พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหานิบาต
๔. เนมิราชชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๒๕–๕๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในมหานิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต เนมิราชชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๘ หน้า ๒๓๕–๒๖๓
๔. เนมิราชชาดก (๕๔๑)
ว่าด้วยพระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
{๕๒๕} [๑๔๓๑] การที่มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาประจักษ์อุบัติขึ้นมาในโลก ในสมัยพระเจ้าเนมิราชผู้ทรงเป็นบัณฑิต ผู้ทรงต้องการกุศล เป็นเรื่องอัศจรรย์จริงหนอ[๑๔๓๒] พระเจ้าเนมิราชผู้ทรงปราบอริราชศัตรูได้บริจาคทานแก่ชาววิเทหรัฐทุกคน เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานนั้นอยู่ ได้ทรงมีพระดำริขึ้นว่า ‘ทานหรือพรหมจรรย์อย่างไหนเล่าหนอจะมีผลมาก’{๕๒๖} [๑๔๓๓] ท้าวมัฆวานเทพกุญชรสหัสสเนตรทรงทราบพระดำริของพระเจ้าเนมิราชแล้วทรงกำจัดความมืดด้วยพระรัศมีปรากฏพระองค์ขึ้น
[๑๔๓๔] พระเจ้าเนมิราชจอมมนุษย์มีพระโลมชาติชูชัน ได้ตรัสถามท้าววาสวะว่า ‘ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ
[๑๔๓๕] รัศมีของท่านเช่นนั้นข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นหรือไม่เคยได้ยินมาเลย ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้อย่างไร’
- ๑พระบรมศาสดาขณะเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองมิถิลา ประทับอยู่ ณ มฆเทวอัมพวัน (สวนมะม่วงของพระราชามฆเทพ) เสด็จจาริกพร้อมด้วยภิกษุจำนวนมากอยู่ที่สวนมะม่วงนั้น ทรงพบภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง ทรงประสงค์จะตรัสบุพจริยาของพระองค์ จึงทรงทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏท่านพระอานนท์ทูลถามถึงการแย้มพระสรวลนั้น จึงตรัสว่าภูมิประเทศนี้พระองค์ทรงเคยอยู่บำเพ็ญฌานมาแล้วในอดีต แล้วตรัสเล่าเนมิชาดกนี้ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๕๑)
[๑๔๓๖] ท้าววาสวะทรงทราบว่าพระเจ้าเนมิราชมีพระโลมชาติชูชัน จึงได้ตรัสตอบว่า ‘หม่อมฉันเป็นท้าวสักกรินทรเทวราช มาในสำนักของพระองค์ ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์อย่าทรงมีพระโลมชาติชูชัน เชิญตรัสถามปัญหาตามที่ทรงพระประสงค์เถิด’[๑๔๓๗] พระเจ้าเนมิราชทรงได้โอกาสนั้นแล้ว จึงตรัสถามท้าววาสวะว่า ‘ข้าแต่พระมหาราชเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งเทวดาทั้งปวง หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ว่าทานหรือพรหมจรรย์อย่างไหนเล่าหนอจะมีผลมาก’[๑๔๓๘] ท้าววาสวะถูกพระเจ้าเนมิราชผู้ประเสริฐกว่านรชนตรัสถามแล้ว ทรงทราบผลวิบากแห่งพรหมจรรย์อยู่ จึงได้ตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๓๙] บุคคลย่อมเกิดขึ้นในขัตติยตระกูลเพราะพรหมจรรย์อย่างต่ำ ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาเพราะพรหมจรรย์อย่างกลาง ย่อม บริสุทธิ์เพราะพรหมจรรย์อย่างสูง
[๑๔๔๐] พรหมกายที่บุคคลผู้ไม่ครองเรือนบำเพ็ญตบะเข้าถึงกันนั้น อันใคร ๆ จะพึงได้โดยง่ายด้วยการประกอบพิธีอ้อนวอนก็หาไม่
- ๑คาถานี้มีอรรถาธิบายดังนี้ ในลัทธิของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ความประพฤติเพียงขั้นศีล คือการงดเว้นเสพเมถุนซึ่งเป็นเหตุให้บังเกิดในขัตติยตระกูล จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างต่ำ ความประพฤติขั้นจวนจะบรรลุฌานซึ่งเป็นเหตุให้บังเกิดในเทวโลก จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างกลาง การบำเพ็ญเพียรจนได้สมาบัติ ๘ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) ซี่งเป็นเหตุให้บังเกิดในพรหมโลกที่พวกนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาเรียกว่านิพพาน จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างสูง ในพระพุทธศาสนาการที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ประพฤติพรหมจรรย์มุ่งปรารถนาเป็นเทพจำพวกใดจำพวกหนึ่งแล้วไปเกิดในเทวโลกตามปรารถนา จัดเป็นเป็นพรหมจรรย์อย่างตํ่า การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์บำเพ็ญเพียรให้สมาบัติบังเกิดในตนแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างกลาง การที่ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตตผล จัดเป็นพรหมจรรย์อย่างสูง (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๕๖)
{๕๒๗} [๑๔๔๑] พระราชาเหล่านี้ คือ พระเจ้าทุทีปราช ๑ พระเจ้าสาครราช ๑ พระเจ้าเสลราช ๑ พระเจ้ามุจลินทราช ๑ พระเจ้าภคีรสราช ๑ พระเจ้าอุสินนรราช ๑ พระเจ้าอัตถกราช ๑ พระเจ้าอัสสกราช ๑ พระเจ้าปุถุทธนราช ๑[๑๔๔๒] รวมกษัตริย์เหล่าอื่นกับทั้งพราหมณ์เป็นอันมากบูชายัญมากมาย ก็ไม่ล่วงพ้นความเป็นผู้ล่วงลับไปได้
