arnon.world

ปังสุกุลสวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๑–๘๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔๙/๕๙ ในอปทานมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เอกูนปญฺญาสโม ปํสุกูลวคฺโค

ปฐมํ ปํสุกูลสญฺญกตฺเถราปทานํ (๔๘๑)

ปังสุกุลสวรรคที่ ๔๙

ปังสุกุลสัญญกเถราปทานที่ ๑

ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุล

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ปังสุกุลสัญญกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ติสฺโส นามาสิ ภควา สยมฺภู โลกนายโก ๑

ปํสุกูลํ ฐเปตฺวาน วิหารํ ปาวิสี ชิโน ฯ

สชฺชิตํ ๒ ธนุมาทาย ปกฺขิตฺตสลิลํ ๓ อหํ

มณฺฑลคฺคํ คเหตฺวาน กานนํ ปาวิสึ อหํ ฯ

ตตฺถทฺทสํ ปํสุกูลํ ทุมคฺเค ลคฺคิตํ ตทา

จาปํ ตตฺเถว นิกฺขิปฺป สีเส กตฺวาน อญฺชลึ ฯ

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน วิปุลาย จ ปีติยา

พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ปํสุกูลํ อวนฺทหํ ฯ

เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปํสุกูลมวนฺทหํ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ วนฺทนาย อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปํสุกูลสญฺญโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปํสุกูลสญฺญกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. อคฺคปุคฺคโล ฯ ๒ ม. วินตํ ฯ ยุ. ติยนฺตํ ฯ ๓ ม. ภกฺขตฺถาย จรึ

อหํ ฯ ยุ. อกฺขิตฺโต ยมรึ อหํ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู ผู้นำของโลกพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าพระวิหารเราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่ ครั้งนั้นเราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลงณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส และมีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวรใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปังสุกุลสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปังสุกุลสัญญกเถราปทาน.

ทุติยํ พุทฺธสญฺญกตฺเถราปทานํ (๔๘๒)

พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๒

ว่าด้วยผลแห่งการเกิดพุทธสัญญา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค พุทธสัญญกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อชฺฌายิโก ๑ มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ฯ

นทีโสตปฏิภาคา สิสฺสา อายนฺติ เม ตทา

เตสาหํ มนฺตํ ๒ วาเจมิ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ

สิทฺธตฺโถ นาม สมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท

ตมนฺธการํ นาเสตฺวา ญาณาโลกํ ปวตฺตยิ ฯ

มม อญฺญตโร สิสฺโส สิสฺสานํ โส กเถสิ เม

สุตฺวาน เต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ มมํ ตทา ฯ

พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน สพฺพญฺญู โลกนายโก

ตสฺสานุวตฺตติ ชโน ลาโภ มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ

อธิจฺจุปฺปตฺติกา พุทฺธา จกฺขุมนฺโต มหายสา

ยนฺนูนาหํ พุทฺธเสฏฺฐํ ปสฺเสยฺยํ โลกนายกํ ฯ

อชินํ เม คเหตฺวาน วากจีรํ กมณฺฑลล

อสฺสมา อภินิกฺขมฺม สิสฺเส อามนฺตยึ อหํ ฯ

อุทุมฺพริกปุปฺผํว จนฺทมฺหิ สสกํ ยถา

วายสานํ ยถา ขีรํ ทุลฺลภํ ๑ โลกนายกํ ฯ

พุทฺโธ โลกมฺหิ อุปฺปนฺโน มนุสฺสตฺตํปิ ทุลฺลภํ

อุโภสุ วิชฺชมาเนสุ สวนญฺจ สุทุลฺลภํ ฯ

พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน จกฺขุํ ลจฺฉาม โน ภวํ

เอถ สพฺเพ คมิสฺสาม สมฺมาสมฺพุทฺธสนฺติกํ ฯ

กมณฺฑลุธรา สพฺเพ ขราชินนิวาสิโน

เต ๒ ชฏาภารภริตา นิกฺขมฺม ปวนา ตทา ฯ

ยุตฺตมตฺตํ ๓ เปกฺขมานา อุตฺตมตฺถํ คเวสิโน

อายนฺติ ๔ นาคโปตาว อสมฺภีตาว เกสรี ฯ

อปฺปตาสา ๕ อโลลุปฺปา นิปกา สนฺตวุตฺติโน

อุญฺฉาย จรมานา เต พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมม ฯ

ทิยฑฺฒโยชเน เทเส ๖ พฺยาธิ เม อุปปชฺชถ

พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ

จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ สญฺญมลภึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธสญฺญายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา พุทฺธสญฺญโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

พุทฺธสญฺญกตฺเถรสฺส อปาทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ อชฺฌายโก ฯ ๒ ม. ยุ. มนฺเต ฯ

๑ ม. ทุลฺลโภ โลกนายโก ฯ ๒ ยุ. เย ฯ ๓ โป. ม. ยุ. ยุคมตฺตํ ฯ

๔ ม. อาสตฺติ โทสรหิตา ฯ ๕ ม. อปฺปกิจฺจา ฯ ยุ. อปฺปภาสา อลีลตา ฯ

๖ ม. ยุ. เสเส ฯ

ฉบับหลวง

เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์ทำนายมหาปุริสลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์ ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดังกระแสน้ำ เราไม่เกียจคร้าน บอกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืน ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงกำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยังแสงสว่างคือ พระญาณ ให้เป็นไป

ครั้งนั้นศิษย์ของเราคนหนึ่งได้บอกแก่ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึงได้บอกแก่เรา เราคิดว่าพระสัพพัญญพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ชนย่อมอนุวัตรตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีการอุบัติเลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ไฉนหนอเราพึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำโลก เราถือหนังเสือผ้าเปลือกไม้กรอง และคนโทน้ำของเราแล้วออกจากอาศรม เชิญชวนพวกศิษย์ว่า ความเป็นผู้นำของโลกหาได้ยากเหมือนกับดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์ หรือเหมือนกับน้ำนมกาฉะนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว แม้ความเป็นมนุษย์ก็หาได้ยากและเมื่อความเป็นผู้นำโลก และความเป็นมนุษย์ทั้งสองอย่างมีอยู่การได้ฟังธรรมก็หาได้ยาก

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกพวกเราจักได้ดวงตาอันเป็นของพวกเรา มาเถอะท่านทั้งหลาย เราจักไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคน ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำนุ่งหนังเสือทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาระคือชฎา พากันออกไปจากป่าใหญ่ ในครั้งนั้น พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ประหนึ่งไกรสรสีหราช ฉะนั้น เขาทั้งหลายไม่มีความสะดุ้ง หมดความละโมภมีปัญญา มีความประพฤติสงบ เมื่อเสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเกิดป่วยเจ็บขึ้นในประเทศประมาณหนึ่งโยชน์ครึ่ง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้ว ตายที่ประเทศนั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ พุทธสัญญกเถราปทาน.

