arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ทสกนิบาต

๑๖. ฆตปัณฑิตชาดก เล่ม ๒๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๘๓–๑๔๙๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๖/๑๖ ในทสกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทสกนิบาต ฆตปัณฑิตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๓๗๙–๓๘๓

หน้า ๓๗๙

{๑๔๗๙} [๑๕๐๙] พระราชาผู้ทรงเป็นเจ้าแผ่นดิน ทรงพระอิสริยยศใหญ่ ทรงทราบความใสสะอาดและความขยันหมั่นเพียรของราชเสวกคนใด ทรงทราบว่าราชเสวกคนใดไม่เป็นคนสองใจ และทรงทราบว่า ราชเสวกคนใดมีใจจงรักภักดีต่อพระองค์บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวคุณความดีของราชเสวกนั้น ๆ ว่าเป็นสวัสดิมงคล ในพระราชาทั้งหลาย{๑๔๘๐} [๑๕๑๐] ผู้ใดมีศรัทธาให้ข้าว น้ำ ให้ระเบียบดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ มีจิตเลื่อมใสอนุโมทนา บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณ ข้อนั้นของบุคคลนั้นแลว่าเป็นสวัสดิมงคลในสวรรค์ทั้งหลาย

{๑๔๘๑} [๑๕๑๑] สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ผู้ยินดีแล้วในสัมมาปฏิบัติ เป็น พหูสูต แสวงหาคุณ เป็นผู้มีศีล ขัดเกลาผู้ใดให้หมดจดด้วยอริยธรรม บัณฑิตทั้งหลายยกย่องคุณความดีที่ผู้นั้นพึงได้รับ ว่าเป็นสวัสดิมงคลในท่ามกลางพระอรหันต์

{๑๔๘๒} [๑๕๑๒] สวัสดิมงคลเหล่านี้แลผู้รู้สรรเสริญแล้วว่ามีสุขเป็นผลกำไรในโลก นรชนผู้มีปัญญาในโลกนี้พึงเสพสมสวัสดิมงคลเหล่านั้นกันเถิด ก็ในบรรดามงคลแบบอื่น ๆไม่มีมงคลที่เป็นมงคลแท้ แม้สักอย่างเดียว

๑๖. ฆตปัณฑิตชาดก (๔๕๔)

ว่าด้วยฆตบัณฑิตใช้อุบายดับความโศกของพระราชา

(โรหิไณยอำมาตย์สนทนากับพระเจ้าวาสุเทพว่า)

{๑๔๘๓} [๑๕๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวบรรทม อยู่ทำไม จะมีประโยชน์อะไรด้วยการบรรทมอยู่เล่าข้าแต่

หน้า ๓๘๐

พระเกสวะ บัดนี้พระภาดาของพระองค์ซึ่งเป็นดุจพระทัยและ นัยน์เนตรเบื้องขวาของพระองค์มีลมบ้ากำเริบขึ้นฆตบัณฑิต เพ้อคลั่งอยู่

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

{๑๔๘๔} [๑๕๑๔] พระเจ้าเกสวะ ได้ทรงฟังคำของโรหิไณยอำมาตย์แล้วถูก ความโศกถึงพระภาดาครอบงำ ผลุนผลันเสด็จลุกขึ้น

(พระเจ้าวาสุเทพตรัสถามฆตบัณฑิตโพธิสัตว์ผู้แกล้งเป็นคนบ้าว่า)

{๑๔๘๕} [๑๕๑๕] เพราะอะไรหนอเธอจึงเหมือนคนบ้าบ่นเพ้อไปทั่วทวารก นครนี้ว่ากระต่าย ๆ ใครลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ

{๑๔๘๖} [๑๕๑๖] ฉันจักให้เขาทำกระต่ายทอง กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ กระต่ายรูปิยะ กระต่ายสังข์ กระต่ายหิน กระต่ายแก้วประพาฬ ให้แก่เธอ[๑๕๑๗] หรือว่ากระต่ายอื่น ๆ ที่เที่ยวหากินอยู่ในป่าก็มีอยู่ ฉันจักให้ เขานำกระต่ายเหล่านั้นมาให้เธอ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไร

(ฆตบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

{๑๔๘๗} [๑๕๑๘] หม่อมฉันมิได้ปรารถนากระต่ายที่อาศัยแผ่นดินหม่อมฉัน ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ข้าแต่พระเกสวะขอ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาสอยกระต่ายนั้นลงมาประทานแก่ หม่อมฉันด้วยเถิด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เกสวะ มีความหมายว่าผู้มีพระเกศางาม พระเจ้าวาสุเทพพระองค์นี้ทรงมีพระเกศางาม เพราะเหตุนั้น จึงมีอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าเกสวะ (ขุ.ชา.อ. ๕/๔๖๙)
หน้า ๓๘๑

(พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า)

{๑๔๘๘} [๑๕๑๙] ญาติเอ๋ยเธอจักละทิ้งชีวิตที่หอมหวนไปเสียก่อนเป็นแน่ที่มา ปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาคือปรารถนากระต่ายจาก ดวงจันทร์(ฆตบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