{๕๒๘} [๑๔๔๓] คนที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่รื่นรมย์ใจ ไม่ได้ปีติอันเกิดแต่วิเวก ถึงจะมีโภคสมบัติเสมอด้วยองค์อินทร์ กระนั้นก็ตาม ก็ชื่อวาเป็นคนน่าสงสาร เพราะมีความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น{๕๒๙} [๑๔๔๔] ฤๅษี ๗ ตนเหล่านี้ คือ ยามหนุฤๅษี ๑ โสมยาคฤๅษี ๑ มโนชฤๅษี ๑ สมุททฤๅษี ๑ มาฆฤๅษี ๑ ภรตฤๅษี ๑ กาลปุรักขิตฤๅษี ๑ ไม่อยู่ครองเรือน บำเพ็ญตบะ ล่วงพ้นกามาวจรภูมิได้แน่[๑๔๔๕] กับฤๅษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤๅษี ๑ กัสสปฤๅษี ๑ กีสวัจฉฤๅษี ๑ อกันติฤๅษี ๑ (ต่างก็เป็นผู้ไม่อยู่ครองเรือน บำเพ็ญตบะ ล่วงพ้นกามาวจรภูมิได้แล้วเช่นกัน)
(ท้าวสักกเหวราชเมื่อจะทรงเล่าเรื่องที่ทรงเห็นมา จึงตรัสว่า)
{๕๓๐} [๑๔๔๖] ทางทิศเหนือมีแม่นํ้าชื่อสีทา เป็นแม่น้ำลึก ข้ามได้ยาก มีภูเขาทองหลายเทือกเปล่งแสงเรืองรอง ประดุจแสงไฟไหม้ไม้อ้อโชติช่วงอยู่ในกาลทุกเมื่อ
[๑๔๔๗] ที่ฝั่งแม่นํ้านั้นมีต้นกฤษณางอกงาม มีภูเขาอื่นอีกซึ่งมีป่าไม้งอกงาม มีฤๅษีเก่าแก่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ อาศัยอยู่ที่ภูเขาเทือกนั้น
- ๑หมายถึงไม่ล่วงเลยไปจากกามาวจรภูมิ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๕๗) คือ ไปเกิดได้อย่างสูงก็เทวโลก ๖ ชั้น
[๑๔๔๘] หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยทาน สัญญมะ และทมะ หม่อมฉันอุปัฏฐากดาบสเหล่านั้นผู้บำเพ็ญวัตรอันยอดเยี่ยม ผู้ละหมู่คณะไปอยู่ตามลำพัง มีจิตมั่นคง[๑๔๔๙] หม่อมฉันจักนอบน้อมนรชนผู้ปฏิบัติตรงซึ่งจะมีชาติตระกูลก็ตาม ไม่มีก็ตามตลอดกาลเป็นนิจ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์[๑๔๕๐] วรรณะที่ตั้งอยู่ในอธรรมย่อมตกนรกเบื้องตํ่าทั้งหมด วรรณะย่อมหมดจดได้ทั้งหมดเพราะประพฤติธรรมอันสูงสูด
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้นได้ตรัสต่อไปว่า)
{๕๓๑} [๑๔๕๑] ท้าวมัฆวานสุชัมบดีเทวราชครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงพร่ำสอนพระเจ้าเนมิราชผู้ครองวิเทหรัฐ แล้วได้เสด็จกลับไปสู่หมู่เทพในสวรรค์(ท้าวสักกเทวราชได้ตรัสกะหมู่เทวดาว่า)
{๕๓๒} [๑๔๕๒] ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายเท่าที่มาชุมนุมกัน อยู่ ณ ที่นี้ จงตั้งใจฟังคุณทั้งสูงทั้งตํ่าเป็นอันมากนี้ของพวกมนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม[๑๔๕๓] เหมือนอย่างพระเจ้าเนมิราชนี้ทรงเป็นบัณฑิต ทรงต้องการกุศลเป็นพระราชาผู้ปราบอริราชศัตรู ทรงให้ทานแก่ชาววิเทหรัฐทั้งปวง[๑๔๕๔] เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานนั้นอยู่ ได้ทรงมีพระดำริว่า ‘ทานหรือพรหมจรรย์อย่างไหนเล่าหนอจะให้ผลมาก’
- ๑สัญญมะ ความสำรวม หมายถึงศีล ทมะ การข่มใจ หมายถึงการฝึกควบคุมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๖๑)
(มหาชนต่างร่าเริงยินดีพูดกันว่า)
{๕๓๓} [๑๔๕๕] เกิดอาการขนลุกขนพองซึ่งไม่เคยมีมามีขึ้นในโลกแล้วหนอ รถทิพย์ปรากฏแล้วแก่พระเจ้าวิเทหราชผู้เรืองพระยศ
(พระบรมศาสดาเมื่อทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสเล่าต่อไปว่า)
{๕๓๔} [๑๔๕๖] เทพบุตรมาตลีเทพสารถีผู้มีฤทธิ์มากเชิญเสด็จพระเจ้าวิเทหราช ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองมิถิลาว่า
[๑๔๕๗] ‘ข้าแต่พระราชาทิสาธบดีผู้ประเสริฐ ขอเชิญเสด็จมาขึ้นรถนี้เถิด เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ใคร่จะเห็นพระองค์ก็เทวดาเหล่านั้นระลึกถึงพระองค์ชุมนุมกันอยู่ ณ สุธัมมาสภา
{๕๓๕} [๑๔๕๘] ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชผู้ครองเมืองมิถิลารีบเสด็จลุกจากอาสน์นำหน้าขึ้นสู่รถ
[๑๔๕๙] มาตลีเทพสารถีได้ทูลถามพระเจ้าเนมิราชผู้เสด็จขึ้นรถทิพย์แล้วว่า ‘ข้าแต่พระราชาทิสาธบดีผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์จะนำเสด็จพระองค์ไปทางไหน คือ ทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบาปกรรม หรือทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบุญกรรม พระเจ้าข้า’(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ตรัสกะมาตลีเทพสารถีนั้นว่า)
{๕๓๖} [๑๔๖๐] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ขอให้ท่านนำเราไปทั้งสองทาง คือ ทั้งทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบาปกรรม และทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบุญกรรม
(ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีทูลถามว่า)
{๕๓๗} [๑๔๖๑] ข้าแต่พระราชาทิสาธิบดีผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์จะนำเสด็จพระองค์ไปทางไหนก่อน คือ ทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบาปกรรม หรือทางที่สามารถเห็นสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบุญกรรม พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ตรัสว่า)
