผลคือความไม่มีการกระทบกระทั่ง เพราะการสงบระงับเวร เสนาแม้มากพร้อมด้วยพระราชาเมื่อรบอยู่ จะพึงได้ผลนั้นก็หามิได้ เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยกำลังแห่งขันติ.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน
อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
ยถา อหู ๑ ทณฺฑกี นาลิกีโร ๒
อถชฺชุโน กลาพุ จาปิ ราชา
เตสํ คตึ พฺรูหิ สุปาปกมฺมินํ
กตฺถูปปนฺนา อิสีนํ วิเหฐกา ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะขอถามปัญหาอื่นๆ กะท่านขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น โดยมีพระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ ขอท่านได้โปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มีบาปกรรมอันหนัก พระราชาทั้ง ๔ องค์นั้นเบียดเบียนฤาษีทั้งหลาย พากันบังเกิด ณ ที่ไหน?
กีสํ หิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี
อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ
กุกฺกูลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจติ
ตสฺส ผุลฺลิงฺคา นิปตนฺติ ๓ กาเย ฯ
โย สญฺญเต ปพฺพชิเต อเหฐยิ ๔
ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก
ตํ นาลิกีรํ สุนขา ปรตฺถ
สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ฯ
อถชฺชุโน นิรเย สตฺติสูเล
อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ๕
องฺคีรสํ โคตมํ เหฐยิตฺวา
ขนฺตึ ตปสฺสึ จิรพฺรหฺมจารึ ฯ
โย ขณฺฑโส ปพฺพชิตํ อเฉทยิ
ขนฺตึ วทนฺตํ สมณํ อทูสกํ
กลาพุวีจึ อุปปชฺช ปจฺจติ
มหาปตาปํ ๑ กฏุกํ ภยานกํ ฯ
เอตานิ สุตฺวา นิรยานิ ปณฺฑิโต
อญฺญานิ ปาปิฏฺฐตรานิ เจตฺถ
ธมฺมญฺจเร สมณพฺราหฺมเณสุ
เอวงฺกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
๑ ม. อหุํ ฯ ๒ ม. นาฬิเกโร ฯ ๓ ม. ผุลิงฺคานิ ปตนฺติ ฯ ๔ ยุ. อวญฺจสิ ฯ
๕ ม. อุทฺธํปาโท ฯ
พระเจ้าทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลง ณ ท่านกีสวัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้มีมูลอันขาดแล้ว พร้อมทั้งบริษัท พร้อมทั้งชาวแว่นแคว้น หมกไหม้อยู่ในนรกชื่อกุกกูละ ถ่านเพลิงปราศจากเปลว ย่อมตกลงบนพระกายของพระราชานั้น. พระเจ้านาลิกีระได้เบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้กล่าวธรรมสงบระงับ ไม่ประทุษร้ายใคร สุนัขทั้งหลายในโลกหน้า ย่อมรุมกันกัดกินพระเจ้านาลิกีระนั้นผู้ดิ้นรนอยู่. อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะ พระเศียรปักพระบาทขึ้น ตกลงในสัตติสูลนรก เพราะเบียดเบียน อังคีรสฤาษีผู้โคดม ผู้มีขันติ มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน.
พระเจ้ากลาพุได้ทรงเชือดเฉือนฤาษีชื่อขันติวาที ผู้สงบระงับ ไม่ประทุษร้ายให้เป็นท่อนๆ พระเจ้ากลาพุนั้น ได้บังเกิดหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรกอันร้อนใหญ่ มีเวทนากล้า น่ากลัว. บัณฑิตได้ฟังนรกเหล่านี้ และนรกเหล่าอื่นอันชั่วช้ากว่านี้ในที่นี้แล้ว ควรประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน
อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ
กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ
กถํวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ
กถํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่ามีศีล เรียกคนเช่นไรว่ามีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่าสัตบุรุษ ศิริย่อมไม่ละคนเช่นไรหนอ?
กาเยน วาจาย จ โยธ ๒ สญฺญโต
มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ
น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ ๓
ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ ฯ
คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ ๔
นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ ลุทฺทํ
กาลาคตํ ๑ อตฺถปทํ น ริญฺจติ
ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ ฯ
โย เว กตญฺญู กตเวทิ ธีโร
กลฺยาณมิตฺโต ทฬฺหภตฺติ จ โหติ
ทุกฺขิตสฺส สกฺกจฺจ กโรติ กิจฺจํ
ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ ฯ
เอเตหิ สพฺเพหิ คุเณหุเปโต
สทฺโธ มุทุ ๒ สํวิภาคี วทญฺญู
สงฺคาหกํ สขิลํ สณฺหวาจํ
ตถาวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
๑ ยุ. มหาภิตายํ ฯ ๒ ยุ. โย จ ฯ ๓ ม. ภเณติ ฯ ๔ สี. มนสา วิจินฺตยํ ฯ
ผู้ใดในโลกนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจาและใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไรๆไม่พูดพร่อยๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่ามีศีล. ผู้ใดคิดปัญหาอันลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าอันหาประโยชน์มิได้ไม่ละทิ้งทางแห่งประโยชน์อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่ามีปัญญา. ผู้ใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยทำกิจของมิตรผู้ตกยากโดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่าสัตบุรุษ. ผู้ใดประกอบด้วยคุณธรรมทั้งปวงเหล่านี้ คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความประสงค์ ศิริย่อมไม่ละคนเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน
อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺมํ
ปญฺญญฺจ กํ เสฏฺฐตรํ วทนฺติ ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีล ศิริ ธรรม ของสัตบุรุษและปัญญา ว่าข้อไหนประเสริฐกว่ากัน?
ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ
นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ
สีลํ สีรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม ๓
อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ ฯ
ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีล ศิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา.
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน
อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ
กึ เสวมาโน ลภตีธ ปญฺญํ
ปญฺญายทานิปฺปฏิปทํ ๑ วเทหิ
กถงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
๑ ยุ. กาลาภตํ ฯ ๒ ม. มุทู ฯ ๓ ยุ. ธมฺมา ฯ
กระผมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่านขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้มีปัญญา?
เสเวถ พุทฺเธ ๒ นิปุเณ พหุสฺสุเต
อุคฺคาหโก จปฺปริปุจฺฉโก สิยา
สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ
เอวงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
ส ปญฺญวา กามคุเณ อเวกฺขติ
อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต จ
เอวํวิปสฺสี ปชหาติ ฉนฺทํ
ทุกฺเขสุ กาเมสุ มหพฺภเยสุ ฯ
ส วีตราโค ส วิเนยฺย ๓ โทสํ
เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย ๔ อปฺปมาณํ
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานํ ฯ
บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดละออ เป็นพหูสูต พึงเป็นทั้งนักเรียน และไต่ถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ย่อมละความพอใจในกามทั้งหลายอันเป็นทุกข์ มีภัยอันใหญ่หลวงเสียได้.
ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณงดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนพรหม.
มหิทฺธิยํ ๕ อาคมนํ อโหสิ
ตวมฏฺฐก ๖ ภีมรถสฺส จาปิ
กาลิงฺคราชสฺส จ อุคฺคตสฺส
สพฺเพส โว กามราโค ปหีโน ฯ
๑ ม. ปญฺญาย ทานิปฺปฏิปํ ฯ ๒ ม. วุทฺเธ ฯ ๓ ปวิเนยฺย ฯ ๔ ม. เมตฺตํ จิตฺตํ
ภาวเย ฯ ๕ ม. มหตฺถิยํ ฯ ๖ ม. ตวมฏฺฐกา ฯ
การมาของมหาบพิตรผู้มีพระนามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราชผู้มีพระเดชานุภาพฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาที่มีฤทธิ์ใหญ่โต ทุกๆ พระองค์ทรงละกามราคะได้แล้ว.
เอวเมตํ ปรจิตฺตเวทิ
สพฺเพส โน กามราโค ปหีโน
กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย
ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น กระผมทุกคนละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ตามที่กระผมทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่านได้.