ตติยํ ภิสทายกตฺเถราปทานํ (๔๘๓)

ภิสทายกเถราปทานที่ ๓

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้าบัวกับน้ำผึ้ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ภิสทายกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

โอคฺคยฺหาหํ ๑ โปกฺขรณึ นานากุญฺชรเสวิตํ

อุทฺธรามิ ภิสํ ตตฺถ อสนเหตุ ๒ อหํ ตทา ฯ

ภควา ตมฺหิ สมเย ปทุมุตฺตรสวฺหโย

รตฺตกมฺพลธโร ๓ พุทฺโธ คจฺฉสิ อนิลญฺชเส ฯ

ธุนนฺโต ปํสุกูลานิ สทฺทํ อสฺโสสหํ ตทา

อุทฺธํ นิชฺฌายมาโนหํ อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ

ตตฺเถว ฐิตโก สนฺโต อายาจึ โลกนายกํ

มธุ ๔ ภึเสหิ สวติ ขีรสปฺปิ ๕ มุฬาลิภิ ฯ

ปฏิคฺคณฺหาตุ เม พุทฺโธ อนุกมฺปาย จกฺขุมา

ตโต การุณิโก สตฺถา โอโรหิตฺวา มหายโส ฯ

ปฏิคฺคณฺหิ มม ภิกฺขํ อนุกมฺปาย จกฺขุมา

ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ อกา เม อนุโมทนํ ฯ

สุขี โหหิ ๑ มหาปุญฺญ คติ ตุยฺหํ สมิชฺฌตุ

อิมินา ภิสทาเนน ลภสฺสุ วิปุลํ สุขํ ฯ

อทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนามโก

ภิกฺขมาทาย สมฺพุทฺโธ อมฺพเรนาคมา ชิโน ฯ

ตโต ภิสํ คเหตฺวาน อาคญฺฉึ มม อสฺสมํ

ภิสํ รุกฺเข ลคฺคิตฺวาน มม ทานํ อนุสฺสรึ ฯ

มหาวาโต วุฏฺฐหิตฺวา สญฺจาเลสิ วนํ ตทา

อากาโส อภินาทิตฺถ อสนิยา ผลนฺติยา ฯ

ตโต เม อสนิปาโต มตฺถเก นิปติ ตทา

โส ๒ หิ นิสินฺนโก สนฺโต ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต ตุสิตํ อุปปชฺชหํ

กเลวรมฺเม ปติตํ เทวโลเก รมามหํ ฯ

ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สายํ ปาตํ อุปฏฺเฐนฺติ ภิสทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

มนุสฺสโยนิมาคนฺตฺวา สุขิโต โหมหํ ตทา

โภเค เม อูนตา นตฺถิ ภิสทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

อนุกมฺปิตโก ๓ เตน เทวเทเวน ตาทินา

สพฺพาสวปริกฺขีโณ ๔ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ภิกฺขมททึ ๕ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ภิสทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ภิสทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ภิสทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. โอคยฺห ยํ โปกฺขรณึ ฯ ๒ ม. ยุ. ฆาสเหตุ ฯ ๓ ม. ยุ. รตฺตมฺพรธโร ฯ

๔ ม. มธธ ฯ ๕ ม. ขีรํ ฯ

๑ ม. โหตุ ฯ ๒ ม. ยุ. โสหํ ฯ ๓ ยุ. อนุกมฺปิตตฺตา เตน ฯ ๔ ม. ยุ.

สพฺพตฺถ สพฺพาสวา ปริกฺขีณา ฯ ๕ ม. ภิสํ อททึ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณีที่ช้างนานาชนิดเสพแล้ว ถอนเหง้าบัวในสระน้ำ เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากำพลสีแดง สลัดผ้าบังสุกุลเหาะไปในอากาศ เวลานั้นเราได้ยินเสียงจึงแหงนขึ้นไปดู ได้เห็นพระผู้นำโลกเรายืนอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแหละ ได้ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่าน้ำผึ้งกำลังไหลออกจากเกษรบัว น้ำนมและเนยใสกำลังไหลจากเหง้าบัว ขอพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ โปรดทรงรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้นพระสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดาทรงประกอบด้วยพระกรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จลงจากอากาศมารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุเคราะห์

ครั้นแล้วได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า แน่ะท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มีความสุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยการให้เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระตรัสฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษาแล้ว เสด็จไปในอากาศ ลำดับนั้น เราเก็บเหง้าบัวจากสระนั้น กลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้นไม้ ระลึกถึงทานของเรา ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ตั้งขึ้นแล้วพัดป่าให้สั่นสะเทือน อากาศดังลั่นในเมื่อฟ้าผ่า

ลำดับนั้นอสนีบาตได้ตกลงบนศรีษะของเรา ในการนั้น ก็เราเป็นผู้นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้นเราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของเราตกไป ส่วนเรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม ต่างก็บำรุงเราทั้งเช้าเย็น นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์ เป็นผู้ถึงความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่เราเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว เราอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์แล้ว จึงเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายภิกษาใดในกาลนั้น ด้วยการถวายภิกษานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ภิสทายกเถราปทาน.

จตุตฺถํ ญาณตฺถวิกตฺเถราปทานํ (๔๘๔)

ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔

ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพุทธญาณ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ญาณถวิกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ทกฺขิเณ หิมวนฺตสฺส สุกโต อสฺสโม มม

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต วสามิ ปวเน ตทา ฯ

ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺโฐ มูเลน จ ผเลน จ

อโนมสนฺโต ๑ อจริ ๒ วสามิ เอกโก อหํ ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท

จตุสจฺจํ ปกาเสติ อุทฺธรนฺโต มหาชนํ ฯ

นาหํ สุโณมิ สมฺพุทฺธํ นปิ เม โกจิ สาสติ

อฏฺฐวสฺเส อติกฺกนฺเต อสฺโสสึ โลกนายกํ ฯ

อคฺคึ ทารุํ นิหริตฺวา สมฺมชฺชิตฺวาน อสฺสมํ

ขาริภารํ คเหตฺวาน นิกฺขมึ ปวนา อหํ ฯ

เอกรตฺตึ วสนฺโตหํ คาเมสุ นิคเมสุ จ

อนุปุพฺเพน จนฺทวตึ ๑ ตทาหํ อุปสงฺกมึ ฯ

ภควา ตมฺหิ สมเย สุเมโธ โลกนายโก

อุทฺธรนฺโต พหู สตฺเต เทเสติ อมตํปทํ ฯ

ชนกายมติกฺกมฺม วนฺทิตฺวา ชินสาคตํ ๒

เอกํสํ อชินํ กตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

ตุวํ สตฺถา จ เกตุว ๓ ธโช ยูโปว ๓ ปาณินํ

ปรายโน ปติฏฺฐา จ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ

เอกวีสติมํ ภาณวารํ ฯ

เนปุญฺโญ ทสฺสเน ธีโร ตาเรสิ ชนตํ ตุวํ

นตฺถญฺโญ ตารโก โลเก ตวุตฺตริตฺตโร มุเน ฯ

สกฺกา ภเว ๔ กุสคฺเคน ปเมตุํ สาครุตฺตโม ๕

น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ

ตุลทณฺเฑ ฐเปตฺวาน มหิ ๖ สกฺกา ธเรตเว

น เตฺวว ตว ปญฺญาย สมานํ ๗ อตฺถิ จกฺขุม ฯ

อากาโส มินิตุํ สกฺกา รชฺชุยา องฺคุเลน จ ๘

น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ สีลํ สกฺกา ปเมตเว ฯ

มหาสมุทฺเท อุทกํ อากาโส จ วสุนฺธโร ๙

ปริเมยฺยานิ เอตานิ อปฺปเมยฺโยสิ จกฺขุม ฯ

ฉหิ คาถาหิ สพฺพญฺญญ กิตฺตยิตฺวา มหายสํ

อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ตุณฺหี อฏฺฐาสหํ ตทา ฯ

ยํ วทนฺติ สุเมโธติ ภูมิปญฺญํ ๑ สุเมธสํ ฯ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ

โย เม ญาณํ ปกิตฺเตสิ วิปฺปสสนฺเนน ๒ เจตสา ฯ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต

สตฺตสตฺตติ กปฺปานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ

อเนกสตกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

เทวภูโต มนุสฺโส วา ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ฯ

อนูนมนสงฺกปฺโป ๓ ติกฺขปญฺโญ ภวิสฺสติ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ

อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชิสฺสติกิญฺจโน ฯ

ชาติยา สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ ปาปุณิสฺสติ ๔

ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ สาสนํ ฯ

เอตฺถนฺตเร น ชานามิ เจตนํ อมโนรมํ

สํสริตฺวา ภวาภเว ๕ สมฺปตฺตานุภวึ อหํ ฯ

โภเค เม อูนตา นตฺถิ ผลํ ญาณสฺส โถมเน

ติธคฺคี ๑ นิพฺพุตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา ฯ

สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ ญาณมภิโถมหํ ๒

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ผลํ ญาณสฺส โถมเน ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ญาณตฺถวิโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ญาณตฺถวิกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. อเนฺวสนฺโต อาจริยํ ฯ ๒ ยุ. จริยํ ฯ

๑ โป. ธาวนฺโต ฯ ๒ ม. ชินสาครํ ฯ ยุ. ชินสาสนํ ฯ ๓ ม. ยุ. จ ฯ

๔ ม. เถเว ฯ ยุ. หเว ฯ ๕ ม. สาครุตฺตเม ฯ ๖ ม. มหึ ฯ ๗ ม. ยุ.

ปมาณํ ฯ ๘ ม. วา ฯ ยุ. ปิ ฯ ๙ ม. ยุ. วสุนฺธรา ฯ

๑ ม. ยุ. ภูริปญฺญํ ฯ ๒ โป. ม. ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ ๓ ยุ. อนูนมตสงฺกปฺโป ฯ

๔ ม. ยุ. ผุสิสฺสติ ฯ ๕ ม. ยุ. ภเว สพฺเพ ฯ

ฉบับหลวง

เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้งนั้น เราเสาะหาประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่ เรายินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ คือ ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียนใครๆ เที่ยวไป เราอยู่คนเดียว ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลังรื้อขนมหาชนประกาศสัจจะอยู่ เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึงใครๆ ที่จะบอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระนายกของโลก เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากป่าไป ครั้งนั้น เราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่งละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้นำของโลกพระนามว่าสุเมธะ กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงอมตบท เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้าผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอด เป็นธงชัยและเป็นเสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นที่เกาะของหมู่สัตว์ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์.

จบ ภาณวารที่ ๒๑

พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ในทัสนะ ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้ ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปได้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะประมาณได้ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย แผ่นดินก็อาจที่จะวางในตาชั่งแล้วกำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอกับพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลยน้ำในมหาสมุทร อากาศ และพื้นภูมิภาค๓ อย่างนี้ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ

พระองค์ย่อมเป็นผู้อันใครๆ จะประมาณเอาไม่ได้ เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญูผู้มีพระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกรอัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่าสุเมธะ ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใสได้กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกินร้อยครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้มีความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า ในสามหมื่นกัป

พระศาสดามีพระนามว่าโคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้จักไม่มีความกังวล ออกบวชเป็นบรรพชิต จักบรรลุอรหัต แต่อายุ๗ ขวบ ในระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงตน และได้บรรลุศาสนธรรมเจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่ ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ ไฟ ๓ กอง เราดับสนิทแล้วเราถอนภพทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างแล้วบัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญพระญาณใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระญาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ญาณถวิกเถราปทาน.

ปญฺจมํ จนฺทนมาลิยตฺเถราปทานํ (๔๘๕)

จันทนมาลิยเถราปทานที่ ๕

ว่าด้วยผลแห่งการถวายแก่นจันทน์และดอกรัง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค จันทนมาลิยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจกามคุเณ หิตฺวา ปิยรูเป มโนรเม

อสีติโกฏิโย หิตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

ปพฺพชิตฺวาน กาเยน ปาปกมฺมํ วิวชฺชยึ

วจีทุจฺจริตํ หิตฺวา นทีกูเล วสามหํ ฯ

เอเกกํ ๑ มํ วิหรนฺตํ พุทฺธเสฏฺโฐ อุปาคมิ

นาหํ ชานามิ พุทฺโธติ อกาสึ ปฏิสนฺถรํ ฯ

กริตฺวา ปฏิสนฺถารํ นามโคตฺตํ อปุจฺฉหํ

เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู ๒ สกฺโก ปุรินฺทโท ฯ

โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต มหาพฺรหฺมา อิธาคโต

วิโรจสิ ทิสา สพฺพา อุทยํ สุริโย ยถา ฯ

สหสฺสารานิ จกฺกานิ ปาเท ทิสฺสนฺติ มาริส

โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ

นามโคตฺตํ ปเวเทหิ สํสยํ อปเนหิ เม

นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นมฺหิ สกฺโก ปุรินฺทโท ฯ

พฺรหฺมภาโว จ เม นตฺถิ เอเตสํ อุตฺตโม อหํ

อตีโต วิสยํ เตสํ ทาลยึ กามพนฺธนํ ฯ

สพฺเพ กิเลเส ฌาเปตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

ตสฺส วาจํ สุณิตฺวาหํ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

ยทิ พุทฺโธสิ สพฺพญฺญู นิสีท ตฺวํ มหามุนิ

ตมหํ ปูชยิสฺสามิ ทุกฺขสฺสนฺตกโร ตุวํ ฯ

ปตฺถริตฺวา ชินจมฺมํ อทาสิ สตฺถุโน อหํ

นิสีทิ ตตฺถ ภควา สีโหว คิริคพฺภเร ฯ

ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห อมฺพสฺส ผลมคฺคหึ

สาลกลฺยาณิกํ ปุปฺผํ จนฺทนญฺจ มหารหํ ฯ

ขิปฺปํ ปคฺคยฺห ตํ สพฺพํ อุเปตฺวา ๑ โลกนายกํ

ผลํ พุทฺธสฺส ทตฺวาน สาลปุปฺผํ อปูชยึ ฯ

จนฺทนํ อนุลิมฺปิตฺวา อวนฺทึ สตฺถุโน อหํ

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน วิปุลาย จ ปีติยา ฯ

อชินมฺหิ นิสีทิตฺวา สุเมโธ โลกนายโก

มม กมฺมํ ปกิตฺเตสิ หาสยนฺโต มมํ ตทา ฯ

อิมินา ผลทาเนน คนฺธมาเลหิ จูภยํ

ปญฺจวีเส กปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

อนูนมนสงฺกปฺโป วสวตฺติ ภวิสฺสติ

ฉพฺพีสติกปฺปสเต มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ ฯ

ภวิสฺสติ จกฺกวตฺติ จาตุรนฺโต มหิทฺธิโก

เวกรํ ๒ นาม นครํ วิสุกมฺเมน มาปิตํ ฯ

เหสฺสติ สพฺพโสวณฺณํ นานารตนภูสิตํ

เอเตเนว อุปาเยน สํสริสฺสติ โยนิโย ๓ ฯ

สพฺพตฺถ สุขิโต ๔ หุตฺวา เทวตฺเต อถ มานุเส

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ

อคารา อภินิกฺขมฺม อนคาริ ภวิสฺสติ

อวิญฺญตฺติปจฺจโย ๕ หุตฺวา นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ สุเมโธ โลกนายโก

