พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหานิบาต
๕. มโหสถชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๐๐–๖๘๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในมหานิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๕๔๒. มโหสธชาตก (๕)
ว่าด้วยพระมโหสธบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้า ก็สบาย พระทัย เมื่อจะรับสั่งกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต มโหสถชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒๘ หน้า ๑๘๖–๒๐๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๘ หน้า ๒๗๔–๓๐๕
ปญฺจาโล สพฺพเสนาย พฺรหฺมทตฺโตยมาคโต
สายํ ปญฺจาลิยา เสนา อปฺปเมยฺยา มโหสธ.
พ่อมโหสธ พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ
เสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า
กองทัพของพระเจ้าปัญจาละนั้นประมาณไม่ได้
วีถิมตี ปตฺติมตี (๑) สพฺพสงฺคามโกวิทา
โอหารินี สทฺทวตี เภริสงฺขปฺปโพธนา.
- ๑สี.อิ. ปิฏฺฐิมตี
มีกองช่างโยธา กองราบ
ล้วนแต่ฉลาดในสงครามทุกอย่าง มีเสียงอึกทึกกึกก้อง
เป็นสัญญาให้กันและกันรู้ได้ด้วยเสียงกลองและเสียงสังข์
โลหวิชฺชา อลงฺการา ธชินี วามโรหินี
สิปฺปิเยหิ สุสมฺปนฺนา สูเรหิ สุปฺปติฏฺฐิตา.
มีความรู้ในการใช้โลหธาตุ มีเครื่องประดับครบครัน
มีธงทิวสลอน ช้างและม้า สมบูรณ์ดีด้วยผู้เชี่ยวชาญศิลป์
ตั้งมั่นด้วยเหล่าทหารผู้แกล้วกล้า
ทเสตฺถ ปณฺฑิตา อาหุ ภูริปญฺญา รโหคตา
มาตา เอกาทสี รญฺโญ ปญฺจาลิยํ ปสาสติ.
กล่าวกันว่า ในกองทัพนี้ มีบัณฑิต ๑๐ คน
มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน มีการประชุมปรึกษากันในที่ลับ
พระมารดาของพระเจ้าปัญจาละเป็นองค์ที่ ๑๑
ช่วยปกครองสั่งสอนชาวแคว้นปัญจาละ
อเถตฺเถกสตํ ขตฺยา อนุยนฺตา ยสสฺสิโน
อจฺฉินฺนรฏฺฐา พฺยถิตา ปญฺจาลีนํ (๑) วสํ คตา.
- ๑ฉ.ม. ปญฺจาลิยํ
อนึ่ง ในบรรดาชนเหล่านี้
กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละ
ถูกชิงแคว้น กลัวภัย
จึงตกอยู่ในอำนาจของชาวแคว้นปัญจาละ
ยํวทา ตกฺกรา รญฺโญ อกามา ปิยภาณิโน
ปญฺจาลมนุยายนฺติ อกามา วสิโน คตา.
เป็นผู้ทำตามที่พระราชารับสั่ง
ไม่มีความปรารถนาจะกล่าว ก็จำต้องกล่าวคำเป็นที่รัก
ต้องตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละผู้มีอำนาจมาก่อน
ไม่มีความปรารถนาก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าปัญจาละ
ตาย เสนาย มิถิลา ติสนฺธิปริวาริตา
ราชธานี วิเทหานํ สมนฺตา ปริขญฺญติ.
กรุงมิถิลาก็ถูกล้อมด้วยกองทัพนั้นเป็น ๓ ชั้น
เมืองหลวงของชาวแคว้นวิเทหะก็ถูกขุดเป็นคูโดยรอบ
อุทฺธํ ตารกชาตาว สมนฺตา ปริวาริตา
มโหสธ วิชานาหิ กถํ โมกฺโข ภวิสฺสติ.
พ่อมโหสธ กองทัพที่แวดล้อมกรุงมิถิลานั้น
ปรากฏเหมือนดาวบนท้องฟ้า
พ่อจงรู้ว่า จักรอดพ้นได้อย่างไร
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ปาเท เทว ปสาเรหิ ภุญฺช กาเม รมสฺสุ จ
หิตฺวา ปญฺจาลิยํ เสนํ พฺรหฺมทตฺโต ปลายติ.
ข้าแต่สมมติเทพ
ขอพระองค์ทรงเหยียดพระบาทตามพระสำราญเถิด
ขอเชิญเสวยและรื่นรมย์พระหฤทัยในกามเถิด
พระเจ้าพรหมทัตจะต้องทิ้งกองทัพชาวแคว้นปัญจาละเสด็จหนีไป
(พราหมณ์เกวัฏเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระเจ้าวิเทหะแล้วกราบทูลเหตุที่ตนมาว่า)
ราชา สนฺถวกาโม เต รตนานิ ปเวจฺฉติ
อาคจฺฉนฺตุ ตโต ทูตา มญฺชุกา ปิยภาณิโน.
พระราชามีพระประสงค์จะทำสันถวไมตรีกับพระองค์
จะพระราชทานรัตนะแก่พระองค์ ตั้งแต่นี้ไป
ราชทูตทั้งหลายผู้มีวาจาไพเราะ พูดคำเป็นที่รักจงมา
ภาสนฺตุ มุทุกา วาจา ยา วาจา ปฏินนฺทิตา
ปญฺจาโล จ วิเทโห จ อุโภ เอกา ภวนฺตุ เต.
ขอจงกล่าววาจาอ่อนหวาน เป็นที่ชื่นชมต่อกัน
ขอแคว้นปัญจาละกับแคว้นวิเทหะ
ทั้ง ๒ แคว้นนั้นจงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรพราหมณ์เกวัฏแล้วตรัสถามถึงอาการที่สนทนา กับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
กถนฺนุ เกวฏฺฏ มโหสเธน
สมาคโม อาสิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ
กจฺจิ เต ปฏินิชฺฌตฺโต กจฺจิ ตุฏฺโฐ มโหสโธ.
ท่านเกวัฏ ท่านได้พบกับมโหสธเป็นอย่างไรหนอ
ขอเชิญเล่าเรื่องราวนั้น มโหสธกับท่านต่างอดโทษกันแล้วกระมัง
มโหสธยินดีแล้วกระมัง
(พราหมณ์เกวัฏจึงกราบทูลว่า)
อนริยรูโป ปุริโส ชนินฺท
อสมฺโมทโก ถทฺโธ อสพฺภิรูโป
ยถา มูโค จ พธิโร จ น กิญฺจิตฺถํ อภาสถ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน คนผู้ไม่สุภาพ
ไม่ชื่นชมกับใคร เป็นคนกระด้าง ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ
เขาไม่กล่าวข้อความอะไร ๆ เป็นเหมือนคนใบ้และคนหนวก
(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้าน เริ่มตั้งคำถามขึ้น เองว่า)
อทฺธา อิทํ มนฺตปทํ สุทุทฺทสํ
อตฺโถ สุทฺโธ นรวีเรน (๑) ทิฏฺโฐ
ตถา หิ กาโย มม สมฺปเวธติ
หิตฺวา สยํ โก ปรหตฺถเมสฺสติ.
- ๑ฉ.ม. นรวีริเยน
มนต์บทนี้เห็นได้ยากแน่นอน
มโหสธผู้มีความเพียรได้เห็นประโยชน์อันบริสุทธิ์
จริงอย่างนั้น กายของเราก็ยังหวั่น ๆ อยู่
ใครเล่าจักทิ้งแคว้นของตนไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่น
(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
ฉนฺนํ หิ เอกาว มตี สเมติ
เย ปณฺฑิตา อุตฺตมภูริปญฺญา (๑)
ยานํ อยานํ อถวาปิ ฐานํ
มโหสธ ตฺวมฺปิ มตึ กโรหิ.
- ๑ฉ.ม. ...ภูริปตฺตา
มติของเราทั้ง ๖ คนผู้เป็นบัณฑิต
มีปัญญายอดเยี่ยม เป็นเอกฉันท์เสมอกัน
มโหสธ แม้เธอก็จงลงมติว่า ควรไปหรือไม่ควรไป
หรือควรยับยั้งอยู่ที่นี้
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น คิดแล้วได้กราบทูลว่า)
ชานาสิ โข ราช มหานุภาโว
มหพฺพโล จูฬนิพฺรหฺมทตฺโต
ราชา จ ตํ อิจฺฉติ มารณตฺถํ
มิคํ ยถา โอกจเรน ลุทฺโท.
ข้าแต่พระราชา พระองค์ย่อมทรงทราบอยู่ทีเดียวว่า
พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตทรงมีอานุภาพมาก มีพลังมาก
และปรารถนาจะปลงพระชนม์พระองค์
เหมือนนายพรานเนื้อด้วยนางเนื้อ
ยถาปิ มจฺโฉ พฬิสํ วงฺกํ มํเสน ฉาทิตํ
อามคิทฺโธ น ชานาติ มจฺโฉ มรณมตฺตโน.
ปลาอยากกินเหยื่อสดกลืนเบ็ดที่ใช้เหยื่อปกปิดไว้
ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด
เอวเมว ตุวํ ราช จูฬเนยฺยสฺส ธีตรํ
กามคิทฺโธ น ชานาสิ มจฺโฉ มรณมตฺตโน.
ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม
ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี
เหมือนปลาไม่รู้จักว่าตนจะตายฉันนั้นเหมือนกัน
สเจ คจฺฉสิ ปญฺจาลํ ขิปฺปมตฺตํ ชหิสฺสติ
มิคํ ปนฺถานุปนฺนํว (๑) มหนฺตํ ภยเมสฺสติ.
- ๑ฉ.ม. ปนฺถานุพนฺธํว
ถ้าพระองค์จะเสด็จไปแคว้นปัญจาละ
ก็จักเสียพระองค์ไปในทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์
เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อที่เดินไปตามทาง
(พระเจ้าวิเทหะถูกมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มมากเกินไป จึงทรงกริ้วแล้ว ตรัสถามว่า)
- ๑เนื้อที่เดินไปตามทาง หมายถึงฝูงเนื้อป่าได้ยินเสียงนางเนื้อต่อที่นายพรานฝึกไว้ดีแล้วร้องขึ้น ก็จะเดิน เข้าไปหาด้วยความกำหนัด จะถูกนายพรานแทงถึงแก่ความตาย (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๘/๓๔๐)
มยเมว พาลามฺหเส เอฬมูคา
เย อุตฺตมตฺถานิ ตยี ลปิมฺหา
กิเมว ตฺวํ นงฺคลโกฏิวฑฺโฒ
อตฺถานิ ชานาสิ ยถาปิ อญฺเญ.