กโรมิ โอกาสมนุคฺคหาย
ตถาหิ โว กามราโค ปหีโน
ผราถ กายํ วิปุลาย ปีติยา
ยถา คตึ เม อภิสมฺภเวถ ฯ
อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะมหาบพิตรทั้งหลาย ละกามราคะได้อย่างนั้นแล้ว จงยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบถึงคติของอาตมา.
สพฺพํ กริสฺสาม ตวานุสาสนึ
ยํ ยํ ตุวํ วกฺขสิ ภูริปญฺญ
ผราม กายํ วิปุลาย ปีติยา
ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน กระผมทั้งหลายจักทำตามคำสั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง กระผมทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่กระผมทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน.
กตาย ๑ วจฺฉสฺส กิสสฺส ปูชา
คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อิสโย สาธุรูปา
ฌาเน รตา โหถ สทา สมาหิตา
เอสา รตี ปพฺพชิตสฺส เสฏฺฐา ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณความดี ทำการบูชานี้แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากันไปยังที่อยู่ของตนๆ เถิด ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็นคุณชาติประเสริฐสุดของบรรพชิต.
สุตฺวาน คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา
สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน
เต เวทชาตา อนุโมทมานา
ปกฺกามุ เทวา เทวปุรํ ยสสฺสิโน ฯ
คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา
สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน
โยโกจิมา อฏฺฐิกตฺวา สุเณยฺย
ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ
ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ
อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
๑ สี. ยุ. กตายํ ฯ
ชนเหล่านั้นได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลายผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี. คาถาเหล่านี้มีอรรถพยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถาเหล่านี้ให้มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นแล้วพึงบรรลุถึงสถานที่อันมัจจุราชมองไม่เห็น.
* สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร จ กสฺสโป
ปพฺพโต อนุรุทฺโธ จ กจฺจายโน จ เทวิโล ๑
อนุสิสฺโส จ อานนฺโท กีสวจฺโฉ จ โกลิโต
(นารโท อุทายี เถโร ๒ ปริสา พุทฺธปริสา)
สรภงฺโค โพธิสตฺโต ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ * ฯ
สรภงฺคชาตกํ ทุติยํ ฯ
สาลิสสรดาบสในกาลนั้น เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสในกาลนั้นเป็นพระกัสสปะ ปัพพตดาบสในกาลนั้นเป็นพระอนุรุทธะ เทวิลดาบสในกาลนั้น เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสในกาลนั้นเป็นพระอานนท์กีสวัจฉดาบสในกาลนั้น เป็นโกลิตมหาโมคคัลลานะ นารทดาบสในกาลนั้น เป็นพระอุทายีเถระ บริษัทในกาลนั้น เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้สรภังคดาบสโพธิสัตว์ในกาลนั้น คือตถาคต ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้แล.
จบ สรภังคชาดกที่ ๒.
๓ อลมฺพุสาชาตกํ
๓. อลัมพุสาชาดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จัตตาฬีสนิบาต อลัมพุสาชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อถาพฺรวิ ๔ พฺรหา อินฺโท วตฺรภู ชยตํ ปิตา
เทวกญฺญํ ปราเภตฺวา สุธมฺมายํ อลมฺพุสํ ฯ
ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำวัตรภูอสูรเป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับนั่งอยู่ ณ สุธรรมาเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสาเทพกัญญามาแล้วตรัสว่า.
มิสฺเส เทวา ตํ ยาจนฺติ ตาวตึสา สอินฺทกา
อิสิปโลภิเก ๑ คจฺฉ อิสิสิงฺคํ อลมฺพุเส ฯ
* สี. โปตฺถเก น ทิสฺสติ ฯ ๑ ม. เทวโล ฯ ๒ สี. นารโท ปุณฺโณ มนฺตานีปุตฺโต ฯ
๓ ม. โลกนาโถ ฯ ๔ ม. อถ พฺรวิ ฯ
แน่ะนางอลัมพุสาผู้เจือปนด้วยกิเลส สามารถจะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด.
ปุรายํ อเมฺห นาจฺเจติ ๒ วตวา พฺรหฺมจริยวา
นิพฺพานาภิรโต พุทฺโธ ตสฺส มคฺคานิ อาวร ฯ
ดาบสองค์นี้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่งในนิพพาน เป็นผู้รู้อย่าเพิ่งล่วงเลยพวกเราไปก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย.
เทวราช กิเมว ตฺวํ มเมว ตุวํ สิกฺขสิ
อิสิปโลภิเก ๓ คจฺฉ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา ฯ
มาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน
ตาสํปิ โหตุ ปริยาโย ตาปิ ยนฺตุ ปโลภิกา ๔ ฯ
ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรงมุ่งหมายแต่หม่อมฉันเท่านั้นรับสั่งว่า แน่ะเจ้าผู้อาจจะเล้าโลมฤาษีได้ เจ้าจงไปเถิดดังนี้ นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉัน และผู้ประเสริฐกว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศกมิได้ วาระคือการไปจงมีแม้แก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้นจงไปประเล้าประโลมเถิด
อทฺธา หิ สจฺจํ ภณสิ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา
ตาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน ฯ
น ตา เอวํ ปชานนฺติ ปาริจริยํ ปุมํ คตา
ยาทิสํ ตฺวํ ปชานาสิ นาริ สพฺพงฺคโสภเน ฯ
ตฺวเมว คจฺฉ กลฺยาณิ อิตฺถีนํ ปวรา จสิ
ตเวว วณฺณรูเปน วสมานาปยิสฺสสิ ๕ ฯ
เจ้าพูดจริงโดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่นๆ ที่ทัดเทียมกับเจ้า และประเสริฐกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวันอันหาความโศกมิได้. ดูกรนางผู้มีอวัยวะงามทุกส่วน ก็แต่ว่า นางเทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้วย่อมไม่รู้จักการบำเรออย่างยิ่งที่เจ้ารู้. แม่งามเอ๋ย เจ้านั่นแหละจงไปเพราะว่าเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบสนั้นมาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณและรูปร่างของเจ้าเอง.
นวาหํ น คมิสฺสามิ เทวราเชน เปสิตา
วเภมิ เจตํ อาสาทุํ อุคฺคเตโช หิ พฺราหฺมโณ ฯ
อเนเก นิรยํ ปตฺตา อิสิมาสาทิยา ชนา
อาปนฺนา โมหสํสารํ ตสฺมา โลมานิ หํสเย ฯ
หม่อมฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหาได้ไม่ แต่ว่าหม่อมฉันกลัวที่จะเบียดเบียนดาบสนั้น เพราะท่านเป็นพราหมณ์มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนฤาษีแล้วต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันขนลุกขนพอง.
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี
มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี ๖ อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
สา จ ตํ วนโมคฺคยฺห อิสิสิงฺเคน รกฺขิตํ
พิมฺพชาลกสญฺฉนฺนํ สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ
ปาโตว ปาตราสมฺหิ อุทยสมยํ ปติ ๑
อคฺคิฏฺฐํ ปริมชฺชนฺตํ อิสิสิงฺคํ อุปาคมิ ฯ
๑-๓ ม. อิสิปฺปโลภเน ฯ ๒ ม. อจฺเจติ ฯ ๔ ม. ปโลภนา ฯ ๕ ม. วสมานยิสฺสสิ ฯ
ยุ. วสมานามยิสฺสสิ ฯ ๖ ม. มิสฺสิตุมิจฺฉนฺตี ฯ
นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลสปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ผสม ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้วก็หลีกไป.
ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบประมาณกึ่งโยชน์. นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบสผู้กำลังปัดกวาดโรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า.
กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา
วิจิตฺตหตฺถาภรณา ๒ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อาทิจฺจวณฺณสงฺกาสา เหมจนฺทนคนฺธินี
สญฺญตูรุ มหามายา กุมารี จารุทสฺสนา ฯ
วิลากา ๓ มุทุกา สุทฺธา ปาทา เต สุปฺปติฏฺฐิตา
คมนา กามนียา เต หรนฺติเยว เม มโน ฯ
อนุปุพฺพา จ เต อูรู นาคนาสสมูปมา
วิมฏฺฐา ตุยฺหํ สุสฺโสณี อกฺขสฺส ผลกํ ยถา ฯ
อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขา นาภิ เต สาธุสณฺฐิตา
ปุรา กณฺหญฺชนสฺเสว ทูรโต ปฏิทิสฺสติ ฯ
ทุวิธา ชาตา อุรชา อวณฺฏา สาธุปจฺจุทา
ปโยธรา อปฺปตีตา อฑฺฒลาพุสมา ถนา ฯ
ทีฆา กมฺพุตลาภาสา คีวา เอเณยฺยกา ยถา
ปณฺฑราวรณา วคฺคุ จตุตฺถมนสนฺนิภา ฯ
อุทฺธคฺคา จ อธคฺคา จ ทุมคฺคปริมชฺชิตา
ทุวิชา เนลสมฺภูตา ทนฺตา ตว สุทสฺสนา
อปณฺฑรา โลหิตนฺตา ชิญฺชุกผลสนฺนิภา
อายตา จ วิสาลา จ เนตฺตา ตว สุทสฺสนา ฯ
นาติทีฆา สุสมฏฺฐา กนกพฺยา ๑ สโมจิตา
อุตฺตมงฺครุหา ตุยฺหํ เกสา จนฺทนคนฺธิกา ฯ
ยาวตา กสิโครกฺขา วาณิชานญฺจ ยา คติ
อิสีนญฺจ ปรกฺกนฺตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ
น เต สมสมํ ปสฺเส อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล
โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
๑ ม. อุทญฺหสมยํ ฯ ๒ สี. วิจิตฺตวตฺถาภรณา ฯ ๓ ม. วิลคฺคา ฯ
เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรือเหมือนดาวประกายพฤกษ์มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร สวมใส่กุณฑลแก้วมณี. คล้ายกับแสงพระอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทร์ วรรณะดังทองคำ ลำขางามดี มีมารยามากมาย กำลังรุ่นสาวน่าดู น่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุนสะอาดตั้งลงด้วยดี การเยื้องกรายของเธอน่ารักใคร่ ดึงจิตใจของเราได้ทีเดียว. อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วยงวงช้าง ตะโพกของเธอผึ่งผายเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอก็ตั้งอยู่เป็นอย่างดีเหมือนกับฝักดอกอุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกลคล้ายเกสรดอกอัญชันเชียว.
ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอกหาขั้วมิได้ ทรงไว้ซึ่งขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตั้งทั้ง ๒ ข้าง เสมอด้วยผลน้ำเต้าครึ่งซีก. คอของเธอดังเนื้อทราย ยาวคล้ายหน้าสุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ คือลิ้น. ฟันของเธอทั้งข้างบนข้างล่างขาวสะอาด เป็นของหาโทษมิได้ ดูงามนัก นัยย์ตาทั้ง ๒ ข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็นที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้างดูงามนัก ผมที่งอกบนศีรษะของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์. กสิกรรมโครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และความบากบั่นของฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมดี มีตบะมีประมาณเท่าใด. เราไม่เห็นบุคคลมีประมาณเท่านั้นในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร?
น ปญฺหกาโล ภทฺทนฺเต กสฺสเปวํ คเต สติ
เอหิ สมฺม รมิสฺสาม อุโภ อสฺมากมสฺสเม
เอหิ ตํ อุปคุยฺหิสฺสํ ๒ รตีนํ กุสโล ภว ฯ
ดูกรท่านกัสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้วก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กันในอาสนะของเรามาเถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดในความยินดีด้วยกามคุณ.
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี
มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ผู้เจือปนด้วยกิเลสปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็หลีกไป.
โส จ เวเคน นิกฺขมฺม เฉตฺวา ทนฺธปรกฺกมํ
ตมุตฺตมาสุ เวณีสุ อชฺฌปฺปตฺโต ปรามสิ ฯ
ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ปลิสฺสชฺชิ สุโสภนี ๓
จวิ ตมฺหา ๔ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ฯ
มนสา อคมา อินฺทํ วสนฺตํ นนฺทเน วเน
ตสฺสา สงฺกปฺปมญฺญาย มฆวา เทวกุญฺชโร
ปลฺลงฺกํ ปาหินิ ขิปฺปํ โสวณฺณํ โสปวาหนํ ฯ
สอุรจฺฉทปญฺญาสํ สหสฺสปฏิยตฺถตํ
ตเมนํ ตตฺถ ธาเรสิ อุเร กตฺวาน โสภนา ฯ
ยถา เอกมุหุตฺตํว ตีณิ วสฺสานิ ธารยิ
วิมโท ตีหิ วสฺเสหิ ปพุชฺฌิตฺวาน พฺราหฺมโณ ฯ
อทฺทสาสิ หริตรุกฺเข สมนฺตา อคฺคิยายนํ
นวปตฺตวนํ ผุลฺลํ โกกิลคณโฆสิตํ ฯ
สมนฺตา ปวิโลเกตฺวา รุทํ อสฺสูนิ วตฺตยิ
น ชุเห น ชเป มนฺเต อคฺคิหุตฺตํ ปหาปิตํ ฯ
โก นุ เม ปาริจริยาย ปุพฺเพ จิตฺตํ ปโลภยิ
อรญฺเญ เม วิหรโต โย เม เตชาหสมฺภุตํ
นานารตฺตนปริปูรํ นาวํว คณฺหิ อณฺณเว ฯ
๑ ยุ. กนกคฺคา ฯ ๒ ม. อุปคูหิสฺสํ ฯ ๓ ม. สุโสภนา ฯ ๔ ม. จวิตมฺหิ ฯ
ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้นรีบเดินออกไปโดยเร็ว ตัดความก้าวไปช้าเสีย ไปทันเข้าก็จับที่มวยผมอันอุดมของนางไว้. นางอัปสรผู้มีรูปสวยงาม หมุนกลับมาสวมกอดดาบสนั้น อิสิสิงคดาบสเคลื่อนจากพรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา. ภายหลังนางเทพกัญญาก็มีใจยินดี นึกถึงพระอินทร์ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวาฬเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทองพร้อมทั้งเครื่องบริวาร. ผ้าเครื่องปกปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืนโดยเร็ว นางอลัมพุสาเทพอัปสรกอดดาบสแนบทรวงอก. บนบัลลังก์นั้นตลอด ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกได้โดยล่วงไป ๓ ปีได้เห็นหมู่ไม้เขียวชะอุ่มโดยรอบเรือนไฟ ผลัดใบใหม่ ดอกบาน อันฝูงนกกระเหว่าร้องอยู่อื้ออึง. เธอตรวจดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไรมาบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเราด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดชของเราผู้อยู่ในป่าให้พินาศดุจบุคคลยึดเรืออันเต็มด้วยรัตนะต่างๆ ในมหาสมุทรฉะนั้น.
อหนฺเต ปาริจริยาย เทวราเชน เปสิตา
อวธิ ๑ จิตฺตํ จิตฺเตน ปมาทา ๒ ตฺวํ น พุชฺฌสิ ฯ
ดิฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกเพราะประมาท.
อิมานิ กิร มํ ตาโต กสฺสโป อนุสาสติ
กมลาสริสิตฺถิโย ๓ ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว ฯ
อุเร คณฺฑาโย พุชฺเฌสิ ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว
อิจฺจานุสาสิมํ ตาโต ยถา มํ อนุกมฺปโก ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ นากํ ปิตุ พุทฺธสฺส สาสนํ
อรญฺเญ นิมฺมนุสฺสมฺหิ สฺวชฺช ฌายามิ เอกโก ฯ
โสหํ ตถา กริสฺสามิ ธิรตฺถุ ชีวิเตน เม
ปุน วา ตาทิโส เหสฺสํ มรณํ เม ภวิสฺสติ ฯ
๑ ม. อวธึ ฯ ๒ ม. ปมาโท ฯ ๓ ม. กมลาสทิสิตฺถิโย ฯ
เดิมที ท่านกัสสปดาบสผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ดูกรมาณพสตรีอันเสมอด้วยนารีผล เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. ดูกรมาณพ เจ้าจงรู้จักสตรีผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น บิดาเหมือนเอ็นดูเราเฝ้าพร่ำสอนเราดังนี้. เรามิได้ทำตามคำสั่งสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้ เราซบเซาอยู่แต่ผู้เดียวในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตายเสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตที่น่าติเตียน.
ตสฺส เตชํ วิริยญฺจ ธิตึ ญตฺวา อวฏฺฐิตํ
สิรสา อคฺคหี ปาเท อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
มา เม กุชฺฌ มหาวีร มา เม กุชฺฌ มหาอิเส
มหา อตฺโถ มยา จิณฺโณ ติทสานํ ยสสฺสินํ
ตยา สงฺกมฺปิตํ อาสิ สพฺพํ เทวปุรํ ตทา ฯ
นางอลัมพุสาเทพกัญญารู้จักเดช ความเพียรและปัญญาอันมั่นคงของอิสิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของอิสิสิงคดาบส. กล่าวว่าข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ ขอท่านอย่าโกรธดิฉันเลย ดิฉันได้ก่อประโยชน์อันใหญ่แล้วเพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่าเทพบุรีทั้งหมดอันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้วในคราวนั้น.
ตาวตึสา จ เย เทวา ติทสานญฺจ วาสโว
ตฺวญฺจ ภทฺเท สุขี โหหิ คจฺฉ กญฺเญ ยถาสุขํ ฯ
ดูกรนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศ และเธอ จงมีความสุขเถิด ดูกรนางเทพกัญญา เชิญไปตามสบายเถิด.
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ
โย ตสฺสา อาสิ ๑ ปลฺลงฺโก โสวณฺโณ โสปวาหโน
สอุรจฺฉทปญฺญาโส สหสฺสปฏิยตฺถโต
ตเมว ปลฺลงฺกมารุยฺห อคา เทวาน สนฺติเก ฯ
ตโมกฺกมิว อายนฺตึ ชลนฺตึ วิชฺชุตํ ยถา
ปตีโต สุมโน วิตฺโต เทวินฺโท อททา วรํ ฯ
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงที่เท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. ขึ้นสู่บัลลังก์ทองพร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักของเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้นซึ่งกำลังมาอยู่ ราวกะว่า ดวงประทีปอันรุ่งเรือง หรือเหมือนสายฟ้าฉะนั้น.
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
น อิสิปโลภิกา ๒ คจฺเฉ เอตํ สกฺก วรํ วเรติ ฯ
อลมฺพุสาชาตกํ ตติยํ ฯ
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันไปเล้าโลมฤาษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะหม่อมฉันขอพรอันนี้.
จบ อลัมพุสาชาดกที่ ๓.
๔ สงฺขปาลชาตกํ
๔. สังขปาลชาดก
ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จัตตาฬีสนิบาต สังขปาลชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อริยาวกาโสสิ ปสนฺนเนตฺโต
มญฺเญ ภวํ ปพฺพชิโต กุลมฺหา
กถํ นุ วิตฺตานิ ปหาย โภเค
ปพฺพชิ นิกฺขมฺม ฆรา สปญฺโญ ๑ ฯ
๑ ม. โย จ ตสฺสาสิ ฯ ๒ ม. นิสิปฺปโลภิกา ฯ
ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่าท่านผู้เจริญบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึงละทรัพย์ และโภคสมบัติออกบวชเป็นบรรพชิตเสียเล่า?
สยํ วิมานํ นรเทว ทิสฺวา
มหานุภาวสฺส มโหรคสฺส
ทิสฺวาน ปุญฺญาน มหาวิปากํ
สทฺธายหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ
ดูกรมหาบพิตรผู้จอมนรชน อาตมภาพได้เห็นวิมารของพระยาสังคปาลนาคราชตัวมีอานุภาพมากมาด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้วจึงออกบวชด้วยเชื่อมหาวิบากของบุญทั้งหลาย.
น กามกามา น ภยา น โทสา
วาจํ มุสา ปพฺพชิตา ภณนฺติ
อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ
สุตฺวาน เม ชายิหิติปฺปสาโท ฯ
บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะความกลัวเพราะความชัง ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้วจักเกิดความเลื่อมใส.
วาณิชฺช รฏฺฐาธิป คจฺฉมาโน
ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ โภชปุตฺเต ๒
ปวฑฺฒกายํ อุรคํ มหนฺตํ
อาทาย คจฺฉนฺเต ปโมทมาเน ฯ
โสหํ สมาคมฺม ชนินฺท เตหิ
ปหฏฺฐโลโม อวจมฺหิ ภีโต
กุหึ อยํ นียติ ภีมกาโย
นาเคน กึ กาหถ โภชปุตฺตา ๓ ฯ
นาโค อยํ นียติ โภชนตฺถํ ๔
ปวฑฺฒกาโย อุรโค มหนฺโต
สาทุญฺจ ถูลญฺจ มุทุญฺจ มํสํ
น ตฺวํ รสญฺญาสิ วิเทหปุตฺต ฯ
อิโต มยํ คนฺตฺวา สกํ นิเกตํ ๑
อาทาย สตฺถานิ วิโกปยิตฺวา
มํสานิ ภกฺขาม ๒ ปโมทมานา
มยํ หิ โว ๓ สตฺตโว ปนฺนคานํ ฯ
สเจ อยํ นียติ โภชนตฺถํ
ปวฑฺฒกาโย อุรโค มหนฺโต
ททามิ โว พลิพทฺธานิ โสฬส
นาคํ อิมํ มุญฺจถ พนฺธนสฺมา ฯ
อทฺธา หิ โน ภกฺโข อยํ มนาโป
พหู จ โน โอรคา ๔ ภุตฺตปุพฺพา/
กโรม เต ตํ วจนํ อฬาร
มิตฺตญฺจ โน โหหิ วิเทหปุตฺต ฯ
ตทสฺสุ เต พนฺธนา โมจยึสุ
ยํ นตฺถุโต ปฏิโมกฺขสฺส ปาเส
มุตฺโต จ โส พนฺธนา นาคราชา
ปกฺกามิ ปาจีนมุโข มุหุตฺตํ ฯ
คนฺตฺวาน ปาจีนมุโข มุหุตฺตํ
ปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ปโลกยี มํ
ตทสฺสหํ ปิฏฺฐิโต อนฺวคจฺฉึ
ทสงฺคุลี ๑ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา ฯ
คจฺเฉว โข ตฺวํ ตรมานรูโป
มา ตํ อมิตฺตา ปุนรคฺคเหสุํ
ทกฺโข หิ ลุทฺเทหิ ปุนา สมาคโม
อทสฺสนํ โภชปุตฺตาน คจฺฉ ฯ
อคมาสิ โส รหทํ วิปฺปสนฺนํ
นีโลภาสํ รมณียํ สุติตฺถํ
สโมนตํ ๒ ชมฺพุหิ เวทิสาหิ
ปาเวกฺขิ นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ฯ
โส ตํ ปวิสฺส น จิรสฺส นาโค
ทิพฺเพน เม ปาตุรหู ๓ ชนินฺท
อุปฏฺฐหี มํ ปิตรํว ปุตฺโต
หทยงฺคมํ กณฺณสุขํ ภณนฺโต ฯ
ตฺวํ เมสิ มาตา จ ปิตา อฬาร
อพฺภนฺตโร ปาณทโท สหาโย
สกญฺจ อิทฺธึ ปฏิลาภโกสฺมิ ๔
อฬาร ปสฺส เม นิเวสนานิ
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ
มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส ฯ
๑ ม. สปญฺญ ฯ ยุ. สปญฺญา ฯ ๒-๓ สี. ยุ. มิลา จ ปุตฺเต ฯ
๔ ม. โภชนตฺถา ฯ เอวมุปริ ฯ
๑ ยุ. นิเกตนํ ฯ ๒ ม. โภกฺขาม ฯ ๓ ม. เว ฯ ๔ ม. อุรคา ฯ
๑ ม. ทสงฺคุถึ ฯ ๒ ม. สโมตตํ ฯ ๓ ม. ปาตุรหุํ ฯ ๔ ยุ. ปฏิลาภิโตสฺมิ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมภาพเดินทางไปค้าขายได้เห็นบุตรนายพรานช่วยกันหามนาคตัวมีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปในหนทาง. ดูกรพระจอมประชานิกร อาตมภาพ มาประจวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขนพอง ได้ถามเขาว่า ดูกรพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้งหลายจงนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลายจักทำอะไรกับงูนี้. งูใหญ่มีกายอันเจริญพวกเรานำไปเพื่อจะกินเนื้อของมันมีรสอร่อยมันและอ่อนนุ่ม ดูกรท่านผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐท่านยังไม่รู้จักรส. เราทั้งหลายไปจากที่นี้ถึงบ้านของตนแล้ว จะเอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นศัตรูของพวกงู.