มม นิชฺฌายมานสฺส ปกฺกามิ อนิลญฺชเส ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตุสิตํ ๑ อุปปชฺชหํ ฯ

ตุสิตโต จวิตฺวาน นิพฺพตฺตึ มาตุกุจฺฉิยา

โภเค เม อูนตา นตฺถิ ยมฺหิ คพฺเภ วสามหํ ฯ

มาตุกุจฺฉิคเต มยิ อนฺนปานญฺจ โภชนํ

มาตุยา มม ฉนฺเทน นิพฺพตฺตติ ยถิจฺฉกํ ฯ

ชาติยา ปญฺจวสฺเสน ปพฺพชึ อนคาริยํ

โอโรปิตมฺหิ เกสมฺหิ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

ปุพฺพกมฺมํ คเวสนฺโต โอเรน นทฺทสํ อหํ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ มม กมฺมํ อนุสฺสรึ ฯ

นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม

ตว สาสนมาคมฺม ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ สมฺพุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา จนฺทนมาลิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

จนฺทนมาลิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ติยคฺคี ฯ ยุ. ติวคฺคี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ญาณมถวึ อหํ ฯ

๑ ม. เอกกํ ฯ ยุ. เอกกมฺมํ ฯ ๒ ยุ. อุท ฯ

๑ ยุ. อุเปสึ ฯ ๒ ม. ยุ. เวภารํ ฯ ๓ ม. โส ภเว ฯ ยุ. โยนิโส ฯ

๔ ม. ปูชิโต ฯ ๕ ม. อภิญฺญาปารคู ฯ

๑ ม. ตาวตึสมคจฺฉหํ ฯ

ฉบับหลวง

เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจ และละทรัพย์ประมาณ๘๐ โกฏิแล้ว บวชเป็นบรรพชิต ครั้นบวชแล้ว ได้เว้นการทำความชั่วด้วยกาย ละความประพฤติชั่วด้วยวาจา อยู่แทบฝั่งแม่น้ำพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ได้เสด็จมาหาเราผู้อยู่คนเดียว เราไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า เราได้ทำปฏิสันถาร ครั้นทำปฏิสันถารแล้ว จึงได้ทูลถามถึงพระนามและพระโคตรว่า ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร หรือเป็นท้าวมหาพรหม มาในที่นี้ ย่อมสว่างไสวไปทั่วทิศ เหมือนพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้นข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์จักรมีกำพันหนึ่งปรากฏที่เท้าของท่าน ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านอย่างไร ขอท่านจงบอกชื่อและโคตรบรรเทาความสงสัยของเราเถิด.

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดาไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ และความเป็นพรหมก็หามีแก่เราไม่ เราสูงสุดกว่าพรหมเหล่านั้น ล่วงวิสัยของพรหมเหล่านั้น เราได้ทำลายเครื่องผูกพันคือกามได้แล้ว เผากิเลสเสียหมดสิ้นบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว เราได้สดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ถ้าพระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ขอเชิญพระองค์ประทับนั่งเถิด ข้าพระองค์จะขอบูชาพระองค์ ขอพระองค์จงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิดเราได้ลาดหนังสัตว์ถวายพระศาสดาแล้ว พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเหนือหนังสัตว์นั้น ดังสีหราชนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา ฉะนั้น เรารีบขึ้นภูเขาเก็บเอาผลมะม่วง

ดอกรังอันสวยงามและแก่นจันทน์อันมีค่ามาก เรารีบกอบเอาทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระผู้นำของโลก ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า แล้วเอาดอกรังบูชา ก็เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัสมีปีติอันไพบูลย์ ได้เอาแก่นจันทน์ลูบไล้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาพระผู้นำของโลกพระนามว่าสุเมธะ ประทับนั่งบนหนังสัตว์ เมื่อจะยังเราให้รื่นเริง ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราในครั้งนั้นว่า ด้วยการถวายผลไม้กับของหอมและดอกไม้ทั้งสองอย่างนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๒,๕๐๐ กัป เขาจักเป็นผู้มีความดำริทางใจไม่บกพร่องยังอำนาจให้เป็นไป ในกัปที่ ๒๖,๐๐๐ จักไปสู่ความเป็นมนุษย์จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีมหาสมุทรทั้ง

๔ เป็นขอบเขต วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตพระนครอันมีนามว่าเวกระให้พระนครนั้นจักสำเร็จด้วยทองล้วนๆ ประดับประดาด้วยรัตนะนานาชนิด เขาจักท่องเที่ยวไปยังกำเนิดทั้งหลายโดยอุบายนี้เทียว เขาจักเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ คือ ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อถึงภพสุดท้ายเขาจักเป็นบุตรพราหมณ์ จักออกบวชเป็นบรรพชิตจักเป็นผู้ไม่มีวิญญัติปัจจัย ไม่มีอาสวะปรินิพพาน พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้นำของโลก ครั้นตรัสดังนี้ เมื่อเรากำลังเพ่งมองอยู่ ได้เสด็จเหาะไปในอากาศ ด้วยกรรมที่กระทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิตจุติจากดุสิตแล้ว

ไปเกิดในครรภ์ของมารดา ในครรภ์ที่เราอยู่ ไม่มีความบกพร่องด้วยโภคทรัพย์แก่เราเลย เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา ข้าว น้ำ โภชนาหาร เกิดตามความปรารถนาแก่มารดาของเราตามชอบใจ เราออกบวชเป็นบรรพชิตอายุ ๕ ขวบ เมื่อปลงผมเสร็จเราก็ได้บรรลุอรหัต เราค้นหาบุรพกรรมอยู่ ก็มิได้เห็นโดยอุรประเทศ เราระลึกถึงกรรมของเราในสามหมื่นกัปได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ข้าพระองค์อาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ จึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่สามหมื่น เราบูชาพระสัมพุทธเจ้า ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระจันทนมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ จันทนมาลิยเถราปทาน.

ฉฏฺฐํ ธาตุปูชกตฺเถราปทานํ (๔๘๖)

ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๖

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ธาตุปูชกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ สิทฺธตฺเถ โลกนายเก

มมญฺญาตี สมาเนตฺวา ธาตุปูชํ อกาสหํ ฯ

จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ธาตุมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ธาตุปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ธาตุปูชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ธาตุปูชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระโลกนาถผู้นำของโลกพระนามว่าสิทธัตถะปรินิพพานแล้วเราได้นำพวกญาติของเรามาทำการบูชาพระธาตุ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้บูชาพระธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ธาตุปูชกเถราปทาน.