พวกเรานั่นแหละผู้กล่าวถึงประโยชน์อันสำคัญกับท่าน
กลับเป็นคนโง่ บ้าน้ำลาย
จะรู้ประโยชน์เหมือนคนอื่น ๆ ได้ละหรือ
(พระเจ้าวิเทหะด่าบริภาษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ เมื่อจะขับไล่ จึงตรัสว่า)
- ๑เติบโตมาด้วยหางไถ หมายถึงมโหสธบัณฑิตบุตรของคหบดีจับหางไถเจริญเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก (บุตรชาวนาจะรู้เรื่องอะไร) (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๙/๓๔๑)
อิมํ คเล คเหตฺวาน นาเสถ วิชิตา มม
โย เม รตนลาภสฺส อนฺตรายาย ภาสติ.
ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้
ผู้พูดเป็นอันตรายแก่การได้รัตนะของเรา
ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตโต จ โส อปกฺกมฺ เวเทหสฺส อุปนฺติกา
อถ อามนฺตยี ทูตํ มาธุรํ (๑) สุวปณฺฑิตํ.
- ๑ฉ.ม. มาธรํ, สี. มฆรํ, อิ. มาตรํ
ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตก็หลีกไปจากราชสำนัก
ของพระเจ้าวิเทหะ ต่อมา ก็ได้เรียกนกแขกเต้าตัวฉลาด
ที่ชื่อมาธุระ ที่เป็นทูตมาสั่งว่า
เอหิ สมฺม หริตปกฺข เวยฺยาวจฺจํ กโรหิ เม
อตฺถิ ปญฺจาลราชสฺส สาลิกา สยนปาลิกา.
มานี่เถิด สหายผู้มีขนปีกสีเขียว
เจ้าจงทำการขวนขวายช่วยเหลือเรา
มีนางนกสาลิกาที่เขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมของพระเจ้าปัญจาละ
ตํ สนฺถเวน (๑) ปุจฺฉสฺสุ สา หิ สพฺพสฺส โกวิทา
สา เตสํ สพฺพํ ชานาติ รญฺโญ จ โกสิยสฺส จ.
- ๑ฉ.ม. พนฺธเนน, สี. ปตฺถเรน
นางนกตัวนั้นฉลาดในสิ่งทั้งปวง เจ้าจงถามมันโดยละเอียด
มันรู้ความลับทุกอย่างทั้งของพระราชา
และเกวัฏฏพราหมณ์โกสิยโคตรนั้น
อาโมติ โส ปฏิสฺสุตฺวา มาธุโร สุวปณฺฑิโต
อคมาสิ หริตปกฺโข สาลิกาย อุปนฺติกํ.
นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อมาธุระ ตัวมีขนปีกสีเขียว
รับคำของมโหสธบัณฑิตแล้วได้ไปยังที่อยู่ของนางนกสาลิกา
ตโต จ โข โส คนฺตฺวาน มาธุโร สุวปณฺฑิโต
อถ อามนฺตยิ สุฆรํ สาลิกํ มญฺชุภาณิกํ.
แต่นั้น นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อว่ามาธุระนั้น
ครั้นไปถึงแล้วก็ได้ถามนางนกสาลิกา
ตัวมีกรงงาม มีเสียงเพราะว่า
กจฺจิ เต สุฆเร ขมนียํ กจฺจิ เวเส อนามยํ
กจฺจิ เต มธุนา ลาชา ลพฺภเต สุฆเร ตุวํ.
แม่กรงงาม เธอสบายดีหรือ
แม่เพศสวย เธอผาสุกหรือ
เธอได้ข้าวตอกกับน้ำผึ้งในกรงอันงามของเธออยู่หรือ
กุสลญฺเจว เม สมฺม อโถ สมฺม อนามยํ
อโถ เม มธุนา ลาชา ลพฺภเต สุวปณฺฑิต.
นางนกสาลิกาตอบว่า สุวบัณฑิตผู้สหาย
ฉันสบายดีและไม่มีโรคเบียดเบียน
อนึ่ง ฉันได้ข้าวตอกและน้ำผึ้งอยู่นะ
กุโต นุ สมฺม อาคมฺม กสฺส วา ปหิโต ตุวํ
น จ เมสิ อิโต ปุพฺเพ ทิฏฺโฐ วา ยทิ วา สุโต.
ท่านมาจากที่ไหน หรือใครใช้ให้มา
สหาย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยพบหรือเคยรู้จักท่านเลย
(นกแขกเต้าได้ฟังคำของนางนกสาลิกานั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)
อโหสึ สิวิราชสฺส ปาสาเท สยนปาลโก.
ตโต โส ธมฺมิโก ราชา พทฺเธ โมเจสิ พนฺธนา.
ฉันถูกเขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมบนปราสาทของพระเจ้ากรุงสีพี
ต่อมา พระราชาพระองค์นั้นทรงตั้งอยู่ในธรรม
โปรดให้ปล่อยเหล่าสัตว์ที่ถูกขังไว้จากที่ขัง
(นกแขกเต้าต้องการจะฟังความลับ จึงกล่าวมุสาว่า)
ตสฺส เมกา ทุติยาสิ สาลิกา มญฺชุภาณิกา
ตํ ตตฺถ อวธิ เสโน เปกฺขโต สุฆเร มม.
ฉันนั้นได้มีนางนกสาลิกามีเสียงหวานตัวหนึ่งเป็นภรรยาเก่า
นางได้ถูกเหยี่ยวฆ่าตายเสียในห้องบรรทม
ต่อหน้าของฉันในกรงอันงามที่เห็นอยู่
ตสฺสา กามา หิ สมฺมตฺโต อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก
สเจ กเรยฺย (๑) โอกาสํ อุภโยว วสามฺหเส.
- ๑สี. การยฺยาสิ, อิ. กเรยฺยาสิ เม
เพราะฉันรักเธอจึงมาหาเธอ
ถ้าเธอเปิดโอกาสให้ เราทั้ง ๒ ก็จะได้อยู่ร่วมกัน
(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ แต่ไม่ให้นกแขกเต้ารู้ว่าตัวก็รัก ทำเป็นไม่ ปรารถนา แล้วกล่าวว่า)
สุโว จ สุวึ กาเมยฺย สาลิโก ปน สาลิกํ
สุวสฺส สาลิกาเยว สํวาโส โหติ กีทิโส.
ก็นกแขกเต้าก็ควรรักใคร่กับนางนกแขกเต้า
ส่วนนกสาลิกาก็ควรรักใคร่กับนางนกสาลิกา
นกแขกเต้ากับนางนกสาลิกาอยู่ร่วมกันจะเป็นเช่นไร
(นกแขกเต้าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
โยยํ กาเม กามยติ อปิ จณฺฑาลิกามปิ
สพฺโพ หิ สทิโส โหติ นตฺถิ กาเม อสาทิโส.
ผู้ใดใคร่อยู่ในกามแม้แต่กับหญิงจัณฑาล
ผู้นั้นก็เป็นเหมือนกันทั้งหมด
เพราะในกามไม่มีคนที่จะไม่เหมือนกัน
(นกแขกเต้าบัณฑิตครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประมวลเรื่องในอดีตมา แสดง จึงกล่าวต่อว่า)
อตฺถิ ชมพาวตี (๑) นาม มาตา สิวิสฺส ราชิโน
สา ปิยา วาสุเทวสฺส กณฺหสฺส จ มเหสิยา. (๒)
- ๑ฉ. ชมฺปาวติ
- ๒ฉ.ม. มเหสี ปิยา
มีพระชนนีของพระเจ้ากรุงสีพีพระนามว่าชัมพาวดี
พระนางเป็นพระมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้าวาสุเทพกัณหโคตร
(นกแขกเต้าบัณฑิตยกอุทาหรณ์อย่างอื่นมากล่าวอีกว่า)
รตนวตี (๑) กึปุริสี สาปิ วจฺฉํ อกามยิ
มนุสฺโส มิคิยา สทฺธึ นตฺถิ กาเม อสาทิโส.
- ๑ฉ.ม. รฏฺฐวตี
มีกินนรีชื่อรัตนวดี แม้เธอก็ได้ร่วมรักกับวัจฉดาบส
มนุษย์ได้ร่วมรักกับนางเนื้อก็มี
ในความใคร่ มนุษย์หรือสัตว์ไม่มีต่างกัน
(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะทดลองนางนกสาลิกา จึงกล่าวอีกว่า)
หนฺท โขหํ คมิสฺสามิ สาลิเก มญฺชุภาณิเก
ปจฺจกฺขานุปทํ เหตํ อติมญฺญสิ นูน มํ.
แม่นกสาลิกาผู้มีเสียงไพเราะ เอาเถอะ ฉันจักไปละ
เพราะถ้อยคำของเธอนี้เป็นเหตุให้ฉันประจักษ์
เธอดูหมิ่นฉันแน่
(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
น สิรี ตรมานสฺส มาธุร สุวปณฺฑิต
อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ ยาว ราชาน ทกฺขสิ
โสสฺสิ (๑) สทฺทํ มุทิงฺคานํ อานุภาวญฺจ ราชิโน.
- ๑ฉ.ม. โสสฺสิ, สี. โสสฺสสิ
มาธุรสุวบัณฑิต สิริย่อมไม่มีแก่ผู้ด่วนได้ใจเร็ว
เชิญท่านอยู่ ณ ที่นี้แหละจนกว่าจะได้เฝ้าพระราชา
จนกว่าจะได้ฟังเสียงตะโพน และเห็นอานุภาพของพระราชา
(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะถามความลับนั้น จึงกล่าวว่า)
โย นุ ขฺวายํ ติพฺโพ สทฺโท ติโรชนปเท สุโต
ธีตา ปญฺจาลราชสฺส โอสธี วิย วณฺณินี
ตํ ทสฺสติ วิเทหานํ โส วิวาโห ภวิสฺสติ.
เสียงดังอึกทึกนี้ฉันได้ยินมาภายนอกชนบทว่า
พระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ
มีพระฉวีวรรณดังดาวประกายพรึก
พระเจ้าปัญจาละจักพระราชทานพระราชธิดานั้น
แก่ชาวแคว้นวิเทหะ คือ จักมีอภิเษก
ระหว่างพระเจ้าวิเทหะกับพระธิดานั้น
(นางนกสาลิกาถูกนกแขกเต้าบัณฑิตแค่นไค้นัก จึงกล่าวว่า)
เอทิโส มา อมิตฺตานํ วิวาโห โหตุ มาธุร
ยถา ปญฺจาลราชสฺส เวเทเหน ภวิสฺสติ.
มาธุระ วิวาหมงคลเช่นนี้จงอย่ามีแก่คนผู้เป็นศัตรูกัน
เหมือนวิวาหะของพระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ
กับพระเจ้าวิเทหะเลย
(นางนกสาลิกาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวอีกว่า)
อานยิตฺวาน เวเทหํ ปญฺจาลานํ รเถสโภ
ตโต นํ ฆาตยิสฺสติ นสฺส สขี ภวิสฺสติ.
พระราชาผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวแคว้นปัญจาละ
จักทรงนำพระเจ้าวิเทหะมา
แต่นั้นจักรับสั่งให้ปลงพระชนม์ชีพพระองค์เสีย
พระเจ้าวิเทหะไม่เป็นพระสหายของพระเจ้าปัญจาละ
(นกแขกเต้าบัณฑิตได้ฟังดังนั้น หวังจะให้นางนกสาลิกาอนุญาตให้ตนกลับไป จึงกล่าวว่า)
หนฺท โข มํ อนุชานาหิ รตฺติโย สตฺตมตฺติโย
ยาวาหํ สิวิราชสฺส อาโรเจมิ มเหสิโน
ลทฺโธ จ เม อาวสโถ สาลิกาย อุปนฺติกํ.
เอาเถิด เธอจงอนุญาตให้ฉันไปสัก ๗ คืน
เพียงให้ฉันได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสีพีและพระมเหสีของพระองค์ว่า
ฉันได้ที่พักในที่อยู่ของนางนกสาลิกาแล้ว
(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ จึงกล่าวว่า)
หนฺท โข ตํ อนุชานามิ รตฺติโย สตฺตมตฺติโย
สเจ ตฺวํ สตฺตรตฺเตน นาคจฺฉสิ มมนฺติเก
มญฺเญ โอกนฺตสนฺตํ (๑) มํ มตาย อาคมิสฺสสิ.
- ๑ฉ. โอกฺกนฺตสตฺตํ
เอาเถิด ฉันอนุญาตให้ท่านไปได้เพียง ๗ คืน
ถ้า ๗ คืนท่านยังไม่กลับมายังที่อยู่ ฉันกำหนดวันตายไว้แล้ว
ท่านจักกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อฉันได้ตายไปแล้ว
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตโต จ โข โส คนฺตฺวานมาธุโร สุวปณฺฑิโต
มโหสธสฺส อกฺขาสิ สาลิกาวจนํ อิทํ.
ลำดับนั้นแล นกแขกเต้าตัวฉลาดชื่อมาธุระ
จึงได้บินไปบอกคำของนางนกสาลิกานี้แก่มโหสธบัณฑิต
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กราบทูลว่า)
ยสฺเสว ฆเร ภุญฺเชยฺย โภคํ
ตสฺเสว อตฺถํ ปุริโส จเรยฺย,
หนฺทาหํ คจฺฉามิ ปุเร ชนินฺท
ปญฺจาลราชสฺส ปุรํ สุรมฺมํ
นิเวสนานิ มาเปตุํ เวเทหสฺส ยสสฺสิโน.
ราชบุรุษพึงได้บริโภคโภคะ
ในพระตำหนักของพระราชาพระองค์ใด
ก็ควรทำประโยชน์ให้แก่พระราชาพระองค์นั้นเท่านั้น
ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชน เอาเถิด
ข้าพระองค์จะไปสู่เมืองอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้าปัญจาละก่อน
เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์
ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศ
นิเวสนานิ มาเปตฺวา เวเทหสฺส ยสสฺสิโน
ยทา เต ปหิเณยฺยามิ ตทา เอยฺยาสิ ขตฺติย.
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์
ครั้นข้าพระองค์สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์
ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศแล้ว
พึงส่งข่าวมาถวายพระองค์ได้เมื่อใด
ขอพระองค์เสด็จไปเมื่อนั้น
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตโต จ ปายาสิ ปุเร มโหสโธ
ปญฺจาลราชสฺส ปุรํ สุรมฺมํ
นิเวสนานิ มาเปตุํ เวเทหสฺส ยสสฺสิโน.
ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตได้ไปยังเมืองอันน่ารื่นรมย์
ของพระเจ้าปัญจาละก่อน เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์
ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ
นิเวสนานิ มาเปตฺวา เวเทหสฺส ยสสฺสิโน
อถสฺส ปาหิณี ทูตํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ
เอหิทานิ มหาราช มาปิตํ เต นิเวสนํ.
ครั้นได้สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระเจ้าวิเทหะ
ผู้ทรงยศ แล้วภายหลังจึงได้ส่งทูต
ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลาว่า
ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จ ณ บัดนี้เถิด
พระราชนิเวศน์ที่สร้างเพื่อพระองค์สำเร็จแล้ว
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคิยา
อนนฺตวาหนํ ทฏฺฐุํ ผีตํ กปฺปิลิยํ (๑) ปุรํ.
- ๑สี.อิ. กมฺปิลฺลิยํ
ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา
เพื่อทอดพระเนตรเมืองเจริญที่มโหสธบัณฑิตสร้างถวาย
ในแคว้นกปิละซึ่งมีพาหนะนับไม่ถ้วน
ตโต จ โข โส คนฺตฺวาน พฺรหฺมทตฺตสฺส ปาหิณิ
อาคโตสฺมิ มหาราช ตว ปาทานิ วนฺทิตุํ.
แต่นั้น ท้าวเธอครั้นเสด็จไปถึงแล้ว
จึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า
ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะมา
เพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์
ททาหิ ทานิ เม ภริยํ นารึ สพฺพงฺคโสภินึ
สุวณฺเณน ปฏิจฺฉนฺนํ ทาสีคณปุรกฺขตํ.
ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระธิดา
ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์
ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ
แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง
ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด
(พระเจ้าจูฬนีสดับถ้อยคำของราชทูตแล้วก็ทรงโสมนัส เมื่อจะทรงแสดงโสมนัส ให้ปรากฏเด่นชัด ประทานรางวัลแก่ราชทูตแล้ว จึงตรัสว่า)
สฺวาคตนฺเตปิ (๑) เวเทห อโถ เต อทุราคตํ
นกฺขตฺตญฺเญว ปริปุจฺฉ อหํ กญฺญํ ททามิ เต
สุวณฺเณน ปฏิจฺฉนฺนํ ทาสีคณปุรกฺขตํ.
- ๑ฉ.ม. …เตว, อิ. ...เตน
ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว
อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย
เชิญพระองค์ทรงหาฤกษ์ไว้เถิด หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา
ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ
แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวงแก่พระองค์
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตโต จ ราชา เวเทโห นกฺขตฺตํ ปริปุจฺฉติ (๑)
นกฺขตฺตํ ปริปุจฺฉิตฺวา พฺรหฺมทตฺตสฺส ปาหิณิ.
- ๑ฉ. ปริปุจฺฉถ
ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะก็ได้ทรงหาฤกษ์
ครั้นแล้วจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า
ททาหิ ทานิ เม ภริยํ นารึ สพฺพงฺคโสภินึ
สุวณฺเณน ปฏิจฺฉนฺนํ ทาสีคณปุรกฺขตํ.
ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระราชธิดา
ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์
ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ
แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง
ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด
(ฝ่ายพระเจ้าจูฬนีตรัสตอบว่า)
ททามิ ทานิ เต ภริยํ นารึ สพฺพงฺคโสภินึ
สุวณฺเณน ปฏิจฺฉนฺนํ ทาสีคณปุรกฺขตํ.
หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา
ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์
ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ
แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง
ให้เป็นมเหสีของพระองค์ ณ บัดนี้
(พระเจ้าวิเทหะเมื่อทรงปรึกษากับอาจารย์ผู้เป็นบัณฑิต จึงตรัสว่า)
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา ติฏฺฐนฺติ จมฺมิกา (๑)
อุกฺกา ปทิตฺตา ฌายนฺติ กินฺนุ มญฺญนฺติ ปณฺฑิตา.
- ๑ฉ. วมฺมิตา. ม. วมฺมิกา
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ
เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่
จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่
บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา ติฏฺฐนฺติ จมฺมิกา๓
อุกฺกา ปทิตฺตา ฌายนฺติ กินฺนุ กาหนฺติ ปณฺฑิต.
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ
เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่
จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่
บัณฑิตทั้งหลายจักทำอย่างไรหนอ
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
รกฺขติ ตํ มหาราช จูฬเนยฺโย มหพฺพโล
ปทุฏฺโฐ (๑) เต พฺรหฺมทตฺโต ๔ ปาโต ตํ ฆาตยิสฺสติ.
- ๑- ๔ ฉ.ม. พฺราหฺมทตฺเตน
ข้าแต่มหาราช พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตมีกำลังมาก
รักษาพระองค์ไว้ จะทรงประทุษร้ายพระองค์
รุ่งเช้าก็จักรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระองค์
(พระเจ้าวิเทหะทรงกลัวต่อมรณภัย ได้ตรัสว่า)
อุพฺเพธติ เม หทยํ มุขญฺจ ปริสุสฺสติ
นิพฺพุตึ นาธิคจฺฉามิ อคฺคิทฑฺโฒว อาตเป.
หทัยของเราสั่นและปากก็แห้งผาก
เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเสมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด
กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ
เอวมฺปิ หทยํ มยฺหํ อนฺโต ฌายติ โน พหิ.
เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน
หาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด
ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยินเสียงพระเจ้าวิเทหะคร่ำครวญ จึงกราบทูลว่า)
ปมตฺโต มนฺตนาตีโต ภินฺนมนฺโตสิ ขตฺติย
อิทานิ โข ตํ ตายนฺตุ ปณฺฑิตา มนฺติโน ชนา.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ทรงเป็นผู้ประมาท
ล่วงเลยการปรึกษา ทำลายการปรึกษา
บัดนี้ ขอชนทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญา
จงป้องกันพระองค์เถิด
อกตฺวามจฺจสฺส วจนํ อตฺถกามหิเตสิโน
อตฺตปีติรโต ราชา มิโค กูเฏว โอหิโต.
พระราชาไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ผู้เป็นอำมาตย์
ผู้ใคร่ประโยชน์และหวังดี ทรงยินดีด้วยปีติของพระองค์
จึงเหมือนเนื้อติดบ่วงนายพราน
ยถาปิ มจฺโฉ พฬิสํ วงฺกํ มํเสน ฉาทิตํ
อามคิทฺโธ น ชานาติ มจฺโฉ มรณมตฺตโน.
ปลาอยากกินเหยื่อสด กลืนขอเบ็ดที่ใช้เหยื่อปิดบังไว้
ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด
เอวเมว ตุวํ ราช จูฬเนยฺยสฺส ธีตรํ
กามคิทฺโธ น ชานาสิ มจฺโฉ มรณมตฺตโน.
ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม
ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี
เหมือนปลาไม่รู้จักตนว่าจะตายฉันนั้น
สเจ คจฺฉสิ ปญฺจาลํ ขิปฺปมตฺตํ ชหิสฺสสิ
มิคํ ปนฺถานุปนฺนํว (๑) มหนฺตํ ภยเมสฺสสิ. (๒)
- ๑ฉ.ม. ปนฺถานุพนฺธํว
- ๒ฉ.ม. ภยเมสฺสติ
ถ้าพระองค์เสด็จไปแคว้นปัญจาละ
ก็จักเสียพระองค์ไปทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์
เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อตัวเดินไปตามทาง
อนริยรูโป ปุริโส ชนินฺท
อหีว (๑) อุจฺจงฺกคโต ฑํเสยฺย ๓
น เตน มิตฺตึ กยิราถ ธีโร
ทุกฺโข หเว กาปุริเสน สงฺคโม.