{๕๓๘} [๑๔๖๒] เราขอดูนรกอันเป็นที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบาปกรรม และสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีกรรมอันหยาบช้า ทั้งคติของเหล่านรชนผู้ทุศีลก่อน
(พระบรมศาสดาเมื่อทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสเล่าต่อไปว่า)
{๕๓๙} [๑๔๖๓] มาตลีเทพสารถีได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว จึงแสดงแม่น้ำเวตรณีที่ข้ามได้ยาก ประกอบด้วยน้ำกรดที่แสบร้อนเดือดพล่าน เปรียบดังเปลวเพลิง
{๕๔๐} [๑๔๖๔] พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์ผู้ตกอยู่ในแม่นํ้าเวตรณีที่ข้ามได้ยาก จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า ‘ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นสัตว์นรกผู้ตกอยู่ในแม่น้ำเวตรณี เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอจึงมาตกเวตรณีนรก’{๕๔๑} [๑๔๖๕] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๖๖] สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยเป็นผู้มีกำลัง มีบาปกรรม คือ ชอบเบียดเบียนด่าว่าผู้ที่อ่อนแอกว่า เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงมาตกเวตรณีนรกพระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๔๒} [๑๔๖๗] สุนัขแดง สุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกาที่น่ากลัวรุมกัดจิกกินสัตว์นรกเหล่านี้ ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นฝูงสัตว์รุมจึกกัดกินสัตว์นรก เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกฝูงการุมจิกกิน{๕๔๓} [๑๔๖๘] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๖๙] สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น มีบาปธรรม คือ ชอบบริภาษเบียดเบียนด่าว่าสมณพราหมณ์ เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงถูกฝูงการุมจิกกิน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้นทรงสะดุ้งกลัว ตรัสถามว่า)
{๕๔๔} [๑๔๗๐] สัตว์นรกเหล่านี้มีร่างกายลุกโพลง เดินเหยียบแผ่นดินเหล็ก และถูกนายนิรยบาลทุบตีด้วยท่อนเหล็กร้อน ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นสัตว์นรกเหล่านี้ถูกโบยด้วยท่อนเหล็ก เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกเบียดเบียนด้วยท่อนเหล็กอยู่
{๕๔๕} [๑๔๗๑] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๗๒] สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยมีบาปธรรม คือ ชอบเบียดเบียนด่าว่าชายหญิงผู้มีธรรมเป็นกุศล เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงถูกทุบตีด้วยท่อนเหล็กอยู่พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๔๖} [๑๔๗๓] สัตว์นรกอีกพวกหนึ่งถูกไฟไหม้ทั่วสรรพางคกายร้องครวญครางอยู่ในหลุมถ่านเพลิง ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นสัตว์นรกถูกไฟไหม้ทั่วสรรพางคกาย เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงร้องครวญครางอยู่ในหลุมถ่านเพลิง{๕๔๗} [๑๔๗๔] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๗๕] ข้าแต่พระจอมชน สัตว์นรกเหล่านี้เคยสร้างพยานเท็จทำให้หนี้สินหมดไป เพราะเหตุแห่งทรัพย์(สินบน)ของชุมชน ครั้นทำให้ชุมชนวินาศแล้ว เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงร้องครวญครางอยู่ในหลุมถ่านเพลิง พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๔๘} [๑๔๗๖] หม้อเหล็กใหญ่ที่ร้อนจัด ลุกโชนโชติช่วงปรากฏอยู่ ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นหม้อเหล็กใหญ่ที่ร้อนจัดลุกโชนโซติช่วง เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงตกโลหกุมภีนรก{๕๔๙} [๑๔๗๗] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๗๘] สัตว์นรกเหล่านี้เป็นผู้เคยมีบาปธรรม คือ ชอบเบียดเบียนด่าว่าสมณพราหมณผู้มีศีล เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงหัวทิ่มตกลงไปสู่โลหกุมภี พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๕๐} [๑๔๗๙] นายนิรยบาลผูกคอสัตว์นรกด้วยพรวนเหล็กที่ลุกโพลง บั่นคอแล้วโยนลงไปในนํ้าทองแดง ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอจึงถูกตัดศีรษะอยู่{๕๕๑} [๑๔๘๐] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๘๑] ข้าแต่พระจอมชน สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยมีบาปธรรม คือ ชอบจับนกมาฆ่าเลี้ยงชีพ เป็นผู้มีกรรมยันหยาบช้า ฆ่านกเลี้ยงชีพ กระทำแต่ความชั่ว จึงถูกตัดศีรษะอยู่ พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๕๒} [๑๔๘๒] แม่นํ้านี้มีนํ้ามาก ตลิ่งไม่สูง มีท่าราบเรียบ ไหลอยู่เสมอ สัตว์นรกผู้ถูกความร้อนแผดพาพากันดื่มกินกัน นํ้าที่สัตว์นรกเหล่านั้นดื่มกินเข้าไปก็กลายเป็นแกลบไป[๑๔๘๓] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์เหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ น้ำที่สัตว์นรกเหล่านี้ดื่มกินจึงกลายเป็นแกลบไป{๕๕๓} [๑๔๘๔] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๔๘๕] สัตว์นรกเหล่านี้เคยมีกรรมอันไม่บริสุทธิ์ คือ เอาข้าวลีบหรือแกลบเป็นต้นมาปนข้าวเปลือกขายให้แก่ผู้ซื้อ น้ำที่สัตว์นรกเหล่านั้นผู้ถูกความร้อนแผดเผาหิวกระหายดื่มกินเข้าไป จึงกลายเป็นแกลบไป พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๕๔} [๑๔๘๖] นายนิรยบาลเอาหลาว หอก และโตมรทิ่มแทงสีข้างทั้งสองของสัตว์นรกผู้คร่ำครวญอยู่ ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกทิ่มแทงด้วยหอกอยู่{๕๕๕} [๑๔๘๗] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๘๘] สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยเป็นผู้ทำกรรมไม่ดีไว้ คือ ชอบลักทรัพย์ของผู้อื่น เช่น ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง แพะ แกะ ปศุสัตว์ และกระบือ มาเลี้ยงชีพ เป็นผู้มีกรรมยันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงถูกทิ่มแทงด้วยหอกอยู่ พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๕๖} [๑๔๘๙] เพราะเหตุไรสัตว์นรกเหล่านี้จึงถูกนายนิรยบาลผูกคอไว้ สัตว์นรกอีกพวกหนึ่งถูกนายนิรยบาลตัดเป็นท่อน ๆ อยู่ ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกตัดเป็นท่อน ๆ อยู่{๕๕๗} [๑๔๙๐] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๙๑] สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ฆ่าปศุสัตว์ กระบือ แพะ และแกะ แล้วเอาวางไว้ที่เขียงขายเลี้ยงชีพ เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงถูกตัดเป็นท่อน ๆ อยู่ พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๕๘} [๑๔๙๒] ห้วงนํ้านี้เต็มไปด้วยมูตรและคูถ ไม่สะอาด เป็นนํ้าเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป สัตว์นรกถูกความหิวครอบงำแล้วพากันกินมูตรและ คูถนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงมีมูตร และคูถเป็นอาหาร{๕๕๙} [๑๔๙๓] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๙๔] สัตว์นรกเหล่านี้เคยก่อทุกข์ เบียดเบียนมิตรสหายเป็นต้น ตั้งมั่นอยู่ในความเบียดเบียนผู้อื่นเป็นนิจ เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า เป็นคนพาล ประทุษร้ายมิตร กระทำแต่ความชั่วจึงตัองมากินมูตรและคูถ พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๖๐} [๑๔๙๕] ห้วงนํ้านี้เต็มไปด้วยเลือดและหนอง ไม่สะอาด เป็นนํ้าเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป สัตว์นรกถูกความร้อนแผดเผาแล้วพากันดื่ม
เลือดและหนองกิน ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร{๕๖๑} [๑๔๙๖] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๔๙๗] สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ชื่อว่าถึงปาราชิกในเพศคฤหัสถ์ เป็นผู้มีกรรมยันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๖๒} [๑๔๙๘] ท่านจงดูลิ้นของสัตว์นรกที่ถูกนายนิรยบาลเกี่ยวด้วยเบ็ด และจงดูหนังของสัตว์นรกที่ถูกนายนิรยบาลลอกด้วยขอเหล็ก สัตว์นรกเหล่านี้ดิ้นรนอยู่เหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบนบก ร้องไห้ นํ้าลายไหลเพราะเหตุอะไร[๑๔๙๙] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงกลืนเบ็ดอยู่{๕๖๓} [๑๕๐๐] มาตรีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้บาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๐๑] สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นคนอยู่ในฐานะตีราคาของ ทำให้ราคาซื้อลดลงด้วยการตีราคา(ต่ำ) ทำการโกงด้วยตาชั่งโกงเป็นต้น เพราะความโลภในทรัพย์ ปกปิดกลโกงไว้ด้วยวาจาอ่อนหวานเหมือนคนตกปลาปกปิดเบ็ดไว้เพื่อฆ่าปลาฉะนั้น[๑๕๐๒] แท้จริง คนที่จะช่วยป้องกันคนโกงที่ถูกกรรมของตนหุ้มห่อไว้ไม่มีเลย คนเหล่านั้นเป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงต้องกลืนเบ็ดอยู่ พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๖๔} [๑๕๐๓] หญิงนรกเหล่านี้มีร่างกายแตกยับ น่าเกลียด เปรอะเปื้อน เลอะเทอะด้วยเลือดและหนอง มีศีรษะขาดเหมือนโคหัวขาดอยู่บนที่ฆ่า ประคองแขนทั้งสองครํ่าครวญอยู่ หญิงนรกเหล่านั้นจมอยู่ในแผ่นดินแค่เอวตลอดเวลา มีภูเขาไฟตั้งขึ้นแต่สี่ทิศกลิ้งมาบดหญิงนรกเหล่านั้นให้แหลกละเอียดอยู่[๑๕๐๔] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของหญิงนรกเหล่านั้น เราขอถามท่าน หญิงเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงต้องมาจมอยู่ในแผ่นดินแค่เอวตลอดเวลา มีภูเขาไฟตั้งขึ้นแต่สี่ทิศกลิ้งมาบดขยี้หญิงนรกเหล่านั้นให้แหลกละเอียดอยู่{๕๖๕} [๑๕๐๕] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๐๖] หญิงนรกเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยเป็นกุลธิดา มีการกระทำไม่บริสุทธิ์ ได้ประพฤติไม่สำรวม คือ เป็นหญิงนักเลง ทิ้งสามีของตนไปคบหาชายอื่นเพราะความรื่นรมย์และความสนุกเป็นเหตุ หญิงนรกเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในโลกนี้ได้ทำจิตของตนให้เริงรมย์อยู่กับชายอื่น จึงถูกภูเขาไฟตั้งขึ้นแต่สี่ทิศกลิ้งมาบดขยี้ให้แหลกละเอียดอยู่ พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๖๖} [๑๕๐๗] เพราะเหตุอะไร พวกนายนิรยบาลจึงจับสัตว์นรกอีกพวกหนึ่งที่เท้าแล้วโยนหัวทิ่มลงไปในนรก ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกนายนิรยบาลจับโยนหัวทิ่มลงไปในนรก{๕๖๗} [๑๕๐๘] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามทิ่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๐๙] สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เคยเป็นผู้ทำกรรมไม่ดีไว้ คือ ชอบล่วงเกินภรรยาของชายอื่น ชื่อว่าเป็นผู้ลักสิ่งของที่สูงสุด จึงถูกนายนิรยบาลจับโยนหัวทิ่มลงไปในนรก
[๑๕๑๐] สัตว์นรกเหล่านั้นต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก คนที่จะช่วยป้องกันคนที่ชอบทำบาปกรรมที่ถูกกรรมของตนหุ้มห่อไว้ไม่มีเลย สัตว์นรกเหล่านั้นเป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำแต่ความชั่ว จึงต้องถูกนายนิรยบาลจับโยนหัวทิ่มลงไปในนรก พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงทรงสะดุ้งกลัวตรัสถามว่า)
{๕๖๘} [๑๕๑๑] สัตว์นรกผู้ประกอบเหตุมากมายทั้งเล็กทั้งใหญ่เหล่านี้ มีรูปร่างพิลึกปรากฏอยู่ในนรก ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้ เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ท่าบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงต้องได้เสวยทุกขเวทนาอันแสบกล้าเผ็ดร้อนเหลือเกิน{๕๖๙} [๑๕๑๒] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเหล่าสัตว์ผู้มีบาปกรรมตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๑๓] สัตว์นรกเหลว์นี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีความคิดเห็นชั่วช้า หลงทำกรรมด้วยความคุ้นเคย และชักชวนผู้อื่นในความคิดเห็นเช่นนั้น ครั้นทำบาปกรรมแล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาอันแสบกล้าเผ็ดร้อนเหลือเกิน พระเจ้าข้า
{๕๗๐} [๑๕๑๔] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีบาปกรรม และสถานที่อยู่ของเหล่านรชนผู้มีกรรมอันหยาบช้า ทั้งคติของเหล่านรชนผู้ทุศีลแล้ว ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ บัดนี้ขอเชิญขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานทอง จึงตรัสถามว่า)
{๕๗๑} [๑๕๑๕] วิมาน ๕ ยอดนี้ปรากฏอยู่ นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ประดับอาภรณ์ทุกอย่างมีดอกไม้เป็นต้น แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ สถิตอยู่ท่ามกลางที่ไสยาสน์ในวิมานนั้น
[๑๕๑๖] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของเทพธิดาผู้อยู่ในวิมานนี้ เราขอถามท่าน นางเทพธิดานี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงได้ถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน
{๕๗๒} [๑๕๑๗] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๑๘] ก็นางเทพธิดาที่พระองค์ทรงหมายถึงนั้นชื่อนางพิรณี เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เกิดในครรภ์ของนางทาสีในเรือนของพราหมณ์ นางรู้ว่าแขกคือภิกษุเป็นผู้ถึงเวลาฉันแล้ว จึงนิมนต์ให้นั่งในเรือนของพราหมณ์ ยินดีต่อภิกษุนั้นเป็นนิจดังมารดายินดีต่อบุตรชายที่กลับมาถึงฉะนั้น นางเป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมาน ๗ หลัง จึงตรัสถามว่า)
{๕๗๓} [๑๕๑๙] วิมานทั้ง ๗ ที่ถูกเนรมิตขึ้น ส่องสว่างโชติช่วงดังดวงอาทิตย์อ่อน ๆ เทพบุตรผู้หนึ่งมีฤทธิ์มาก ประดับประดาด้วยสรรพาภรณ์ มีหมู่เทพธิดาแวดล้อม ผลัดเปลี่ยนเวียนวนอยู่โดยรอบในวิมานทั้ง ๗ นั้น
{๕๗๔} [๑๕๒๐] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปของเทพบุตรผู้อยู่ในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรผู้นี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน
[๑๕๒๑] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๒๒] เทพบุตรผู้นั้เคยเป็นคฤหบดีชื่อโสณทินนะ เป็นทานาธิบดีให้สร้างวิหาร ๗ หลังอุทิศแก่บรรพชิต
[๑๕๒๓] ได้อุปัฏฐากภิกษุผู้อยู่ในวิหาร ๗ หลังนั้นโดยเคารพ ได้บริจาคผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร เสนาสนะ เครื่องประทีปในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส[๑๕๒๔] เธอได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๒๕] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วผลึก จึงตรัสถามว่า)
{๕๗๕} [๑๕๒๖] วิมานที่ถูกเนรมิตไว้ดีแล้วนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยนางเทพอัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยเรือนยอด บริบูรณ์ด้วยข้าวและนํ้า งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ส่องแสงสว่างออกจากฝาแก้วผลึก[๑๕๒๗] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเถิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน นางเทพอัปสรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน{๕๗๖} [๑๕๒๘] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบ
[๑๕๒๙] นางเทพอัปสรเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกนี้ เป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ยินดีในทาน มีจิตเลื่อมใสเป็นนิจ ตั้งอยู่ในสัจจะ ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถ เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วไพฑูรย์ จึงตรัสถามว่า)
{๕๗๗} [๑๕๓๐] วิมานที่ถูกเนรมิตไว้ดีแล้วนี้ประกอบด้วยภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วน ๆ ส่องแสงสว่างไสวออกจากฝาแก้วไพฑูรย์
[๑๕๓๑] เสียงทิพย์ คือ เสียงเปิงมาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำ ขับร้อง และเสียงประโคมดนตรีย่อมกระจายออกน่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
[๑๕๓๒] เราไม่รู้สึกว่าเคยได้เห็นหรือเคยได้ฟังเสียงเช่นนี้ อันไพเราะอย่างนี้มาก่อนเลย
[๑๕๓๓] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน{๕๗๘} [๑๕๓๔] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๓๕] เทพบุตรเหล่านี้เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นอุบาสกผู้มีศีล ได้ก่อสร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ
[๑๕๓๖] ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย ในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส
[๑๕๓๗] ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดีถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๓๘] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วผลึกอีก จึงตรัสถามว่า)
{๕๗๙} [๑๕๓๙] วิมานที่ถูกเนรมิตไว้ดีแล้วนี้ เกลื่อนกลาดไปด้วยหมู่นางเทพอัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยเรือนยอด ส่องแสงสว่างไสวออกจากฝาแก้วผลึก[๑๕๔๐] บริบูรณ์ด้วยข้าวและนํ้า งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีแม่นํ้าอันประกอบด้วยไม้ดอกนานาชนิดล้อมรอบวิมานนั้น
[๑๕๔๑] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน{๕๘๐} [๑๕๔๒] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๔๓] เทพบุตรนี้เคยเป็นคฤหบดีอยู่ในเมืองมิถิลา เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระนํ้า และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ[๑๕๔๔] ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส
[๑๕๔๕] ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๔๖] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วผลึกอีก จึงตรัสถามว่า)
{๕๘๑} [๑๕๔๗] วิมานที่ถูกเนรมิตไว้ดีแล้วนี้ เกลื่อนกลาดไปด้วยหมู่นางเทพอัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยเรือนยอด ส่องแสงสว่างไสวออกจากฝาแก้วผลึก[๑๕๔๘] บริบูรณ์ด้วยข้าวและนํ้า งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีแม่นํ้าอันประกอบด้วยไม้ดอกนานาชนิดล้อมรอบวิมานนั้น
[๑๕๔๙] และมีต้นเกด ต้นมะขวิด ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหว้า ต้นมะพลับ และต้นมะหาดซึ่งมีผลเป็นนิจอยู่มากมาย
[๑๕๕๐] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมานนี้{๕๘๒} [๑๕๕๑] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๕๒] เทพบุตรนี้เคยเป็นคฤหบดีอยู่ในเมืองมิถิลา เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ
[๑๕๕๓] ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส
[๑๕๕๔] ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดีถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๕๕] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วไพทูรย์ จึงตรัสถามว่า)
{๕๘๓} [๑๕๕๖] วิมานที่ถูกเนรมิตไว้ดีแล้วนี้ ประกอบด้วยภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วน ๆ ส่องแสงสว่างไสวออกจากฝาแก้วไพฑูรย์[๑๕๕๗] เสียงทิพย์ คือ เสียงเปิงมาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำ ขับร้อง และเสียงประโคมดนตรี ย่อมกระจายออกน่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
[๑๕๕๘] เราไม่รู้สึกว่าเคยได้เห็นหรือเคยได้ฟังเสียงเช่นนี้ไพเราะอย่างนี้มาก่อนเลย
[๑๕๕๙] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอจึงมาถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน{๕๘๔} [๑๕๖๐] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๖๑] เทพบุตรนี้เคยเป็นคฤหบดีอยู่ในพระนครพาราณสี เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อนํ้า สระนํ้า และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เย็นสนิทโดยเคารพ
[๑๕๖๒] ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส
[๑๕๖๓] ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๖๔] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานแดง จึงตรัสถามว่า)
{๕๘๕} [๑๕๖๕] วิมานทองที่ถูกเนรมิตไว้แล้วนี้รุ่งเรืองสุกใส มีอุปมาเหมือนดวงอาทิตย์ที่กำลังอุทัยขึ้นมาเป็นสีแดงดวงใหญ่
[๑๕๖๖] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน{๕๘๖} [๑๕๖๗] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า[๑๕๖๘] เทพบุตรนี้เคยเป็นคฤหบดีอยู่ในพระนครสาวัตถี เป็นทานบดีได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดยเคารพ[๑๕๖๙] ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย ในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส
[๑๕๗๐] ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์
[๑๕๗๑] เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและจำแนกแจกทาน จึงมาบันเทิงในวิมาน พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นวิมานสายฟ้า จึงตรัสถามว่า)
{๕๘๗} [๑๕๗๒] วิมานทองเป็นอันมากนี้ถูกเนรมิตไว้แล้ว ลอยอยู่ในนภากาศรุ่งเรืองสว่างไสว ดังสายฟ้าในระหว่างก้อนเมฆฉะนั้น
[๑๕๗๓] เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก ประดับประดาด้วยสรรพาภรณ์ มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม ผลัดเปลี่ยนเวียนอยู่ในวิมานเหล่านั้นโดยรอบ
[๑๕๗๔] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน เทพบุตรเหล่านี้ ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงมาถึงสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน
{๕๘๘} [๑๕๗๕] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๗๖] เทพบุตรเหล่านี้เคยเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาอันตั้งมั่นในพระสัทธรรมที่พระศาสดาทรงประกาศดีแล้ว ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ข้าแต่พระราชา สถานที่พระองค์ทรงเห็นเหล่านี้เป็นสถานที่สถิตของเทพบุตรเหล่านั้น{๕๘๙} [๑๕๗๗] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของสัตว์ผู้มีบาปกรรม และสถานที่สถิตของเหล่าเทวดาผู้มีกัลยาณกรรมแล้ว ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราช ณ บัดนี้เถิด พระเจ้าข้า
{๕๙๐} [๑๕๗๘] พระมหาราชาประทับอยู่บนทิพยยานที่เทียมด้วยม้าสินธพ ๑,๐๐๐ เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นภูเขา(สัตบริภัณฑ์)ในระหว่างมหาสมุทรสีทันดร ครั้นแล้วได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า ‘ภูเขาเหล่านี้ชื่ออะไร’มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบ แก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
{๕๙๑} [๑๕๗๙] ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ชื่อ สุทัสสนะ กรวิก อิสินธร ยุคันธร เนมินทร วินตกะ และอัสสกรรณ
[๑๕๘๐] ข้าแต่พระราชา ภูเขาในระหว่างมหาสมุทรสีทันดรที่ทรงเห็นอยู่เหล่านี้สูงกว่ากันขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ เป็นทิพยสถานของท้าวจาตุมหาราช พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นรูปพระอินทร์ จึงตรัสถามว่า)
{๕๙๒} [๑๕๘๑] ประตู มีรูปแบบต่าง ๆ ช่างงดงาม วิจิตรต่าง ๆ กัน สมบูรณ์ด้วยรูปเช่นรูปพระอินทร์ ปรากฏเหมือนป่าที่เสือโคร่งทั้งหลายรักษาดีแล้วฉะนั้น
[๑๕๘๒] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นประตูนี้ เราขอถามท่าน ประตูนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไร เป็นประตูน่ารื่นรมย์ใจ ปรากฏแต่ไกลเทียว{๕๙๓} [๑๕๘๓] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๘๔] ‘ประตูนี่เขาเรียกชื่อว่าจิตรกูฏ เป็นที่เสด็จเข้าออกของท้าวสักกเทวราช ก็ประตูนี้เป็นประตูแห่งเทพนครซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสุทัสสนะ
[๑๕๘๕] มีรูปแบบต่าง ๆ กัน งดงามวิจิตรต่าง ๆ กัน สมบูรณ์ด้วยรูปเช่นรูปพระอินทร์ ปรากฏเหมือนป่าที่เสือโคร่งทั้งหลายรักษาดีแล้วฉะนั้น ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้ เชิญเสด็จเหยียบภูมิภาคที่ราบเรียบเถิด พระเจ้าข้า’{๕๙๔} [๑๕๘๖] พระมหาราชาประทับอยู่บนทิพยยานที่เทียมด้วยม้าสินธพ ๑,๐๐๐ เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภานี้แล้ว
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นสุธัมมาเทวสภา จึงตรัสถามว่า)
[๑๕๘๗] วิมานที่ถูกเนรมิตแล้วนี้ส่องแสงสว่างไสวออกจากฝาแก้วไพฑูรย์ มีอุปมาดังอากาศที่มีสีเขียวสดใสปรากฏในสรทกาลฉะนั้น
[๑๕๘๘] ดูก่อนมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเถิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้ เราขอถามท่าน วิมานนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไร น่ารื่นรมย์ใจ ปรากฏแต่ที่ไกล
{๕๙๕} [๑๕๘๙] มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้วจึงทูลตอบถึงวิบากกรรมของเทวดาทั้งหลายผู้มีกรรมอันเป็นกุศลตามที่ได้ทราบแก่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า