สตฺตมํ ปุฬินุปฺปาทกตฺเถราปทานํ (๔๘๗)

ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ปุฬินุปปาทกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ เทวโล นาม ตาปโส

ตตฺถ เม จงฺกโม อาสิ อมนุสฺเสหิ มาปิโต ฯ

ชฏาภารสฺส ๑ ภริโต กมณฺฑลุธโร ตทา

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต ปวนา นิกฺขมึ ๒ ตทา ฯ

จุลฺลาสีติสหสฺสานิ สิสฺสา มยฺหํ อุปฏฺฐหุํ

สกกมฺมาภิปสุตา วสนฺติ ปวเน ตทา ฯ

อสฺสมา อภินิกฺขมฺม อกํ ปุฬินเจติยํ

นานาปุปฺผํ สมาเนตฺวา ตํ เจติยํ อปูชยึ ฯ

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา อสฺสมํ ปวิสามหํ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา เอตมตฺถํ อปุจฺฉิสุํ ๓ ฯ

ปุฬิเนน กโต ถูโป ยํ ตฺวํ เทว นมสฺสสิ

มยมฺปิ ญาตุมิจฺฉาม ปุฏฺโฐ อาจิกฺข โน ตุวํ ฯ

ทิฏฺฐา โน ๔ โว มนฺตปเท จกฺขุมนฺโต มหายสา

เต โข อหํ นมสฺสามิ พุทฺธเสฏฺเฐ มหายเส ฯ

กีทิสา เต มหาวีรา สพฺพญฺญู โลกนายกา

กถํวณฺณา กถํสีลา กีทิสา เต มหายสา ฯ

พตฺตึสลกฺขณา พุทฺธา จตฺตาริว ๕ ทิชาปิจ

เนตฺตา โคปขุมา ๖ เตสํ ชิญฺชุกผลสนฺนิภา ฯ

คจฺฉมานา จ เต พุทฺธา ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขเร

น เตสํ ชาณุ นทติ สนฺธิสทฺโท น สุยฺยติ ฯ

คจฺฉมานา จ สุคตา อตุริตาว ๗ คจฺฉเร

ปฐมํ ทกฺขิณํ ปาทํ พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อสมฺภีตา จ เต พุทฺธา มิคราชาว เกสรี

เนวุกฺกํเสนฺติ อตฺตานํ โน จ วมฺเภนฺติ ปาณินํ ฯ

มานาติมานโต ๑ มุตฺตา สมา สพฺเพสุ ปาณิสุ

อนตฺตุกฺกํสกา พุทฺธา พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อุปฺปชฺชนฺตา จ สมฺพุทฺธา อาโลกํ ทสฺสยนฺติ เต

ฉพฺพิการํ ๒ ปกาเสนฺติ ๓ เกวลํ วสุธํ อิมํ ฯ

ปสฺสนฺติ นิรยญฺเจเต นิพฺพาติ นิรโย ตทา

ปวสฺสติ มหาเมโฆ พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อีทิสา เต มหานาคา อตุลา เต ๔ มหายสา

วณฺณโต อนติกฺกนฺตา อปฺปเมยฺยา ตถาคตา ฯ

อนุโมทึสุ เม วากฺยํ สพฺเพ สิสฺสา สคารวา

ตถาว ๕ ปฏิปชฺชึสุ ยถาสตฺติ ยถาพลํ ฯ

ปฏิปูเชนฺติ ปุฬินํ เต ๖ สกมฺมาภิลาสิโน

สทฺทหนฺตา มม วากฺยํ พุทฺธตฺตคตมานสา ๗ ฯ

ตทา จวิตฺวา ตุสิตา เทวปุตฺโต มหายโส

อุปฺปชฺชิ มาตุกุจฺฉิสฺมึ ทสสหสฺสิ กมฺปถ ฯ

อสฺสมสฺสาวิทูรมฺหิ จงฺกมมฺหิฏฺฐิโต อหํ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา อาคจฺฉฉ มม สนฺติเก ฯ

อุสโภว มหิ นทติ มิคราชาว กุชฺชติ

สสสุมาโรว สฬติ ๘ กึ วิปาโก ภวิสฺสติ ฯ

ยํ ปกิตฺเตมิ สมฺพุทฺธํ สิกตา ถูปสนฺติเก

โส ทานิ ภควา สตฺถา มาตุกุจฺฉิมุปาคมิ ฯ

เตสํ ธมฺมกถํ กตฺวา ๑ กิตฺตยิตฺวา มหามุนึ

อุยฺโยเชตฺวา สเก สิสฺเส ปลฺลงฺเก อาภุชึ อหํ ฯ

พลญฺจ วต เม ขีณํ พฺยาธิโก ๒ ปรเมนหํ

พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา อกํสุ จิตกํ ตทา

กเลวรญฺจ เม คยฺห จิตกํ อภิโรปยุํ ฯ

จิตกํ ปริวาเรตฺวา สีเส กตฺวาน อญฺชลึ

โสกสลฺลปเรตา เต วิกนฺทึสุ สมาคตา ฯ

เตสํ ลาลปฺปมานานํ อคมํ ๓ จิตกนฺติกํ

อหํ อาจริโย ตุยฺหํ มา โสจิตฺถ สุเมธสา ฯ

สทตฺเถ วายเมยฺยาถ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา

มา โว ปมตฺตา อหุตฺถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ

สเก สิสฺเสนุสาสิตฺวา เทวโลกํ ปุนาคมึ

อฏฺฐารส ๔ จ กปฺปานิ เทวโลเก อโหสหํ ๕ ฯ

สตานํ ปญฺจกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ

อเนกสตกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ อการยึ ฯ

อวเสเสสุ กปฺเปสุ โวกิณฺณํ ๖ สํสรึ อหํ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อุปฺปาทสฺส อิทํ ผลํ ฯ

ยถา โกมุทิเก มาเส พหู ปุปฺผนฺติ ปาทปา

ตเถวาหมฺปิ สมเย ปุปฺผิโตมฺหิ มเหสินา ๑ ฯ

วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ พุทฺธมภิกิตฺตยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุฬินุปฺปาทโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปุฬินุปฺปาทกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. ชฏาภาเรน ฯ ๒ ยุ. อภินิกฺขมึ ฯ ๓ ม. ยุ. ปุจฺฉึสุ มํ ฯ ๔ ม. ... นุ

มนฺตปเท ฯ ๕ ม. ยุ. จตฺตาฬีส ฯ ๖ ยุ. โคปมุขา ฯ ๗ ม. อุทฺธรนฺตาว ฯ

๑ ม. ยุ. มานาวมานโต ฯ ๒ ม. ฉปฺปการํ ฯ ๓ ยุ. ปกมฺเปนฺติ ฯ ๔-๕ ม. ยุ. จ ฯ

๖ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๗ ม. พุทฺธสกฺกตมานสา ฯ ๘ ยุ. สทฺทติ ฯ

๑ ม. วตฺวา ฯ ๒ ม. พฺยาธินา ฯ ๓ ม. อคมํ จิตกํ ตทา ฯ ยุ. อคมาสึ ... ฯ

๔ โป. ยุ. อฏฺฐารสาหํ กปฺปานิ ฯ ๕ ม. รมามหํ ฯ ยุ. รมึ อหํ ฯ ๖ ม. ยุ.