ถ้าท่านทั้งหลายจะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไปเพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัวแก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด. ความจริงงูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเราทั้งหลายโดยแท้ และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูกรนายอฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจะทำตามคำของท่าน แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย. ชนเหล่านั้นก็แก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาคราชนั้นได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้นแล้วบ่ายหน้าตรงปาจินทิศหลีกไปได้ครู่หนึ่ง ครั้นบ่ายหน้าตรงปาจินทิศไปสักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมภาพอาตมภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชนั้นประคองอัญชลีทั้ง
๑๐ นิ้วเตือนว่า. จงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้อีกเลย เพราะว่าการสมาคมด้วยพวกพรานบ่อยๆ เป็นทุกข์ ท่านจงไปสู่ที่ที่พวกบุตรนายพรานจะไม่เห็น. นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใสมีสีเขียวน่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ ปกคลุมไปด้วยไม้หว้า และย่างทราย เป็นสัตว์ปลอดภัย มีปีติเข้าไปยังนาคพิภพ. ดูกรพระจอมประชานิกร นาคราชนั้น ครั้นเข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏแก่อาตมภาพ บำรุงอาตมภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดาฉะนั้น กล่าวคำจับใจรื่นหูแก่อาตมภาพว่า. ข้าแต่ท่านอฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้ฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอฬาระขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษาหารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าววาสวะ ฉะนั้น.
ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ
อสกฺขรา เจว มุทู สภา จ
นีจาติณา ๑ อปฺปรชา จ ภูมิ
ปาสาทิกา ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ฯ
อนาวกลา เวฬุริยูปนีลา
จตุทฺทิสํ อมฺพวนํ สุรมฺมํ
ปกฺกา จ เปสี จ ผลา สุผุลฺลา
นิจฺโจตุกา ธารยนฺติ ผลานิ ฯ
นาคพิภพนั้นสมบูรณ์ด้วยภูมิภาค พื้นไม่มีกรวด อ่อนนุ่ม งาม มีหญ้าเตี้ยๆ ไม่มีธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส เป็นที่ละความเศร้าโศกของคนผู้เข้าไป. ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชะอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วงน่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกิ่งหนึ่ง ผลอ่อนกิ่งหนึ่ง เผล็ดผลเป็นนิตย์.
เตสํ วนานํ นรเทว มชฺเฌ
นิเวสนํ ภสฺสรสนฺนิกาสํ
รชตคฺคฬํ โสวณฺณมยํ อุฬารํ
โอภาสติ วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ
มณิมยา โสวณฺณมยา ๒ อุฬารา
อเนกจิตฺตา สสตํ สุนิมฺมิตา
ปริปูรา กญฺญาหิ อลงฺกตาหิ
สุวณฺณกายูรธราหิ ราช ฯ
โส สงฺขปาโล ตรมานรูโป
ปาสาทมารุยฺห อโนมวณฺโณ
สหสฺสถมฺภํ อตุลานุภาวํ
ยตฺถสฺส ภริยา มเหสี อโหสิ ฯ
เอกา จ นารี ตรมานรูปา
อาทาย เวฬุริยมยํ มหคฺฆํ
สุภํ มณึ ชาติมนฺตูปปนฺนํ
อโจทิตา อาสนมพฺภิหาสิ ฯ
ตโต มํ หตฺเถ อุรโค คเหตฺวา
นิสีทยี ปามุขอาสนสฺมึ
อิทมาสนํ อตฺร ภวํ นิสีทตุ
ภวญฺหิ เม อญฺญตโร ครูนํ ฯ
อญฺญา จ นารี ตรมานรูปา
อาทาย วารึ อุปสงฺกมิตฺวา
ปาทานิ ปกฺขาลยิ เม ชนินฺท
ภริยาว ภตฺตู ปติโน ปิยสฺส ฯ
อปรา จ นารี ตรมานรูปา
ปคฺคยฺห โสวณฺณมยาย ปาติยา
อเนกสูปํ วิวิธํ วิยญฺชนํ
อุปนามยี ภตฺต มนุญฺญรูปํ ฯ
ตุริเยหิ มํ ภารต ภุตฺตวนฺตํ
อุปฏฺฐหุํ ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา
ตตุตฺตรึ มํ นิปตี มหนฺตํ
ทิพฺเพหิ กาเมหิ อนปฺปเกหิ ฯ
๑ ม. นีจตฺตินา ฯ ๒ ม. โสณฺณมยา ฯ
ดูกรมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมภัสสรล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ดุจสายฟ้าในอากาศฉะนั้น. ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้องแล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วยทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ นิรมิตด้วยดี ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลายผู้ประดับแล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ.
สังขปาลนาคราชนั้นมีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาทมีเสาประมาณ ๑,๐๐๐ ต้น มีอานุภาพชั่งไม่ได้ เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น. นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือนยกอาสนะ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามากงดงาม สมบูรณ์ด้วยแก้วมีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด. ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมภาพให้นั่งบนอาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่งของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย. ดูกรพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ว่องไว ตักเอาน้ำเข้ามาล้างเท้าของอาตมภาพ ดุจภรรยาล้างเท้าสามีที่รักฉะนั้น มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไวประคองภาชนะทองคำเต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่างมีพยัญชนะต่างๆ นำเข้ามาให้อาตมภาพ. ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากันบำรุง อาตมภาพผู้บริโภคแล้วด้วยดนตรีทั้งหลายนาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมภาพพร้อมด้วยทิพกามคุณมิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
ภริยา มเมตา ติสตา อฬาร
สพฺพตฺตมชฺฌา ปทุมุตฺตราภา
อฬาร เอตาสุ เต กามการา
ททามิ เต ตา ปริจารยสฺสุ ฯ
ข้าแต่ท่านอฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรืองดังกลีบปทุม นางเหล่านี้ จะเป็นผู้ทำความใคร่ให้ท่านข้าพเจ้าขอยกนางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านั้นบำเรอท่านเถิด.
สํวจฺฉรํ ทิพฺพรสานุภุตฺวา
ตทาสฺสุหํ อุตฺตริ ปจฺจภาสึ ๑
นาคสฺสิทํ กินฺติ กถญฺจ ลทฺธํ
กถชฺฌคมาสิ วิมานเสฏฺฐํ ฯ
อธิจฺจ ลทฺธํ ปรินามชนฺเต
สยํ กตํ อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ
ปุจฺฉามิ ตํ ๒ นาคราเชตมตฺถํ
กถชฺฌคมาสิ วิมานเสฏฺฐํ ฯ
อาตมภาพได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมภาพได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่านพญานาคได้สมบัตินี้ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร? ได้โดยไม่มีเหตุหรือเกิดเพราะใครน้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูกรพญานาคราชข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร?
นาธิจฺจ ลทฺธํ น ปริณามชํ เม
น สยํ กตํ นาปิ เทเวหิ ทินฺนํ
สเกหิ กมฺเมหิ อปาปเกหิ
ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ วิมานํ ฯ
ข้าพเจ้าได้วิมานนี้มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่เกิดเพราะใครน้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ด้วยบุญกรรมอันไม่เป็นบาปของตน.