- ๑- ๓ ฉ.ม. อุจฺฉงฺคโต ฆเสยฺย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน บุรุษผู้เป็นอนารยชน
ก็เป็นเหมือนงูที่อยู่ในชายพกจะพึงกัดได้
นักปราชญ์ไม่พึงผูกไมตรีกับบุรุษผู้นั้น
เพราะการสังคมกับบุรุษชั่วนำทุกข์มาให้โดยแท้
(๑) ยํ เตฺวว ๔ ชญฺญา ปุริสํ ชนินฺท
สีลวายํ พหุสฺสุโต
เตเนว มิตฺตึ กยิราถ ธีโร
สุโข หเว สปฺปุริเสหิ สงฺคโม.
- ๑- ๔ ฉ.ม. ยเทว
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน
นักปราชญ์พึงผูกไมตรีกับบุคคลผู้มีศีล
เป็นพหูสูตที่รู้จักกันนั้นแหละ
เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษนำสุขมาให้โดยแท้
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มพระเจ้าวิเทหะยิ่งขึ้น จึงนำพระดำรัสที่ตรัสไว้ใน กาลก่อนมากราบทูลว่า)
พาโล ตุวํ เอฬมูโคสิ ราช
โย อุตฺตมตฺถานิ มยี ลปิตฺโถ
กิเมวหํ นงฺคลโกฏิวฑฺโฒ
อตฺถานิ ชานิสฺสํ (๑) ยถาปิ อญฺเญ.
- ๑ฉ.ม. ชานามิ
ข้าแต่พระราชา พระองค์ได้ตรัสถึงเหตุ
ที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งในสำนักของข้าพระองค์
ทรงเป็นผู้โง่เขลา บ้าน้ำลาย
ข้าพระองค์เป็นบุตรของคหบดี เติบโตมาด้วยหางไถ
จะรู้เหตุที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งเหมือนคนอื่น ๆ ได้อย่างไร
อิมํ คเล คเหตฺวาน นาเสถ วิชิตา มม
โย เม รตนลาภสฺส อนฺตรายาย ภาสติ.
ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้
ผู้พูดเป็นอันตรายต่อการได้รัตนะของเรา
ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา
(พระเจ้าวิเทหะเมื่อจะยึดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เป็นที่พึ่ง จึงตรัสว่า)
มโหสธ อตีเตน นานุวิชฺฌนฺติ ปณฺฑิตา
กึ มํ อสฺสํว สมฺพนฺธํ ปโตเทเนว วิชฺฌสิ.
มโหสธ เหล่าบัณฑิตย่อมไม่พูดทิ่มแทงเพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว
เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาทิ่มแทงเรา
เหมือนม้าที่เขาล่ามไว้ถูกแทงด้วยปฏัก
สเจ ปสฺสสิ โมกฺขํ วา เขมํ วา ปน ปสฺสสิ
เตเนว มํ อนุสาส กึ อตีเตน วิชฺฌสิ.
ถ้าเจ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัยหรือปลอดภัย
เพราะเหตุไร เจ้าจึงทิ่มแทงเราเพราะโทษที่ล่วงไปแล้วเล่า
จงสั่งสอนเราโดยความสวัสดีนั้นเถิด
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
อตีตํ มานุสํ กมฺมํ ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ
น ตํ สกฺโกมิ โมเจตุํ ตฺวํ ปชานสฺสุ ขตฺติย.
ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว
ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง
ข้าพระองค์ไม่อาจจะปลดเปลื้องพระองค์ได้
ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด
สนฺติ เวหายสา นาคา ยสฺส โหนฺติ ตถาวิธา
เตปิ อาทาย คจฺเฉยฺยุํ อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน.
ช้างทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ
สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่
ช้างเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้
สนฺติ เวหายสา อสฺสา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน
เตปิ อาทาย คจฺเฉยฺยุํ ยสฺส โหนฺติ ตถาวิธา.
ม้าทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ
สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่
ม้าเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้
สนฺติ เวหายสา ปกฺขี อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน.
เตปิ อาทาย คจฺเฉยฺยุ ํ ยสฺส โหนฺติ ตถาวิธา.
นกทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ
สามารถบินไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่
นกเหล่านั้นจะพึงพาพระราชานั้นไปได้
สนฺติ เวหายสา ยกฺขา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน
เตปิ อาทาย คจฺเฉยฺยุ ํ ยสฺส โหนฺติ ตถาวิธา.
ยักษ์ทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ
สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่
ยักษ์เหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้
อตีตํ มานุสํ กมฺ ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ
น ตํ สกฺโกมิ โมเจตุํ อนฺตลิกฺเขน ขตฺติย.
ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว
ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง
ข้าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องพระองค์ทางอากาศได้
(เสนกบัณฑิตเมื่อจะขอร้องมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวว่า)
อตีรทสฺสี ปุริโส มหนฺเต อุทกณฺณเว
ยตฺถ โส ลภเต คาธํ ตตฺถ โส วินฺทเต สุขํ.
บุรุษผู้ยังมองไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่พำนักในที่ใด
เขาย่อมได้รับความสุขในที่นั้นฉันใด
เอวํ อมฺหญฺจ รญฺโญ จ ตฺวํ ปติฏฺฐา มโหสธ
ตฺวํ โนสิ มนฺตินํ เสฏฺโฐ อเมฺห ทุกฺขา ปโมจย.
ท่านมโหสธ ขอท่านจงได้เป็นที่พึ่ง
ทั้งของพวกข้าพเจ้าและพระราชาฉันนั้นเถิด
ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุดของพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี
ขอท่านจงช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าทั้งหลาย
ให้พ้นจากทุกข์ด้วยเถิด
(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะข่มเสนกบัณฑิต จึงกล่าวว่า)
อตีตํ มานุสํ กมฺมํ ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ
น ตํ สกฺโกมิ โมเจตุํ ตฺวํ ปชานสฺสุ เสนก.
ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว
ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าไม่อาจจะปลดเปลื้องท่านได้
ขอท่านจงรู้เอาเองเถิด
(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามว่า)
สุโณหิ เมตํ วจนํ ปสฺส เสนํ (๑) มหพฺภยํ
เสนกํ ทานิ ปุจฺฉามิ กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสิ.
- ๑สี.อิ. ปสฺสเสตํ
ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เสนกะ
ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร
(เสนกบัณฑิตได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)
อคฺคึ วา ทฺวารโต เทม คณฺหามเส วิกนฺตนํ
อญฺญมญฺญํ วธิตฺวาน ขิปฺปํ หิสฺสาม ชีวิตํ
มา โน ราชา พฺรหฺมทตฺโต จิรํ ทุกฺเขน มารยิ.
พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา
หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน
ชิงละชีวิตไปเสียก่อน อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา
ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย
(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามปุกกุสบัณฑิตว่า)
สุโณหิ เมตํ วจนํ ปสฺส เสนํ (๑) มหพฺภยํ
ปุกฺกุสํ ทานิ ปุจฺฉามิ กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสิ.
- ๑สี.อิ. ปสฺสเสตํ
ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์ปุกกุสะ
ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร
(ปุกกุสบัณฑิตกราบทูลว่า)
วิสํ ขาทิตฺวา มิยฺยาม ขิปฺปํ หิสฺสาม ชีวิตํ
มา โน ราชา พฺรหฺมทตฺโต จิรํ ทุกฺเขน มารยิ.
พวกเราจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย ชิงละชีวิตไปเสียก่อน
อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา
ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย
(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามกามินทบัณฑิตว่า)
สุโณหิ เมตํ วจนํ ปสฺส เสนํ มหพฺภยํ
กามินฺทํ ทานิ ปุจฺฉามิ กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสิ.
ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์กามินทะ
ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร
(กามินทบัณฑิตกราบทูลว่า)
รชฺชุยา พชฺฌ มิยฺยาม ปปาตา ปปเตมเส (๑)
มา โน ราชา พฺรหฺมทตฺโต จิรํ ทุกฺเขน มารยิ.
- ๑ฉ.ม. ปปตามเส
พวกเราจะเอาเชือกผูกคอตายหรือโดดเหวตาย
อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา
ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย
(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามเทวินทบัณฑิตว่า)
สุโณหิ เมตํ วจนํ ปสฺส เสนํ มหพฺภยํ
เทวินฺทํ ทานิ ปุจฺฉามิ กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสิ.
ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เทวินทะ
ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร
(เทวินทบัณฑิตกราบทูลว่า)
อคฺคึ วา ทฺวารโต เทม คณฺหามเส วิกนฺตนํ
อญฺญมญฺญํ วธิตฺวาน ขิปฺปํ หิสฺสาม ชีวิตํ
น โน สกฺโกติ โมเจตุํ สุเขเนว มโหสโธ.
พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา
หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน
ชิงละชีวิตไปเสียก่อน มโหสธไม่สามารถจะช่วยปลดเปลื้องพวกเรา
ให้รอดพ้นไปได้โดยง่ายเลย
(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น คร่ำครวญจนมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยิน จึง ตรัสว่า)
ยถา กทลิโน สารํ อเนฺวสํ นาธิคจฺฉติ
เอวํ อเนฺวสมานา นํ ปญฺหํ นาชฺฌคมามเส.
บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย แต่ไม่พบฉันใด
พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์
ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น
ยถา สิมฺพลิโน สารํ อเนฺวสํ นาธิคจฺฉติ
เอวํ อเนฺวสมานา นํ ปญฺหํ นาชฺฌคมามเส.
บุคคลแสวงหาแก่นงิ้ว แต่ไม่พบฉันใด
พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์
ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น
อเทเส วต โน วุฏฺฐํ กุญฺชรานํวโนทเก
สกาเส ทุมฺมนุสฺสานํ พาลานํ อวิชานตํ.
การที่เราทั้งหลายอยู่ในสำนักหมู่พาล
ซึ่งเป็นพวกเขลา ไม่รู้อะไร
ก็เท่ากับฝูงกุญชรอยู่ในที่ไม่มีน้ำซึ่งเป็นถิ่นไม่สมควรหนอ
อุพฺเพธติ เม หทยํ มุขญฺจ ปริสุสฺสติ
นิพฺพุตึ นาธิคจฺฉามิ อคฺคิทฑฺโฒว อาตเป.
หทัยของเราสั่น และปากก็แห้งผาก
เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด
กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ
เอวมฺปิ หทยํ มยฺหํ อนฺโต ฌายติ โน พหิ.
เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน
หาไหม้ข้างนอกไม่ ฉันใด
ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตโต โส ปณฺฑิโต ธีโร อตฺถทสฺสี มโหสโธ
เวเทหํ ทุกฺขิตํ ทิสฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ.
ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์มองเห็นประโยชน์นั้น
เห็นพระเจ้าวิเทหะผู้ประสบทุกข์ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ ราหุคฺคหิตํว (๑) จนฺทิมํ.
- ๑ฉ.ม. ราหุคฺคหํว
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงจันทร์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ ราหุคฺคหิตํว๑ สูริยํ.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงอาทิตย์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ ปงฺเก สนฺนํว กุญฺชรํ.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนช่วยปลดเปลื้องช้างเชือกจมปลักให้รอดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ เปฬาพทฺธํว ปนฺนคํ.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนช่วยปลดเปลื้องงูที่ติดอยู่ในข้องให้รอดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ ปกฺขึ พทฺธํว ปญฺชเร.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ มจฺเฉ ชาลคเตริว.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น
เหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดแหให้รอดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
อหนฺตํ โมจยิสฺสามิ สโยคฺคพลวาหนํ.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์
พร้อมด้วยพระราชยานหมู่พลและพาหนะให้รอดพ้น
มา ตฺวํ ภายิ มหาราช มา ตฺวํ ภายิ รเถสภ
ปญฺจาลํ พาหยิสฺสามิ กากเสนํว เลฑฺฑุนา.
ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย
ข้าพระองค์จักขับไล่กองทัพของพระเจ้าปัญจาละให้หนีไป
เหมือนขับไล่กาและเหยี่ยวให้หนีไป
อาทุ ปญฺญา กิมตฺถิยา อมจฺโจ วาปิ ตาทิโส
โย ตํ สมฺพาธปกฺขนฺทํ ทุกฺขา น ปริโมจเย.
อำมาตย์ใดพึงปลดเปลื้องพระองค์
ผู้ตกอยู่ในที่คับขันให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้
ปัญญาของอำมาตย์ผู้เช่นนั้นหรืออำมาตย์
ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาผู้เช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไร
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์สั่งเหล่าทหารให้เปิดประตูอุโมงค์ว่า)
เอถ มาณวา อุฏฺเฐถ มุขํ โสเธถ สนฺธิโน
เวเทโห สหมจฺเจหิ อุมฺมงฺเคน คมิสฺสติ.
มาเถิด ลุกขึ้นเถิดมาณพทั้งหลาย
จงเปิดปากอุโมงค์และประตูเรือนเถิด
พระเจ้าวิเทหะ พร้อมอำมาตย์จักเสด็จไปทางอุโมงค์
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปณฺฑิตสฺสานุจาริโน
อุมฺมงฺคทฺวารํ วิวรึสุ ยนฺตยุตฺเต จ อคฺคเฬ.
พวกคนติดตามของมโหสธบัณฑิตฟังคำสั่งของมโหสธนั้นแล้ว
ช่วยกันเปิดประตูอุโมงค์และถอดกลอนที่ติดยนต์
ปุรโต เสนโก ยาติ ปจฺฉโต จ มโหสโธ
มชฺเฌ จ ราชา เวเทโห อมจฺจปริวาริโต.
เสนกะเดินนำเสด็จไปข้างหน้า
มโหสธเดินตามเสด็จไปข้างหลัง
พระเจ้าวิเทหะมีอำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จไปท่ามกลาง
อุมฺมงฺคา นิกฺขมิตฺวาน เวเทโห นาวมารุหิ
อภิรูฬฺหญฺจ ญตฺวา อนุสาสิ มโหสโธ.
พระเจ้าวิเทหะเสด็จออกไปจากอุโมงค์แล้ว
เสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง ส่วนมโหสธบัณฑิตได้ทราบว่า
พระเจ้าวิเทหะเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่งแล้ว
จึงถวายอนุสาสน์ว่า
อยํ เต สสุโร เทว อยํ สสฺสุ ชนาธิป
ยถา มาตุ ปฏิปตฺติ เอวํ เต โ หตุ สสฺสุยา.
ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้นี้คือพระโอรส
แห่งพระเจ้าจูฬนีผู้เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์
พระเทวีนี้เป็นพระสัสสุ (แม่ยาย) ของพระองค์
ขอโปรดทรงปฏิบัติต่อพระสัสสุของพระองค์
เหมือนทรงปฏิบัติต่อพระราชมารดาของพระองค์เถิด
ยถาปิ นิยโก ภาตา โสทริโย เอกมาตุโก
เอวํ ปญฺจาลจนฺโท เต ทยิตพฺโพ รเถสภ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ
พระภาดาแท้ ๆ ผู้ร่วมพระอุทร มีพระชนนีเดียวกัน
พระองค์ก็ควรทรงเอ็นดูฉันใด
พระปัญจาลจันทราชกุมารพระองค์ก็ควรเอ็นดูฉันนั้น
อยํ ปญฺจาลจนฺที เต ราชปุตฺตี อภิชฺฌิ ตา (๑)
กามํ กโรหิ เต ตาย ภริยา เต รเถสภ.
- ๑ฉ.ม. อภิจฺฉิตา
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ
พระนางปัญจาลจันทนีราชบุตรีของพระเจ้าพรหมทัตนี้
ที่พระองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก
ขอพระองค์จงทำความรักใคร่ในพระนางของพระองค์
พระนางจะเป็นมเหสีของพระองค์
(พระเจ้าวิเทหะทรงประสงค์จะเสด็จไป จึงตรัสกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
อารุยฺห นาวํ ตรมาโน กึ นุ ตีรมฺหิ ติฏฺฐสิ
กิจฺฉา มุตฺตามฺห ทุกฺขโต ยาม ทานิ มโหสธ.
มโหสธ ท่านจงรีบขึ้นเรือเถิด
จะยืนอยู่ที่ฝั่งทำไมหนอ พวกเราพ้นจากทุกข์ได้โดยยาก
จงรีบไป ณ บัดนี้เถิด
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)
เนส ธมฺโม มหาราช โยหํ เสนาย นายโก
เสนงฺคํ ปริหาเปตฺวา อตฺตานํ ปริโมจเย.
ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์เป็นผู้นำกองทัพ
จะทอดทิ้งกองทัพแล้ว
พึงเอาตัวรอดนี้ ไม่เป็นธรรมเลย
นิเวสนมฺหิ เต เทว เสนงฺคํ ปริหาปิตํ
ตํ ทินฺนํ พฺรหฺมทตฺเตน อานยิสฺสํ รเถสภ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ
ข้าพระองค์จักนำกองทัพที่พระองค์ละทิ้งไว้ในพระราชนิเวศน์
ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตพระราชทานแล้วนั้นกลับมา
(ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะตรัสว่า)
อปฺปเสโน มหาเสนํ กถํ นิคฺคยฺห ฐสฺสสิ
ทุพฺพโล พลวนฺเตน วิหญฺญิสฺสสิ ปณฺฑิต.
ท่านบัณฑิต ท่านมีเสนาน้อย
จักข่มพระเจ้าพรหมทัตผู้มีเสนามากได้อย่างไร
ท่านไม่มีกำลังจักเดือดร้อน
เพราะพระเจ้าพรหมทัตมีกำลัง
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
อปฺปเสโนปิ เจ มนฺตี มหาเสนํ อมนฺตินํ
ชินาติ ราชา ราชาโน อาทิจฺโจวุทยนฺตมํ.
ผู้มีปัญญา ถึงจะมีเสนาน้อย
ก็ชนะคนที่มีเสนามากแต่ไม่มีปัญญาได้
เหมือนพระราชาผู้ทรงพระปรีชา
ย่อมชนะพระราชาหลายพระองค์ผู้ไม่ทรงพระปรีชาได้
ดังดวงอาทิตย์ขึ้นมากำจัดความมืด
(พระเจ้าวิเทหะ ทรงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แก่เสนกบัณฑิต ว่า)
สุสุขํ วต สํวาโส ปณฺฑิเตหีติ เสนก
ปกฺขีว ปญฺชเร พทฺเธ มจฺเฉ ชาลคเตริว
อมิตฺตหตฺถตฺถคเต (๑) โมจยี โน มโหสโธ.
- ๑ฉ. อมิตฺตหตฺถตฺตคเต
ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย
เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา
ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้
เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น
และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้น
(เสนกบัณฑิตได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)
เอวเมว มหาราช ปณฺฑิตา หิ สุขาวหา
ปกฺขีว ปญฺชเร พทฺเธ มจฺเฉ ชาลคเตริว
อมิตฺตหตฺถตฺถคเต๑ โมจยี โน มโหสโธ.
ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลาย
เป็นผู้นำความสุขมาให้โดยแท้
มโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา
ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้
เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น
และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
รกฺขิตฺวา กสิณํ รตฺตึ จูฬเนยฺโย มหพฺพโล
อุเทนฺตํ อรุณุคฺคสฺมึ อุปการึ อุปาคมิ.
- ๑อุปการนคร หมายถึงนครที่มโหสธบัณฑิตให้สร้างขึ้นในเขตเมืองปัญจาลนคร(ของพระเจ้าจุฬามณี เพื่อใช้ เป็นที่ประทับของพระเจ้าวิเทหะ เพื่อรอเวลาเข้าพิธีวิวาห์กับพระนางปัญจาลจันทนีธิดาของพระเจ้าจุฬามณี (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๐๗/๓๘๖)
อารุยฺห ปวรํ นาคํ พลวนฺตํ สฏฺฐิหายนํ
ราชา อโวจ ปญฺจาโล จูฬเนยฺโย มหพฺพโล.
พระเจ้าปัญจาละพระนามว่าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก
เสด็จขึ้นประทับช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมีกำลัง
ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง ได้รับสั่งแล้วว่า
สนฺนทฺโธ มณิจมฺเมน (๑) สรมาทาย ปาณินา
เปสิเย อชฺฌภาสิตฺถ ปุถุคุมฺเพ สมาคเต.
- ๑ฉ.ม. มณิวมฺเมน
พระองค์ทรงสวมเกราะแก้วมณี
มีพระหัตถ์ทรงพระแสงศร ได้ตรัสสำทับกับเหล่าทหารหาญ
ผู้เชี่ยวชาญศิลปะทุก ๆ ด้าน ซึ่งมาประชุมกันอยู่
(บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงข้อความเหล่านั้นโดยย่อ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า)
หตฺถาโรเห อนีกฏฺเฐ รถิเก ปตฺติการเก
อุปาสนมฺหิ กตหตฺเถ วาลเวเธ สมาคเต.
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ
กองพลราบ ผู้มีฝีมือ ชำนาญในศิลปะธนู
ยิงได้แม่นยำ มาประชุมกันแล้ว
(พระเจ้าจูฬนีรับสั่งใหัจับพระเจ้าวิเทหะว่า)
เปเสถ กุญฺชเร ทนฺตี พลวนฺเต สฏฺฐิหายเน
มทฺทนฺตุ กุญฺชรา นครํ เวเทเหน สุมาปิตํ.