{๑๔๘๙} [๑๕๒๐] ขอเดชะพระองค์ผู้กัณหโคตร ถ้าพระองค์ทรงทราบอย่างที่ทรง พร่ำสอนผู้อื่นไซร้เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงกันแสงถึง พระโอรสที่ทิวงคตไปแล้วตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้เล่า{๑๔๙๐} [๑๕๒๑] ไม่ว่ามนุษย์หรืออมนุษย์ก็ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า ‘ขอลูกของเราที่เกิดมาแล้วจงอย่าตายเลย’พระองค์จะทรงได้พระโอรส ที่ทิวงคตไปแล้วซึ่งไม่ควรได้แต่ที่ไหน[๑๕๒๒] ขอเดชะพระองค์ผู้กัณหโคตร พระองค์ไม่อาจที่จะนำพระโอรส ที่ทรงกันแสงถึงกลับมาด้วยมนตรา รากยา โอสถ หรือแม้ด้วยทรัพย์ได้

(พระเจ้าวาสุเทพตรัสสรรเสริญฆตบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

{๑๔๙๑} [๑๕๒๓] ราชาพระองค์ใดทรงมีอำมาตย์ที่เป็นคนฉลาดเหมือนอย่าง ฆตบัณฑิตดับความโศกาดูรของเราในวันนี้ ราชาพระองค์นั้น จะมีความโศกมาแต่ไหน[๑๕๒๔] ฆตบัณฑิตมารดเราผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวาย ทั้งปวงให้ดับไป เหมือนใช้นํ้ารดไฟที่ติดเปรียงให้ดับไปฉะนั้น

[๑๕๒๕] ลูกศรคือความโศกเศร้าที่อยู่ในใจของเราก็ถูกฆตบัณฑิตผู้ บรรเทาความโศกเศร้าถึงพระโอรสของเราผู้ถูกความโศกเศร้า ครอบงำ ถอนขึ้นแล้ว

หน้า ๓๘๒

[๑๕๒๖] เรานั้นถอนลูกศรคือความโศกเศร้าขึ้นได้แล้วเป็นผู้เยือกเย็น ลง ดับทุกข์ได้แล้ว จะไม่โศกเศร้า ไม่ร้องไห้ต่อไปเพราะได้ ฟังคำของเธอ(พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสรุปในท้ายสุดว่า)

{๑๔๙๒} [๑๕๒๗] เหล่าชนผู้มีปัญญา ผู้มีความอนุเคราะห์ย่อมทำอย่างนี้ ย่อมทำให้ผู้เศร้าโศกคลายจากความเศร้าโศกเหมือนฆตบัณฑิต ทำให้พระเชษฐภาดาคลายจากความเศร้าโศกฉะนั้น

จบ ทสกนิบาต

รวมชาดกที่มีในทสกนิบาตนี้ คือ

๑. จตุทวารชาดก ๒. กัณหชาดก

๓. จตุโปสถชาดก ๔. สังขชาดก

๕. จุลลโพธิชาดก ๖. กัณหทีปายนชาดก

๗. นิโครธชาดก ๘. ตักกลชาดก

๙. มหาธัมมปาลชาดก ๑๐. กุกกุฏชาดก

๑๑. มัฏฐกุณฑลีชาดก ๑๒. พิลารโกสิยชาดก

๑๓. จักกวากชาดก ๑๔. ภูริปัญหาชาดก

๑๕. มหามังคลชาดก ๑๖. ฆตปัณฑิตชาดก

หน้า ๓๘๓

๑๑. เอกาทสกนิบาต

๑. มาตุโปสกชาดก (๔๕๕)

ว่าด้วยพญาช้างเลี้ยงมารดา

(แม่ช้างคร่ำครวญถึงลูกพญาช้างโพธิสัตว์ว่า)

{๑๔๙๓} [๑๕๒๘] ต้นอ้อยช้าง ต้นโมกมัน ต้นช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือยงอกงามขึ้นแล้ว เพราะพญาช้างนั้นมาจากไป และ ต้นกรรณิการ์ทั้งหลายที่เชิงเขาก็ออกดอกสะพรั่ง{๑๔๙๔} [๑๕๒๙] พระราชาหรือพระราชกุมารประทับอยู่บนพญาช้างเชือกใด จะ ไม่ทรงสะดุ้งกลัวกำจัดเสื้อเกราะของศัตรูได้อิสรชน ผู้ประกอบด้วยอาภรณ์อันงดงามผู้หนึ่งได้เลี้ยงดูพญาช้างเชือก นั้นด้วยก้อนข้าว(พระราชาทรงขอร้องพญาช้างให้กินอาหารว่า)

{๑๔๙๕} [๑๕๓๐] ดูก่อนพญาช้างผู้ประเสริฐ เชิญพ่อรับเอาคำข้าวเถิด อย่าต้อง ผ่ายผอมเลย ราชกิจมีเป็นอันมาก พ่อจะต้องช่วยทำราชกิจ เหล่านั้น(พญาช้างโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

{๑๔๙๖} [๑๕๓๑] แม่ช้างนั้นลำบาก ตาบอด ไม่มีผู้นําทาง คงจะสดุดตอไม้ล้ม ลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้น

(พระราชาตรัสถามว่า)

{๑๔๙๗} [๑๕๓๒] ดูก่อนพญาช้าง แม่ช้างซึ่งตาบอด ไม่มีผู้นำทาง คงจะสดุด ตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้น เป็นอะไรกับท่านหรือ

จบ ๑๖. ฆตปัณฑิตชาดก