โวกิณฺโณ ฯ

ฉบับหลวง

เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อันอมนุษย์ เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้นเรามุ่นมวยผมสะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่าใหญ่ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘,๔๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลายขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ในป่าใหญ่ เราออกจากอาศรมก่อพระเจดีย์ทรายแล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้วขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย.

เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดมียศใหญ่เหล่านั้น.

ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่รู้ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็นดังฤา.

เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและเหมือนผลมะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จดำเนินไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใครๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้นจากการถือตัว และดูหมิ่น ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้นพระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้นทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้น เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใครเทียมเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใครๆไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ.

ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตนเชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่นดุจโคอุสภะ คำรณดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.

เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปคือกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็นศาสดา พระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาแล้ว.

เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนีส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังหนอเจ็บหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลีเหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญเมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลายท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและกลางวันท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก

เราได้อยู่ในเทวโลกถึง๑๘ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไปอย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทรายในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบานฉันใดเราก็เป็นผู้อันพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัยฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปุฬินุปปาทกเถราปทาน.

อฏฺฐมํ ตรณิยตฺเถราปทานํ (๔๘๘)

ตรณิยเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ตรณิยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถทสฺสี ตุ ภควา สยมฺภู โลกนายโก

วินตานทิยา ๒ ตีเร ๓ อุปคญฺฉิ ตถาคโต ฯ

อุทกา อภินิกฺขมฺม กจฺฉโป วาริโคจโร

พุทฺธํ ตริตุกาโมหํ ๔ อุเปสึ โลกนายกํ ฯ

อภิรูหตุ มํ พุทฺโธ อตฺถทสฺสี มหามุนิ

อหํ ตํ ตารยิสฺสามิ ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ตุวํ ฯ

มม สงฺกปฺปมญฺญาย อตฺถทสฺสี มหายโส

อาโรหิตฺวาน เม ปิฏฺฐึ อฏฺฐาสิ โลกนายโก ฯ

ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ

สุขํ เม ตาทิสํ นตฺถิ ผุฏฺเฐ ๑ ปาทตเล ยถา ฯ

อุตฺตริตฺวาน สมฺพุทฺโธ อตฺถทสฺสี มหายโส

นทีตีรมฺหิ ฐตฺวาน อิมา คาถา อภาสถ ฯ

ยาวตา วตฺตเต จิตฺตํ คงฺคาโสตํ ตรามหํ

อยญฺจ กจฺฉโป ราชา ตาเรติ ๒ มม ปุญฺญวา ฯ

อิมินา พุทฺธตรเณน เมตฺตจิตฺตวตาย จ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

เทวโลกา อิธาคนฺตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิโต

เอกาสเน นิสีทิตฺวา กงฺขาโสตํ ตริสฺสติ ฯ

ยถาปิ ภทฺทเก เขตฺเต พีชํ อปฺปมฺปิ โรปิตํ

สมฺมา ธารํ ๓ ปวสฺสนฺเต ผลํ โตเสติ กสฺสเก ๔ ฯ

ตเถวิทํ พุทฺธเขตฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ

สมฺมา ธารํ ๓ ปวจฺฉนฺเต ผลํ มํ โตสยิสฺสติ ฯ

ปธานํ ปหิตตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ กมฺมมกรึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ตรณาย อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ตรณิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ตรณิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ โป. ยุ. มเหสิโน ฯ ๒ ยุ. จินตานทิยา ฯ ๓ ม. ตีรํ ฯ ๔ ม. ตาเรตุกาโมหํ ฯ

๑ โป. ยุ. ยถา ปาทตเล มุนิ ฯ ๒ ม. ตาเรสิ ฯ ๓ ม. ยุ. ธาเร ฯ ๔ ม.

กสฺสกํ ฯ

ฉบับหลวง

ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นพระสยัมภูเป็นนายกของโลก เป็นพระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำวินดา เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจากน้ำแล้ว ประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้นายกของโลก (กราบทูลว่า)ขอเชิญพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระมหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลังข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะให้พระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระองค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด

พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่าอัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเราจึงได้เสด็จขึ้นหลังเราแล้วประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตนได้ และในเวลาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือนกับเมื่อพื้นพระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จขึ้นประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่าเราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่าผู้มีบุญนี้ ส่งเราข้ามฟาก ด้วยการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟากนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา เขาจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด๑,๘๐๐ กัปจากเทวโลกมามนุษยโลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง

ณอาสนะอันเดียวจักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือ ความสงสัยได้ พืชแม้น้อยแต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อฝนยังอุทกธารให้ตกอยู่โดยชอบผลย่อมทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทกธารโดยชอบผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ตรณิยเถราปทาน.

นวมํ ธมฺมรุจิตฺเถราปทานํ ๑ (๔๘๙)

ธัมมรุจิเถราปทานที่ ๙

ว่าด้วยผลแห่งความพอใจในธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ธัมมรุจิเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ยทา ทีปงฺกโร พุทฺโธ สุเมธํ พฺยากริ ชิโน

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ

อสฺสตฺถมูเล สมฺพุทฺโธ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อุปติสฺโส โกลิโต จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก ๒ อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

จิตฺโต อาฬวโก เจว อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสกา ฯ

ขุชฺชุตฺตรา นนฺทมาตา อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสิกา

โพธิ อิมสฺส ธีรสฺส อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู นมสฺสนฺติ กตญฺชลี ฯ