[๑๕๙๐] วิมานนี้นั้นเป็นเทวสภา เขาเรียกชื่อปรากฏว่าสุธัมมา วิจิตรงดงามด้วยแก้วไพฑูรย์ อันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้ว
[๑๕๙๑] มีเสาแปดเหลี่ยมที่บุญกรรมทำดีแล้ว ซึ่งสำเร็จด้วยแล้วไพบูรย์ ทุก ๆ ต้นรองรับไว้ เป็นที่ที่ปวงเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งปวงแวดล้อมท้าวสักรินทรเทวราช
[๑๕๙๒] ชุมนุมกันคิดเรื่องความเจริญของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยังทิพยสถานอันเป็นที่ชื่นชมกันและกันของเทวดาทั้งหลายโดยทางนี้ พระเจ้าข้า
(พระบรมศาสดาเมื่อทรงประกาศความข้อนี้ จึงตรัสว่า)
{๕๙๖} [๑๕๙๓] เทวดาทั้งหลายเห็นพระเจ้าเนมิราชนั้นเสด็จมาถึง ก็พากันยินดีต้อนรับว่า ‘ข้าแต่พระมหาราชเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย ขอเชิญประทับนั่งในที่ใกล้ท้าวสักรินทร์เทวราช ณ บัดนี้เถิด’[๑๕๙๔] ท้าวสักรินทรเทวราชทรงยินดีต้อนรับพระองค์ผู้เป็นพระราชาแห่งชาววิเทหรัฐ ผู้ทรงปกครองเมืองมิถิลา ท้าววาสวะ ทรงเชื้อเชิญด้วยทิพยกามารมณ์และทิพยอาสน์ว่า
[๑๕๙๕] ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นความดีแล้วที่พระองค์เสด็จมาถึงทิพยสถานอันเป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายผู้ยังสิ่งที่ตนประสงค์ให้เป็นไปตามอำนาจ ขอเชิญพระองค์ประทับอยู่ในหมู่เทวดาผู้ประกอบด้วยความสำเร็จแห่งทิพยกามารมณ์ทั้งมวล เชิญพระองค์เสวยทิพยกามารมณ์อยู่ในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์เถิด พระเจ้าข้า
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์เมื่อทรงปฏิเสธ จึงตรัสว่า)
{๕๙๗} [๑๕๙๖] สิ่งใดได้มาเพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเปรียบเหมือนยวดยานหรือทรัพย์ที่ยืมเขามาฉะนั้น
[๑๕๙๗] หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งที่ผู้อื่นให้นั้น บุญทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำเอง ย่อมเป็นทรัพย์ที่จะติดตามหม่อมฉันไป
[๑๕๙๘] หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติสม่ำเสมอ ความสำรวม และการฝึกอินทรีย์ ซึ่งบุคคลทำแล้วย่อมได้รับความสุข และย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง
(พระเจ้าเนมิราชโพธิสัตว์เมื่อจะยกย่องมาตลีเทพสารถี จึงตรัสว่า)
{๕๙๘} [๑๕๙๙] มาตลีเทพสารถีได้แสดงสถานที่อยู่ของทวยเทพผู้มีกรรมอันงามและสถานที่อยู่ของสัตว์นรกผู้มีกรรมอันลามกแก่เรา ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา
(พระบรมศาสดาได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า)
{๕๙๙} [๑๖๐๐] พระเจ้าเนมิราชพระราชาของชนชาววิเทหรัฐผู้ทรงปกครองเมืองมิถิลาตรัสพระคาถานี้ว่า ‘ผมหงอกงอกขึ้นบนศีรษะของเราแล้วย่อมนำความหนุ่มไป เทวทูตปรากฏแล้ว สมัยนี้เป็นกาลสมควรที่เราจะบวช’ ดังนี้แล้ว ทรงบูชายัญเป็นอันมาก ทรงเข้าถึงความเป็นผู้สำรวมในศีล ดังพรรณนามาฉะนี้
จบ เนมิราชชาดกที่ ๔
๕. มโหสธชาดก (๕๔๒)
ว่าด้วยพระมโหสธบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
(พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตรเห็นมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้าก็สบายพระทัย จึงตรัสว่า)
{๖๐๐} [๑๖๐๑] ดูก่อนพ่อมโหสธ พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองกรุงปัญจาละเสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า กองทัพของพระเจ้าปัญจาลราชนั้นพึงประมาณไม่ได้[๑๖๐๒] มีกองช่างโยธา กองราบ ซึ่งล้วนแต่ฉลาดในสงครามทุกประเภท สามารถจะนำข้าศึกมาได้ มีเสียงอื้ออึง ส่งสัญญาณให้รู้กันด้วยเสียงกลองและเสียงสังข์[๑๖๐๓] มีวิทยายุทธทางโลหธาตุ มีเครื่องประดับครบครัน มีธงทิวสลอน เกลื่อนกล่นด้วยช้างม้าประมาณมิได้ สมบูรณ์ด้วยผู้มีศิลปศาสตร์ กองทัพนั้นเข้มแข็งด้วยทหารกล้า[๑๖๐๔] กล่าวกันว่าในกองทัพนี้มีบัณฑิตอยู่ ๑๐ คน มีปัญญากว้างขวางอยู่กันในที่ลับ เป็น ๑๑ คนทั้งพระชนนีของพระจ้าปัญจาลราชคอยอนุศาสน์กองทัพปัญจาลนคร
- ๑พระบรมศาสดาขณะประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน ได้ทรงสดับการที่พวกภิกษุนั่งสรรเสริญพระปัญญาบารมีของพระองค์ จึงเสด็จมาตรัสแก่พวกภิกษุว่าพระองค์หาใช่มีปัญญาเฉพาะในบัดนี้ไม่ แม้ในอดีตชาติ เมื่อญาณยังไม่แก่กล้า ขณะที่กำลังประพฤติจริยาเพื่อบรรลุโพธิญาณก็ได้เป็นผู้มีปัญญาเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลให้ทรงเล่าพระอดีตชาติ จึงตรัสเรื่องมโหสธชาดกนี้ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๐๙-๒๑๐) อนึ่ง เรื่องราวเป็นตอน ๆ ที่แสดงถึงอัจฉริยภาพการแก้ปัญหาด้วยปัญญาของมโหสธบัณฑิตผู้เป็นพระโพธิสัตว์ปรากฏความพิสดารในคัมภีร์อรรถกถาชาดกผู้ปรารถนาความพิสดารพึงศึกษาจากคัมภีร์อรรถกถาชาดก (ฉบับบาลี) เล่ม(ภาค) ๙ หน้า ๒๑๐-๓๑๒
จบ ๔. เนมิราชชาดก