พวกท่านจงไสช้างพลายงาทั้งหลายที่มีกำลัง
ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลังไป
ขอช้างทั้งหลายจงเหยียบย่ำทำลายเมือง
ที่พระเจ้าวิเทหะได้รับสั่งให้สร้างไว้ดีแล้ว
วจฺฉทนฺตมุขา เสตา ติกฺขคฺคา อฏฺฐิเวธิโน
ปณุนฺนา ธนุเวเคน สมฺปตนฺตุตรีตรา.
ขอให้ลูกศรขาวด้านหน้าทำด้วยเขี้ยวลูกสัตว์
มีปลายแหลมคมแทงทะลุกระดูกที่ถูกปล่อยไปแล้ว
จงข้ามไปตกลงด้วยกำลังธนูเถิด
มาณวา วมฺมิโน สูรา จิตฺตทณฺฑยุตาวุธา
ปกฺขนฺทิโน มหานาคา หตฺถีนํ โหนฺตุ สมฺมุขา.
พวกทหารรุ่นหนุ่ม ๆ สวมเกราะแกล้วกล้า
มีอาวุธมีด้ามอันงดงาม
เมื่อช้างใหญ่ทั้งหลายแล่นเข้าสงครามมาอยู่
จงหันหน้าสู้ช้างทั้งหลายเถิด
สตฺติโย เตลโธตาโย อจฺจิมนฺตา ปภสฺสรา
วิชฺโชตมานา ติฏฺฐนฺตุ สตรํสีว ตารกา.
หอกทั้งหลายที่ชโลมด้วยน้ำมันส่องแสงเป็นประกายเพลิง
โชติช่วงตั้งอยู่ดังดาวประกายพรึกซึ่งมีรัศมีตั้งร้อย
อาวุธพลวนฺตานํ คุณิกายุรธารินํ
เอตาทิสานํ โยธานํ สงฺคาเม อปลายินํ
เวเทโห กุโต มุจฺจิสฺสติ สเจ ปกฺขีว กาหิติ.
เมื่อเหล่าทหารมีกำลังอาวุธ
สวมสังวาลรัดเกราะเช่นนี้ ไม่หนีสงคราม
พระเจ้าวิเทหะต่อให้มีปีกบินก็หนีไปไหนไม่พ้น
ตึส เม ปุริสนาวุโตฺย สพฺเพเวกกนิจฺจิตา
เยสํ สมํ น ปสฺสามิ เกวลํ มหิมํ จรํ.
เหล่าทหาร ๓๙,๐๐๐ นายทั้งหมดของเรา
แต่ละคนล้วนถูกคัดเลือกไว้แล้ว
เราเที่ยวไปทั่วแผ่นดินก็ไม่เห็นทหารผู้ทัดเทียม
นาคา จ กปฺปิตา ทนฺตี พลวนฺตา สฏฺฐิหายนา
เยสํ ขนฺเธสุ โสภนฺติ กุมารา จารุทสฺสนา.
อนึ่ง ช้างพลายงาทั้งหลายที่ประดับแล้วล้วนแต่มีกำลัง
ต่อเมื่ออายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง
ซึ่งมีเหล่าทหารหนุ่ม ๆ มีผิวพรรณดุจทองคำสง่างามอยู่บนคอ
ปีตาลงฺการา ปีตวสนา ปีตุตฺตรนิวาสนา
นาคขนฺเธสุ โสภนฺติ เทวปุตฺตาว นนฺทเน.
ทหารเหล่านั้นมีเครื่องประดับสีเหลือง
นุ่งผ้าสีเหลือง ผ้านุ่งผ้าห่มสีเหลือง
ย่อมสง่างามอยู่บนคอช้างดังเทพบุตรในอุทยานนันทวัน
ปาฐีนวณฺณา เนตฺตึสา เตลโธตา ปภสฺสรา
นิฏฺฐิตา นรวีเรหิ สมธารา สุนิสฺสิตา.
กระบี่ทั้งหลายที่มีสีเช่นเดียวกับปลาสลาด
ขัดถูด้วยน้ำมันเป็นประกายวาบวับ
ที่เหล่าทหารกล้าทำสำเร็จแล้ว
ลับเป็นอย่างดีมีคมอยู่เสมอ
เวลฺลาลิโน วีตมลา สิกฺกายสมยา ทฬา
คหิตา พลวนฺเตหิ สุปฺปหารปฺปหาริภิ.
ดาบส่องแสงจ้า ปราศจากสนิม
ทำด้วยเหล็กกล้าทนทาน
ที่เหล่าทหารผู้มีกำลังชำนาญในการฟันถือไว้แล้ว
สุวณฺณถรุสมฺปนฺนา โลหิตกณฺฐูปธาริตา (๑)
วิวตฺตมานา โสภนฺติ วิชฺชุวพฺภฆนนฺตเร.
- ๑ฉ.ม. โลหิตกจฺฉุปธาริตา
ดาบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ด้ามทองคำ
ประกอบด้วยฝักสีแดง กวัดแกว่งไปมางดงาม
ดังสายฟ้าที่แปลบปลาบอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ
ปฏากา วมฺมิโน สูรา อสิจมฺมสฺส โกวิทา
ธนุคฺคหา สิกฺขิตรา นาคกฺขนฺธนิปาติโน.
เหล่าทหารดาบผู้แกล้วกล้าสวมเกราะ
สามารถตีลังกาไปในอากาศ ฉลาดในการใช้ดาบและโล่ห์
ฝึกฝนมาดีกว่าพลแม่นธนู สามารถจะตัดคอช้างให้ขาดตกลงไปได้
เอตาทิเสหิ ปริกฺขิตฺโต นตฺถิ โมกฺโข อิโต ตว
ปภาวนฺเต น ปสฺสามิ เยน ตฺวํ มิถิลํ วเช.
พระองค์ถูกทหารทั้งหลายเช่นนี้ล้อมไว้แล้ว
พระองค์จะพ้นไปจากที่นี้ไม่ได้
ข้าพระองค์ยังไม่เห็นราชานุภาพของพระองค์
ที่จะเป็นเหตุให้เสด็จดำเนินไปถึงกรุงมิถิลาได้
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ กล่าวเย้ยหยันกับพระเจ้าจูฬนีว่า)
กินฺนุ สนฺตรมาโนว นาคํ เปเสสิ กุญฺชรํ
ปหฏฺฐรูโป อาคมสิ (๑) สทฺธตฺโถสฺมีติ (๒) มญฺญสิ.
- ๑ฉ. อาปตสิ
- ๒ฉ.ม. สิทฺธตฺโถสมฺมีติ
พระองค์ทรงด่วนไสช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมาทำไมหนอ
พระองค์มีพระทัยร่าเริงเสด็จมา
พระองค์ทรงสำคัญว่า เราเป็นผู้ได้ประโยชน์
โอหเรตํ ธนุํ จาปํ ขุรปฺปํ ปฏิสํหร
โอหเรตํ สุภํ วมฺมํ เวฬุริยมณิสนฺถตํ. (๑)
- ๑ก. …สนฺนิภิ
ขอพระองค์ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด
ทรงเก็บลูกศรเสียเถิด จงทรงเปลื้องเกราะอันงดงาม
ติดแผ่ไปด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณีออกเสียเถิด
(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้น ทรงคุกคามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
ปสนฺนมุขวณฺโณสิ มิตปุพฺพญฺจ ภาสสิ
โหติ โข มรณกาเล เอทิสี วณฺณสมฺปทา.
เจ้ามีสีหน้าผ่องใส และพูดอย่างฝืนยิ้ม
ความถึงพร้อมด้วยผิวพรรณเช่นนี้ย่อมมีในคราวใกล้ตาย
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)
โมฆนฺเต คชฺชิตํ ราช ภินฺนมนฺโตสิ ขตฺติย
ทุคฺคโณฺห หิ (๑) ตยา ราชา ขฬุงฺเกเนว สินฺธโว.
- ๑ฉ.ม. ทุคฺคโณฺหสิ
ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์ตรัสขู่คำราม
เป็นพระดำรัสที่เปล่าประโยชน์
พระองค์เป็นผู้มีความลับแตกเสียแล้ว
เพราะพระราชาของข้าพระองค์ยากที่พระองค์จะจับได้
เหมือนม้าขาเขยกขับม้าสินธพได้ยาก
ติณฺโณ หิยฺโย ราชา คงฺคํ สามจฺโจ สปริชฺชโน
หํสราชํ ยถา ธงฺโก อนุชฺชวํ ปติสฺสติ. (๑)
- ๑ฉ.ม. ปติสฺสสิ
พระราชาของข้าพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร
เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปแล้วแต่วานนี้
ถ้าพระองค์จักทรงติดตามไป ก็จักตกไปสู่ความลำบาก
เหมือนกาบินไล่ติดตามพญาหงส์
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ไม่พรั่นพรึงดุจพญาราชสีห์ ยกอุทาหรณ์มากราบ ทูลว่า)
สิงฺคาลา รตฺติภาเคน ผุลฺลํ ทิสฺวาน กึสุกํ
มํสเปสีติ มญฺญนฺตา ปริพฺยูฬฺหา มิคาธมา.
สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำทรามกว่าเนื้อ
เห็นดอกทองกวาวบานในราตรี ก็เข้าใจว่า
เป็นชิ้นเนื้อ จึงเข้าล้อมต้นไว้
วีติวตฺตาสุ รตฺตีสุ อุคฺคตสฺมึ ทิวากเร (๑)
กึสุกํ ผุลฺลิตํ ทิสฺวา อาสจฺฉินฺนา มิคาธมา.
- ๑ฉ.ม. ทิวิกเร
เมื่อราตรีผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
สุนัขจิ้งจอกที่ต่ำทรามกว่าเนื้อเหล่านั้น
ได้เห็นดอกทองกวาวที่บานแล้ว ก็หมดหวังฉันใด
เอวเมว ตุวํ ราช เวเทหํ ปริวารย (๑)
อาสจฺฉินฺโน คมิสฺสสิ สิงฺคาลา กึสุกํ ยถา.
- ๑ฉ. ปริวาริย
ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหะ
ก็จักทรงหมดหวังเสด็จกลับไป ฉันนั้นเหมือนกัน
เหมือนสุนัขจิ้งจอกล้อมต้นทองกวาว
(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงสั่งลงโทษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
อิมสฺส หตฺเถ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ ฉินฺทถ
โย เม อมิตฺตํ หตฺถคตํ เวเทหํ ปริโมจยิ.
พวกเจ้าจงตัดมือ เท้า หู และจมูก
ของมโหสธนี้ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ
ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นไป
อิมํ มํสํว ปาตพฺยํ (๑) สูเล กตฺวา ปจนฺตุ นํ
โย เม อมิตฺตํ หตฺถคตํ เวเทหํ ปริโมจยิ.