ตทาหํ มาณโว อาสึ เมโฆ นาม สุสิกฺขิโต

สุตฺวา พฺยากรณํ เสฏฺฐํ สุเมธสฺส มหามุนิ ฯ

สํวิสฺสฏฺโฐ ภวิตฺวาน สุเมเธ กรุณาลเย ๑

ปพฺพชนฺตญฺจ ตํ วีรํ สหา ๒ จ อนุปพฺพชึ ฯ

สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ

สุทฺธาชีโว สโต ธีโร ชินสาสนการโก ฯ

เอวํ วิหรมาโนหํ ปาปมิตฺเตน เกนจิ

นิโยชิโต อนาจาเร สุมคฺคา ปริธํสิโต ฯ

วิตกฺกวสิโก หุตฺวา สาสนโต อปกฺกมึ

ปจฺฉา เตน กุมิตฺเตน ปยุตฺโต มาตุฆาตนํ ฯ

อกรึนนฺตริยญฺจ ๓ ฆาตยึ ทุฏฺฐมานโส

ตโต จุโต มหาวีจึ อุปปนฺโน สุทารุณํ ฯ

วินิปาตํ คโต สนฺโต สํสรึ ทุกฺขิโต จิรํ

น ปุโน อทฺทสํ ธีรํ สุเมธํ นรปุงฺควํ ฯ

อสฺมึ กปฺเป สมุทฺทสฺมึ มจฺโฉ อาสึ ติมิงฺคโล

ทิสฺวาหํ สาคเร นาวํ โคจรตฺถมุปาคมึ ฯ

ทิสฺวา มํ วาณิชา ภีตา พุทฺธเสฏฺฐํ อนุสฺสรุํ

โคตโมติ มหาโฆสํ สุตฺวา เตหิ อุทีริตํ ฯ

ปุพฺพสญฺญํ สริตฺวาน ตโต กาลํ กโต อหํ

สาวตฺถิยํ กุเล อิทฺเธ ๑ ชาโต พฺราหฺมณชาติยํ ฯ

อาสึ ธมฺมรุจิ นาม สพฺพปาปชิคุจฺฉโก

ทิสฺวาหํ โลกปชฺโชตํ ชาติยา สตฺตวสฺสิโก ฯ

มหาเชตวนํ คนฺตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ

อุเปมิ พุทฺธํ ติกฺขตฺตุํ รตฺติยา ทิวสสฺส จ ฯ

ตทา ๒ ทิสฺวา มุนิ อาห สร ๓ ธมฺมรุจีติ มํ

ตโตหํ อวจํ พุทฺธํ ปุพฺพกมฺมํ วิภาวิตํ ๔ ฯ

สุจิรํ สตปุญฺญลกฺขณํ

ปติปุพฺเพ น วิสุทฺธิปจฺจยา ๕

อหมชฺช สุเปกฺขนํ วต

ตว ปสฺสามิ นิรุปมํ วิคฺคหํ ฯ

สุจิรํ วิหิตํ ๖ นุ เต มยา

สุจิรกฺเขน นิรวิโสสิตา ๗

สุจิรํ อมลํ วิโสธิตํ

นยนํ ญาณมยํ มหามุเน ฯ

จิรกาลสมงฺคิโต ๑ ตยา

อวินฏฺโฐ ปุนนฺตรํ จิรํ

ปุนรชฺช สมาคโต ตยา

นหิ นสฺสนฺติ กตานิ โคตม ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ธมฺมรุจิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ธมฺมรุจิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ธมฺมรุจิยตฺเถร... ฯ ๒ ม. ยุ. นาม นาเมน ฯ

๑ ม. ยุ. กรุณาสเย ฯ ๒ ม. สหาว ฯ ยุ. สเหว ฯ ๓ ม. อกรึ อานนฺตริยํ ฯ

ยุ. อกริมนนฺตริยญฺจ ฯ

๑ ยุ. อุจฺเจ ฯ ๒ ยุ. ทิสฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. จิรํ ฯ ๔ ม. ยุ. ปภาวิตํ ฯ ๕

วิสุทฺธิปจฺจยํ ฯ ๖ ม. ยุ. วิหตตฺตโม มยา ฯ ๗ ม. ยุ. นทีวิโสสิตา ฯ

ฉบับหลวง

ในเวลาที่พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่า ในกัปจากกัปนี้ไปนับไม่ถ้วน ดาบสนี้จักเป็นพระ-พุทธเจ้า พระมารดาบังเกิดเกล้าของดาบสนี้จักทรงพระนามว่ามายาพระบิดาจักทรงพระนามว่าสุทโธทนะ ดาบสนี้จักชื่อว่าโคดม ดาบสนี้จักเริ่มตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยาแล้ว จักเป็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่ ตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระอุปติสสะและพระโกลิตะจักเป็นพระอัครสาวก ภิกษุอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จักบำรุงดาบสนี้ ผู้เป็นพระพิชิตมาร นางภิกษุณีชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณาจักเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและเศรษฐีชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุบาสิกา ไม้โพธิ์ของนักปราชญ์ผู้นี้เรียกว่าอัสสัตถพฤกษ์มนุษย์และเทวดาได้สดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนมิได้ ต่างก็เป็นผู้เบิกบานประนมอัญชลีถวายนมัสการ เวลานั้น เราเป็นมานพชื่อเมฆะ เป็นนักศึกษา ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐซึ่งสุเมธดาบส ของพระมหามุนี เราเป็นผู้คุ้นเคยในสุเมธดาบสผู้เป็นที่อยู่แห่งกรุณาและได้บวชตามสุเมธดาบส ผู้เป็นวีรบุรุษนั้น ผู้ออกบวชอยู่ เป็นผู้สำรวมในพระปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ เป็นผู้มีอาชีวะหมดจด มีสติ เป็นนักปราชญ์ กระทำตามคำสอนของพระพิชิตมาร

เราเป็นผู้อยู่เช่นนี้ ถูกบาปมิตรบางคนชักชวนในอนาจาร ถูกกำจัดจากหนทางอันชอบ เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก จึงได้หลีกไปจากพระศาสนา ภายหลังถูกมิตรอันน่าเกลียดนั้น ชักชวนให้ฆ่ามารดาเรามีใจอันชั่วช้าได้ทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดา เราจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในอเวจีมหานรกอันแสนทารุณ เราไปสู่วินิบาตถึงความลำบากท่องเที่ยวไปนาน ไม่ได้เห็นสุเมธดาบสผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ประเสริฐกว่านระอีก ในกัปนี้ เราเกิดเป็นปลาติมิงคละ อยู่ในมหาสมุทร เราเห็นเรือในสาครเข้าจึงเจ้าไปเพื่อจะกิน พวกพ่อค้าเห็นเราก็กลัว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

เราได้ยินเสียงกึกก้องว่าโคตโม ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ ต่อจากนั้น ได้ทำกาลกิริยา เกิดในสัญชาติพราหมณ์ ในสกุลอันมั่งคั่งณ พระนครสาวัตถี เราชื่อว่าธัมมรุจิ เป็นคนเกลียดบาปกรรมทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระพุทธองค์ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง จึงได้ไปยังพระมหาวิหารเชตวัน แล้วบวชเป็นบรรพชิตเราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้งต่อคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ครั้งนั้น พระองค์ผู้เป็นพระมหามุนี ทอดพระเนตรเห็นเราเข้า จึงได้ตรัสว่า ดูกรธัมมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น เรากราบทูลบุรพกรรมอย่างแจ่มแจ้งกะพระพุทธเจ้าว่า

เพราะปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ในปางก่อน ข้าพระองค์จึงมิได้พบพระองค์ ผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย เสียนานวันนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นแล้วหนอ ข้าพระองค์เห็นพระสรีระของพระองค์ อันหาสิ่งอะไรเปรียบมิได้ ข้าพระองค์ตามหาพระองค์มานานนักแล้ว ตัณหานี้ข้าพระองค์ทำให้เหือดแห้งไปโดยไม่เหลือด้วยอินทรีย์สิ้นกาลนาน ข้าพระองค์ชำระนิพพานให้หมดมลทินได้ โดยกาลนาน ข้าแต่พระมหามุนี นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความพร้อมเพรียงกับพระองค์ได้ก็สิ้นเวลานานนัก ข้าพระองค์พินาศไปเสีย ในระหว่างอีกเป็นเวลานาน วันนี้ ได้สมาคมกับพระองค์อีก ข้าแต่พระโคดม กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้จะไม่พินาศไปเลย.

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระธัมมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ธัมมรุจิเถราปทาน.

