พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ทสกนิบาต
๑๑. มัฏฐกุณฑลิชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๓๓–๑๔๔๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๖ ในทสกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทสกนิบาต มัฏฐกุณฑลิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๓๗๐–๓๗๒
๑๑. มัฎฐกุณฑลิชาดก (๔๔๙)
ว่าด้วยคนร้องไห้ถึงคนตายเป็นคนโง่เขลา
(พราหมณ์ผู้คร่ำครวญถึงบุตรที่ตายจากไปถามมาณพผู้เป็นเทพบุตร จำแลงร่างมาเพื่อแสดงธรรมว่า)
{๑๔๓๓} [๑๔๖๓] เธอประดับตกแต่งร่างกาย ใส่ต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ท่ามกลางป่า เธอเป็นทุกข์ถึงอะไรเล่า(มาณพผู้เป็นเทพบุตรโพธิสัตว์จำแลงร่างมาตอบว่า)
{๑๔๓๔} [๑๔๖๔] เรือนรถที่ทำด้วยทองคำงามผุดผ่องเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ยังหาล้อคู่แห่งรถนั้นไม่ได้ ด้วยความทุกข์นั้นข้าพเจ้าคงจะต้อง สิ้นชีวิตแน่(พราหมณ์กล่าวว่า)
{๑๔๓๕} [๑๔๖๕] เธออยากได้คู่ล้อทำด้วยทอง ทำด้วยแก้ว ทำด้วยทองแดง หรือ ทำด้วยเงิน จงบอกฉันมาเถอะพ่อหนุ่มผู้เจริญ ฉันจะทำให้ เธอได้ล้อคู่นั้น(มาณพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า)
{๑๔๓๖} [๑๔๖๖] ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้งสองย่อมปรากฏในทางโคจรนี้ รถทองของข้าพเจ้าจะงดงามได้ก็ด้วยล้อคู่นั้น
(พราหมณ์กล่าวว่า)
{๑๔๓๗} [๑๔๖๗] พ่อหนุ่มเอ๋ย เธอโง่เสียจริงที่มาปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ฉันเข้าใจว่าเธอจักตายเสียก่อนเพราะว่าเธอจักไม่ได้ทั้ง ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เลย
(มาณพกล่าวว่า)
{๑๔๓๘} [๑๔๖๘] แม้การโคจรไปมาของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมีของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตายล่วงลับไปแล้วย่อมไม่ปรากฏเลยในเราทั้งสอง ที่คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะโง่กว่ากันเล่า(พราหมณ์กล่าวว่า)
{๑๔๓๙} [๑๔๖๙] พ่อหนุ่มเอ๋ย เธอพูดถูก ในเราทั้งสองคนที่คร่ำครวญอยู่ ฉัน เองแหละที่โง่กว่าเธอ ที่มาอยากได้ลูกชายที่ตายไปแล้ว เหมือน เด็กร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ฉะนั้น
{๑๔๔๐} [๑๔๗๐] เธอมารดฉันผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวายทั้งปวงให้ดับไป เหมือนใช้นํ้ารดไฟที่ติดเปรียงให้ดับไปฉะนั้น
{๑๔๔๑} [๑๔๗๑] ลูกศรคือความโศกเศร้าที่อยู่ในใจของฉันก็ถูกเธอผู้บรรเทา ความโศกเศร้าถึงลูกชายของฉันผู้ถูกความโศกเศร้าครอบงำ ถอนขึ้นแล้ว
{๑๔๔๒} [๑๔๗๒] พ่อหนุ่ม ฉันถอนลูกศรคือความโศกเศร้าขึ้นได้แล้วเป็นผู้ เยือกเย็นลง ดับทุกข์ได้แล้ว จะไม่โศกเศร้า ไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะได้ฟังคำของเธอ
๑๒. พิลารโกสิยชาดก (๔๕๐)
ว่าด้วยพระโพธิสัตว์สอนเศรษฐีขี้เหนียวให้สำนึกถึงการให้ทาน
(ท้าวสักกะโพธิสัตว์ผู้จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหาร แม้จะถูก เศรษฐีขี้เหนียวปฏิเสธที่จะฟังโศลกเพื่อแลกกับอาหาร ก็ตรัสโศลกว่า)
{๑๔๔๓} [๑๔๗๓] สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงต้มกินเอง ได้โภชนะมาแล้วก็ยังอยาก จะให้โภชนะนั้น ท่านหุงโภชนะไว้มิใช่หรือ การไม่ให้โภชนะนั้นแก่ใคร ๆ ไม่สมควร
{๑๔๔๔} [๑๔๗๔] บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะตระหนี่ ๑ เพราะประมาท ๑ ผู้รู้เมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้
(จันทเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)
{๑๔๔๕} [๑๔๗๕] คนตระหนี่กลัวอะไร จึงให้ทานไม่ได้ อันนั่นแหละจัดเป็นภัย สำหรับผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่กลัวความหิวและความกระหาย อันใด จึงให้ทานไม่ได้ ความหิวความและความกระหายนั้น แหละจะถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า{๑๔๔๖} [๑๔๗๖] เพราะเหตุนั้นพึงครอบงำมลทินกำจัดความตระหนี่เสีย แล้วให้ทานเถิดเพราะบุญย่อมเป็นพึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในโลกหน้า
(สุริยเทพบุตรก็จำแลงร่างเป็นพราหมณ์มาขออาหารกล่าวโศลกว่า)
{๑๔๔๗} [๑๔๗๗] เมื่อสัตบุรุษทั้งหลายให้ทานซึ่งให้ได้ยากและทำกรรมคือให้ทาน ซึ่งทำได้ยากอยู่ อสัตบุรุษทั้งหลายกลับไม่ทำทานตามที่สัตบุรุษ ทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอันคนอื่นดำเนินตามได้ยาก
จบ ๑๑. มัฏฐกุณฑลิชาดก