- ๑สี.อิ. มํสํว ปาตพฺพํ. เอวมุปริปิ
พวกเจ้าจงเสียบมโหสธผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ
ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้น
บนหลาวแล้วย่างมันเสียเหมือนย่างเนื้อนี้
ยถาปิ อาสภํ จมฺมํ ปฐพฺยา วิตนิยติ
สีหสฺส อโถ พฺยคฺฆสฺส โหติ สงฺกุสมาหตํ.
บุคคลแทงหนังวัวลงบนแผ่นดิน
หรือใช้ขอเกี่ยวหนังราชสีห์ หรือหนังเสือโคร่งฉุดมาฉันใด
เอวนฺตํ วิหนิตฺวาน เวธยิสฺสามิ สตฺติยา
โย เม อมิตฺตํ หตฺถคตํ เวเทหํ ปริโมจยิ.
เราจักให้พวกเจ้าช่วยกันใช้หอกทิ่มแทงมโหสธนี้
ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ
ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นฉันนั้น
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น ก็หัวเราะกราบทูลว่า)
สเจ เม หตฺเถ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉจฺฉสิ
เอวํ ปญฺจาลจนฺทสฺส เวเทโห เฉทยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น
ของพระปัญจาลจันทราชกุมารเช่นเดียวกัน
สเจ เม หตฺเถ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉจฺฉสิ
เอวํ ปญฺจาลจนฺทิยา เวเทโห เฉทยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น
ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน
สเจ เม หตฺเถ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉจฺฉสิ
เอวํ นนฺทาย เทวิยา เวเทโห เฉทยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น
ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน
สเจ เม หตฺเถ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉจฺฉสิ
เอวนฺเต ปุตฺตทารสฺส เวเทโห เฉทยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น
ของพระโอรส และพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน
สเจ มํสํว ปาตพฺยํ สูเล กตฺวา ปจิสฺสสิ
เอวํ ปญฺจาลจนฺทสฺส เวเทโห ปาจยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว
แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ
ของพระปัญจาลจันทราชกุมารบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
สเจ มํสํว ปาตพฺยํ สูเล กตฺวา ปจิสฺสสิ
เอวํ ปญฺจาลจนฺทิยา เวเทโห ปาจยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว
แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ
ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
สเจ มํสํว ปาตพฺยํ สูเล กตฺวา ปจิสฺสสิ
เอวํ นนฺทาย เทวิยา เวเทโห ปาจยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว
แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ
ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
สเจ มํสํว ปาตพฺยํ สูเล กตฺวา ปจิสฺสสิ
เอวนฺเต ปุตฺตทารสฺส เวเทโห ปาจยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว
แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ
ของพระโอรสและพระชายาของพระองค์แล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน
สเจ มํ วิตนิตฺวาน เวธยิสฺสสิ สตฺติยา
เอวํ ปญฺจาลจนฺทสฺส เวเทโห เวธยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง
พระปัญจาลจันทราชกุมารด้วยหอกเช่นเดียวกัน
สเจ มํ วิตนิตฺวาน เวธยิสฺสสิ สตฺติยา
เอวํ ปญฺจาลจนฺทิยา เวเทโห เวธยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง
พระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน
สเจ มํ วิตนิตฺวาน เวธยิสฺสสิ สตฺติยา
เอวํ นนฺทาย เทวิยา เวเทโห เวธยิสฺสติ.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่งแทง
พระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน
สเจ มํ วิตนิตฺวาน วเทโห เวธยิสฺสติ
เอวํ โน มนฺติตํ รโห เวเทเหน มยา สห.
ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง
พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่มแทง
พระโอรสและพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน
ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ ข้าพระองค์กับพระเจ้าวิเทหะ
ได้ปรึกษาตกลงกันไว้แล้วในที่ลับ
ยถาปิ ปลสตํ จมฺมํ โกนฺติมนฺตาสุนิฏฺฐิตํ (๑)
- ๑สี.อิ. โกนฺติมนฺตีสุนิฏฺฐิติ
อุเปติ ตนุตาณาย สรานํ ปฏิหนฺตเว.
สุขาวโห ทุกฺขนุโท เวเทหสฺส ยสสฺสิโน
มตินฺเต ปฏิหญฺญามิ อุสุํ ปลสเตน วา.
ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้นำสุขมาให้
บรรเทาทุกข์ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ
จึงจำกัดมติของพระองค์เสีย
ดุจกำจัดลูกศรด้วยโล่หนัก ๔๐๐ ปละ
อิงฺฆ ปสฺส มหาราช สุญฺญํ อนฺเตปุรํ ตว
โอโรธา จ กุมารา จ ตว มาตา จ ขตฺติย
อุมฺมงฺคา นีหริตฺวาน เวเทหสฺสุปนามิตา.
ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทอดพระเนตร
พระราชมณเฑียรของพระองค์อันว่างเปล่า
พระสนมกำนัลใน พระกุมาร และพระมารดาของพระองค์
ข้าพระองค์ให้นำออกทางอุโมงค์
นำไปถวายพระเจ้าวิเทหะแล้ว
(พระเจ้าจูฬนีเมื่อสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งมาเฝ้าแล้วส่งไปเพื่อให้รู้ความจริง จึง ตรัสว่า)
อิงฺฆ อนฺเตปุรํ มยฺหํ คนฺตฺวาน วิจินาถ นํ
ยถา อิมสฺส วจนํ สจฺจํ วา ยทิ วา มุสา.
เชิญพวกเจ้าจงไปสู่ราชมณเฑียรของเราแล้วตรวจดู
คำของมโหสธนี้จริงหรือเท็จอย่างไร
(อำมาตย์นั้นไปแล้วกลับมา กราบทูลว่า)
เอวเมตํ มหาราช ยถา อาห มโหสโธ
สุญฺญํ อนฺเตปุรํ สพฺพํ กากปฏฺฏนกํ ยถา.
ข้าแต่มหาราช มโหสธกราบทูลว่าฉันใด
คำนั้นเป็นจริงฉันนั้น
พระราชมณเฑียรทุกแห่งว่างเปล่า
เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงกา
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์พรรณนามรรคาที่พระนางนันทาเทวีเสด็จไป จึงทูลว่า)
อิโต คตา มหาราช นารี สพฺพงฺคโสภนา
โกสุมฺภผลกสุสฺโสณี (๑) หํสคคฺครภาณินี.
- ๑ฉ.ม. โกสมฺพผลกสุสฺโสณี
ข้าแต่มหาราช
พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉมงดงามทั่วทั้งสรรพางค์
มีพระโสณีผึ่งผายงามดุจดังแท่งทองคำธรรมชาติ
มีปกติตรัสพระสำเนียงอันอ่อนหวานประดุจดังลูกหงส์
เสด็จไปทางอุโมงค์นี้
อิโต นีตา มหาราช นารี สพฺพงฺคโสภนา
โกเสยฺยวสนา สามา ชาตรูปสุเมขลา.
ข้าแต่มหาราช พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉม
งดงามทั่วทั้งสรรพางค์ ทรงพระภูษาโกไสย
มีพระสรีระเหลืองอร่าม มีสายรัดพระองค์งดงามด้วยทองคำ
ข้าพระองค์นำออกไปแล้วจากอุโมงค์นี้
สุรตฺตปาทา กลฺยาณี สุวณฺณมณิเมขลา
ปาเรวตกฺขี สุตนู พิมฺโพฏฺฐา ตนุมชฺฌิมา.
พระนางนันทาเทวีมีพระบาทแดงสดใส
ทรงพระโฉมงดงาม มีสายรัดพระองค์เป็นแก้วมณีแกมทองคำ
มีดวงพระเนตรดังนัยน์ตานกพิราบ มีพระสรีระงดงาม
มีพระโอษฐ์แดงดังลูกตำลึงสุกสะโอดสะอง
สุชาตา ภุชลฏฺฐีว เวทีว (๑) ตนุมชฺฌิมา
ทีฆสฺสา เกสา อสิตา อีสกคฺคปเวลฺลิตา.
- ๑สี.อิ. เวลฺสีว
มีบั้นพระองค์เล็กเรียวดังเถานาคลดาที่เกิดดีแล้ว
และเหมือนกาญจนไพที มีพระเกสายาวดำ
มีปลายช้อนขึ้นเล็กน้อย
สุชาตา มิคฉาปาว เหมนฺตคฺคิสิขาริว
นทีว คิริทุคฺเคสุ สญฺฉนฺนา ขุทฺทเวฬุภิ.
มีดวงพระเนตรเขื่องดุจดวงตาของลูกเนื้อทรายที่เกิดดีแล้ว
และดุจเปลวเพลิงในฤดูหนาว
เหมือนแม่น้ำใกล้ภูผาอันดารดาษไปด้วยไม้ไผ่ต้นเล็ก ๆ
นาคนาสูรุ กลฺยาณี ปรม (๑) ติมฺพรุตฺถนี
นาติทีฆา นาติรสฺสา นาโลมา นาติโลมกา. (๒)
- ๑ก.สี.อิ. ปฐมา
- ๒ฉ.ม. นาติโลมสา
พระนางมีพระเพลางามดังงวงอัยรา
ที่สำคัญมีพระถันยุคลดังคู่ผลมะพลับ
มีพระสัณฐานสันทัด ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก
มีพระโขนงพองาม ไม่มากนัก
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ ทราบว่าพระเจ้าจูฬนีมีความเสน่หาเกิดขึ้น จึง กราบทูลต่ออีกว่า)
นนฺทาย นูน มรเณน นนฺทสิ สิริวาหน
อหญฺจ นูน นนฺทา จ คจฺฉาม ยมสาธนํ.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะที่สมบูรณ์ด้วยสิริ
พระองค์คงจะทรงยินดีกับการทิวงคต
ของพระนางนันทาเทวีเป็นแน่
ข้าพระองค์และพระนางนันทาเทวี
ก็จะพากันไปสำนักของพญายมด้วยกันแน่
(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีจึงตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
ทิพฺพํ อธียเส มายํ อกาสิ จกฺขุโมหนํ
โย เม อมิตฺตํ หตฺถคตํ เวเทหํ ปริโมจยิ.
มโหสธผู้ได้ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ
ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราทำเล่ห์กลทิพย์หรือทำภาพลวงตา
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น จึงกราบทูลว่า)
อธียนฺติ มหาราช ทิพฺพมายิธ ปณฺฑิตา
เต โมจยนฺติ อตฺตานํ ปณฺฑิตา มนฺติโน ชนา.
ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้
ย่อมทำเล่ห์กลอันเป็นทิพย์
ชนผู้มีปัญญามีมันสมองเหล่านั้นย่อมปลดเปลื้องตนได้
สนฺติ มาณวปุตฺตา เม กุสลา สนฺธิเฉทกา
เยสํ กเตน มคฺเคน เวเทโห มิถิลํ คโต.