กินฺเต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ
กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก
อกฺขาหิ เม นาคราเชตมตฺถํ
กถํ นุ เต ลทฺธมิทํ วิมานํ ฯ
๑ ม. อุตฺตริมชฺฌภาสึ ฯ ๒ ยุ. เต ฯ
พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูกรพญานาคราช ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไรหนอ?
ราชา อโหสึ มคธานมิสฺสโร
ทุยฺโยธโน นาม มหานุภาโว
โส อิตฺตรํ ชีวิตํ สํวิทิตฺวา
อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ ฯ
อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต
สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ
โอปานภูตํ เม ฆรํ ตทาสิ
สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ ฯ
มาลญฺจ คนฺธญฺจ วิเลปนญฺจ
ปทีปยํ ยานมุปสฺสยญฺจ
อจฺฉาทนํ เสยฺยมถนฺนปานํ
สกฺกจฺจ ทานานิ อทมฺห ตตฺถ ฯ
ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ
ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก
เตเนว เม ลทฺธมิทํ วิมานํ
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ ฯ
ข้าพเจ้าเป็นพระราชาใหญ่กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ทราบชัดว่า ชีวิตเป็นของน้อยไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา. จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้นเป็นดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็อิ่มหนำสำราญในที่นั้น. ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ประทีบ ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าวน้ำเป็นทานโดยเคารพ. นั่นเป็นพรต และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย เพราะวัตรและพรหมจรรย์นั้นแล.
นจฺเจหิ คีเตหิ จุเปตรูปํ
จิรฏฺฐิตีกํ น จ สสฺสตายํ
อปฺปานุภาวา ตํ มหานุภาวํ
เตชสฺสินํ หนฺติ อเตชวนฺโต
กิเมว ทาฐาวุธ กึ ปฏิจฺจ
หตฺถตฺถมาคจฺฉิ ๑ วนิพฺพกานํ ฯ
ภยํ นุ เต อนฺวคตํ มหนฺตํ
เตโช นุ เต นานฺวคตํ ทนฺตมูลํ
กิเมว ทาฐาวุธ กึ ปฏิจฺจ
กิเลสมาปชฺชิ วนิพฺพกานํ ฯ
วิมานนี้บริบูรณ์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง บุตรนายพรานทั้งหลายผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมากมีเดชได้? ดูกรพญานาคราช เพราะอาศัยอะไรหรือท่านจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของบุตรนายพรานทั้งหลาย ความกลัวใหญ่ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่านไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูกรพญานาคราชเพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมองในสำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย?
น เม ภยํ อนฺวคตํ มหนฺตํ
เตโช น สกฺกา มม เตภิหนฺตุํ ๒
สตญฺจ ธมฺมานิ สุกิตฺติตานิ
สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ฯ
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ อฬาร
อุโปสถํ นิจฺจมุปาวสามิ
อถาคมม โสฬส โภชปุตฺตา
รชฺชุํ คเหตฺวาน ทฬฺหญฺจ ปาสํ ฯ
เภตฺวาน นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ
นยึสุ มํ สมฺปริคยฺห ลุทฺทา
เอตาทิสํ ทุกฺขมหํ ติติกฺขํ
อุโปสถํ อปฺปฏิโกปยนฺโต ฯ
ความกลัวใหญ่มิได้ตามถึงข้าพเจ้า บุตรนายพรานเหล่านั้นไม่สามารถจะทำลายเดชของข้าพเจ้า แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายท่านประกาศไว้ยากที่จะล่วงได้ เหมือนเขตแดนสมุทร ฉะนั้น ข้าแต่ท่านอฬาระข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถในวันจาตุททสีปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมา บุตรนายพราน ๑๖ คนเป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่นคงมาแล้ว.
แทงจมูกเอาเชือกร้อยช่วยกันหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนความทุกข์เช่นนี้ ไม่ทำอุโบสถให้กำเริบ.
เอกายเน ตํ ปเถ อทฺทสํสุ
พเลน วณฺเณน จุเปตรูปํ
สิริยา ปญฺญาย จ ภาวิโตสิ
กิมตฺถิยํ ๑ นาค ตโป กโรสิ ฯ
๑ ม. หตฺถตฺตมาคจฺฉิ ฯ ๒ ม. เตหิ หนฺตุํ ฯ
บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังและผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูกรพญานาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยศิริและปัญญาจะบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า?
น ปุตฺตเหตุ น ธนสฺส เหตุ
น อายุโน จาปิ อฬาร เหตุ
มนุสฺสโยนึ อภิปตฺถยาโน
ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรมิ ฯ
ข้าแต่ท่านอฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะมิใช่เพราะเหตุแห่งบุตร มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ.
ตฺวํ โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส
อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ
สุโรสิโต โลหิตจนฺทเนน
คนฺธพฺพราชาว ทิสา ปภาสสิ ฯ
เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว
สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต
ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเชตมตฺถํ
เสยฺโย อิโต เกน มนุสฺสโลโก ฯ
ท่านเป็นผู้มีนัยย์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตบแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชะโลมทาด้วยจุรณจันทร์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชาฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมากพร้อมพรั่งไปด้วยกามารมณ์ทั้งปวง ดูกรพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลกจึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้?
อฬาร นาญฺญตฺร มนุสฺสโลกา
สทฺธี ว สํวิชฺชติ สํยโม วา
อหญฺจ ลทฺธาน มนุสฺสโยนึ
กาหามิ ชาติมรณสฺส อนฺตํ ฯ
๑ ม. กึ ปตฺถยํ ฯ
ข้าแต่ท่านอฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ.
สํวจฺฉโร เม วสโต ๑ ตวนฺติเก
อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐิโตสฺมิ
อามนฺตยิตฺวาน ปเลมิ นาค
จิรปฺปวุฏฺโฐสฺมิ อหํ ชนินฺท ฯ
ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าวด้วยน้ำข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูกรท่านผู้เป็นจอมนาค ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน.
ปุตฺตา จ ทารา อนุชีวิโน จ
นิจฺจานุสิฏฺฐา อุปติฏฺฐเต ตํ
กจฺจินุ เต นาภิสํสิตฺถ โกจิ
ปิยญฺหิ เม ทสฺสนํ ตุยฺห อฬาร ฯ
ข้าแต่ท่านอฬาระ บุตร ภรรยา และชนบริวารข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่งด่าท่านแลหรือ ก็การได้พบเห็นท่านเป็นที่รักของข้าพเจ้า.
ยถาปิ มาตุ จ ปิตุ อคาเร
ปุตฺโต ปิโย ปฏิวิหิโต วเสยฺย ๒
ตโตปิ มยฺหํ อิธเมว เสยฺโย
จิตฺตญฺหิ เต นาค มยิ ปสนฺนํ ฯ
ดูกรพญานาคราช บุตรผู้เป็นที่รักปฏิบัติมารดาบิดาอยู่ในเรือน แม้ด้วยประการใด ท่านบำรุงข้าพเจ้าอยู่ในนาคพิภพนี้ ประเสริฐกว่าประการนั้นเพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า.
มณิ มมํ วิชฺชติ โลหิตงฺโค
ธนาหโร มณิรตนํ อุฬารํ
อาทาย ตฺวํ คจฺฉ สกํ นิเกตํ
ลทฺธา ธนนฺตํ มณิโมสฺสชสฺสุ ฯ
แก้วทับทิม อันจะนำทรัพย์มาให้ตามประสงค์ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไปยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้น.
ทิฏฺฐา มยา มานุสกาปิ กามา
อสสฺสตา วิปริณามธมฺมา
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
สทฺธายหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ
ทุมปฺผลาเนว ปตนฺติ มาณวา
ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา
เอตํปิ ทิสฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ ราช
อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโย ฯ
๑ ยุ. วุสิโต ฯ ๒ ยุ. วเสยฺโย ฯ
ขอถวายพระพร แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมภาพได้เห็นแล้วเป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อาตมภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวชด้วยศรัทธา. ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ย่อมมีสรีระทำลาย ร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ฉะนั้นอาตมภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ประเสริฐจึงออกบวช.