ทสมํ สาลมณฺฑปิยตฺเถราปทานํ (๔๙๐)

สาลมัณฑปียเถราปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างมณฑปดอกรังเป็นพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค สาลมัณฑปียเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อชฺโฌคเหตฺวา สาลวนํ สุกโต อสฺสโม มม

สาลปุปฺเผหิ สญฺฉนฺโน วสามิ ปวเน ตทา ฯ

ปิยทสฺสี ตุ ๒ ภควา สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล

วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ สาลวนมุปาคมิ ฯ

อสฺสมา อภินิกฺขมฺม ปวนํ อคมาสหํ

มูลผลํ คเวสนฺโต อาหิณฺฑามิ วเน ตทา ฯ

ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ปิยทสฺสึ มหายสํ

สุนิสินฺนํ สมาปนฺนํ วิโรจนฺตํ มหาวเน ฯ

จตุทณฺเฑ ฐเปตฺวาน พุทฺธสฺส อุปริ อหํ

มณฺฑปํ สุกตํ กตฺวา สาลปุปฺเผหิ ฉาทยึ ฯ

สตฺตาหํ ธารยิตฺวาน มณฺฑปํ สาลฉาทิตํ

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทหํ ฯ

ภควา ตมฺหิ สมเย วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิโต ๑

ยุคมตฺตํ เปกฺขมาโน นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ

สาวโก วรุโณ นาม ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน

วสีสตสหสฺเสหิ อุปคญฺฉิ วินายกํ ฯ

ปิยทสฺสี ตุ ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา สิตํ ปาตุกริ ชิโน ฯ

อนุรุทฺโธ อุปฏฺฐาโก ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน

เอกํสํ จีวรํ กตฺวา อปุจฺฉิตฺถ มหามุนึ ฯ

โก นุ โข ภควา เหตุ สิตกมฺมสฺส สตฺถุโน

การเณ วิชฺชมานมฺหิ สตฺถา ปาตุกเร สิตํ ฯ

สตฺตาหํ ปุปฺผฉทนํ ๒ โย เม ธาเรสิ มาณโว

ตสฺส กมฺมํ สริตฺวาน สิตํ ปาตุกรึ อหํ ฯ

อโนกาสํ ๓ น ปสฺสามิ ยนฺตํ ๔ ปุญฺญํ วิปจฺจติ

เทวโลเก มนุสฺเส วา โอกาโสว น สมฺมติ ฯ

เทวโลเก วสนฺตสฺส ปุญฺญกมฺมสมงฺคิโน

ยาวตา ปริสา ตสฺส สาลฉนฺนา ภวิสฺสติ ฯ

ตตฺถ ทิพฺเพหิ นจฺเจหิ คีเตหิ วาทิเตหิ จ

รมิสฺสติ สทา สนฺโต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ฯ

ยาวตา ปริสา ตสฺส คนฺธคนฺธิ ภวิสฺสติ

สาลสฺส ปุปฺผวสฺโส จ ปวสฺสิสฺสติ ตาวเท ฯ

ตโต จุโตยํ มนุโช มานุสํ อาคมิสฺสติ

อิธาปิ สาลฉทนํ สพฺพกาลํ ธริสฺสติ ๑ ฯ

อิธ นจฺจญฺจ คีตญฺจ สมฺมตาฬสมาหิตํ

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

อุคฺคจฺฉนฺเต จ สุริเย สาลวสฺสมฺปวสฺสติ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺตํ วสฺสติ สพฺพกาลิกํ ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

ธมฺมํ อภิสเมนฺตสฺส สาลฉทนํ ๒ ภวิสฺสติ

จิตเก ฌายมานสฺส ฉทนํ ตตฺถ เหสฺสติ ฯ

วิปากํ กิตฺตยิตฺวาน ปิยทสฺสี มหามุนิ

ปริสาย ธมฺมํ เทเสสิ ตปฺเปนฺโต ธมฺมวุฏฺฐิยา ฯ

ตึสกปฺปานิ เทเวสุ เทวรชฺชมการยึ

สฏฺฐี จ สตฺตกฺขตฺตุํ จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ

เทวโลกา อิธาคนฺตฺวา ลภามิ วิปุลํ สุขํ

อิธาปิ สาลฉทนํ มณฺฑปสฺส อิทํ ผลํ ฯ

อยํ ปจฺฉิมโก มยฺหํ จริโม วตฺตเต ภโว

อิธาปิ สาลฉทนํ เหสฺสติ สพฺพกาลิกํ ฯ

มหามุนึ โตสยิตฺวา โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

ปตฺโตมฺปิ อจลํ ฐานํ หิตฺวา ชยปราชยํ ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ พุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สาลมณฺฑปิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สาลมณฺฑปิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

ปํสุกูลํ พุทฺธสญฺญี ภิสโท ญาณกิตฺตโก

จนฺทนี ธาตุปูชี จ ปุฬินุปฺปาทโกปิจ ฯ

ตรโณ ธมฺมรุจิโก สาลมณฺฑปิโย ตถา

คาถาสตานิ เทฺว โหนฺติ อูนวีสติเมว จ ฯ

ปํสุกูลวคฺโค เอกูนปญฺญาสโม ฯ

๑ ยุ. จิรกาลํ สมาคโต ฯ ๒ ม. ยุ. จ ฯ

๑ ยุ. สมาธิโน ฯ ๒ ม. สาลจฺฉทนํ ฯ ๓ โป. ยุ. โอกาสาหํ ฯ ๔ ม. ยตฺถ ฯ

๑ ยุ. ธริยฺยติ ฯ ๒ ม. สาลจฺฉนฺนํ ฯ

ฉบับหลวง

เราเข้าถึงป่ารัง สร้างอาศรมอย่างสวยงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า ก็แต่พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภูเอกอัครบุคคลตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระนามว่าปิยทัสสี ทรงประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมไปป่าเที่ยวแสวงหามูลผลป่าณ เวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้มีพระยศใหญ่ประทับนั่งเข้าสมาบัติรุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เราปักเสา ๔ เสา ทำปรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่งทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ชื่อว่าวรุณ กับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ได้มาเฝ้าพระศาสดาผู้นำชั้นพิเศษ ส่วนพระผู้มีพระภาคพิชิตมารพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระอนุรุทธเถระผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคอะไรเล่าหนอเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏเพราะเมื่อมีเหตุ

พระศาสดาจึงทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏพระศาสดาตรัสว่า มาณพใดธารปรำที่มุงด้วยดอกไม้ให้ตลอด ๗ วันเรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็นช่องทางที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลกหรือมนุษยโลกย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้เพรียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกบังคับด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในโลกนั้นด้วยการฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้นทุกเมื่อบริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่นหอมฟุ้งและฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปในขณะนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่ความเป็นมนุษย์

แม้ในมนุษยโลกนี้หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวงณ มนุษยโลกนี้การฟ้อนและการขับ ที่ประกอบด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังก็จะตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดามีพระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลกมาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคาดอกรัง เมื่อถูกทำฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่เชิงตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรังฯ

พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้งเราออกจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษยโลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปรำ นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้หลังคาดอกรังก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง เรายังพระมหามุนีพระนามว่าโคดมผู้ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความมีชัยและความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๑,๘๐๐เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสาลมัณฑปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สาลมัณฑปิยเถราปทาน.

----------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปังสุกูลสัญญกเถราปทาน ๖. ธาตุปูชกเถราปทาน

๒. พุทธสัญญกเถราปทาน ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน

๓. ภิสทายกเถราปทาน ๘. ตรณิยเถราปทาน

๔. ญาณถวิกเถราปทาน ๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

๕. จันทนมาลิยเถราปทาน ๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน

มีคาถาคำนวณได้ ๒๑๙ คาถา.

จบ ปังสุกูลวรรคที่ ๔๙.

จบ ปังสุกุลสวรรค