เหล่าทหารหนุ่มผู้รับใช้เป็นคนฉลาด
เป็นผู้ขุดอุโมงค์ของข้าพระองค์ผู้ได้สร้างหนทาง
ที่พระเจ้าวิเทหะได้เสด็จไปกรุงมิถิลาไว้มีอยู่
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทราบความประสงค์ของพระเจ้าจูฬนี จึงทูลว่า)
อิงฺฆ ปสฺส มหาราช อุมงฺคํ สาธุมาปิตํ
หตฺถีนํ อถ อสฺสานํ รถานํ อถ ปตฺตินํ
อาโลกภูตํ ติฏฺฐนฺตํ อุมงฺคํ สาธุนิฏฺฐิตํ. (๑)
- ๑ฉ.ม. สาธุ มาปิตํ
ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทอดพระเนตรอุโมงค์
ที่สร้างไว้ดีแล้วงดงาม เรืองรองด้วยถ่องแถวแห่งกองพลช้าง
กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ
ซึ่งเขาทำเป็นรูปปั้นและเป็นลวดลายไว้ที่สำเร็จดีแล้วเถิด
(พระเจ้าจูฬนีทรงเห็นอุโมงค์แล้ว ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)
ลาภา วต วิเทหานํ ยสฺสิเมทิสา ปณฺฑิตา
ฆเร วสนฺติ วิชิเต ยถา ตฺวํสิ มโหสธ.
มโหสธ เป็นลาภของชนชาวแคว้นวิเทหะหนอ
(และ)เป็นลาภของผู้ที่มีเหล่าบัณฑิตเช่นนี้
อยู่ในเรือนในแคว้นเหมือนมีเจ้า
(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีตรัสด้วยประสงค์จะให้มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์อยู่ใน สำนักของตนว่า)
วุตฺติญฺจ ปริหารญฺจ ทิคุณํ ภตฺตเวตนํ
ททามิ วิปุเล โภเค ภุญฺช กาเม รมสฺสุ จ
มา วิเทหํ ปจฺจคมา กึ วิเทโห กริสฺสติ.
เราจะให้เครื่องดำเนินชีวิต ที่บริหาร
เบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จเป็น ๒ เท่า
ให้โภคะอันไพบูลย์ เจ้าจงใช้สอยและรื่นรมย์ในกามเถิด
เจ้าไม่กลับไปยังแคว้นวิเทหะ พระเจ้าวิเทหะจักทรงทำอะไรได้
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิเสธ จึงกราบทูลว่า)
โย จเชถ มหาราช ภตฺตารํ ธนการณา
อุภินฺนํ โหติ คารโยฺห อตฺตโน จ ปรสฺส จ
ยาว ชีเวยฺย เวเทโห (๑) นาญฺญสฺส วิชิเต วเส. ๒
- ๑- ๒ ฉ.ม. นาญฺญสฺส ปุริโส สิยา
ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน
เพราะเหตุแห่งทรัพย์
ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้
ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ในแคว้นของผู้อื่นได้
ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่
โย จเชถ มหาราช ภตฺตารํ ธนการณา
อุภินฺนํ โหติ คารโยฺห อตฺตโน จ ปรสฺส จ
ยาว ติฏฺเฐยฺย เวเทโห (๑) นาญฺญสฺส ปุริโส สิยา. ๓
- ๑- ๓ ฉ.ม. นาญฺญสฺส วิชิเต วเส
ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน
เพราะเหตุแห่งทรัพย์
ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้
ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาองค์อื่นได้
ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่
(ในเวลาที่มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทูลลา พระเจ้าจูฬนี ตรัสว่า)
ทมฺมิ นิกฺขสหสฺสนฺเต คามาสีติญฺจ กาสิสุ
ทาสิสตานิ จตฺตาริ ทมฺมิ ภริยาสตญฺจ เต
สพฺพํ เสนงฺคมาทาย โสตฺถึ คจฺฉ มโหสธ.
มโหสธ เราจะให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง
บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสีแก่ท่าน
ให้ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ท่าน
ท่านจงพากองทัพทั้งปวงไปโดยสวัสดีเถิด
ยาว ททนฺตุ หตฺถีนํ อสฺสานํ ทิคุณํ วิธํ
ตปฺเปนฺตุ อนฺนปาเนน รถิเก ปตฺติการเก.
ชนทั้งหลายจงให้อาหารแก่ช้างและม้าทั้งหลาย
อย่างละ ๒ เท่าเพียงใด ก็จงเลี้ยงกองพลรถและกองพลราบ
ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงนั้นเถิด
หตฺถี อสฺเส รเถ ปตฺตี คจฺเฉวาทาย ปณฺฑิต
ปสฺสตุ ตํ มหาราชา เวเทโห มิถิลํ คตํ.
มโหสธบัณฑิต ท่านจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า
กองพลรถ และกองพลราบไปเถิด
พระเจ้าวิเทหมหาราชจงทอดพระเนตร
ท่านผู้ไปถึงกรุงมิถิลาแล้วเถิด
(ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะทรงเห็นกองทัพใหญ่ ตกพระทัยตรัสกับบัณฑิตทั้ง ๔ ว่า)
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา ปทิสฺสเต มหา
จตุรงฺคินี ภีสรูปา กินฺนุ มญฺญสิ ปณฺฑิตา. (๑)
- ๑ฉ.ม. มญฺญสิ ปณฺฑิต
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ
ปรากฏมากมายครบทั้ง ๔ กองพลที่น่าสะพรึงกลัว
บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ
(ลำดับนั้น เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
อานนฺโท เต มหาราช อุตฺตโม ปฏิทิสฺสติ
สพฺพํ เสนงฺคมาทาย โสตฺถึ ปตฺโต มโหสโธ.
ข้าแต่มหาราช ความยินดีอย่างสูงส่งจงปรากฏแก่พระองค์
มโหสธบัณฑิตได้พากองทัพทั้งหมดมาถึงโดยสวัสดีแล้ว
(พระเจ้าวิเทหะเสด็จลุกขึ้นสวมกอดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แล้ว ทำปฏิสันถาร ตรัสว่า)
ยถา เปตํ สุสานสฺมึ ฉฑฺเฑตฺวา จตุโร ชนา
เอวํ กปฺปิลเย (๑) ตฺยมฺห ฉฑฺฑยิตฺวา อิธาคตา.
- ๑ฉ.ม. กปิลเย, สี. กปฺปิลฺลิเย, อิ. กปฺปิลฺลิยรฏฺเฐ
คนทั้ง ๔ ทิ้งร่างคนตายไว้ในป่าช้าแล้วกลับไปฉันใด
เราทั้งหลายก็ทิ้งท่านไว้ในกปิลรัฐแล้วกลับมาที่นี้ฉันนั้น
อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา
เกน วา อตฺถชาเตน อตฺตานํ ปริโมจยิ.
เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าปลดเปลื้องตนได้
เพราะเหตุ เพราะปัจจัย หรือเพราะประโยชน์อะไร
(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า)
อตฺถํ อตฺเถน เวเทห มนฺตํ มนฺเตน ขตฺติย
ปริวารยึ (๑) ราชานํ ชมฺพุทีปํว สาคโร.
- ๑สี.ก. ปริวารยิสฺสํ
ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะผู้เป็นกษัตริย์
ข้าพระองค์ล้อมประโยชน์ไว้ด้วยประโยชน์
ล้อมความคิดไว้ด้วยความคิด
ล้อมพระราชาไว้เหมือนน้ำทะเลล้อมชมพูทวีปไว้
(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลถึงบรรณาการที่พระเจ้าจูฬนีพระราชทานแก่ตน ให้ทรงทราบว่า)
ทินฺนํ นิกฺขสหสฺสํ เม คามาสีติ จ กาสิสุ
ทาสีสตานิ จตฺตาริ ทินฺนํ ภริยาสตญฺจ เม
สพฺพํ เสนงฺคมาทาย โสตฺถินามฺหิ อิธาคโต.
พระเจ้าพรหมทัตทรงพระราชทานทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง
บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสี
ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ข้าพระองค์
ข้าพระองค์พากองทัพทั้งหมดมาที่นี้โดยสวัสดีแล้ว
(พระเจ้าวิเทหะทรงยินดี ร่าเริงอย่างยิ่ง ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)
สุสุขํ วต สํวาโส ปณฺฑิเตหีติ เสนก
ปกฺขีว ปญฺชเร พทฺเธ มจฺเฉ ชาลคเตริว
อมิตฺตหตฺถตฺตคเต โมจยี โน มโหสโธ.
ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย
เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตปลดเปลื้องพวกเรา
ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู
เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น
และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น
(ฝ่ายเสนกบัณฑิตรับพระราชดำรัสแล้วกราบทูลว่า)
เอวเมตํ มหาราช ปณฺฑิตา หิ สุขาวหา
ปกฺขีว ปญฺชเร พทฺเธ มจฺเฉ ชาลคเตริว
อมิตฺตหตฺถตฺตคเต โมจยี โน มโหสโธ.
ข้าแต่มหาราช ข้อความนี้ก็เป็นอย่างนี้
เพราะพวกบัณฑิตเป็นผู้นำสุขมาให้
มโหสธได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู
เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรง
และปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้นไป
(พระเจ้าวิเทหะรับสั่งให้ชาวพระนครเที่ยวตีกลองประกาศว่า)
อาหญฺญนฺตุ สพฺพวีณา เภริโย ทินฺทิมานิ จ
ธเมนฺตุ มาคธา สงฺขา วคฺคู นทนฺตุ ทุนฺทุภี.
ขอประชาชนทั้งหลายจงดีดพิณทุกชนิด
จงตีกลองน้อย กลองใหญ่ และมโหระทึก
จงเป่าสังข์อันมีเสียงไพเราะของชาวเมืองเถิด
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา
พหุํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปณฺฑิตสฺสาภิหารยุํ.
พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์
ต่างก็ได้นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
พหุํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปณฺฑิตสฺสาภิหารยุํ.
พวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ
ต่างก็นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา
พหุํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปณฺฑิตสฺสาภิหารยุํ.
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว
ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต
พหุชฺชโน ปสนฺโนสิ ทิสฺวา ปณฺฑิตมาคตํ
ปณฺฑิตมฺหิ อนุปฺปตฺเต เจลุกฺเขโป ปวตฺตถาติ.
มโหสธชาตกํ (๑) ปญฺจมํ.
- ๑ฉ. อุมงฺคชาตกํ, สี.อิ. มหาอุมฺมคฺคชาตกํ
ชนเป็นอันมากได้เห็นมโหสธบัณฑิตกลับมา
ต่างก็เลื่อมใส ครั้นมโหสธบัณฑิตมาถึงแล้ว
ต่างก็โบกผ้าอยู่ไปมา
มโหสธชาดกที่ ๕ จบ
- ๑พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก อุบาสิกา ผู้รักษาอุโบสถศีล ตรัสภูริทัตตชาดกนี้ ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ดังนี้ เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑)
จบ ๕. มโหสถชาดก