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญาอ
พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน
นาคญฺจ สุตฺวาน ตุวญฺจฬารฎ
กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ชนเหล่าใดเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญาบุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ข้าแต่ท่านอฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของนาคราช และของท่านแล้วจักทำบุญไม่ใช่น้อย.
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา
พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน
นาคญฺจ สุตฺวาน มมญฺจ ราช
กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ
สงฺขปาลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ได้ทรงสดับเรื่องราวของนาคราช และของอาตมภาพแล้ว ขอจงทรงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด ขอถวายพระพร.
จบ สังขปาลชาดกที่ ๔
๕ จุลฺลสุตโสมชาตกํ
๕. จุลลสุตโสมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จัตตาฬีสนิบาต จุลลสุตโสมชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อามนฺตยามิ นิคมํ มิตฺตามจฺเจ ปาริสชฺเช ๑ จ
สิรสฺมึ ปลิตํ ชาตํ ปพฺพชฺชํทานิ โรจหํ ฯ
เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และบริษัททั้งหลายด้วย ผมหงอกเกิดขึ้นบนศีรษะแล้ว บัดนี้ เราชอบใจจะบวช.
อภุํ เม กถํ นุ ภณสิ
สลฺลํ เม เทว อุรสิ กปฺเปสิ
สตฺตสตา เต ภริยา
กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ฯ
๑ ม. ปริสฺสเช ฯ
อย่างไรหนอ พระองค์จึงทรงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายาของพระองค์มีอยู่ประมาณ ๗๐๐ พระนางเหล่านั้นของพระองค์จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ?
ปญฺญายิหินฺติ เอตา ทหรา
อญฺญํปิ ตา คมิสฺสนฺติ
สคฺคญฺจ ๑ ปตฺถยาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
นางเหล่านั้นยังสาวจักปรากฏเอง นางเหล่านั้นจักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น จึงจักบวช.
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต โหมหํ มาตา
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยํ ตํ อหํ วิชายิสฺสํ
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ดูกรพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้าชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้ายังไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้. ดูกรพ่อสุตโสม แม่ได้คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้มาไม่ดีเสียแล้ว เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ พ่อยังไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้.
โก นาเมโส ธมฺโม สุตโสม
กา จ นาม ปพฺพชฺชา
ยํ โน อเมฺห ชิณฺเณ ปหาย
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ดูกรพ่อสุตโสม ธรรมนั่นชื่ออะไร และการบวชชื่ออะไร เพราะว่าเจ้าละทิ้งเรา ๒ คนผู้แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใยจะบวชเสียให้ได้?
ปุตฺตาปิ ตุยฺหํ พหโว
ทหรา อปฺปตฺตโยพฺพนา
มญฺชู เตปิ ตํ อปสฺสนฺตา
มญฺเญ ทุกฺขํ นิคจฺฉนฺติ ฯ
๑ ม. สคฺคํ จสฺส ฯ
แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มากมี ยังเล็กนัก ไม่เจริญวัย กำลังฉอเลาะ น่ารักใคร่ เมื่อไม่เห็นเจ้า เข้าใจว่าจะได้รับความลำบากไปตามๆ กัน.
ปุตฺเตหิ จ เม เอเตหิ
ทหเรหิ อปฺปตฺตโยพฺพเนหิ
มญฺชูหิ สพฺเพหิปิ ตุเมฺหหิ
จิรํปิ ฐตฺวา วินาภาโว ๑ ฯ
ความที่หม่อมฉันตั้งอยู่แม้นานมาแล้ว ก็จะต้องพลัดพรากจากบุตรและธิดาเหล่านี้ ซึ่งยังเล็กนัก ไม่เจริญวัย กำลังฉอเลาะ จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ และสิ่งทั้งปวงไปเป็นของเที่ยงแท้.
ฉินฺนํ นุ ตุยฺหํ หทยํ
อาทู ๒ กรุณา จ นตฺถิ อเมฺหสุ
ยํ โน วิกนฺทนฺติโย
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
พระทัยของทูลกระหม่อมจะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณากระหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่าพระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลายผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือ เพคะ?
น จ มยฺหํ ฉินฺนํ หทยํ
อตฺถิ กรุณาปิ มยฺหํ ตุเมฺหสุ
สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาในเธอทั้งหลาย แต่เรา
ปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น จึงจักออกบวช.
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต อหํ ภริยา
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต อหํ ภริยา
ยํ เม กุจฺฉิปฏิสนฺธึ ๓
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ปริปกฺโก เม คพฺโภ กุจฺฉิคโต
ยาว นํ วิชายามิ
มาหํ เอกา วิธวา
ปจฺฉา ทุกฺขานิ อทฺทกฺขึ ฯ
๑ ม. วินาสภาโว ฯ ๒ ม. อทุ เต ฯ ๓ ยุ. ยํ มํ กุจฺฉิมตึ สนฺตึ ฯ
ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงไม่ทรงห่วงใย จะทรงผนวชเสียให้ได้. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐหม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ชื่อว่าได้แล้วชั่ว เพราะเหตุไรพระองค์จึงมิได้ทรงห่วงใยสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสียให้ได้. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรงรออยู่จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉันเป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียวต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.
ปริปกฺโก เต คพฺโภ กุจฺฉิคโต
อิงฺฆ ตฺวํ วิชายสฺสุ
ปุตฺตํ อโนมวณฺณํ
ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรสซึ่งมีมีผิวพรรณไม่เลวทรามเถิด ฉันจักละโอรสพร้อมทั้งเธอบวชให้ได้.
มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ
มา โสจิ วนติมิรมตฺตกฺขิ
อาโรห วรปาสาทํ
อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามิ ฯ
ดูกรแม่จันทาผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด ฉันไม่ห่วงใย จักไปบวชให้ได้.
โก ตํ อมฺม โกเปสิ
กึ โรทสิ เปกฺขสิ จ มํ พาฬฺหํ
กํ อวชฺฌํ ฆาเตมิ
ญาตีนํ อุทิกฺขมานานํ ฯ
ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุไฉน เสด็จแม่จึงทรงกรรแสงและจ้องมองดูหม่อมฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติทั้งหลายที่เห็นอยู่ หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า?
น หิ โส สกฺกา หนฺตุํ
วิชิตาวี โย มํ ตาต โกเปสิ
ปิตา เต มํ ตาต อวจ
อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามิ ฯ
ลูกรัก ท่านผู้ใด ผู้ชนะแผ่นดินทำให้แม่ขุ่นเคือง ท่านผู้นั้นเจ้าไม่อาจฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ว่า ฉันไม่มีห่วงใยจักไปบวช.
โยหํ ปุพฺเพ รเถน ยามิ ๑
อุยฺยานํ มตฺตกุญฺชเร จ โยเธมิ
สุตโสม ปพฺพชิเต
กถํ นุทานิ กริสฺสามิ ฯ
เมื่อก่อนเราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกันด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ เราจักทำอย่างไร?
มาตุ จ เม รุทนฺตฺยา
เชฏฺฐสฺส จ ภาตุโน อกามสฺส
หตฺเถปิ เม คหิสฺสํ ๒
น หิ คจฺฉสิ โน อกามานํ ฯ
เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกรรแสงอยู่ และเมื่อพระเชฏฐภาดาไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดพระหัตถ์ทั้ง ๒ ของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.
อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ธาติ
อิมํ กุมารํ รเมหิ อญฺญตฺถ
มา เม ปริปนฺถมกาสิ
สคฺคํ มม ปตฺถยานสฺส ฯ
แม่นมจ๋า เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพากุมารนี้ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียในที่อื่น กุมารนี้อย่าได้ทำอันตรายแก่ฉัน เมื่อฉันปรารถนาสวรรค์.
