arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ทสกนิบาต

๑๒. พิลารโกสิยชาดก เล่ม ๒๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๔๓–๑๔๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๖ ในทสกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทสกนิบาต พิลารโกสิยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๓๗๒–๓๗๔

หน้า ๓๗๒

๑๒. พิลารโกสิยชาดก (๔๕๐)

ว่าด้วยพระโพธิสัตว์สอนเศรษฐีขี้เหนียวให้สำนึกถึงการให้ทาน

(ท้าวสักกะโพธิสัตว์ผู้จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหาร แม้จะถูก เศรษฐีขี้เหนียวปฏิเสธที่จะฟังโศลกเพื่อแลกกับอาหาร ก็ตรัสโศลกว่า)

{๑๔๔๓} [๑๔๗๓] สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงต้มกินเอง ได้โภชนะมาแล้วก็ยังอยาก จะให้โภชนะนั้น ท่านหุงโภชนะไว้มิใช่หรือ การไม่ให้โภชนะนั้นแก่ใคร ๆ ไม่สมควร

{๑๔๔๔} [๑๔๗๔] บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะตระหนี่ ๑ เพราะประมาท ๑ ผู้รู้เมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้

(จันทเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)

{๑๔๔๕} [๑๔๗๕] คนตระหนี่กลัวอะไร จึงให้ทานไม่ได้ อันนั่นแหละจัดเป็นภัย สำหรับผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่กลัวความหิวและความกระหาย อันใด จึงให้ทานไม่ได้ ความหิวความและความกระหายนั้น แหละจะถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า{๑๔๔๖} [๑๔๗๖] เพราะเหตุนั้นพึงครอบงำมลทินกำจัดความตระหนี่เสีย แล้วให้ทานเถิดเพราะบุญย่อมเป็นพึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกหน้า

(สุริยเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)

{๑๔๔๗} [๑๔๗๗] เมื่อสัตบุรุษทั้งหลายให้ทานซึ่งให้ได้ยากและทำกรรมคือให้ทาน ซึ่งทำได้ยากอยู่ อสัตบุรุษทั้งหลายกลับไม่ทำทานตามที่สัตบุรุษ ทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอันคนอื่นดำเนินตามได้ยาก

หน้า ๓๗๓

{๑๔๔๘} [๑๔๗๘] เพราะเหตุนั้น คติจากโลกนี้ของสัตบุรุษกับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์

(มาตลีเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)

{๑๔๔๙} [๑๔๗๙] คนพวกหนึ่งแม้จะมีไทยธรรมเล็กน้อยก็ให้ทานได้แต่คนพวก หนึ่งแม้มีไทยธรรมมาก ก็ให้ไม่ได้ ทักษิณาทานที่บุคคลให้จาก ของเล็กน้อยก็นับว่าเสมอด้วยการให้จำนวนพัน

(ปัญจสิขเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)

{๑๔๕๐} [๑๔๘๐] แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารมา ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติธรรม อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและภรรยาของตน หรือเมื่อมีไทยธรรมเล็กน้อย ก็ยังแบ่งให้แก่สมณะและพราหมณ์ก็ชื่อว่าประพฤติธรรม ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่คนผู้ควรบูชาจำนวนเป็นพัน ยัญของคนเช่นนั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวแห่งผลทานของคนเข็ญใจ ผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบแล้วให้ทาน(เศรษฐีได้ฟังดังนั้น จึงถามปัญจสิขเทพบุตรว่า)

{๑๔๕๑} [๑๔๘๑] ทานบริจาคนี้ก็ไพบูลย์มีค่ามากเพราะเหตุไรจึงไม่เท่าถึง ส่วนเสี้ยวแห่งผลทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรมเล่า ไฉน ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนเป็นพัน จึงไม่ถึงเสี้ยวแห่งผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดย ชอบแล้วให้ทานเล่า(ปัญจสิขเทพบุตรตอบว่า)

{๑๔๕๒} [๑๔๘๒] เพราะว่าคนพวกหนึ่งตั้งอยู่ในกายกรรมเป็นต้นอันไม่เสมอกัน ทรมานสัตว์ให้ลำบากบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ทำให้เศร้าโศกบ้าง

หน้า ๓๗๔

แล้วจึงให้ทาน ทักษิณาทานนั้นมีนํ้าตานองหน้า เป็นอาชญา กรรม จึงไม่ถึงเสี้ยวแห่งผลทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรม เพราะอย่างนี้ ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่คนที่ควรบูชา จำนวนเป็นพันจึงไม่ถึงเสี้ยวแห่งผลทานของคนเข็ญใจผู้ยัง ไทยธรรมให้เกิดโดยชอบแล้วให้ทาน

๑๓. จักกวากชาดก (๔๕๑)

ว่าด้วยนกจากพรากโพธิสัตว์สอนกา

(กาถามนกจากพรากโพธิสัตว์เชิงสัพยอกว่า)

{๑๔๕๓} [๑๔๘๓] ดูก่อนนกจากพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ล่ำสัน มีสีแดงดังทอง ทรวดทรงงาม ใบหน้าผุดผ่อง{๑๔๕๔} [๑๔๘๔] ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคาเห็นจะได้กินอาหารอย่างนี้ คือ ปลากา ปลากระบอก ปลาหมอ ปลาค้าว ปลาตะเพียนกระมัง(นกจากพรากโพธิสัตว์กล่าวปฏิเสธว่า)

{๑๔๕๕} [๑๔๘๕] ดูก่อนสหายเรามิได้จับเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์นํ้ามากินเป็น อาหารเลย นอกจากสาหร่ายและแหน นั่นเป็นอาหารของเรา(กากล่าวว่า)

{๑๔๕๖} [๑๔๘๖] เราไม่เชื่อว่านกจากพรากกินอาหารอย่างนั้นเลย เพื่อนเอ๋ย แม้ เรากินอาหารที่คลุกด้วยเกลือและเจือด้วยนํ้ามันในบ้าน{๑๔๕๗} [๑๔๘๗] ซึ่งปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ซึ่งเขาทำกินกันในหมู่มนุษย์ถึง กระนั้น สีของเราก็ไม่เหมือนท่าน นกจากพราก

จบ ๑๒. พิลารโกสิยชาดก