ยนฺนูนิมํ ทเทยฺยํ ๓ ปภงฺกรํ
โก นุ เม อิมินา อตฺโถ
สุตโสเม ปพฺพชิเต
กึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ฯ
ไฉนหนอ พระราชาจึงพระราชทานแก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้ เราจะประโยชน์ด้วยอะไรด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้วเราจักทำแก้วมณีอะไรกัน?
โกโส จ ตุยฺหํ วิปุโล
โกฏฺฐาคารญฺจ ตุยฺหํ ปริปูรํ
ปฐวี จ ตุยฺหํ วิชิตา
รมสฺสุ มา ปพฺพชิ ๑ เทว ฯ
๑ ม. นิยฺยามิ ฯ ๒ ม. เต คเหสฺสํ ฯ ๓ ยุ. ชเหยฺยํ ฯ
พระคลังน้อยของพระองค์ยังไพบูลย์ และพระคลังใหญ่ของพระองค์ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑลพระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรงผนวชเลย พระเจ้าข้า.
โกโส จ มยฺหํ วิปุโล
โกฏฺฐาคารญฺจ มยฺหํ ปริปูรํ
ปฐวี จ มยฺหํ วิชิตา
ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
คลังน้อยของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็บริบูรณ์ และปฐพีมณฑลเราก็ชนะแล้ว แต่เราก็จักละสิ่งนั้นๆ ออกบวช.
มยฺหํปิ ธนํ ปหูตํ
สงฺขาตุํ โนปิ เทว สกฺโกมิ
ตํ [๒] เต ททามิ สพฺพมฺปิ ๓
รมสฺสุ มา ปพฺพชิ เทว ฯ
ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้ามีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้นแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ชานามิ เต ธนํ ปหูตํ
กุลวฑฺฒน ปูชิโต ตยา จสฺมิ
สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
ดูกรกุลวัฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่านมีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่
เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักบวช.
อุกฺกณฺฐิโตสฺมิ พาฬฺหํ
อรติ มํ โสมทตฺต อาวิสติ
พหุกา หิ ๔ อนฺตรายา
อชฺเชวาหํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
ดูกรพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ยินดีย่อมมาครอบงำเราอันตรายมีมาก เราจักบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.
อิทํ จ ตุยฺหํ รุจิตํ สุตโสม
อชฺเชวทานิ ตฺวํ ปพฺพช
อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ
น อุสฺสเห ตยา วินา อหํ ฐาตุํ ฯ
๑ สี. ปพฺพชสฺสุ ฯ ยุ. ปพฺพช ฯ ๒ สี. เทว ฯ ๓ ยุ. สพฺพํ ฯ ๔ ม. พหุกาปิ เม ฯ
ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้ พระองค์ทรงพอพระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ ในวันนี้ แม้หม่อมฉันก็จักบวช หม่อมฉันไม่อาจจะอยู่ห่างพระองค์ได้.
น หิ สกฺกา ปพฺพชิตุํ นคเร
น หิ ปจฺจติ ชนปเท จ ฯ
เธอจะบวชไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าใครๆ ในพระนครแลคามนิคมชนบทก็พากันไม่หุงต้ม.
สุตโสเม ปพฺพชิเต
กถนฺนุทานิ กริสฺสาม ฯ
เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า?
อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ
ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ ๑
เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต
น จ ปมชฺชิตุํ กาโล ฯ
อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ
ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ ๒
เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต
อถ พาลา ๓ ปมชฺชนฺติ ฯ
เต วฑฺฒยนฺติ นิรยํ
ติรจฺฉานโยนิญฺจ ปิตฺติวิสยญฺจ ๔
ตณฺหาพนฺธนพนฺธา
วฑฺเฒนฺติ อสุรกายํ ฯ
เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของน้อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้นเมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย.
เราเข้าใจว่าชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของน้อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้นเมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาลย่อมพากันประมาท. คนพาลเหล่านั้นอันเครื่องผูกคือตัณหาผูกไว้แล้ว ย่อมยังนรกกำเนิดสัตว์เดียรฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ.
อูหญฺญเต รชคฺคํ อวิทูเร
ปุปฺผกมฺหิ ๕ จ ปาสาเท
มญฺเญ โน เกสา ฉินฺนา
ยสสฺสิโน ธมฺมราชสฺส ฯ
๑-๒ ม. จงฺกวาลมุหิ ฯ ๓ ม. อนฺธพาลา ฯ ๔ ม. เปตฺติวิสยํ ฯ ๕ ม. ปุพฺพกมฺหิ ฯ
กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอยพระธรรมราชา ผู้เรืองยศของพวกเราจะทรงตัดพระเกศาแล้ว.
อยมสฺส ปาสาโท
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺโณ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส ปาสาโท
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺโณ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส กูฏาคารํ
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส กูฏาคารํ
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อยมสฺส อโสกวนิกา
สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส อโสกวนิกา
สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส อุยฺยานํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส อุยฺยานํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส กณิการวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส กณิการวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส ปาฏลิวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส ปาฏลิวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส อมฺพวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส อมฺพวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ่
อยมสฺส โปกฺขรณี
สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส โปกฺขรณี
สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใดนี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด.
นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัยพระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด.
นี่คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด.
นี่คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุบผามาลัย พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด. นี่คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด. นี่คือสวนอโศกวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด. นี่คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวงพระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปในพระอุทยานใด. นี่คือพระราชอุทยานของพระองค์
มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด. นี่คือ สวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด. นี่คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวงพระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด. นี่คือ สวนปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติเสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด. นี่คือ สวนปาฏลิวันของพระองค์
มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด. นี่คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวงพระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด. นี่คือสวนอัมพวันของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง พระราชาห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด. นี่คือ สระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุบผาชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด.
นี่คือ สระโบกขรณีของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุบผาชาตินานาชนิดเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหค.
ราชา โข ๑ ปพฺพชิโต สุตโสโม
รชฺชํ อิมํ ปหนฺตฺวาน
กาสายวตฺถวสโน
นาโคว เอกโก ๒ จรติ ฯ
พระเจ้าสุตโสมทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร เที่ยวไปพระองค์เดียว เหมือนช้างเชือกตัวประเสริฐฉะนั้น.
มาสฺสุ ปุพฺเพ รติกีฬิตานิ
หสิตานิ อนุสฺสริตฺถ ๓
มา โว กามา หนึสุ
สุรมฺมญฺหิ ๔ สุทสฺสนํ นครํ
เมตฺตจิตฺตญฺจ ภาเวถ
อปฺปมาณํ ทิวา จ รตฺโต จ
อถ คจฺฉิตฺถ ๕ เทวปุรํ
อาวาสํ ปุญฺญกมฺมินนฺติ ๖ ฯ
จุลฺลสุตโสมชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
___________
ตสฺสุทฺทานํ
สุวปณฺฑิตชมฺพุก กุณฺฑลิโน
วรกญฺญมลมฺพุสชาตกํ จ
ปวรุตฺตมสงฺขสิรีวฺหยโก
สุตโสมอรินฺทมราชวโร ฯ
จตฺตาลีสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
_________
๑ ม. ราชา โว โข ฯ ๒ สี. เอกโกว ฯ ๓ ยุ. อนุสฺสริตฺโถ ฯ ๔ ม. รมฺมํ หิ ฯ
๕ ม. อคจฺฉิตฺถ ฯ ๖ ยุ. ปุญฺญกมฺมานนฺติ ฯ
ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่นและการร่าเริงในครั้งก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสสนนครน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญ เมตตาจิตหาประมาณมิได้ทั้งกลางวันกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรีอันเป็นที่อยู่ของท่านมีบุญกรรม.
จบ จุลลสุตโสมชาดกที่ ๕.
______________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก
๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังขปาลชาดก
๕. จุลลสุตโสมชาดก.
จบ จัตตาฬีสนิบาตชาดก.
_______________
จบ จัตตาฬีสนิบาต